วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รถไฟความเร็วสูง : ถ้าได้มาฟรีๆ จะยอมให้มีได้ไหม??

รถไฟความเร็วสูง เป็นโครงการที่ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างโครงข่ายหลายเส้นทาง  อย่างน้อยๆ ก็ระดับ 8 แสนล้านบาท   อย่างไรก็ดี  บทความนี้จะมีโมเดลที่จะทำให้ไทยไม่ต้องเสียเงินซักบาท  เพื่อให้ได้รถไฟความเร็วสูงมาฟรีๆ

หลักการก็คือ การร่วมทุนกับต่างประเทศนั่นเอง  โดยการร่วมทุนนั้นจะมีประโยชน์ 3 ด้านดังนี้

1. ป้องกันปัญหาคอร์รัปชั่นได้ดีกว่า :  ญี่ปุ่น และ จีน มีมาตรฐานในการดูแลเรื่องนี้เข้มข้นกว่าประเทศไทยมาก  กรณีของประเทศเวียดนาม  ญี่ปุ่นได้จับได้ว่ามีการคอร์รัปชั่นส่งเรื่องให้เวียดนามว่ามีการรับเงินสินบน ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่การรถไฟไป 4 คน    เมื่อมีการร่วมทุนกันขึ้นจะเกิดการตรวจสอบดังนั้น  การตุกติกคอร์รัปชั่นก็จะทำได้ยากกว่า

2. เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี : เนื่องจาก ญี่ปุ่นและจีน มีทั้งเงินทุน รวมถึง เทคโนโลยีของรถไฟความเร็วสูง การร่วมทุนจะสนับสนุนให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านนี้ดีกว่า  ทั้งการดูแลตู้โดยสาร  การเดินรถ  การบริหารความปลอดภัย  รวมไปถึง การบริหารจัดการพื่นที่รอบสถานีด้วย 

3.ประหยัดต้นทุน : เรื่องนี้คือประเด็นสำคัญเลยก็ว่าได้  หากมีการร่วมลงทุนแบบ 51:49  ซึ่งก็หมายถึงว่า ไทยจะประหยัดเงินลงทุนไปครึ่งหนึ่งแล้ว  จากแผนเดิม 8 แสนล้านก็เหลือเพียง 4 แสนล้านบาทเท่านั้น  อย่างไรก็ดี  มีแผนเด็ดกว่านั้นอีก คือ ให้ รฟท.ร่วมทุนโดย "ที่ดิน"  และให้ ญี่ปุ่น จีน นั้นลงทุนในระบบราง และ สัญญาณให้ฟรีๆ   เรื่องนี้ดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้  แต่หากพิจารณาดูดีๆ แล้ว  ที่ดินรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงนั้นมีศักยภาพมหาศาล  การเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 15% ก็หมายถึง 5 ปีมูลค่าเพิ่มขึันเท่าตัว ดังนั้นเวลาผ่านไป 25 ปีมูลค่าจะเพิ่มขึ้น 32 เท่า  และ เวลาผ่านไป 50 ปีมูลค่าที่ดินสูงขึ้นถึง 1 พันเท่าตัว.... ขณะที่รางรถไฟนั้นมูลค่าลดลงไปเรื่อยๆ ตามค่าเสื่อมสภาพ  มันจึงคุ้มค่ามากๆ  

มีความเป็นไปได้ว่า  เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นและจีน อ่านมาถึงบรรทัดนี้  ภายใน 1 สัปดาห์ อาจรีบแย่งกันประกาศว่า "ยินดีจะสร้างรถไฟความเร็วสูงให้ประเทศไทยแบบฟรีๆ"   โดยสายที่เหมาะในการสร้างนำร่องก็คือ "สายตะวันออก" (กรุงเทพ-ระยอง)  เพราะ ผ่านเข้าไปยังพื้นที่ที่เจริญมากอยู่แล้ว  และ เส้นทางสั้นลงทุนไม่มากนักราว 1 แสนล้านบาท  โดยเส้นทางสายนี้ ประเทศญี่ปุ่นก็สนใจในการลงทุนอยู่แล้ว เพราะ เชี่ยวชาญในการรบริหารจัดการพื้นที่ของสถานีรถไฟเป็นอย่างดี  หากได้แบ่งผลประโยชน์จากพื้นที่รอบสถานีสำคัญๆ  ในเส้นทางสายนี้ย่อมจะมองเห็นว่าคุ้มค่าการลงทุนเป็นแน่   และ เมื่อญี่ปุ่นสร้างให้ฟรีๆ 1 เส้นทาง  พวกเราคงไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยหาก จีน จะขอสร้าง "สายอีสาน" (กทม.-หนองคาย)  ให้ไทยฟรีๆ บ้าง  เพื่อคานอำนาจและอิทธิพลของญี่ปุ่น

