วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หักล้างทฤษฎีการเงิน : อย่าแค่อ่านเพลินๆ

บิดาแห่งทฤษฎีการเงิน ก็คือ เออร์วิง ฟิชเชอร์  โดย มิลตัน ฟรีดแมน (เจ้าสำนักการนิยม) ได้กล่าวไว้ว่า "ฟิชเชอร์" เป็นนักเศรษฐศาสตร์ของอเมริกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ซึ่งผมก็เห็นด้วยตามนั้น

MV=PQ  คือ สมการของฟิชเชอร์ ที่ได้ถ่ายทอดกันมาถึงกว่า 1 ศตวรรษแล้ว  โดย M  คือ ปริมาณเงิน V คือ การหมุนของเงิน  P คือ ระดับราคา และ Q คือ ผลผลิตหรือ GDP  

เมื่อ diff แล้วก็จะได้สมการ   อัตราการเปลี่ยนแปลง M + อัตราการเปลี่ยนแปลง V = อัตราการเปลี่ยนแปลง P + อัตราการเปลี่ยนแปลง Q   และ  เมื่อสมมติฐานกำหนดให้ V คงที่จากรูปแบบการบริโภคที่เหมือนเดิม  หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์   ดังนัน  สรุปได้ว่า อัตราการเพิ่มปริมาณเงิน เท่ากับ  อัตราการเพิ่มขึ้นของ nominal GDP (real GDP+อัตราเงินเฟ้อ)

นั่นหมายถึง  การลดอัตราดอกเบี้ย และ การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน  จะช่วยเร่งให้ทั้ง GDP และ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น   และ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามหากขึ้นอัตราดอกเบี้ย   และ นี่นำไปสู่ "นโยบายการเงิน" นั่นเอง

อย่างไรก็ดี  ผมพบว่า V ไม่ได้คงที่  ไม่สามารถจะตั้งสมมติฐานที่ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้  เป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิด  V จะลดลงโดยอัตโนมัติหากเพิ่ม M   ในสมัยของ ฟิชเชอร์ อาจกล่าวได้ว่า ตลาดของสต็อก (ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดอสังหาฯ เงินฝาก สินเชื่อ และ กองทุนบำนาญ) อาจมีขนาดที่เล็กกว่า GDP อยู่มาก  ดังนั้น การเพิ่มปริมาณเงิน M  จึงไปส่่งผลเกือบทั้งหมดที่ P และ Q  โดย V แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง  อย่างไรก็ดี  ปัจจุบันตลาดเงินตลาดทุนใหญ่ขึ้นมาก  ค่า V จะลดลงเมื่อ M  เพิ่มขึ้น

ผลสรุปก็คือ  การลดอัตราดอกเบี้ย หรือการเพิ่มปริมาณเงิน จะไม่ช่วยเร่งเงินเฟ้อ   แม้ว่าทำให้ Q สูงขึ้นเล็กน้อยจากผลของความมั่งคั่ง (wealth effect)   เมื่อ V ลดลง  จึงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ (P)  ชะลอตัวลงต่่างหาก  และ  ในทางตรงกันข้าม  การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือ การลดปริมาณเงินจะไม่สกัดเงินเฟ้อ  แต่กลับทำให้ค่า P หรืออัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นต่างหาก   เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดนโยบายการเงินทั่วโลก

โดยประธาน ECB  นายมาริโอ ดาร์กี  ที่พยายามเร่งเงินเฟ้อด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นการทำแบบทิศทางนั่นกลับทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงต่างหาก  โดยยูโรโซนมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี   และ ประเทศ PIIGS นั่นเข้าเขตอัตราเงินฝืดในเดือน กย.ที่ผ่านมา  ในทางตรงกันข้าม  ประเทศรัสเซีย ได้พยายามขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ  แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า  อัตราเงินเฟ้อของรัสเซียวิ่งไปเรื่อยๆ จนสูงสุดในรอบ 3 ปีกันเลย

แล้วผู้กำหนดนโยบายการเงินไม่เอะใจบ้างหรือ..... มันเป็นเรื่องยากที่เชื่อได้ว่า เรื่องในตำราคือสิ่งที่ผิด เหมือนักฟิสิกส์  คงจะมีน้อยคนนักที่บอกว่า  สมการในตำราอย่าง  F=ma ของนิวตัน หรือ E=mc^2   ของไอน์สไตน์ เป็นสมการที่ผิดพลาด  อย่างไรก็ดี  ทางสังคมศาสตร์  สามารถศึกษาผลลัพธ์ได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้  หากสังเกตเพิ่มขึ้นอีกสักนิด  ก็จะพบว่า  สมการการเงินของฟิชเชอร์นั้นเริ่มมีปัญหาเสียแล้ว

แล้วเมื่อศึกษาถึงผลกระทบของ QE ก็จะพบว่า  ประเทศสหรัฐฯ และ อังกฤษ  ก่อนหน้านี้จะมีอัตราเงินเฟ้อระดับสูงระดับ 2-4%  แต่เมื่อใช้ QE ปรากฏว่าอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือระดับ 1% เศษเท่านั้น  ซึ่งก็ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีการเงินเดิม   แต่เป็นไปตามแนวคิดของทฤษฎี "การเงินไท้เก๊ก"  คือ  การเพิ่มปริมาณเงินจะกลับทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงต่างหากไม่ใช่เพิ่มสูงขึ้น

บทสรุปตรงนี้ก็คือ โลกควรพิจารณานโยบายการเงินกันใหม่ทั่วโลก  ซึ่งดูเหมือนว่าผู้กำหนดนโยบายการเงิน จะทำแบบผิดทิศผิดทางเสียแล้ว  ดังนั้นอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกันใหม่หมด

ผมขอสมัคร 2 มหาวิทยาลัย  เพื่อร่วมพัฒนาทฤษฎีใหม่และพิสูจน์การหักล้างทฤษฏีการเงินการคลังเดิม  ดำเนินการ "ปฏิบัติการไท้เก๊ก"   เสนอข่าวต่อสื่อ  รวมถึงเผยแพร่ความรู้ใหม่ต่อนักเรียนม.ปลายและนักศึกษาไทยก่อน  จะนำเผยแพร่ไปสู่ระดับโลก   เร่งติดต่อเข้ามานะครับ  prawitruang@gmail.com



วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หักล้างทฤษฎีเคนส์ : ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

การหักล้างทฤษฎี  ปกติแล้วในรอบ 1 ศตวรรษ จึงจะสามารถเกิดขึ้นได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากเย็นยิ่ง  เหมือน  โคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอหักล้างทฤษฎีโลกแบนและเป็นศูนย์กลางจักรวาล   ดาร์วิน หักล้างทฤษฎีพระเจ้าสร้างโลก   ไอน์สไตน์หักล้างกฎนิวตัน  หรือแม้แต่ เคนส์หักล้างทฤษฎีของอดัม สมิธ

