วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

กำเนิด Rueng Alert และ Fragile Nineteen

ก่อนหน้านี้ ชาวตะวันตกได้สร้าง Fragile Five ซึ่งหมายถึง ประเทศที่อ่อนแอ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง และ เสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุน  ซึงได้แก่ ประเทศ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี และ แอฟริกาใต้นั้น  ประเทศเหล่านี้ล้วนมีอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อพยายามดึงดูดเงินทุนเอาไว้  อย่างไรก็ดี  ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างเร็ว  ได้ขยายวงกว้างออกไปให้ประเทศในตลาดเกิดใหม่อีกหลายประเทศที่เสี่ยงต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และ ขาดดุลการคลังสูงอีกด้วย

อาจจัดอันดับประเทศที่เสี่ยงจากเงินทุนไหลออกได้ทั้งหมด 19 ประเทศ  เรียกเป็น Fragile Nineteen  นับได้ว่าคำคล้องจองอย่างดี  โดยใช้เกณฑ์ 50 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของโลกที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ 3% ขึ้นไป (โดยไม่รวมจีน) จะจัดได้ตามลำดับของอัตราดอกเบี้ยสูงไปต่ำได้ดังนี้คือ  อาร์เจนติน่า (19.99%) เวเนซุเอลา (19.3%)  รัสเซีย (17%)  อิหร่าน ไนจีเรีย บราซิล ปากีสถาน อียิปต์  อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี อิรัก  แอฟริกาใต้  คาซักสถาน โคลัมเบีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย  เม็กซิโก และ ชิลี   จะเห็นได้ว่าหลักๆ แล้วก็คือ ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กระจายอยู่ทั่วโลกนั่นเอง

ประเทศเหล่านี้้มีความเสี่ยงของเงินทุนไหลออก จึงต้องทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับสูงเข้าไว้ บางประเทศแทนที่จะลดอัตราดอกเบี้ย กลับไปปรับขึ้น  ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินที่่น่าจะผิดทิศผิดทาง เช่น รัสเซีย บราซิล  ปัญหาก็คือ นั่นอาจทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงได้อีก  ยิ่งทำให้ความเชือมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดน้อยถอยลงไปอีก  ต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นยิ่งจะไปทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตามและ อาจส่งผลในมุมกลับไปเร่งการไหลออกของเงินทุนก็เป็นได้

เรื่องต่อมา ผมมีความยินดีจะเสนอดัชนีใหม่ Rueng Alert  ที่จะวัดค่าโดยใช้  เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เทียบสัดส่วนกับ GDP  แทนที่จะนำไปเทียบกับการนำเข้า  โดยวิธีนี้น่าจะวัดความเสี่ยงของกระแสเงินทุนไหลออกได้ดีกว่า  แนวคิดนี้จะเป็นพี่น้องกับ Rueng Alarm ที่ทำการวัดค่าโดยประเมินจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ต่อ GDP ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดวิกฤติกระแสเงินทุนไหลออกได้เช่นกัน

พบว่าประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่าของ เงินทุนสำรองฯ ต่ำๆ เมื่อเทียบกับ GDP จะยิ่งมีความเสี่ยงมาก โดยอาจกล่าวได้ว่าค่าที่ต่ำกว่า 10% ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก  ระหว่าง 10-15% ความเสี่ยงสูง   15-20%  ความเสี่ยงปานกลาง  และถ้าสูงกว่า 20% ถือว่าอยู่เสี่ยงระดับต่ำ และ หากสูงกว่า 25% ขึ้นไปก็จัดว่าปลอดภัย

ประเทศที่มีค่า Rueng Alert  ต่ำๆ เช่น  อาร์เจนติน่า เวเนซุเอลา และ ไนจีเรีย นั้นมีค่านี้อยู่ระหว่าง 4-5% เท่านั้น ซึ่งจัดค่าเสี่ยงสูงมาก   หากใช้เกณฑ์นี้ก็ถือว่าเสี่ยงกว่าประเทศใน Fragile Five เสียอีก โดย อินโดนีเซีย  ที่ 13% ถือว่าเสี่ยงสูง ขณะที่ บราซิล 16%  อินเดีย 17%  ตุรกี และ รัสเซียที่ 18% ซึ่งถือว่าเสี่ยงระดับปานกลาง และเมื่อดูอันดับเครดิตก็พบว่า 3 ประเทศนั้นเสี่ยงกว่าเพราะมีอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า Fragile Five จริงๆ  เสียด้วย

ส่วนประเทศไทย ยังสบายปลอดภัยมากๆ เพราะ ค่านี้อยู่สูงถึง 41%  อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการแพร่เชื้อของวิกฤติเงินทุนไหลออกของประเทศกลุ่ม Fragile Nineteen  ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตากันต่อไป



วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

ห้อยต่องแต่ง....แบงก์ยุโรป

แบงก์ยุโรป ยังคงเป็นปัญหาต่อไป  จากกฎบาเซิล III  ที่แบงก์จำเป็นต้องเพิ่มทุนจำนวนมาก จากเงินทุน Tier 1 ยังไม่เพียงพอ  โดยเรื่องนี้ได้จุดประเด็นด้วย การที่แบงก์แซนแทนเดอร์  ซึ่งเป็นแบงก์ใหญ่สุดของสเปน ได้ประกาศเพิ่มทุนถึง 7.5 พันล้านยูโร  ซึ่งจะทำให้เงินทุน Tier1 ของแบงก์ขึ้นจาก 8.5% เป็น 10%   อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์คาดว่า เงินทุนยังไม่เพียงพอ  อาจต้องมีการเพิ่มทุนอีกครั้งราว 5 พันล้านยูโร  จึงส่งผลให้ราคาหุ้นตกลงไปถึง 14% (9 มค.)  และ ฉุดแบงก์อื่นๆ ของยุโรปลงตามไปด้วย  โดยดัชนีหุ้นแบงก์ของยุโรปตกไปกว่า 3% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน