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า  "ไท้เก๊กโมเดล"  คือ การยืมพลัง เงินทุนและเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของ มหาอำนาจในเอเชีย ซึ่งก็คือ จีน และ ญี่ปุ่น  มาสร้างให้ประเทศยากจนในอินโดจีนแบบฟรีๆ  โดยได้ผลประโยชน์แบบครึ่งๆ ของที่ดินรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงเป็นผลตอบแทน  แม้ระยะสั้นอาจดูไม่คุ้ม  แต่ระะยาวๆ แล้วน่าจะคุ้มค่าแน่นอน และ เรื่องนี้ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศระยะยาวแบบคานอำนาจกันอีกด้วย  

แล้ว "ไท้เก๊กโมเดล" จะมีประโยชน์อะไรกับประเทศไทย ??   ผมคิดว่ารถไฟความเร็วสูง ควรมี 5 เส้นทาง ตามนี้
1. เส้นทางเชื่อมมหาสมุทร (ทวาย-กทม.-ขอนแก่น-สะหวันเขต-ดานัง)  นี่จะเป็น land bridge ขนาดใหญ่มากของภูมิภาคอินโดจีนนี้  ทำให้การนำเข้า-ส่งออก  ไปได้ทั้งมหาสมุทรอินเดีย และ แปซิฟิก  โดยไม่ต้องอ้อมแหลมมลายู  ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของทั้งไทยและภูมิภาคลดลงได้มาก  ส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวได้มาก  
2. เส้นทางเชื่อมจีน ( กทม.-ขอนแก่น-หนองคาย-คุนหมิง) 
3. เส้นทางเชื่อมแหลมมลายู ( กทม.-ปาร์ดังเบซาร์-กัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์)  หรือ สายใต้
4. สายเหนือ (กทม.-เชียงใหม่) 
5. เส้นทางอาคเนย์   (กทม.-ระยอง-นครวัด-พนมเปญ-โฮจิมินห์)
เมื่อรวมทุกเส้นทางแล้วเฉพาะในประเทศไทยราว 3 พันกิโลเมตร  ต้นทุนราวกม.ละ 500 ล้านบาท  หมายถึง ไทยอาจจะได้มาฟรีๆ โดยไม่ต้องลงทุนเลยแม้แต่น้อย  จึงประหยัดเงินลงทุนไปได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

ก็คงต้องปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า "ถ้าได้รถไฟความเร็วสูงมาฟรีๆ แล้ว ท่านผู้อำนาจจะยอมให้มีได้ไหม หรือว่าต้องรอให้ถนนลูกรังหมดไปก่อนละครับ ??"  











วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิกฤคิไก่งวง : ควงสว่านขาลง

ทำไมจึงชื่อว่า "วิกฤติไก่งวง" (Turkey Crisis)  เพราะ ผมเชื่อว่าจุดเริ่มต้นจะมาจากประเทศตุรกี ซึ่งคิดว่ามีปัญหามากที่สุดใน 50 ประเทศใหญ่ของโลก  จากค่า Ruang Alarm (ผลบวกของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 3 ปีเข้าด้วยกัน)  ที่ใช้วัดการเสียสมดุลของความพอเพียงย่ำแย่กว่าระดับ -20%  ซึ่งมีความเสี่ยงระดับสูงมาก  และเป็นระดับเดียวกันกับประเทศไทยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งเสียด้วย

ทำไมจึงเรียกว่า "ควงสว่านขาลง"  (Downward Spiral)  ก็เพราะ ผมเชื่อว่าปัญหาจะขยายวงกว้างขึ้น  โดยเชื้อร้ายนี้จะเริ่มต้นจากอ่อนตัวของค่าเงิน  ตลาดบอนด์ และ ตลาดหุ้น  จากนั้นก็ขยายวงไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของตุรกี ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆอีกไม่น้อย  เพราะ มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจในจุดที่คล้ายกัน  เช่น แอฟริกาใต้ ซึ่งขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในทวีปแอฟริกา   ประเทศบราซิล ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในทวีปอเมริกาใต้   แต่ประเทศทีไทยควรใส่ใจให้มากก็คือ "อินโดนีเซีย" ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์  ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการรวมตัวกันเป็น AEC ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น