หลังจากผ่านไปหลายปี  ในที่สุดผมได้สร้างสมการของ "การคลังไท้เก๊ก" ที่คิดว่าสมบูรณ์ได้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้หักล้างทฤษฎีการคลังของเคนส์  ซึ่งก็คือบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์การคลังนั่นเอง  ทฤษฎีต่างๆ มักจะมี สมการ เข้าไปเพื่ออธิบายด้วยเสมอ  จะขอนำเสนอดังต่อไปนี้

ในกรอบของเคนส์ นั้น  การใช้จ่ายภาครัฐ G = Gc+Gi  เข้านั้น คือ มีเพียง 2 พจน์  ที่การใช้จ่ายภาครัฐมีไว้เพื่อการบริโภค และ การลงทุน  ทำให้สมการการคลังคือ
                                               การเปลี่ยนแปลง Y  =  M * การเปลี่ยนแปลง G    

หรือว่าการเปลี่ยนแปลงของ GDP  เท่ากับ การเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายภาครัฐ คูณด้วยตัวทวี (Multiplier)  นั่นเอง

สำนักเคนส์บอกว่า M นั้นมากกว่า 1   ขณะที่สำนักนีโอคลาสิกบอกว่า M  นั้นอยู่ระหว่าง 0 ถึง  1 ต่างหาก
นี่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่  ส่วนการคลังไท้เก๊ก บอกว่าถูกต้องทั้ง 2 สำนัก และ ผิดทั้ง 2 สำนักด้วย

การคลังไท้เก๊ก ได้ทำให้สมการยาวขึ้นเป็น 6 พจน์ คือ  G = Gc+Gi+Gx+Gm+Gs+Gp  และ สมการของการคลังไท้เก๊ก ก็คือ   การเปลี่ยนแปลง Y = ผลรวมของ Mi * การเปลี่ยนแปลง Gi   โดย i ตั้งแต่ 1 ถึง 6 นั่นเอง

โดยอธิบายและยกตัวอย่างได้คร่าวๆ ดังนี้

Gc คือ ภาครัฐใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการบริโภค เช่น การแจกเช็คช่วยชาติ และ การประกันรายได้ชาวนา ในรัฐบาลอภิสิทธิ์  และ  การแจกเงินให้ชาวนาและชาวสวนยาง ในรัฐบาลประยุทธ์

Gi คือ ภาครัฐใช้จ่ายเงินเพื่อลงทุนสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ  นี่คือสิ่งที่เคนส์ มุ่งหวังให้ใช้เป็นหลัก

Gx คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่ใส่ลงเพื่อกระตุ้นให้มีการส่งออกมากขึ้น เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ส่งออก และ การให้สิทธิ  BOI แก่บริษัทส่งออก เป็นต้น

3 พจน์ข้างต้นนั้นไม่มีปัญหาเลย  ค่าตัวทวีเป็นไปตามที่ เคนส์ ว่าไว้ คือ มากกว่า 1  อย่างไรก็ดี ปัญหาอยู่ที่ 3 พจน์ต่อไป

Gm คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า  เช่น สมมติหากรัฐเพิ่มภาษีศุลกากรรถยนต์นำเข้าจากประเทศใน AEC ก็จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม (หรือเป็นการรัดเข็มขัดการคลัง)  ในเวลาเดียวกันการผลิตรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น GDP ของประเทศกลับเพิ่มขึ้น   ซึี่งเรื่องแบบนี้ ไม่ได้อยู่ในกรอบความคิดของทฤษฎีเคนส์เลย  ค่าตัวทวีในส่วนนี้มีค่า "ติดลบ"

Gs คือ การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อเก็บสต็อก ทำให้เงินไม่หมุน  โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้นโยบายแนวนี้มาก เช่น การรับจำนำข้าวราคาสูง และ การซื้อยางเก็บสต็อก   แม้จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น  แต่ถูกชดเชยความเสียหายจาก การส่งออกที่ลดลง  การเสื่อมค่าของสต็อก และ การทุจริตแล้ว  ทำให้ค่าตัวทวีของนโยบายแนวนี้เข้าใกล้ "ศูนย์"   นอกจากนี้  การจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ ก็น่าจะเข้าข่ายนี้ด้วย เพราะเงินจะไหลเข้าแบงก์ และ กองทุนบำนาญเป็นหลัก

Gp คือ การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อดูดเงินภาคเอกชนไปร่วมออมด้วย  ทำให้การใช้จ่ายในปัจจุบันลดลง หรือ GDP ต่ำลงนั่นเอง  โดยการสมทบ กบข. การให้สิทธิภาษีสูงๆ ในกองทุนอย่าง RMF, LTF ก็เข้าประเด็นนี้ได้ ขณะที่การให้ "สินเชื่อไท้เก๊ก" ด้วยการให้ผู้ประกันตนยืมเงินออมตนเองมาใช้ได้ก่อน โดยรัฐเก็บภาษีดอกเบี้ยบางส่วนนั้น จะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม  เพราะจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม โดยเศรษฐกิจดีขึ้นด้วย  ค่าตัวทวีของเรื่องนี้จึง "ติดลบ"

นี่เป็นการเปลี่ยนกรอบกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift)  ของทฤษฎีเคนส์และสมการการคลังเดิมไปเลย  จากที่หากรัฐทุ่มงบแล้วเศรษฐกิจจะต้องดีขึ้น และ รัดเข็มขัดแล้วเศรษฐกิจจะต้องแย่ลงนั้น  กลับพบว่าไม่จริงเสมอไป  โดยเฉพาะในส่วนของ Gm และ Gp  จะทำให้เกิดผลลัพธ์ตรงกันข้ามได้

ในยุคของเคนส์นั้น ไม่มีกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนบำนาญมากนัก  ดังนั้น เงินส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อการบริโภค และ การลงทุนจริงๆ  ค่าตัวทวีจึงมากว่า 1  นั้นถูกต้องแต่ในยุคต่อมา รัฐบาลต้องใช้เงินต่างๆ ที่มีค่าตัวทวีต่ำลงมาก  ถึงขั้น "ติดลบ" ก็มี  ดังนั้น  แนวคิดของสำนักนีโอคลาสสิกก็ถูกต้องเช่นกัน  อย่างไรก็ดีทั้ง 2 สำนักก็ผิดที่ไม่ได้กล่าวถึง  ค่าตัวทวีติดลบ (Negative Multiplier) เอาไว้เลย  จึงไม่มีแนวทางที่จะช่วยให้รัฐสามารถรัดเข็มขัดการคลัง พร้อมๆ ไปกับการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย

หากจะพูดกันตรงๆ แบบเติมฝันนิดหน่อยก็คือ  "เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก  หากพัฒนาต่อน่าจะไปได้ถึงรางวัลโนเบล  เพราะ เป็นเรื่องสำคัญในรอบศตวรรษไม่ใช่แค่ในรอบปี   ส่งผลให้ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตำราเศรษฐกิจมหภาคกันใหม่ทั้งโลก"

ผมจึงคิด "ปฏิบัติการไท้เก๊ก" ขึ้นมา โดยขอรับสมัคร 2 มหาวิทยาลัย และ 2 สื่อ  เราจะร่วมกันประกาศข่าวใหญ่ของโลกในเรื่องการหักล้างทฤษฎีการคลัง และ การเงินของโลก  3 ขั้นตอนดังนี้

1. ประกาศข่าวการหักล้างทฤษฎีการเงินและการคลัง  รวมถึงการร่วมพัฒนาทฤษฎีใหม่ต่อไปด้วยกัน
2. จัดพิมพ์ตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคใหม่  ฉบับหักล้างทฤษฎีเดิม  ให้นักเรียนและนักศึกษาไทย
3. อีก 1 ปีให้หลังจึงทำการแปลเพื่อเผยแพร่ตำราเป็นภาษาอังกฤษ

เรื่องนี้มีแต่ "ได้" กับ "ได้" และ "ได้"  โดยนักศึกษาไทยจะได้เรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องกันใหม่ และ มีความรู้ที่เหนือชั้นกว่า นศ.ของมหาวิทยาลัยท็อปเทนของโลก   มหาวิทยาลัยไทยจะได้เป็นผู้นำในด้านนี้ และ ผลิตตำราให้แก่นักศึกษาทั่วโลกโอกาสติด Top 100 ของโลกนั้นไม่ยาก  ส่วนประเทศไทยนั้น  ไม่เพียงแต่จะได้นำหน้าประเทศ JKS (ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์)  แต่ยังนำหน้าประเทศผู้นำด้านการศึกษาอย่าง สหรัฐฯ และ อังกฤษ อีกด้วย ซึ่ง 2 ประเทศนี้ก็คือ ประเทศที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำโลก และเป็นแหล่งก่อตั้งทฤษฎีการเงินและการคลัง นั่นเอง

หากพูดแบบเว่อร์ๆ หน่อยก็คือ นี่นับเป็น "โอกาสทองในรอบศตวรรษ"ของไทยเลยทีเดียวที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้   โดยไม่ต้องรอให้ สปช.ด้านการศึกษา ปฏิรูปการศึกษาไทยให้แซงกลับประเทศลาว เพราะ เรื่องนี้คือ "การปฏิวัติการศึกษาไทย" แบบเป็นฝันของฝันอีกที

อย่างไรก็ดี  เรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าหาญมาก เพราะเหมือนกับเดินไปบอกอาจารย์เศรษฐศาสตร์ทั่วโลกว่า "พี่ครับ พวกพี่กำลังสอนสิ่งบกพร่องผิดพลาดให้นักเรียน นักศึกษาอยู่นี่ จะฝืนสอนต่อไปหรือ ควรจะต้องรีบเร่งปรับเปลี่ยนนะครับ"  และ  เป็นการบอกผู้กำหนดนโยบายการเงินการคลังทั่วโลกว่า  "สิ่งที่พวกท่านได้ร่ำเรียนมานั้น มีข้อบกพร่องผิดพลาด  ทำให้อาจออกนโยบายการเงินการคลังที่บกพร่องผิดพลาดออกมาได้ ดังนั้น ควรจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนะครับ"  แต่ผมขอให้มาร่วมกันกล้าหาญอย่างสร้างสรรค์นะครับ

ดังนั้น กรุณารีบติดต่อเข้ามา  เพื่อร่วมกันสานฝันที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยด้วยกัน  เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยนะครับ prawitruang@gmail.com

ปล. บทความหน้าผมจะเขียนเกี่ยวกับ "การหักล้างทฤษฎีการเงิน" ครับ


วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิกฤติปลาร้า อย่าชะล่าใจ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 115 เดือน รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายเงินภาครัฐ และ ลงทุนสาธารณูปโภค น่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ราว 4-5% ในปี 2558 และ ประเทศไทยก็เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ได้อย่างสวยงาม  นั่นเป็นภาพที่ดูดีมากสำหรับประเทศไทย  แต่เดี๋ยวก่อน....

วิกฤติปลาร้า คือ วิกฤติที่ผมตั้งชื่อให้เอง โดยเป็นวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทย ซึ่งก็คือ ประเทศลาวนั่นเอง  โดยลาวได้รับการเตือนจาก IMF มาตั้งแต่เดือน พ.ย.ปี 2556 ให้ระมัดระวังการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้ดี  เพราะ มีการขาดดุลการคลัง และ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมาก  อาจทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอ จนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจได้ในที่สุด

เมื่อดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ  ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือ ลาวมีการขาดดุลการคลังถึง 12.4% GDP เมื่อปี 2556 โดยมีหนี้สาธารณะ ต่อ GDP ระดับ 62% ซึ่งจัดว่าเป็นระดับที่สูง นอกจากนี้ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องรุนแรง 3 ปีซ้อน (ค่า Rueng Alarm ที่ -73.8%) ซึ่งเป็นระดับปรอทแตกอันตรายมากๆ  ขณะที่ผมกำลังกังวลกับ "ลาว" อยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นตัวเลขของ มองโกเลีย ซึ่งอันตรายกว่าเสียอีก คือ ค่า Rueng Alarm ที่ -92%  แทบไม่เชื่อสายตาว่าจะมี 2 ประเทศแบบนี้ในโลกใบนี้ด้วย