เรื่องนี้นับได้ว่าสำคัญมาก เพราะ ลดทอนผลกระทบทางบวกของ ECB ที่จะดำเนินมาตรการ QE ซื้อพันธบัตรราว 5 แสนล้านยูโรซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ด้วย ทำให้หุ้นของแบงก์ยุโรปร่วงลงไปกว่า 3%
เรื่องราวนี้ยังอีกยาวไกล เพราะ มีการคาดการณ์ว่าแบงก์ในประเทศอ่อนแออย่าง อิตาลี โปรตุเกส กรีซ ก็อาจต้องทำแบบเดียวกัน  ไม่เพียงเท่านั้น แบงก์ในประเทศอย่าง เยอรมัน ฝรั่งเศส ก็อาจจะทำด้วย จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นยุโรปได้อีกไม่น้อย

ยังไม่นับรวมถึง ปัญหาการเมืองในกรีซ ที่หากพรรคฝ่ายค้านชนะ ก็อาจทำให้มีการผิดนัดชำระหนี้ มีการคุยเรื่องการลดหนี้และการรัดเข็มขัดการคลังอีกครั้งหนึ่ง  จนอาจมีผลกระทบให้กรีซต้องออกจากยุโรโซนได้  ซึ่งเรื่องนี้ก็มีปัญหาแบบ "หนีเสือปะจระเข้"  เพราะ หากกรีซยังคงอยู่ จะทำให้กรีซไม่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรง เพราะ ค่าเงินยูโรจะค้ำคอไว้ทำให้ความสามารถในการแข่งขันย่ำแย่ต่อไป  การว่างงานอยู่สูงกว่าระดับ 25%  แต่หากจะออกจาก "ยูโร" ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นถดถอยได้ รวมถึงหนี้สินต่างๆ ที่เป็นเงินยูโร อาจต้องมีการปรับสูงขึ้นอีกหากคำนวณตามค่าเงินสกุล Drachma ของกรีซที่อาจจะกลับมาใช้อีกครั้ง  เพื่อช่วยให้การส่งออก การท่องเที่ยว และ การจ้างงานปรับตัวดีขึ้น

ความไม่เชื่อมั่นในสกุลยูโรอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน และ แบงก์ของยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก  เรื่องนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไป








วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

วิกฤติวอดก้า อย่าได้กะพริบตา

รัสเซียได้เดินหน้าเข้าสู่เขตแดนอันตรายของวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว  โดยน่าจะใช้ชื่อว่า "วิกฤติวอดก้า" เนื่องจากราคาน้ำมันดิบทีร่วงลงอย่างมากถึง 50%  จาก 100 เหรียญ เหลือเพียง 50 เหรียญต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าเงินรูเบิลก็ดิ่งลงหนักด้วยถึงระดับ 50% จากความกังวลค่าเงินไหลออก และ เศรษฐกิจอาจถดถอยได้ถึงระดับ 5% ต่อปี  โดยค่าเงินได้ร่วงจาก 30 ไปเป้น 60 รูเบิลต่อ 1 ดอลลาร์     แม้จะมีการขึั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาเป็น 17% ก็ตามก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก

เรื่องนี้จะส่งผลอย่างไรบ้าง ... ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น Fragile Five หรือ ประเทศที่อ่อนแอทั้ง 5 ซึ่งพึ่งพิงเงินทุนต่างชาติสูง  ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง  มีอัตราเงินเฟ้อที่สูง ค่าเงินแนวโน้มอ่อนค่า  ซึ่งได้แก่ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย  ตุรกี และ แอฟริกาใต้นั้น  ประเทศทั้ง 5 นี้อาจขยายวงโดยรวมเอา "รัสเซีย" เข้าไปด้วย  ด้วยเหตุผลที่คล้ายๆ กัน  นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศในอเมริกากลางและใต้ อย่าง อาร์เจนติน่า ชิลี  โคลัมเบีย  เวเนซุเอลา และ เมกซิโก  ก็มีความเสี่ยง  รวมถึงอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกาอย่าง ไนจีเรีย อียิปต์ ก็ด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อิหร่าน ก็เช่นเดียวกัน รวมๆ แล้ว จาก Fragile Five ก็อาจกลายเป็น Fragile Fifteen ไปเลย  ที่จะมีปัญหาของเงินทุนไหลออก และ ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างเร็ว

การที่รัสเซียขึ้นอัตราดอกเบี้ย  แม้จะถูกต้องตามตำราและทฤษฎี แต่อย่างไรก็ดีนั่นดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ผิด เพราะ อัตราดอกเบี้ยสูง-เงินเฟ้อสูง-ค่าเงินแนวโน้มอ่อนค่า  3 สิ่งนี้จะไปด้วยกันเป็นเซ็ตเดียวกัน  ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับประเทศในกลุ่ม Fragile Five อยู่ก่อนแล้วนั่นเอง   ดังนั้น การที่รัสเซียพยายามผลักดันในอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จะไม่ช่วยสกัดเงินเฟ้อ  แต่กลับทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตาม  ซึงก็เป็นเช่นนั้นจริง อัตราเงินเฟ้อวิ่งไประดับ 11% ได้แล้วอย่างน่ากังวล และยังมีแนวโน้มสูงไปอีก   เมื่อเงินเฟ้อสูงหมายถึง กำลังซื้อของเงินรูเบิลมีค่าต่ำลง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะยาวนั่นเอง