การที่ค่าเงิน Lira เริ่มอ่อนลงหลังจากแนวโน้มแข็งค่ามาถึง 4 เดือนนั้น จะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น แม้ว่าจะมีส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นเทียบกับอเมริกาจะสูงถึง 8% ก็ตาม  แต่ค่าเงินกลับอ่อนลงได้ 4% ภายในสัปดาห์เดียว  จนมีการขายทั้งบอนด์ และ หุ้นออกมา  เมื่อราคาสินทรัพย์ตกลง  ก็ยิ่งสร้างไม่เชือมั่น  เพราะ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักอยู่แล้ว  เมื่อเงินทุนไหลออกมากขึ้น  ก็ยิ่งกดดันค่าเงินให้อ่อนลงได้อีกมาก  (ผมคาดว่าค่าเงินอาจอ่อนลงได้ถึง 20%)  จากนั้น  ปัญหาก็เริ่มเข้าสู่ "เศรษฐกิจจริง"  โดยบริษัทต่างๆ จะมีสภาพคล่องที่ลดลงมาก  จนถึงขั้นไม่สามารถชำระหนี้ได้ ล้มละลาย  เป็นปัญหา NPL ให้กับสถาบันการเงินอีก   เศรษฐกิจจึงเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง   ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้  คนไทยคงรู้จักกันดีในนามของ "วิกฤติต้มยำกุ้ง"  

เมื่อมีปัญหาของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการชำระเงินเช่นนี้ สุดท้ายแล้วก็จบด้วย วิกฤติเศรษฐกิจ  โดยได้เกิดขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เช่น วิกฤติเตกีล่าในเม็กซิโก   วิกฤติต้มยำกุ้งในไทย  วิกฤติอาร์เจนติน่าปี 2000   วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกา และ วิกฤติ PIIGS ในยูโรโซน  ซึ่งล้วนแล้วแต่มีต้นเหตุมาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง  รวมไปถึงการใช้ค่าเงินที่ไม่เหมาะสมทั้งสิ้น  ไม่ได้เกิดจาก นโยบายประชานิยม หรือ นโยบายการคลังขาดดุลแต่อย่างใด    ตอนนี้ตุรกีมีการเติบ่โตที่ดีถึง 4.3% ต่อปีสำหรับไตรมาสแรกที่ผ่านมา  แต่อาจเกิด "วิกฤติไก่งวง"  จนการเติบโตเข้าสู่ภาวะติดลบได้อย่างรวดเร็ว

หากประเมินว่า ค่าเงิน Lira ของตุรกี  ค่าเงิน Rand ของแอฟริกาใต้  ค่าเงิน Real ของบราซิล และ ค่าเงินรูเปี๊ยะของอินโดนีเซีย  รวมไปถึง ดัชนีตลาดหุ้น เป็นดัชนีชี้นำถึงสัญญาณอันตรายของ  พายุ "วิกฤติไก่งวง" แล้วละก็  ผมคิดว่า พายุนี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย.นี้แล้ว  การติดตามพัฒนาการว่าจะรุนแรงขึ้นไปถึงไต้ฝุ่นระดับ 5 หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง  และ  ประเทศไทยควรเตรียมการรับมือแต่เนิ่นๆ ไว้ก่อนหรือไม่นั้น  ท่านผู้มีอำนาจควรเริ่มคิดวางแผนได้แล้ว  ข้อเสนอของผมก็คือ "ยุทธศาสตร์888"  อาจช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เลือกตั้งเร็วขึ้น 1 ปีจะดีกว่าไหม ??

จากแผนโรดแมปของ คสช.นั้น  การเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นได้ราว 1 ปี 3 เดือนหลังจากนี้ไป  โดยจะต้องมีการรักษาความสงบก่อน 3 เดือน จากนั้นมีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อเดินหน้าการปฏิรูปราว 1 ปี  แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง

ปัญหาก็คือ "การยอมรับจากต่างชาติ" เนื่องจาก กระบวนการที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งยุโรป อเมริกา และ ออสเตรเลีย ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทหารลงแล้ว  มีถึง 67 ประเทศที่ได้เตือนมาท่องเที่ยวประเทศไทย  ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงไปถึง 33% หลังช่วงการรัฐประหารไม่นานนัก  บางทีการมีอีกแผนโรดแมปที่เดินหน้าได้เร็วกว่า  ได้ประชาธิปไตยที่เร็วกว่าเดิม อาจเป็นเรื่องที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยก็ได้