การที่ลาวซึ่งกำลังจะเข้าเป็น 1 ใน AEC เช่นเดียวกับประเทศไทย  ลาวมุ่งมั่นพัฒนาชาติให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อตามให้ทันไทย  โดยมุ่งเน้นในด้านพลังงานไฟฟ้าด้วยเขือนพลังน้ำ  การสื่อสารด้วย 4G   การคมนาคมด้วยรถไฟความเร็วสูง   อย่างไรก็ดี  การวิ่งเร็วเกินไปถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับประเทศลาว   หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงของการรวมตัวปีหน้านั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อ AEC ทั้งภูมิภาคได้  โดยประเทศที่มีอันดับเครดิตไม่ดีนักอย่าง กัมพูชา  เวียดนาม และ อินโดนีเซีย (1 ใน Fragile Five) ก็อาจมีปัญหาทางเศรษฐกิจตามไปด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรทำก็คือ รัฐบาลไทย และ ธปท. ควรส่งผู้เชี่ยวชาญทั้งการเงินการคลังไปยังประเทศลาวโดยด่่วน เพื่อให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ซึ่งอาจจะสามารถป้องกัน "วิกฤติปลาร้า" ได้   นอกจากจะเป็นการแสดงน้ำใจในฐานะบ้านพี่เมืองน้องแล้ว  ประเทศไทยยังได้แสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำ AEC ที่ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ต้นมือ  เพื่อให้การดำเนินการรวมเป็นหนึ่งเดียวของ AEC ได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ

อย่างไรก็ดี  "วิกฤติปลาร้า" อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะ ลาววิ่งมาอย่างเร็วจนถึงขอบหน้าผาเสียแล้ว และเรื่องนี้อาจจะเป็นบททดสอบแรกสำหรับบ้านหลังใหญ่อย่าง AEC ว่าจะสามารถบริหารจัดการวิกฤติเศรษฐกิจของสมาชิกได้อย่างไร







วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

3 ปรอทวัดไข้ Fragile Five

เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงรู้จัก Fragile Five เป็นอย่างดีแล้ว  ซึ่งหมายถึง ประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงกระแสเงินทุนต่างชาติ  โดยโครงสร้างคือมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ได้แก่ ประเทศ บราซิล อินเดีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และ ตุรกี หรือรวมๆ แล้วเรียกว่ากลุ่มประเทศ "BISIT" นั่นเอง

บทความนี้จะนำเสนอ ปรอทวัดไข้ 3 ชนิด เพื่อวัดดูว่าประเทศใดกันแน่ที่ความเสี่ยงสูงสุดและควรจะต้องจับตามองเป็นพิเศษ ผมได้นำเอา ประเทศไทย รวมเข้าไปด้วยเพื่อทำการวัดไข้ด้วยกัน โดยประเทศเหล่านี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  จากการที่เศรษฐกิจประเทศจีน ญี่ปุ่นและยุโรป ได้ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด  ขณะที่สภาพคล่องของโลกก็ลดลงจากการที่สหรัฐฯ กำลังจะยกเลิกมาตรการ QE ค่าเงินของประเทศทั้ง 5 นี้ได้อ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด  เรามาลองดูตัวชี้วัดทั้ง 3 กัน

1.TE Rating นี่คือ ดัชนีวัดค่าที่คิดค้นขึ้นโดย www.tradingeconomics.com เพื่อใช้วัดความเสียงของประเทศต่างๆ โดยถ่วงน้ำหนักจาก 5 ปัจจัยเท่าๆ กัน คือ 1.อันดับเครดิตโดย S&P  2.อันดับเครดิตโดยมูดี้ส์  3.อันดับเครดิตโดยฟิตซ์  4.ค่าชี้วัดทางเศรษฐกิจ 5.ตลาดเงินตลาดทุน โดยจะได้ค่าดัชนีออกมาเป็นตัวเลขทำให้เข้าใจได้ง่าย และ สามารถวัดการเปลี่นแปลงได้ง่ายด้วย  โดยประเทศที่ปลอดภัยมากๆ จะมีค่านี้สูง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ (99.5) ส่วนประเทศที่เสี่ยงมากก็จะมีค่านี้ต่ำ เช่น กรีซ (5.8)

ผมต้องขอเปิดหมวกคารวะทีมงานที่ได้สร้างดัชนี้นี้ขึ้นมา เพราะต้องทุ่มเทผู้เชี่ยวชาญและเก็บข้อมูลมากมายเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ผมพบข้อบกพร่องของดัชนีชี้วัดนี้แล้ว ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป เราลองมาเรียงความเสี่ยงจากมากไปน้อยของ Fragile Five โดยปรอทวัดไข้อันนี้กันดีกว่า
1.ตุรกี (44.6) 2.อินเดีย (47.1) 3.อินโดนีเซีย (48.5) 4.บราซิล (50.7) 5.แอฟริกาใต้ (57.4) และ 6.ไทย (58.8)

จะเห็นได้ว่าข้อบกพร่องของ TE Rating ก็คือ การทำให้ความเสี่ยงของแอฟริกาใต้ มาอยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทย แทนที่จะอยู่ใกล้เคียงกับประเทศ Fragile Five  อย่างไรก็ดี  การที่ "ตุรกี" มีค่าความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มนี้ นับได้ว่าน่าจะถูกต้อง โดยประเทศกลุ่มนี้จะมีค่า TE Rating อยู่ระหว่าง 40-50 โดยไทยจะอยู่ระดับปลอดภัยกว่านั้น  เมื่อดู 2 ประเทศล่าสุดที่ขอความช่วยเหลือจาก IMF ก็จะพบว่าค่า TE ชี้ความเสี่ยงได้อย่างดี คือ ยูเครน (28.8) และ กาน่า (32.5)  อาจสรุปได้สั้นๆ ว่า หากค่านี้ต่ำกว่าระดับ 40 แล้วละก็ ควรเตรียมมอบตัวเข้าโรงเรียน IMF ได้เลย และ ตุรกีนั้นใกล้จุดนี้ที่สุด

2.บอนด์ยีล 10 ปี โดยมีแนวคิดจากกฎข้อแรกของการลงทุนว่า "ความเสี่ยงย่อมควบคู่ไปกับผลตอบแทนเสมอ" ดังนั้น  ประเทศที่มีค่าความเสี่ยงสูง จึงควรมีค่าผลตอบแทนระยะยาวที่สูงตามไปด้วย โดยเรียงลำดับได้ดังนี้
1.บราซิล (12.2%) 2.ตุรกี (9.4%) 3.อินเดีย (8.5%) 4.อินโดนีเซีย (8.5%) 5.แอฟริกาใต้ (8.2%) 6.ไทย (3.4%)  จะเห็นว่า บราซิลเสี่ยงสุด รองลงมาคือ ตุรกี ส่วนไทยยังสบายๆมาก อาจกล่าวได้ว่า ประเทศที่มีบอนด์ยีลด์สูงกว่า 8% จัดได้ว่าเสี่ยง

3.Rueng Alarm คือ การรวมขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 3 ปีล่าสุดเข้าด้วยกัน อาจเรียงลำดับความเสี่ยงได้ดังนี้
1.ตุรกี (-23.6%)  2.แอฟริกาใต้ (-13.3%)  3.อินเดีย (-10.6%) 4.บราซิล (-8.1%) 5.อินโดนีเซีย (-5.9%) และ 6.ไทย (+0.1%)  จะเห็นว่า ตุรกีเสียงสุด และ ไทยเสี่ยงน้อยสุด ยังสบายๆมาก