เฉพาะค่าเงินรูเบิลที่อ่อนลงก็ทำให้ GDP ของรัสเซียและของโลก หายไปแล้ว 1 ล้านล้านดอลลาร์  เมื่อรวมกับการอ่อนค่าของเงินยูโรและปอนด์ (กระทบราว 3 ล้านล้านดอลล์)  ยังมีค่าเงินของประเทศใหญ่ 20 อันดับแรกอย่าง ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก บราซิล เกาหลีใต้ ตุรกี และ อินโดนีเซีย  ก็ล้วนอ่อนค่าลงหนักเมื่อเทียบกับดอลลาร์เช่นกัน   โดยดูจากดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งขึ้นมากราว 14%  ก็อาจกล่าวได้ว่า GDP โลกได้หายไปแล้วถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 10% เลยทีเดียว  ดังนััน การคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2558 นี้จะโตได้ถึง 4-5%  จึงน่าจะเพ้อฝันอยู่มาก ประเมินจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเช่นนี้แล้ว ส่งออกไทยมีโอกาสติดลบ 4-5% เสียมากกว่า

วิกฤติวอดก้า ยังมีอีก 3 ขั้นตอนที่ควรจะต้องกังวล เกี่ยวกับ ราคาน้ำมันดิบ และ ค่าเงินของประเทศผู้ค้าน้ำมันที่อ่อนลง ดังนี้
1. ลด : โดยน่าจะมีการปรับลดอันดับเครดิตของ บริษัทพลังงาน สถาบันการเงิน และ ประเทศผู้ค้าน้ำมันอีกหลายแห่ง ตามราคาน้ำมันดิบ  เนื่องจากรายได้และสินทรัพย์ลดลงมาก  ภายในไตรมาสแรกและสองของปีนี้อยู่หลายบริษัทและหลายประเทศ
2. เบี้ยว : เมื่อถูกปรับลดอันดับเครดิต  ทำให้การไฟแนนซ์เงินทำได้ยากขึ้นและแพงขึ้น  ขณะที่รายได้ก็แย่ลงอยู่แล้วจากราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงอย่างเร็ว  หนี้สินต่างประเทศในรูปดอลลาร์ก็มีอยู่มาก  ดังนั้น ก็พอคาดการณ์ได้ว่า จะมีการเบียวหนี้เพิ่มขึ้นเป็นแน่ สำหรับบริษัทพลังงานต่างๆ  และ นั่นอาจรวมไปถึงรัฐบาลของบางประเทศด้วย
3. อุ้ม :  รัฐบาลคงต้องอัดฉีดเงินทุนเพื่ออุ้ม บริษัทพลังงาน รวมถึง สถาบันการเงินหลายแห่งซึ่งถูกกระทบจากปัญหา NPL  และ เมื่อเงินทุนภาครัฐไม่เพียงพอ  สุดท้ายแล้ว IMF คงต้องส่งเงินมาอุ้มอีกหลายประเทศ  แต่ IMF ก็มีเงินทุนไม่พอสำหรับการอุ้มหลายประเทศแบบนั้น  ยิ่งประเทศใหญ่แบบ "รัสเซีย" แล้ว เชื่อว่าจีนน่าจะเข้ามามีบทบาทแทน IMF ในการอุ้มภาครัฐของหลายประเทศที่มีปัญหากับประเทศสหรัฐอเมริกา ข่าวล่าๆ ก็มีว่า เริ่มเข้าช่วยเหลือ รัสเซีย และ เวเนซุเอล่าแล้ว

3 ขั้นตอนนี้คงไม่จบง่ายๆ  อาจจะต้องวน 3 เรื่องคือ "ลด-เบี้ยว-อุ้ม" กันหลายรอบ  ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาถึงกว่า 2 ปีกว่าขั้นตอนเจ็บปวดเหล่านี้จะจบลงได้  โลกเคยชินกับการเห็นฟองสบู่สินทรัพย์อย่างหุ้นและอสังหาริมทรัพย์แตกไปแล้ว   ต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องของ ฟองสบู่สินทรัพย์ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ (โดยเฉพาะน้ำมัน) แตกให้เห็นกันบ้าง

สำหรับไทย  ประเทศที่น่ากังวลที่สุดถัดจากรัสเซียที่จะกระทบการท่องเที่ยวได้ถึง 1 ล้านคน  ก็อาจเป็นประเทศอินโดนีเซีย  เพราะ ในฐานะพี่ใหญ่ของ AEC ที่มีสัดส่วนขนาดเศรษฐกิจสูงถึง 40%  หากเกิดปัญหาเงินทุนไหลออก จนต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF หรือประเทศจีนอีก  ก็คงเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งต่อการรวมตัวเป็น AEC ในปลายปีนี้


วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หักล้างทฤษฎีการเงิน : อย่าแค่อ่านเพลินๆ

บิดาแห่งทฤษฎีการเงิน ก็คือ เออร์วิง ฟิชเชอร์  โดย มิลตัน ฟรีดแมน (เจ้าสำนักการนิยม) ได้กล่าวไว้ว่า "ฟิชเชอร์" เป็นนักเศรษฐศาสตร์ของอเมริกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ซึ่งผมก็เห็นด้วยตามนั้น

MV=PQ  คือ สมการของฟิชเชอร์ ที่ได้ถ่ายทอดกันมาถึงกว่า 1 ศตวรรษแล้ว  โดย M  คือ ปริมาณเงิน V คือ การหมุนของเงิน  P คือ ระดับราคา และ Q คือ ผลผลิตหรือ GDP  