ปัญหาของระบบรัฐสภาเดิมของไทยก็คือ ฝ่ายค้านมีกำลังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งฝ่ายรัฐบาลได้ ทั้งในสภาฯ และ คณะรัฐมนตรี  แม้จะเห็นว่ามีหลายเรื่องที่ทำไม่ถูกต้องก็ตาม  เพราะ สมการคณิตศาสตร์อย่างง่ายๆ ก็คือ จำนวนมือของ สส.ฝ่ายค้านนั้นไม่เพียงพอนั่นเอง   และ ทำให้ประชาชนคนไทยสับสนว่า สส.นั้นย่อมาจาก "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร"  หรือ  "สมาชิกสภาผู้แทนนายทุนพรรค"  กันแน่

แต่ ประชาธิปไตยไท้เก๊ก (หรือประชาธิปไตยยืมพลัง) จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ไปได้  โดยฝ่ายค้านจะมีอำนาจในการขอทำ "ประชามติ" ได้ โดย กกต.เป็นผู้จัดทำ  จะสามารถแก้ไขได้หลายๆ เรื่อง
1. พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง :  หากยืมพลังจากประชามติ  ก็เชื่อว่าเรื่องแบบนี้น่าจะไม่ผ่าน สภาฯ ล่างมาได้อย่างแน่นอน
2. นโยบายจำนำข้าว :  หากยืมพลังจากประชามติ  ก็เชื่อว่า จะสามารถหยุดยั้งนโยบายที่เปิดช่องให้ทุจริตมหาศาลนี้ได้ตั้งแต่แรกๆ แล้ว
3. ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี :  หากยืมพลังจากประชามติ  ก็สามารถไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีบางคนได้แน่

หากมีการลงสัตยาบันโดย หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ยอมรับว่า "ประชามติ" ถือเป็นสูงสุดและต้องปฏิบัติตามนั้น  อำนาจอธิปไตยซึ่งเคยใช้ผ่าน  สภาฯ และ รัฐบาล  ย้อนกลับไปยังประชาชนโดยตรงอีกครั้ง   ซึ่งก็จะช่วยได้มาก  ประชาชนไม่ต้องออกมาชุมนุมกันตามท้องถนนกันอีกต่อไป   เพราะมีเครื่องมือที่จะใช้ "หยุด" สส.ฝ่ายรัฐบาล และ นโยบายบางเรื่องที่สร้างความเสียหายได้

นอกจากนี้ การทำ "ประชามติ" ไปพร้อมกับการหย่อนบัตรเลือกตั้ง  จะทำให้สามารถปฏิรูปไปได้อย่างเร็ว เพราะ สส.ใหม่ที่เข้ามานั้น จะมีหน้าที่โหวตตามผลลัพธ์นั้นๆ   ซึ่งจะทำให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องรวดเร็ว  ภายใน 3 เดือน อาจแก้ไขกฎหมายสำคัญๆ ไปได้หลายฉบับ  การหย่อนบัตรเลือกตั้ง พร้อม "ประชามติเพื่อการปฏฺิรูป" นั้น ประชาชนนกหวีดคงจะไม่ขวางเลือกตั้งอีกแน่  เพราะ จะกลายเป็นการขวางการปฏิรูปไปด้วยในตัว  และ ภายใต้กฎอัยการศึกเช่นนี้น่าจะวางใจได้แน่

หากเดินหน้าตามนี้  ข้อดีก็คือ ประเทศไทยจะได้ประชาธิปไตยเร็วขึ้น 1 ปี   ปฏิรูปเร็วขึ้นครึ่งปี  ทำให้ประชาชนนกหวีดพอใจ  ประชาชนเสื้อแดงพอใจ  และ ต่างชาติก็พอใจด้วย   หาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ คือ รัฐบุรุษผู้ปฏิรูปการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ไปสู่  ประชาธิปไตยแบบผู้แทน   ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าระบอบนี้มีปัญหาไม่น้อยสำหรับประเทศไทยในช่วงเวลากว่า 8  ทศวรรษที่ผ่านมา    บางทีท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อาจเป็น รัฐบุรุษผู้ปฏิรูปการปกครองจาก ระบอบประชาธิปไตยผู้แทน  ไปสู่ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก"  (หรือประชาธิปไตยยืมพลัง)  ก็เป็นได้  ซึ่งจะทำให้การยึดอำนาจครั้งนี้  ไม่ใช่แค่เพียง รัฐประหารแบบธรรมดาๆ  แต่จะเป็น การปฏิวัติการปกครองไปด้วยเลย

อย่างไรก็ดี  นี่เป็นเพียง อ.ไอเดียข้อเสนอของ คนไทยคนหนึ่งมีที่ อ.อุดมการณ์  ซึ่งรักและเป็นห่วงประเทศชาติ  แต่การจะนำไปใช้ไปปฏิบัติหรือไม่  จะนำไปประยุกต์ต่อยอดหรือไม่นั้น   ก็ต้องขึ้นกับท่านผู้มี อ.อำนาจ นั่นเองละครับ



วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

หยุด...เศรษฐศาสตร์ที่ผิดพลาด

เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า  กรอบวิชาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันไม่สามารถอธิบายและแก้ไขปัญหาของวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีนัก  ผมพบว่าประเด็นปัญหาไม่เพียงแต่เนื้อหาที่ไม่ครอบคลุมเท่านัน แต่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ทำการเรียนการสอนในปัจจุบันนั้น  "ผิดพลาด" อีกด้วย

ทฤษฎีการคลัง : หากทุ่มเงินงบประมาณเข้าไปแล้วจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น  โดยสำนักเคนส์บอกว่าจะดีขึ้นมากกว่าเงินที่ใส่เข้าไป หรือค่าตัวทวีมากกว่า 1  ขณะที่สำนักนีโอคลาสิก  บอกว่าจะดีขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยค่าตัวทวีอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1   ในทางตรงกันข้ามหากรัดเข็มขัดการคลังก็จะทำให้เศรษฐกิจแย่ลง

อย่างไรก็ดี  สำนักไท้เก๊ก พบว่า ทฤษฎีนี้ไม่จริง.... มีบางกรณีที่รัฐบาลสามารถรัดเข็มขัดการคลังแล้วทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้  และในทางตรงกันข้าม ทุ่มเงินงบประมาณลงไปแต่กลับทำให้เศรษฐกิจแย่ลงได้เช่นกัน  โดยค่าตัวทวีของโครงการประเภทนี้ "ติดลบ"  โดยเฉพาะ การที่ทำธุรกรรมที่รัฐบาลเกี่ยวข้องกับ "กองทุนบำนาญ"

เช่น  หากรัฐบาลเก็บภาษีดอกเบี้ยของ "สินเชื่อไท้เก๊ก" ที่ยอมให้ผู้ประกันตน สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ สมาชิกกบข. สามารถยืมเงินออมตนเองมาหมุนก่อนได้  ก็จะเป็น "การรัดเข็มขัดการคลัง" ขณะที่เศรษฐกิจดีขึ้นได้

ในทางตรงกันข้าม  หากรัฐสนับสนุนให้ส่วนหักลดหย่อนภาษีจำนวนมากแก่ LTF, RMF หมายถึง สนับสนุนให้เกิดการออมมากขึ้น  แม้จะดีในระยะยาวแต่ระยะสั้นจะทำให้เงินหมุนเวียนเพื่อบริโภคลดลง  ในกรณีนี้ รัฐเก็บภาษีได้ลดลง  แทนที่จะทำให้เศรษฐกิจจะดีขึ้นตามทฤษฎี  กลับมีผลในทางตรงกันข้ามทำให้เศรษฐกิจกลับแย่ลงต่างหาก

สรุปตรงนี้ก็คือ ทฤษฎีการคลังที่เขียนไว้ในตำรานั้น "ผิดพลาด" ควรจะต้องมีการแก้ไขโดยด่วน และ แนวคิดใหม่นี้อาจช่วยให้ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย  สามารถเลือกเดินเส้นทางแบบ "รัดเข็มขัดการคลัง" ไปพร้อมๆ กับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้

ทฤษฎีการเงิน :  MV = PQ   โดยหากมีการเพิ่มปริมาณเงิน (M)  โดยมีสมมติฐานว่าการหมุนของเงิน (V) ค่าทรงตัว  ดังนั้น  การเพิ่ม M  จึงมีแนวโน้มทำให้ GDP (Q)  และ อัตราเงินเฟ้อ (P)  เพิ่มขึ้น

สำนักไท้เก๊กบอกเลยว่า ทฤษฎีการเงินนี้ผิดพลาด  ตรงที่การกำหนดสมมติฐาน V คงที่นั้นไม่ถูกต้อง ไม่สามารถทำได้  เพราะ การเพิ่ม M นั้น จะทำให้ V ลดลงโดยอัตโนมัติต่างหาก  ขณะที่ PQ จะค่อนข้างทรงตัว   การลดอัตราดอกเบี้ย และ การเพิ่มปริมาณเงิน (M)  จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น (Q เพิ่ม)  ดังนั้น จะเห็นว่า อัตราเงินเฟ้อ (P) มีแนวโน้มลดลงต่างหาก