ถ้าถามว่า ผมคิดว่า ปรอทวัดไข้ อันไหนที่น่าจะใช้ได้ดีสุด ผมขอตอบว่า "Rueng Alarm" นะครับ เหตุผลคงไม่ใช่เพระว่าผมได้คิดค้นดัชนีชี้วัดตัวนี้  แต่เป็นเพราะค่านี้ไม่เพียงแต่ใช้วัดไข้ประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น  แต่ยังใช้เตือนภัยประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์มาแล้ว  โดยที่ปรอทวัดไข้อีก 2 อันที่เหลือจะใช้ไม่ได้เลย เพราะ สหรัฐฯ เป็นมีอันดับเครดิตที่ดีมาก และ ดอกเบี้ยระยะยาวก็ต่ำมากด้วย
 
ส่วนประเทศที่ Rueng Alarm ชี้วัดความเสี่ยงถึงขั้น "ปรอทแตก" นั้น แม้เป็นประเทศเล็กแต่อยู่ใกล้ไทยมากๆ ท่านผู้อ่านอาจเดาถูกก็ได้ว่าคือ "ประเทศลาว" นั่นเอง  โดยมีค่า Rueng Alarm ที่น่าตกใจระดับ -73.8% ผมคิดว่า ธปท.ควรเร่งรีบส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระหว่างประเทศไปเพื่อให้คำแนะนำแก่ประเทศลาว ในการลดไข้ชะลอเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ด้าน คือ 1.ด้านปริวรรต ด้วยการยอมให้ค่าเงินกีบอ่อนลง 2.ด้านการเงินด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และ 3.ด้านการคลัง ด้วยการรัดเข็มขัด จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดจากระดับราว 8% เหลือ 4% สัก 2-3ปี ก็อาจช่วยให้ลาวไม่ต้องถูกหามเข้า รพ.IMF โดยหากเกิดวิกฤติในลาวจริงๆ น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาคอีสาน รวมไปถึง กระทบต่อความเชื่อมั่นของกระแสเงินทุนต่างชาติในภูมิภาค AEC ไปด้วย

ต่อจากนี้ควรจับตาดูใกล้ชิดว่า ประเทศใหญ่อย่างตุรกีที่มีไข้สูงมาก หรือว่า ประเทศเล็กๆอย่างลาวที่มีไข้สูงสุดยอด กันแน่ จะเป็นประเทศที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤติในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งนั่นจะมีผลต่อชื่อของวิกฤติว่าจะเป็น "วิกฤติไก่งวง" หรือ "วิกฤติข้าวเหนียว" กันแน่ครับ







วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

เพราะประชานิยม หรือ เพราะงมไม่เจอต้นเหตุ

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นความผิดพลาดของวงการเศรษฐศาสตร์ ที่พยายามจะชี้ประเด็นโยนบาปว่า "นโยบายประชานิยม" คือ ต้นเหตุของวิกฤติการคลัง และ ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมา  ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่

แม้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะใช้นโยบายประชานิยมสุดขั้ว อย่างการรับจำนำข้าวราคาแพงลิ่วภาระภาครัฐหลายแสนล้าน และ นโยบายรถยนต์คันแรกที่ต้องเป็นภาระรัฐบาลถึง 1 แสนล้านบาท  อย่างไรก็ดี ภาระหนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP ของไทยยังยืนที่ 47% เท่านั้น และ ไม่ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจด้วย

เมื่อไปดูที่ปัญหาของยูโรโซน แม้นานาชาติพยายามจะโยนบาปว่า นโยบายประชานิยม คือต้นเหตุวิกฤติเศรษฐกิจของกรีซ  และ ลัทธิเปรอง คือ ลัทธิมารร้ายที่กัดกร่อนเศรษฐกิจของ อาร์เจนติน่ามาช้านาน

แต่เมื่อมาดูตัวเลขจริงๆ บ้าง กลับพบว่า ประเทศสเปน มีหนี้ภาครัฐต่อ GDP เพียง 36% ก่อนวิกฤติยูโรโซน และ เพิ่มขึ้นมาเป็น 94% เมื่อ 6 ปีต่อมา ประเทศไอร์แลนด์ หนี้ภาครัฐต่อ GDP เพียง 25% ก่อนวิกฤติยูโรโซน และ เพิ่มขึ้นมาเป็น 124% เมื่อ 6 ปีให้หลัง  จะเห็นได้ว่า ก่อนการวิกฤติเศรษฐกิจนั้น  หนี้สินภาครัฐต่อ GDP ยืนอยู่ระดับต่ำมาก แต่สูงขึ้นอย่างเร็วเพราะ รัฐบาลต้องใช้เงินทุนมากมายเพื่ออุ้มสถาบันการเงินและ ช่วยประชาชนในด้านประกันสังคม

และประเทศไทย มีหนี้ภาครัฐ ต่อ GDP 15% ก่อนวิกฤติเพิ่มเป็น 58% หลังเริ่มวิกฤติต้มยำกุ้งไป 4 ปี ส่วน อาร์เจนติน่าปี 1998 มีหนี้ภาครัฐต่อ GDP เพียง 38% พุ่งสูงขึ้นถึง 166% หลังเริ่มวิกฤติไป 4 ปี เช่นกัน

นั่นหมายถึงอะไร...หมายถึง นโยบายประชานิยม ไม่ได้เป็นต้นเหตุทำให้หนี้สินภาครัฐต่อ GDP วิ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่เป็น วิกฤติเศรษฐกิจต่างหากที่เป็น "ต้นเหตุ" ที่ทำให้ภาครัฐต้องใช้เงินจำนวนมาก เพื่ออุ้มสถาบันการเงินที่อ่อนแอลงอย่างมาก จนก่อให้เกิด "วิกฤติการคลัง"  

และ การเกิด "วิกฤติเศรษฐกิจ" ก็ไม่ได้เป็นเพราะ นโยบายประชานิยมและวิกฤติการคลัง ที่เป็นต้นเหตุ แต่เป็นเพราะการเกิด "วิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" แบบหนักหน่วงและต่อเนื่องต่างหากซึ่งน่าจะมีสาเหตุหลักมาจาการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมาะสม  โดยผมได้ตั้งชื่อว่าตัวชี้วัด Rueng Alarm ซึ่งคือ ผลรวมของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 3 ปีต่อเนื่องเข้าด้วยกัน  โดยค่า Rueng Alarm  นี้จะบอกถึงความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ของประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และค่านี้จะย่ำแย่มากๆ ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจบ่อยครั้ง