เมื่อ diff แล้วก็จะได้สมการ   อัตราการเปลี่ยนแปลง M + อัตราการเปลี่ยนแปลง V = อัตราการเปลี่ยนแปลง P + อัตราการเปลี่ยนแปลง Q   และ  เมื่อสมมติฐานกำหนดให้ V คงที่จากรูปแบบการบริโภคที่เหมือนเดิม  หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์   ดังนัน  สรุปได้ว่า อัตราการเพิ่มปริมาณเงิน เท่ากับ  อัตราการเพิ่มขึ้นของ nominal GDP (real GDP+อัตราเงินเฟ้อ)

นั่นหมายถึง  การลดอัตราดอกเบี้ย และ การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน  จะช่วยเร่งให้ทั้ง GDP และ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น   และ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามหากขึ้นอัตราดอกเบี้ย   และ นี่นำไปสู่ "นโยบายการเงิน" นั่นเอง

อย่างไรก็ดี  ผมพบว่า V ไม่ได้คงที่  ไม่สามารถจะตั้งสมมติฐานที่ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้  เป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิด  V จะลดลงโดยอัตโนมัติหากเพิ่ม M   ในสมัยของ ฟิชเชอร์ อาจกล่าวได้ว่า ตลาดของสต็อก (ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดอสังหาฯ เงินฝาก สินเชื่อ และ กองทุนบำนาญ) อาจมีขนาดที่เล็กกว่า GDP อยู่มาก  ดังนั้น การเพิ่มปริมาณเงิน M  จึงไปส่่งผลเกือบทั้งหมดที่ P และ Q  โดย V แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง  อย่างไรก็ดี  ปัจจุบันตลาดเงินตลาดทุนใหญ่ขึ้นมาก  ค่า V จะลดลงเมื่อ M  เพิ่มขึ้น

ผลสรุปก็คือ  การลดอัตราดอกเบี้ย หรือการเพิ่มปริมาณเงิน จะไม่ช่วยเร่งเงินเฟ้อ   แม้ว่าทำให้ Q สูงขึ้นเล็กน้อยจากผลของความมั่งคั่ง (wealth effect)   เมื่อ V ลดลง  จึงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ (P)  ชะลอตัวลงต่่างหาก  และ  ในทางตรงกันข้าม  การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือ การลดปริมาณเงินจะไม่สกัดเงินเฟ้อ  แต่กลับทำให้ค่า P หรืออัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นต่างหาก   เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดนโยบายการเงินทั่วโลก

โดยประธาน ECB  นายมาริโอ ดาร์กี  ที่พยายามเร่งเงินเฟ้อด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นการทำแบบทิศทางนั่นกลับทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงต่างหาก  โดยยูโรโซนมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี   และ ประเทศ PIIGS นั่นเข้าเขตอัตราเงินฝืดในเดือน กย.ที่ผ่านมา  ในทางตรงกันข้าม  ประเทศรัสเซีย ได้พยายามขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ  แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า  อัตราเงินเฟ้อของรัสเซียวิ่งไปเรื่อยๆ จนสูงสุดในรอบ 3 ปีกันเลย

แล้วผู้กำหนดนโยบายการเงินไม่เอะใจบ้างหรือ..... มันเป็นเรื่องยากที่เชื่อได้ว่า เรื่องในตำราคือสิ่งที่ผิด เหมือนักฟิสิกส์  คงจะมีน้อยคนนักที่บอกว่า  สมการในตำราอย่าง  F=ma ของนิวตัน หรือ E=mc^2   ของไอน์สไตน์ เป็นสมการที่ผิดพลาด  อย่างไรก็ดี  ทางสังคมศาสตร์  สามารถศึกษาผลลัพธ์ได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้  หากสังเกตเพิ่มขึ้นอีกสักนิด  ก็จะพบว่า  สมการการเงินของฟิชเชอร์นั้นเริ่มมีปัญหาเสียแล้ว

แล้วเมื่อศึกษาถึงผลกระทบของ QE ก็จะพบว่า  ประเทศสหรัฐฯ และ อังกฤษ  ก่อนหน้านี้จะมีอัตราเงินเฟ้อระดับสูงระดับ 2-4%  แต่เมื่อใช้ QE ปรากฏว่าอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือระดับ 1% เศษเท่านั้น  ซึ่งก็ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีการเงินเดิม   แต่เป็นไปตามแนวคิดของทฤษฎี "การเงินไท้เก๊ก"  คือ  การเพิ่มปริมาณเงินจะกลับทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงต่างหากไม่ใช่เพิ่มสูงขึ้น

บทสรุปตรงนี้ก็คือ โลกควรพิจารณานโยบายการเงินกันใหม่ทั่วโลก  ซึ่งดูเหมือนว่าผู้กำหนดนโยบายการเงิน จะทำแบบผิดทิศผิดทางเสียแล้ว  ดังนั้นอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกันใหม่หมด

ผมขอสมัคร 2 มหาวิทยาลัย  เพื่อร่วมพัฒนาทฤษฎีใหม่และพิสูจน์การหักล้างทฤษฏีการเงินการคลังเดิม  ดำเนินการ "ปฏิบัติการไท้เก๊ก"   เสนอข่าวต่อสื่อ  รวมถึงเผยแพร่ความรู้ใหม่ต่อนักเรียนม.ปลายและนักศึกษาไทยก่อน  จะนำเผยแพร่ไปสู่ระดับโลก   เร่งติดต่อเข้ามานะครับ  prawitruang@gmail.com



วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หักล้างทฤษฎีเคนส์ : ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

การหักล้างทฤษฎี  ปกติแล้วในรอบ 1 ศตวรรษ จึงจะสามารถเกิดขึ้นได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากเย็นยิ่ง  เหมือน  โคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอหักล้างทฤษฎีโลกแบนและเป็นศูนย์กลางจักรวาล   ดาร์วิน หักล้างทฤษฎีพระเจ้าสร้างโลก   ไอน์สไตน์หักล้างกฎนิวตัน  หรือแม้แต่ เคนส์หักล้างทฤษฎีของอดัม สมิธ