การกำหนดนโยบายการเงินแบบ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ... จึงเป็นการทำตามทฤษฎีการเงินเดิม  แต่นั่นคือความผิดพลาด   ผมรอเวลา 3 เดือนเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีใหม่  โดยตุรกีได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย Repo จาก 4.5% เป็น 10%  ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา  ซึ่งนับว่าเป็นการขึ้นอย่างมากและน่าจะมีผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยได้ชัดเจน  ปรากฏว่า อัตราเงินเฟ้อของเดือน ม.ค.ถึง เม.ย. ปี 2557 คือ 7.75%, 7.89%, 8.39% และ 9.38% ตามลำดับ  นั่นแสดงว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะสกัดเงินเฟ้อ  กลับทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นต่างหาก  และหมายถึงว่า ทฤษฎีการเงินเดิมนั้น "ผิดพลาด" ขณะที่ ทฤษฎีการเงินไท้เก๊กน่าจะถูกต้อง  โดยกรณีของ อินเดีย  บราซิล ทีขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็มีอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเช่นกัน

2 เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก  อาจนับได้ว่าสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ ปรมาจารย์เคนส์ ได้สร้างทฤษฎีการคลัง และ เศรษฐศาสตร์มหภาคขึ้นเมื่อ 84 ปีก่อนเลยทีเดียว   ไม่เพียงแต่ในชั้นมัธยม และ ปริญญาตรีที่มีการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ที่ผิดๆ เท่านั้น   ผู้กำหนดนโยบายของหลายประเทศก็ล้วนเรียนมาจากตำราที่ผิดๆ ด้วยเช่นกัน และมีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบผิดๆ นำพาประเทศไปในทิศทางที่ผิดๆ ในที่สุด

ดังนั้น ผมจึงขอเรียกร้องให้หยุดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์แบบเดิมๆ ไว้ก่อนเลย  หากมหาวิทยาลัยใดสนใจที่จะนำ "สำนักไท้เก๊ก" เข้าไปอยู่ในเขตรั้วมหาวิทยาลัย  เพื่อทำการเผยแพร่ความรู้ใหม่นี้ให้แก่นักศึกษา รวมถึง ทำการผลิตตำรา Macro Econ. ไปทั่วโลก  เพื่อเปลี่ยนโลกของเศรษฐศาสตร์เสียใหม่  ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้น  โดยผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับนักศึกษา  มหาวิทยาลัย และ ประเทศไทยเรื่องนี้จึงเป็นการทำเพื่อชาติและเพื่อโลก    ผมยินดีร่วมมือเต็มที่นะครับ

ปล.สำหรับทางออกปลดล็อกการเมืองไทยนั้น .... ผมขอเสนอว่าควรนำแนวคิดแบบ "ไท้เก๊ก" มาประยุกต์ใช้ คือ รวม 2 เรื่องซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นพร้อมกันให้มันเกิดขึ้นได้  เช่น  มีปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่ยังมีคงมีเลือกตั้งเดือน ก.ค. , ได้โค่นระบอบทักษิณ  แต่ยังคงมีสภาฯ ผู้แทนราษฎร    พรรค ปชป.ลงสู้ศึกเลือกตั้ง แต่ยังมีลุ้นได้จัดตั้งรัฐบาล  เป็นต้น  ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำได้  ตามบทความ "ปลดล็อก กปปส."  "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งถ้ามุ่งมั่นก็ยังทัน" และ "แต้มต่อที่อยากขอพรรคเพื่อไทย"  เป็นต้น







วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

แต้มต่อที่อยากขอพรรคเพื่อไทย

พวกเราคนไทยก็รู้ๆ กันดีว่า หากมีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย น่าจะมีคะแนนนำอย่างมาก ทิ้งห่างคู่แข่งและชนะเลือกตั้งได้อย่างสบายๆ  แต่นั่นกลับทำให้ การเลือกตั้งดูไม่ตื่นเต้นอะไรเลย   ประเทศไทยก็จะยังคงได้แต่ สส.หน้าเดิมๆ และ รัฐมนตรีหน้าเดิมๆ กลับมา

หากพรรคเพื่อไทยให้แต้มต่อแบบแทนที่จะสู้กันแบบ 1:1 ก็เปลี่ยนเป็น "ฉันขอสู้คนเดียว พวกท่านรุมกันเข้ามาเถิด"  หรือหมายถึง  พรรคเพื่อไทยควรขอท้าแบบ หากได้จำนวน สส.น้อยกว่า พรรคการเมืองทีเหลือรวมกัน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ พรรคเพื่อไทยได้ สส.น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสภาฯ แล้ว   จะถือว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบที่จะให้พรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำในการปฏิรูประเทศ  ดังนั้น  ไม่เพียงแต่ตระกูลชินวัตรจะขอเว้นวรรค  แต่พรรคเพื่อไทยทั้งพรรคจะเว้นวรรคทางการเมืองด้วย 1 ปี  เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคคู่แข่งอย่าง ประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน

ด้วยวิธีนี้จะมีข้อดีต่อทุกฝ่ายดังนี้คือ

1. พรรคเพื่อไทย : ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจลงสู้ศึกเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะได้ สส.ไม่ถึงครึ่งก็ยอมให้พรรค ปชป.เป็นรัฐบาลเพียงแค่ 1 ปี เพื่อทำการปฏิรูประเทศ  ระหว่างนี้จะได้สร้างนโยบายใหม่ๆ ที่โดนใจประชาชน  หลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่ากับนโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด และ รถยนต์คันแรก ด้วยวิธีนี้ทำให้การเลือกตั้งราบรื่น รักษากฎกติกา และ ประชาธิปไตยไว้ได้

2.พรรคประชาธิปัตย์ : หากเป็นตามรูปแบบเดิม แทบไม่มีโอกาสจะชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้เลย  ด้วยวิธีนี้แม้แพ้เลือกตั้ง แต่ก็ยังอาจเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้   ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจลงสู้ในสนามเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น โอกาสได้เป็นรัฐบาลคือ 50-50  ผลงานของการฟื้นเศรษฐกิจ และ การปฏิรูประเทศ  น่าจะมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคนี้ด้วยในอนาคต

3.กปปส.: จะสามารถเข้าช่วยพรรค ปชป. ทำการปฏิรูประเทศได้เลย  เมื่อได้สภาฯใหม่เข้าทำหน้าที่  แทนที่จะมัวท่องประโยค "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" แล้วเดินไปเดินมายังสถานที่ต่างๆ  ผมขอเรียกร้องให้เร่งรีบทำการ "ปฎิรูป" ได้ตั้งแต่วินาทีเลยเพื่อให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง  ไม่ต้องรออะไรอีก โดยแบ่งเป็น

ปฏิรูปต้นน้ำ : ส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย  เตรียมจัดทำแบบสอบถาม "ประชามติ" ในเรื่องของการปฏิรูปด้านต่างๆ เช่น โทษของการคอร์รัปชั่น  ที่มาของผู้ว่าฯ  ปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน  ปฏิรูปพลังงาน  ปฏิรูปตำรวจ  เป็นต้น

ปฏิรูปกลางน้ำ : ส่วนทีเป็น อ.อำนาจ  คือ วางกรอบอำนาจใหม่ได้เลยว่าจะให้ "ประชามติ"มีผลในเรื่องใดบ้าง โดยผมคิดว่าอย่างน้อยควรมี 4 เรื่องสำคัญ คือ  1.ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี   2.การเพิ่มหรือแก้ไขกฎหมายสำคัญระดับชาติ  (เช่น พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง)  3. การยกเลิกนโยบายที่ส่อแววทุจริตของภาครัฐ (เช่น จำนำข้าวทุกเมล็ด)  4. การตัดสินคดีสำคัญระดับชาติ

ปฏิรูปปลายน้ำ : ส่วนที่เป็น อ.อุดมการณ์  โดยเชิญให้หัวหน้าพรรคการเมือง  องค์กรอิสระ  ทำการลงสัตยาบันว่า "ประชามติ" ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร  จะทำให้ สส. รวมถึง องค์กรอิสระ จำเป็นต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ  ไม่ใช่ ตามใจนายทุนพรรค หรือว่า อำมาตย์

การปฏิรูปทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ นี้สามารถทำเสร็จได้เลยภายใน 1 เดือน  อันที่จริงแล้วหากมุ่งมั่นทำจริงๆ  1 สัปดาห์ก็เสร็จเรียบร้อยได้แล้ว  กปปส.มัวแต่ท่องประโยค "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" แทนที่จะเร่งรีบทำให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์  กลับเรียกประชาชนชุมนุมจนบาดเจ็บล้มตายกันไปมาก  เศรษฐกิจย่ำแย่ตกต่ำกันถึง 26 สัปดาห์ หรือครึ่งปีเข้าไปแล้ว  ยังไม่เห็นผลงานของการปฏิรูปอะไรเลยแม้แต่น้อย  ดังนั้น ควรเร่งรีบปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเดือน กค.ให้เสร็จ พร้อมๆ กับเสนอให้ กกต.จัดทำประชามติ พร้อมกับหย่อนบัตรเลยในวันเลือกตั้ง นั่นจะเป็นผลผูกพันให้ สภาฯใหม่จำเป็นต้องโหวตเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายตามผลของประชามตินั้น