เมื่อมาดู 2 ประเทศล่าสุดที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ดูบ้าง โดยประเทศยูเครน หนี้ภาครัฐต่อ GDP ในระดับเพียง 41% (ต่ำกว่าไทยที่ 47% เสียอีก) แต่ค่า Rueng Alarm ที่ -20.7% และประเทศกาน่า ก็พบว่ามีค่าหนี้ภาครัฐต่อ GDP ในระดับเพียง 45% แล้วทำไมกาน่าจึงมีปัญหาเศรษฐกิจขณะที่ไทยยังสบายๆ  เพราะค่า Rueng Alarm นั้นย่ำแย่มากๆ ระดับ -36% GDP นั่นเอง คือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักหน่วงแและต่อเนื่อง โดยมีการใช้จ่ายเงินเกินตัวอย่างมาก  

ดังนั้นผมขอเรียกร้องให้ IMF เร่งรีบออกมายอมรับว่า "นโยบายประชานิยม" และ "หนี้สินภาครัฐ" ไม่ใช่ต้นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจแต่อย่างใด แต่เป็น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่างหาก โดยควรเผยแพร่แนวคิดของ Rueng Alarm ไปทั่วโลก และออกกฏไปเลยว่า "ห้ามไม่ให้ประเทศใดมีค่า Rueng Alarm ที่ย่ำแย่กว่า -15%" มิเช่นนั้น IMF จะเข้าไปจัดการดูแลระบบตั้งแต่ต้นมือ  เชื่อว่าด้วยวิธีนี้ประเทศต่างๆ ที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF จะลดลงอย่างมากจนแทบไม่เหลือเลยก็เป็นไปได้  

"ตุรกี" (Rueng Alram ที่ -23.6%) คือประเทศใหญ่ที่อาจจะเป็นปัญหาได้มากที่สุด ณ เวลานี้ โดยขนาดเศรษฐกิจของตุรกียังใหญ่กว่าการรวม 4 ประเทศของยูโรโซน คือ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส กรีซ และ ไซปรัส เข้าด้วยกันเสียอีก นี่จึงอาจเป็นปัญหาใหญ่และภาระหนักที่ IMF อาจต้องเข้ามาดูแลในที่สุด โดยปัญหาจะยิ่งใหญ่ขึ้นอีกหากวิกฤติได้ลามไปสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆที่ค่า Rueng Alarm ย่ำแย่อย่าง แอฟริกาใต้ บราซิล โคลัมเบีย และอินโดนีเซีย    

สำหรับประเทศไทย ควรเลิกโยนบาปให้ "นโยบายประชานิยม" เช่นเดียวกัน  แม้ว่าสิ่งนี้ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะ ทำให้หนี้สินภาครัฐสูงขึ้นบ้างแถมยังเปิดช่องให้ทุจริตได้ แต่ก็ไม่ได้แย่มากถึงขั้นนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ  เมื่อเทียบกับ "นโยบายประชาไม่นิยม" อย่างการขึ้นภาษี VAT เป็น 8% ของญี่่ปุ่นเสียอีกที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในไตรมาส 2 ปีนี้ที่ผ่านมา  

สำหรับประเทศไทยควรเผยแพร่ Rueng Alarm ออกไป  จับตาดูค่านี้ทั้งในประเทศไทยเอง และ ประเทศเพื่อนบ้านใน AEC เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสัญญาณเตือนภัยและระมัดระวังการเกิดฟองสบู่ที่จะก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันมี 2 ประเทศใน AEC ที่ส่งสัญญาณไม่ดีเลย โดยค่า Rueng Alarm ระดับ -21.4% คือ ประเทศกัมพูชา  แต่ที่หนักหนากว่านั้้นก็คือ ประเทศลาว มีค่า Rueng Alarm ที่ -73.8% ซึ่งเป็นระดับที่เหลือเชื่อมาก แทบจะไม่เคยพบเห็นมาก่อน คงเป็นเพราะการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของลาวนั่นเอง

และสุดท้ายคือ ไทยควรนำเอา "นโยบายประชาชมชอบ" มาใช้  สิ่งนี่จะแตกต่างจาก "นโยบายประชานิยม" เพราะว่ารัฐบาลไม่ต้องสร้างหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ใช้การ "ยืมพลัง" แทนเพื่อทำให้ประชาชนกลุ่มใหญ่พอใจและชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น  


วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ไฮเปอร์ลูป : ปฏิรูปคมนาคมไทยครั้งใหญ่

ไฮเปอร์ลูป (hyperloop)   ชื่อนี้คนไทยหลายคนคงรู้จักแล้ว  แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักดีนัก  นี่คือแนวคิดให้การคมนาคมแบบใหม่ที่ "อีลอน มัสก์"  เศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกันได้คิดขึ้น  จะทำให้สามารถวิ่งได้เร็วได้สูงสุดถึง 1.2 พันกม.ต่อชม. ภายในท่อที่ควบคุมความดัน   ประหยัดเวลาและพลังงานกว่าการเดินทางแบบอื่นๆ

แล้วยังไงละ.... คือ ผมคิดว่ามันจะดีกว่าไหม หากประเทศไทยจะปฏิรูปไปใช้ ไฮเปอร์ลูป เสียเลยซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากๆ  แทนที่จะปฏิรูปรถไฟความเร็วต่ำ  ไปสู่  รถไฟความเร็วปานกลาง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีตามหลังญี่ปุ่น 100 ปี มาดูข้อดีของ "ไฮเปอร์ลูป"  ที่ผมอาจแปลเป็นไทยได้ว่า "ท่อยิ่งยวด"

1. เร็วกว่า : การเดินทางในท่อที่เกือบสุญญากาศ ทำให้แรงเสียดทานลดลงมาก  จึงสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 1.2 พันกม.ต่อชม.  ซึ่งเร็กว่าเครื่องบินที่ 900 กม.ต่อ ชม. และ เร็วกว่าสุดยอดของระบบรางของญี่ปุ่นที่ใช้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้ายกรถไฟให้ลอยอยู่เหนือราง  หรือที่เรียกว่า Maglev  ที่ความเร็วเกือบ 600 กม.ต่อชม.ถึง 2 เท่า  และ เร็วกว่ารถไฟความเร็วสูงของจีนที่วิ่งราว 300 กม.ต่อชม.ถึง 4 เท่าตัว
และ แน่นอนวิ่งเร็วกว่า รถไฟความเร็วปานกลางตามแผนที่วางไว้ 150 กม.ต่อ ชม.ถึง 8 เท่าตัว