หลังจากผ่านไปหลายปี  ในที่สุดผมได้สร้างสมการของ "การคลังไท้เก๊ก" ที่คิดว่าสมบูรณ์ได้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้หักล้างทฤษฎีการคลังของเคนส์  ซึ่งก็คือบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์การคลังนั่นเอง  ทฤษฎีต่างๆ มักจะมี สมการ เข้าไปเพื่ออธิบายด้วยเสมอ  จะขอนำเสนอดังต่อไปนี้

ในกรอบของเคนส์ นั้น  การใช้จ่ายภาครัฐ G = Gc+Gi  เข้านั้น คือ มีเพียง 2 พจน์  ที่การใช้จ่ายภาครัฐมีไว้เพื่อการบริโภค และ การลงทุน  ทำให้สมการการคลังคือ
                                               การเปลี่ยนแปลง Y  =  M * การเปลี่ยนแปลง G    

หรือว่าการเปลี่ยนแปลงของ GDP  เท่ากับ การเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายภาครัฐ คูณด้วยตัวทวี (Multiplier)  นั่นเอง

สำนักเคนส์บอกว่า M นั้นมากกว่า 1   ขณะที่สำนักนีโอคลาสิกบอกว่า M  นั้นอยู่ระหว่าง 0 ถึง  1 ต่างหาก
นี่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่  ส่วนการคลังไท้เก๊ก บอกว่าถูกต้องทั้ง 2 สำนัก และ ผิดทั้ง 2 สำนักด้วย

การคลังไท้เก๊ก ได้ทำให้สมการยาวขึ้นเป็น 6 พจน์ คือ  G = Gc+Gi+Gx+Gm+Gs+Gp  และ สมการของการคลังไท้เก๊ก ก็คือ   การเปลี่ยนแปลง Y = ผลรวมของ Mi * การเปลี่ยนแปลง Gi   โดย i ตั้งแต่ 1 ถึง 6 นั่นเอง

โดยอธิบายและยกตัวอย่างได้คร่าวๆ ดังนี้

Gc คือ ภาครัฐใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการบริโภค เช่น การแจกเช็คช่วยชาติ และ การประกันรายได้ชาวนา ในรัฐบาลอภิสิทธิ์  และ  การแจกเงินให้ชาวนาและชาวสวนยาง ในรัฐบาลประยุทธ์

Gi คือ ภาครัฐใช้จ่ายเงินเพื่อลงทุนสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ  นี่คือสิ่งที่เคนส์ มุ่งหวังให้ใช้เป็นหลัก

Gx คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่ใส่ลงเพื่อกระตุ้นให้มีการส่งออกมากขึ้น เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ส่งออก และ การให้สิทธิ  BOI แก่บริษัทส่งออก เป็นต้น

3 พจน์ข้างต้นนั้นไม่มีปัญหาเลย  ค่าตัวทวีเป็นไปตามที่ เคนส์ ว่าไว้ คือ มากกว่า 1  อย่างไรก็ดี ปัญหาอยู่ที่ 3 พจน์ต่อไป

Gm คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า  เช่น สมมติหากรัฐเพิ่มภาษีศุลกากรรถยนต์นำเข้าจากประเทศใน AEC ก็จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม (หรือเป็นการรัดเข็มขัดการคลัง)  ในเวลาเดียวกันการผลิตรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น GDP ของประเทศกลับเพิ่มขึ้น   ซึี่งเรื่องแบบนี้ ไม่ได้อยู่ในกรอบความคิดของทฤษฎีเคนส์เลย  ค่าตัวทวีในส่วนนี้มีค่า "ติดลบ"

Gs คือ การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อเก็บสต็อก ทำให้เงินไม่หมุน  โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้นโยบายแนวนี้มาก เช่น การรับจำนำข้าวราคาสูง และ การซื้อยางเก็บสต็อก   แม้จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น  แต่ถูกชดเชยความเสียหายจาก การส่งออกที่ลดลง  การเสื่อมค่าของสต็อก และ การทุจริตแล้ว  ทำให้ค่าตัวทวีของนโยบายแนวนี้เข้าใกล้ "ศูนย์"   นอกจากนี้  การจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ ก็น่าจะเข้าข่ายนี้ด้วย เพราะเงินจะไหลเข้าแบงก์ และ กองทุนบำนาญเป็นหลัก

Gp คือ การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อดูดเงินภาคเอกชนไปร่วมออมด้วย  ทำให้การใช้จ่ายในปัจจุบันลดลง หรือ GDP ต่ำลงนั่นเอง  โดยการสมทบ กบข. การให้สิทธิภาษีสูงๆ ในกองทุนอย่าง RMF, LTF ก็เข้าประเด็นนี้ได้ ขณะที่การให้ "สินเชื่อไท้เก๊ก" ด้วยการให้ผู้ประกันตนยืมเงินออมตนเองมาใช้ได้ก่อน โดยรัฐเก็บภาษีดอกเบี้ยบางส่วนนั้น จะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม  เพราะจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม โดยเศรษฐกิจดีขึ้นด้วย  ค่าตัวทวีของเรื่องนี้จึง "ติดลบ"

นี่เป็นการเปลี่ยนกรอบกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift)  ของทฤษฎีเคนส์และสมการการคลังเดิมไปเลย  จากที่หากรัฐทุ่มงบแล้วเศรษฐกิจจะต้องดีขึ้น และ รัดเข็มขัดแล้วเศรษฐกิจจะต้องแย่ลงนั้น  กลับพบว่าไม่จริงเสมอไป  โดยเฉพาะในส่วนของ Gm และ Gp  จะทำให้เกิดผลลัพธ์ตรงกันข้ามได้

ในยุคของเคนส์นั้น ไม่มีกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนบำนาญมากนัก  ดังนั้น เงินส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อการบริโภค และ การลงทุนจริงๆ  ค่าตัวทวีจึงมากว่า 1  นั้นถูกต้องแต่ในยุคต่อมา รัฐบาลต้องใช้เงินต่างๆ ที่มีค่าตัวทวีต่ำลงมาก  ถึงขั้น "ติดลบ" ก็มี  ดังนั้น  แนวคิดของสำนักนีโอคลาสสิกก็ถูกต้องเช่นกัน  อย่างไรก็ดีทั้ง 2 สำนักก็ผิดที่ไม่ได้กล่าวถึง  ค่าตัวทวีติดลบ (Negative Multiplier) เอาไว้เลย  จึงไม่มีแนวทางที่จะช่วยให้รัฐสามารถรัดเข็มขัดการคลัง พร้อมๆ ไปกับการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย

หากจะพูดกันตรงๆ แบบเติมฝันนิดหน่อยก็คือ  "เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก  หากพัฒนาต่อน่าจะไปได้ถึงรางวัลโนเบล  เพราะ เป็นเรื่องสำคัญในรอบศตวรรษไม่ใช่แค่ในรอบปี   ส่งผลให้ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตำราเศรษฐกิจมหภาคกันใหม่ทั้งโลก"

ผมจึงคิด "ปฏิบัติการไท้เก๊ก" ขึ้นมา โดยขอรับสมัคร 2 มหาวิทยาลัย และ 2 สื่อ  เราจะร่วมกันประกาศข่าวใหญ่ของโลกในเรื่องการหักล้างทฤษฎีการคลัง และ การเงินของโลก  3 ขั้นตอนดังนี้

1. ประกาศข่าวการหักล้างทฤษฎีการเงินและการคลัง  รวมถึงการร่วมพัฒนาทฤษฎีใหม่ต่อไปด้วยกัน
2. จัดพิมพ์ตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคใหม่  ฉบับหักล้างทฤษฎีเดิม  ให้นักเรียนและนักศึกษาไทย
3. อีก 1 ปีให้หลังจึงทำการแปลเพื่อเผยแพร่ตำราเป็นภาษาอังกฤษ

เรื่องนี้มีแต่ "ได้" กับ "ได้" และ "ได้"  โดยนักศึกษาไทยจะได้เรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องกันใหม่ และ มีความรู้ที่เหนือชั้นกว่า นศ.ของมหาวิทยาลัยท็อปเทนของโลก   มหาวิทยาลัยไทยจะได้เป็นผู้นำในด้านนี้ และ ผลิตตำราให้แก่นักศึกษาทั่วโลกโอกาสติด Top 100 ของโลกนั้นไม่ยาก  ส่วนประเทศไทยนั้น  ไม่เพียงแต่จะได้นำหน้าประเทศ JKS (ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์)  แต่ยังนำหน้าประเทศผู้นำด้านการศึกษาอย่าง สหรัฐฯ และ อังกฤษ อีกด้วย ซึ่ง 2 ประเทศนี้ก็คือ ประเทศที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำโลก และเป็นแหล่งก่อตั้งทฤษฎีการเงินและการคลัง นั่นเอง

หากพูดแบบเว่อร์ๆ หน่อยก็คือ นี่นับเป็น "โอกาสทองในรอบศตวรรษ"ของไทยเลยทีเดียวที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้   โดยไม่ต้องรอให้ สปช.ด้านการศึกษา ปฏิรูปการศึกษาไทยให้แซงกลับประเทศลาว เพราะ เรื่องนี้คือ "การปฏิวัติการศึกษาไทย" แบบเป็นฝันของฝันอีกที

อย่างไรก็ดี  เรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าหาญมาก เพราะเหมือนกับเดินไปบอกอาจารย์เศรษฐศาสตร์ทั่วโลกว่า "พี่ครับ พวกพี่กำลังสอนสิ่งบกพร่องผิดพลาดให้นักเรียน นักศึกษาอยู่นี่ จะฝืนสอนต่อไปหรือ ควรจะต้องรีบเร่งปรับเปลี่ยนนะครับ"  และ  เป็นการบอกผู้กำหนดนโยบายการเงินการคลังทั่วโลกว่า  "สิ่งที่พวกท่านได้ร่ำเรียนมานั้น มีข้อบกพร่องผิดพลาด  ทำให้อาจออกนโยบายการเงินการคลังที่บกพร่องผิดพลาดออกมาได้ ดังนั้น ควรจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนะครับ"  แต่ผมขอให้มาร่วมกันกล้าหาญอย่างสร้างสรรค์นะครับ

ดังนั้น กรุณารีบติดต่อเข้ามา  เพื่อร่วมกันสานฝันที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยด้วยกัน  เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยนะครับ prawitruang@gmail.com

ปล. บทความหน้าผมจะเขียนเกี่ยวกับ "การหักล้างทฤษฎีการเงิน" ครับ


วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิกฤติปลาร้า อย่าชะล่าใจ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 115 เดือน รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายเงินภาครัฐ และ ลงทุนสาธารณูปโภค น่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ราว 4-5% ในปี 2558 และ ประเทศไทยก็เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ได้อย่างสวยงาม  นั่นเป็นภาพที่ดูดีมากสำหรับประเทศไทย  แต่เดี๋ยวก่อน....