2. ถูกกว่า : เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่  ประยุกต์มาจาก "ท่อส่งเอกสาร"  จึงไม่ต้องมีการวางรางเหล็ก ระบบสัญญาณ และ สายไฟฟ้าเลย   ต้นทุนการก่อสร้างมีการประเมินว่าน่าจะลดลงได้ครึ่งหนึ่ง จาก 600 ล้านบาทต่อ กม. ของรถไฟความเร็วสูง  เหลือเพียง 300 ล้านบาทต่อกม. เท่านั้นเอง

3. ประหยัดกว่า : มีการวางแผงโซลาร์เซลไปด้านบนท่อ  ดังนั้น การเดินทางนี้ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากเหมือนรถไฟความเร็วสูง  เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก   ค่าก่อสร้างก็ถูกดังนั้น มีการประเมินว่า ค่าโดยสารจะอยู่ที่ราว 1 บาทต่อ กม. หรือพอๆ กับรถทัวร์ในปัจจุบันนั่นเอง  ซึ่งต่ำกว่า ค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูงที่ประเมินกันไว้ถึง 2.5 เท่า

แคปซูลของไฮเปอร์ลูป จะบรรจุผู้โดยสารได้ 28 คน  และ อาจออกได้ทุกๆ 2 นาที  จึงขนส่งผู้คนและสินค้าได้จำนวนมาก  โดยแทบไม่มีต้นทุนพลังงาน   เป็นการเปลี่ยนจาก "ระบบราง" ไปสู่ "ระบบท่อ"

ผมขอคาดการณ์ 3 เรื่องเกี่ยวกับ ไฮเปอร์ลูปไว้  เผื่อว่า จะได้เป็น "มิสเตอร์ไฮเปอร์ลูปของไทย" บ้าง

1. ประเทศไทยตัดสินใจเลือกไฮเปอร์ลูป :  หลังจากบทความนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะ  คนไทยได้ถกเถียงกันอย่างมาก ว่าจะปฏิรูปรถไฟความเร็วต่ำ  ไปสู่ ความเร็วปานกลาง ความเร็วสูง หรือ ไฮเปอร์ลูปดี  จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ของ ไฮเปอร์ลูป   ทั้งในด้านเทคโนโลยี  ความปลอดภัย และ ต้นทุน  เมื่อระดมสมองจากหลายฝ่ายแล้ว  พบว่า  เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนอะไร  หากได้ความช่วยเหลือเล็กน้อยจากต่างชาติ  วิศวกรไทยก็สามารถสร้างได้สบายๆ  แถมปลอดภัยมาก  ต้นทุนการก่อสร้างต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมเสียอีก   ท่านผู้มีอำนาจจึงอมุมัติให้สร้าง  "ไฮเปอร์ลูป"
           
โดยช่วงแรก 4 เส้นทางสั้นๆ คือ สายเหนือถึงพิษณุโลก   สายอีสานถึงโคราช   สานตะวันออกถึงพัทยา และ สายใต้ถึงหัวหิน   เพื่อดูผลสัมฤทธิ์   ปรากฏว่าสำเร็จอย่างงดงาม  ใช้เวลาเพียง 10 นาที คนจาก กทม.ก็ไปเดินเล่นที่หัวหิน และ พัทยาได้แล้ว  เป็นที่ตื่นเต้นไปทั่วโลก    เรื่องนี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์ไทย เพราะ ได้เปลี่ยนสถานะจากผู้ตาม ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  ไปเป็นผู้นำ 2 ประเทศนั้นได้เลย  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในรอบครึ่งศตวรรษนี้

2. ทั้งภูมิภาค AEC ร่วมใช้ไฮเปอร์ลูป : เมื่อเห็นประเทศไทยทำสำเร็จ  ประเทศใน AEC ก็ต้องการแบบเดียวกันด้วย 3 เหตุผล คือ เร็วกว่า-ถูกกว่า-ประหยัดกว่า   เครือข่ายจึงขยายออกไปอย่างมาก  โดยไทยได้วางไว้ 2 ฮับ คือ กทม.เชื่อมไปพม่าที่ทวาย และ เชื่อมไปเวียดนามที่เมืองโฮจิมินห์      ส่วนขอนแก่น เชื่อมพม่่าที่เมียววดีและย่างกุ้ง  เชื่อมเวียดนามตอนกลางที่ ดานัง   และทั้ง 2 เมืองเชื่อมกับ ประเทศจีนที่ คุนหมิง

เครือข่ายไฮเปอร์ลูป จึงกระจายไปทั่วภูมิภาค และ เป็นการคมนาคมความเร็วสูงหลักของภูมิภาคนี้  นอกจากนี้ยังกระจายไปยัง  ภูมิภาคเอเชียใต้ และ จีนตอนใต้อีกด้วย

3. ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของไฮเปอร์ลูป :  ไฮเปอร์ลูปได้สร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ  ทำให้เศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะไทย  เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดนานนับทศวรรษ   โดยทั่วโลกยอมรับให้ไทยเป็นผู้นำในด้านการคมนาคมแบบใหม่ที่ไม่ใช่ "ระบบราง"  แต่เป็น "ระบบท่อ"

แต่เรื่องราวทั้ง 3 นี้จะเป็นผลไม่ได้เลย  หากท่านผู้มี อ.ไอเดียอย่างสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  รวมถึง ท่านผู้มีอ.อำนาจอย่าง คณะรัฐมนตรี (ครม.)   ไม่ร่วมกันแสดง อ.อุดมการณ์ที่มุ่งมั่นพัฒนาประเทศชาติไทยให้นำหน้า ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้  แทนที่จะเดินตามหลังเป็น 100 ปี    ไม่เพียงแต่ผมเท่านั้น  ผมเชื่อว่ามีคนไทยอีกไม่น้อยเลย  หากได้อ่านเรื่องนี้จบแล้ว  จะหันมาเชียร์ "ไฮเปอร์ลูป" แทนที่ "รถไฟความเร็วปานกลาง" เป็นแน่ครับ

 

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รถไฟความเร็วสูง : ถ้าได้มาฟรีๆ จะยอมให้มีได้ไหม??