วิกฤติปลาร้า คือ วิกฤติที่ผมตั้งชื่อให้เอง โดยเป็นวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทย ซึ่งก็คือ ประเทศลาวนั่นเอง  โดยลาวได้รับการเตือนจาก IMF มาตั้งแต่เดือน พ.ย.ปี 2556 ให้ระมัดระวังการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้ดี  เพราะ มีการขาดดุลการคลัง และ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมาก  อาจทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอ จนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจได้ในที่สุด

เมื่อดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ  ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือ ลาวมีการขาดดุลการคลังถึง 12.4% GDP เมื่อปี 2556 โดยมีหนี้สาธารณะ ต่อ GDP ระดับ 62% ซึ่งจัดว่าเป็นระดับที่สูง นอกจากนี้ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องรุนแรง 3 ปีซ้อน (ค่า Rueng Alarm ที่ -73.8%) ซึ่งเป็นระดับปรอทแตกอันตรายมากๆ  ขณะที่ผมกำลังกังวลกับ "ลาว" อยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นตัวเลขของ มองโกเลีย ซึ่งอันตรายกว่าเสียอีก คือ ค่า Rueng Alarm ที่ -92%  แทบไม่เชื่อสายตาว่าจะมี 2 ประเทศแบบนี้ในโลกใบนี้ด้วย

การที่ลาวซึ่งกำลังจะเข้าเป็น 1 ใน AEC เช่นเดียวกับประเทศไทย  ลาวมุ่งมั่นพัฒนาชาติให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อตามให้ทันไทย  โดยมุ่งเน้นในด้านพลังงานไฟฟ้าด้วยเขือนพลังน้ำ  การสื่อสารด้วย 4G   การคมนาคมด้วยรถไฟความเร็วสูง   อย่างไรก็ดี  การวิ่งเร็วเกินไปถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับประเทศลาว   หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงของการรวมตัวปีหน้านั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อ AEC ทั้งภูมิภาคได้  โดยประเทศที่มีอันดับเครดิตไม่ดีนักอย่าง กัมพูชา  เวียดนาม และ อินโดนีเซีย (1 ใน Fragile Five) ก็อาจมีปัญหาทางเศรษฐกิจตามไปด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรทำก็คือ รัฐบาลไทย และ ธปท. ควรส่งผู้เชี่ยวชาญทั้งการเงินการคลังไปยังประเทศลาวโดยด่่วน เพื่อให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ซึ่งอาจจะสามารถป้องกัน "วิกฤติปลาร้า" ได้   นอกจากจะเป็นการแสดงน้ำใจในฐานะบ้านพี่เมืองน้องแล้ว  ประเทศไทยยังได้แสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำ AEC ที่ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ต้นมือ  เพื่อให้การดำเนินการรวมเป็นหนึ่งเดียวของ AEC ได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ

อย่างไรก็ดี  "วิกฤติปลาร้า" อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะ ลาววิ่งมาอย่างเร็วจนถึงขอบหน้าผาเสียแล้ว และเรื่องนี้อาจจะเป็นบททดสอบแรกสำหรับบ้านหลังใหญ่อย่าง AEC ว่าจะสามารถบริหารจัดการวิกฤติเศรษฐกิจของสมาชิกได้อย่างไร







วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

3 ปรอทวัดไข้ Fragile Five

เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงรู้จัก Fragile Five เป็นอย่างดีแล้ว  ซึ่งหมายถึง ประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงกระแสเงินทุนต่างชาติ  โดยโครงสร้างคือมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ได้แก่ ประเทศ บราซิล อินเดีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และ ตุรกี หรือรวมๆ แล้วเรียกว่ากลุ่มประเทศ "BISIT" นั่นเอง

บทความนี้จะนำเสนอ ปรอทวัดไข้ 3 ชนิด เพื่อวัดดูว่าประเทศใดกันแน่ที่ความเสี่ยงสูงสุดและควรจะต้องจับตามองเป็นพิเศษ ผมได้นำเอา ประเทศไทย รวมเข้าไปด้วยเพื่อทำการวัดไข้ด้วยกัน โดยประเทศเหล่านี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  จากการที่เศรษฐกิจประเทศจีน ญี่ปุ่นและยุโรป ได้ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด  ขณะที่สภาพคล่องของโลกก็ลดลงจากการที่สหรัฐฯ กำลังจะยกเลิกมาตรการ QE ค่าเงินของประเทศทั้ง 5 นี้ได้อ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด  เรามาลองดูตัวชี้วัดทั้ง 3 กัน

1.TE Rating นี่คือ ดัชนีวัดค่าที่คิดค้นขึ้นโดย www.tradingeconomics.com เพื่อใช้วัดความเสียงของประเทศต่างๆ โดยถ่วงน้ำหนักจาก 5 ปัจจัยเท่าๆ กัน คือ 1.อันดับเครดิตโดย S&P  2.อันดับเครดิตโดยมูดี้ส์  3.อันดับเครดิตโดยฟิตซ์  4.ค่าชี้วัดทางเศรษฐกิจ 5.ตลาดเงินตลาดทุน โดยจะได้ค่าดัชนีออกมาเป็นตัวเลขทำให้เข้าใจได้ง่าย และ สามารถวัดการเปลี่นแปลงได้ง่ายด้วย  โดยประเทศที่ปลอดภัยมากๆ จะมีค่านี้สูง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ (99.5) ส่วนประเทศที่เสี่ยงมากก็จะมีค่านี้ต่ำ เช่น กรีซ (5.8)

ผมต้องขอเปิดหมวกคารวะทีมงานที่ได้สร้างดัชนี้นี้ขึ้นมา เพราะต้องทุ่มเทผู้เชี่ยวชาญและเก็บข้อมูลมากมายเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ผมพบข้อบกพร่องของดัชนีชี้วัดนี้แล้ว ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป เราลองมาเรียงความเสี่ยงจากมากไปน้อยของ Fragile Five โดยปรอทวัดไข้อันนี้กันดีกว่า
1.ตุรกี (44.6) 2.อินเดีย (47.1) 3.อินโดนีเซีย (48.5) 4.บราซิล (50.7) 5.แอฟริกาใต้ (57.4) และ 6.ไทย (58.8)

จะเห็นได้ว่าข้อบกพร่องของ TE Rating ก็คือ การทำให้ความเสี่ยงของแอฟริกาใต้ มาอยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทย แทนที่จะอยู่ใกล้เคียงกับประเทศ Fragile Five  อย่างไรก็ดี  การที่ "ตุรกี" มีค่าความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มนี้ นับได้ว่าน่าจะถูกต้อง โดยประเทศกลุ่มนี้จะมีค่า TE Rating อยู่ระหว่าง 40-50 โดยไทยจะอยู่ระดับปลอดภัยกว่านั้น  เมื่อดู 2 ประเทศล่าสุดที่ขอความช่วยเหลือจาก IMF ก็จะพบว่าค่า TE ชี้ความเสี่ยงได้อย่างดี คือ ยูเครน (28.8) และ กาน่า (32.5)  อาจสรุปได้สั้นๆ ว่า หากค่านี้ต่ำกว่าระดับ 40 แล้วละก็ ควรเตรียมมอบตัวเข้าโรงเรียน IMF ได้เลย และ ตุรกีนั้นใกล้จุดนี้ที่สุด

2.บอนด์ยีล 10 ปี โดยมีแนวคิดจากกฎข้อแรกของการลงทุนว่า "ความเสี่ยงย่อมควบคู่ไปกับผลตอบแทนเสมอ" ดังนั้น  ประเทศที่มีค่าความเสี่ยงสูง จึงควรมีค่าผลตอบแทนระยะยาวที่สูงตามไปด้วย โดยเรียงลำดับได้ดังนี้
1.บราซิล (12.2%) 2.ตุรกี (9.4%) 3.อินเดีย (8.5%) 4.อินโดนีเซีย (8.5%) 5.แอฟริกาใต้ (8.2%) 6.ไทย (3.4%)  จะเห็นว่า บราซิลเสี่ยงสุด รองลงมาคือ ตุรกี ส่วนไทยยังสบายๆมาก อาจกล่าวได้ว่า ประเทศที่มีบอนด์ยีลด์สูงกว่า 8% จัดได้ว่าเสี่ยง

3.Rueng Alarm คือ การรวมขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 3 ปีล่าสุดเข้าด้วยกัน อาจเรียงลำดับความเสี่ยงได้ดังนี้
1.ตุรกี (-23.6%)  2.แอฟริกาใต้ (-13.3%)  3.อินเดีย (-10.6%) 4.บราซิล (-8.1%) 5.อินโดนีเซีย (-5.9%) และ 6.ไทย (+0.1%)  จะเห็นว่า ตุรกีเสียงสุด และ ไทยเสี่ยงน้อยสุด ยังสบายๆมาก

ถ้าถามว่า ผมคิดว่า ปรอทวัดไข้ อันไหนที่น่าจะใช้ได้ดีสุด ผมขอตอบว่า "Rueng Alarm" นะครับ เหตุผลคงไม่ใช่เพระว่าผมได้คิดค้นดัชนีชี้วัดตัวนี้  แต่เป็นเพราะค่านี้ไม่เพียงแต่ใช้วัดไข้ประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น  แต่ยังใช้เตือนภัยประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์มาแล้ว  โดยที่ปรอทวัดไข้อีก 2 อันที่เหลือจะใช้ไม่ได้เลย เพราะ สหรัฐฯ เป็นมีอันดับเครดิตที่ดีมาก และ ดอกเบี้ยระยะยาวก็ต่ำมากด้วย
 
ส่วนประเทศที่ Rueng Alarm ชี้วัดความเสี่ยงถึงขั้น "ปรอทแตก" นั้น แม้เป็นประเทศเล็กแต่อยู่ใกล้ไทยมากๆ ท่านผู้อ่านอาจเดาถูกก็ได้ว่าคือ "ประเทศลาว" นั่นเอง  โดยมีค่า Rueng Alarm ที่น่าตกใจระดับ -73.8% ผมคิดว่า ธปท.ควรเร่งรีบส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระหว่างประเทศไปเพื่อให้คำแนะนำแก่ประเทศลาว ในการลดไข้ชะลอเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ด้าน คือ 1.ด้านปริวรรต ด้วยการยอมให้ค่าเงินกีบอ่อนลง 2.ด้านการเงินด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และ 3.ด้านการคลัง ด้วยการรัดเข็มขัด จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดจากระดับราว 8% เหลือ 4% สัก 2-3ปี ก็อาจช่วยให้ลาวไม่ต้องถูกหามเข้า รพ.IMF โดยหากเกิดวิกฤติในลาวจริงๆ น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาคอีสาน รวมไปถึง กระทบต่อความเชื่อมั่นของกระแสเงินทุนต่างชาติในภูมิภาค AEC ไปด้วย

ต่อจากนี้ควรจับตาดูใกล้ชิดว่า ประเทศใหญ่อย่างตุรกีที่มีไข้สูงมาก หรือว่า ประเทศเล็กๆอย่างลาวที่มีไข้สูงสุดยอด กันแน่ จะเป็นประเทศที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤติในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งนั่นจะมีผลต่อชื่อของวิกฤติว่าจะเป็น "วิกฤติไก่งวง" หรือ "วิกฤติข้าวเหนียว" กันแน่ครับ