รถไฟความเร็วสูง เป็นโครงการที่ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างโครงข่ายหลายเส้นทาง  อย่างน้อยๆ ก็ระดับ 8 แสนล้านบาท   อย่างไรก็ดี  บทความนี้จะมีโมเดลที่จะทำให้ไทยไม่ต้องเสียเงินซักบาท  เพื่อให้ได้รถไฟความเร็วสูงมาฟรีๆ

หลักการก็คือ การร่วมทุนกับต่างประเทศนั่นเอง  โดยการร่วมทุนนั้นจะมีประโยชน์ 3 ด้านดังนี้

1. ป้องกันปัญหาคอร์รัปชั่นได้ดีกว่า :  ญี่ปุ่น และ จีน มีมาตรฐานในการดูแลเรื่องนี้เข้มข้นกว่าประเทศไทยมาก  กรณีของประเทศเวียดนาม  ญี่ปุ่นได้จับได้ว่ามีการคอร์รัปชั่นส่งเรื่องให้เวียดนามว่ามีการรับเงินสินบน ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่การรถไฟไป 4 คน    เมื่อมีการร่วมทุนกันขึ้นจะเกิดการตรวจสอบดังนั้น  การตุกติกคอร์รัปชั่นก็จะทำได้ยากกว่า

2. เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี : เนื่องจาก ญี่ปุ่นและจีน มีทั้งเงินทุน รวมถึง เทคโนโลยีของรถไฟความเร็วสูง การร่วมทุนจะสนับสนุนให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านนี้ดีกว่า  ทั้งการดูแลตู้โดยสาร  การเดินรถ  การบริหารความปลอดภัย  รวมไปถึง การบริหารจัดการพื่นที่รอบสถานีด้วย 

3.ประหยัดต้นทุน : เรื่องนี้คือประเด็นสำคัญเลยก็ว่าได้  หากมีการร่วมลงทุนแบบ 51:49  ซึ่งก็หมายถึงว่า ไทยจะประหยัดเงินลงทุนไปครึ่งหนึ่งแล้ว  จากแผนเดิม 8 แสนล้านก็เหลือเพียง 4 แสนล้านบาทเท่านั้น  อย่างไรก็ดี  มีแผนเด็ดกว่านั้นอีก คือ ให้ รฟท.ร่วมทุนโดย "ที่ดิน"  และให้ ญี่ปุ่น จีน นั้นลงทุนในระบบราง และ สัญญาณให้ฟรีๆ   เรื่องนี้ดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้  แต่หากพิจารณาดูดีๆ แล้ว  ที่ดินรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงนั้นมีศักยภาพมหาศาล  การเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 15% ก็หมายถึง 5 ปีมูลค่าเพิ่มขึันเท่าตัว ดังนั้นเวลาผ่านไป 25 ปีมูลค่าจะเพิ่มขึ้น 32 เท่า  และ เวลาผ่านไป 50 ปีมูลค่าที่ดินสูงขึ้นถึง 1 พันเท่าตัว.... ขณะที่รางรถไฟนั้นมูลค่าลดลงไปเรื่อยๆ ตามค่าเสื่อมสภาพ  มันจึงคุ้มค่ามากๆ  

มีความเป็นไปได้ว่า  เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นและจีน อ่านมาถึงบรรทัดนี้  ภายใน 1 สัปดาห์ อาจรีบแย่งกันประกาศว่า "ยินดีจะสร้างรถไฟความเร็วสูงให้ประเทศไทยแบบฟรีๆ"   โดยสายที่เหมาะในการสร้างนำร่องก็คือ "สายตะวันออก" (กรุงเทพ-ระยอง)  เพราะ ผ่านเข้าไปยังพื้นที่ที่เจริญมากอยู่แล้ว  และ เส้นทางสั้นลงทุนไม่มากนักราว 1 แสนล้านบาท  โดยเส้นทางสายนี้ ประเทศญี่ปุ่นก็สนใจในการลงทุนอยู่แล้ว เพราะ เชี่ยวชาญในการรบริหารจัดการพื้นที่ของสถานีรถไฟเป็นอย่างดี  หากได้แบ่งผลประโยชน์จากพื้นที่รอบสถานีสำคัญๆ  ในเส้นทางสายนี้ย่อมจะมองเห็นว่าคุ้มค่าการลงทุนเป็นแน่   และ เมื่อญี่ปุ่นสร้างให้ฟรีๆ 1 เส้นทาง  พวกเราคงไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยหาก จีน จะขอสร้าง "สายอีสาน" (กทม.-หนองคาย)  ให้ไทยฟรีๆ บ้าง  เพื่อคานอำนาจและอิทธิพลของญี่ปุ่น

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า  "ไท้เก๊กโมเดล"  คือ การยืมพลัง เงินทุนและเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของ มหาอำนาจในเอเชีย ซึ่งก็คือ จีน และ ญี่ปุ่น  มาสร้างให้ประเทศยากจนในอินโดจีนแบบฟรีๆ  โดยได้ผลประโยชน์แบบครึ่งๆ ของที่ดินรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงเป็นผลตอบแทน  แม้ระยะสั้นอาจดูไม่คุ้ม  แต่ระะยาวๆ แล้วน่าจะคุ้มค่าแน่นอน และ เรื่องนี้ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศระยะยาวแบบคานอำนาจกันอีกด้วย  

แล้ว "ไท้เก๊กโมเดล" จะมีประโยชน์อะไรกับประเทศไทย ??   ผมคิดว่ารถไฟความเร็วสูง ควรมี 5 เส้นทาง ตามนี้
1. เส้นทางเชื่อมมหาสมุทร (ทวาย-กทม.-ขอนแก่น-สะหวันเขต-ดานัง)  นี่จะเป็น land bridge ขนาดใหญ่มากของภูมิภาคอินโดจีนนี้  ทำให้การนำเข้า-ส่งออก  ไปได้ทั้งมหาสมุทรอินเดีย และ แปซิฟิก  โดยไม่ต้องอ้อมแหลมมลายู  ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของทั้งไทยและภูมิภาคลดลงได้มาก  ส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวได้มาก  
2. เส้นทางเชื่อมจีน ( กทม.-ขอนแก่น-หนองคาย-คุนหมิง) 
3. เส้นทางเชื่อมแหลมมลายู ( กทม.-ปาร์ดังเบซาร์-กัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์)  หรือ สายใต้
4. สายเหนือ (กทม.-เชียงใหม่) 
5. เส้นทางอาคเนย์   (กทม.-ระยอง-นครวัด-พนมเปญ-โฮจิมินห์)
เมื่อรวมทุกเส้นทางแล้วเฉพาะในประเทศไทยราว 3 พันกิโลเมตร  ต้นทุนราวกม.ละ 500 ล้านบาท  หมายถึง ไทยอาจจะได้มาฟรีๆ โดยไม่ต้องลงทุนเลยแม้แต่น้อย  จึงประหยัดเงินลงทุนไปได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

ก็คงต้องปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า "ถ้าได้รถไฟความเร็วสูงมาฟรีๆ แล้ว ท่านผู้อำนาจจะยอมให้มีได้ไหม หรือว่าต้องรอให้ถนนลูกรังหมดไปก่อนละครับ ??"