กปปส.ไม่ควรจะต้องขวางการเลือกตั้งอีกต่อไป  หากได้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งให้แล้วเสร็จใน 3 ส่วน (ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ) ข้างต้น  ผลลัพธ์ก็คือ แม้ว่าอาจจะได้ สส.หน้าเดิม แต่เรื่องราวจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  คือ จาก สส.เดิมที่มีอำนาจ (นิติบัญญัติ) แต่ไร้อุดมการณ์   จะเปลี่ยน สภาพมาเป็น สส.ใหม่ที่ไร้อำนาจ แต่มีอุดมการณ์แทน   เพราะ อำนาจได้ถูกย้ายไปยังประชาชนทั้งประเทศแทนแล้วด้วย "ประชามติ"  และ สส.จำเป็นต้องยกมือโหวตตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือ อุดมการณ์ของการเป็นผู้แทนราษฎรนั่นเอง  นี่จึงเป็นการโค่นทั้งระบอบทักษิณ และ ระบอบอำมาตย์ ไปในคราวเดียวกัน

และนี่การผสมผสานระหว่าง ประชาธิปไตยทางตรง และ ทางอ้อม  เรียกว่า "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" หากทำตามนี้ได้จริง ทุกฝ่ายก็ได้จะได้บรรลุเป้าหมายหลัก  ขณะที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติก็จะสนุกตื่นเต้นไปกับการเลือกตั้ง  และทำตามรหัสปลดล็อก "กปปส." ได้ คือ  ยึดมั่น ก.กฎกติกา  รักษา ป.ประชาธิปไตย  เดินหน้า ป.ปฏิรูป และ กลับสู่ ส.สันติภาพ

นี่ไม่เพียงเป็นข้อเสนอ แต่จะเป็นเป็นบทพิสูจน์ด้วยว่า  ที่รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์บอกว่าไม่ยึดติดอำนาจ  พร้อมยอมเสียสละให้ชาติเดินหน้าได้  แต่จะต้องรักษากฎกิตกา และ ประชาธิปไตยนั้นจริงหรือไม่  นี่นับเป็นโอกาสทองแล้วที่จะได้เดินหน้าสู่ทางออกของประเทศชาติ   ด้วยการประกาศให้ "แต้มต่อ" ผ่านสื่อทีวีได้เลย  แม้จะต้องใช้ความกล้าหาญ ความเสียสละอยู่ไม่น้อยแต่ผลตอบแทนก็อาจคุ้มค่า  เพราะขณะนี้ต่างชาติกำลังจับจ้องว่า  ประเทศไทยจะหาทางปลดล็อกการเมืองอย่างไร ให้เกิดสันติภาพ  ขณะเดียวกันก็ยังรักษากฎกติกาประชาธิปไตยได้  รวมถึง เดินหน้าปฏิรูปได้ด้วยนั้น  "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" นับได้ว่าเป็นทางออกหนึ่งที่มีรหัสปลดล็อกครบทั้ง 4 ตัว (กปปส.)    ไม่แน่ว่าต่างชาติอาจพิจารณามอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพให้แก่คุณยิ่งลักษณ์ก็ได้   อาจเรียกได้ว่าเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้เลย

ขอร้องให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาข้อเสนอนี้  โดยอาจนำไปปรับปรุงต่อยอด เพื่อเป็นทางออกที่ดีให้กับชาติบ้านเมืองต่อไปครับ




วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง... ถ้ามุ่งมั่นก็ยังทัน

หลังการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินการเลือกตั้งวันที่ 2 กพ.เป็นโมฆะ  พรรคการเมืองต่างๆ ได้เรียกร้องให้ กกต.จัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน  อย่างไรก็ดี  กปปส.ต้องการให้มีปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง  บทความนี้ชี้ประเด็นว่า  น่าจะทำ่มให้ทั้ง 2 ข้อเรียกร้องนี้ไปด้วยกันได้แบบชนะทั้งคู่

โดยน่าจะสามารถเริมการปฏิรูปได้เลยตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่ ต้นน้ำ-กลางน้ำ และ ปลายน้ำ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ปฏิรูปในส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย  อ.อำนาจ และ อ.อุดมการณ์ ได้เลย  โดยยังไม่ต้องรอสภาฯ ใหม่ และ รัฐบาลใหม่

1.ปฏิรูปต้นน้ำ ส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย    กปปส. คปท.และ พรรค ปชป.ได้จัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูประเทศไทยมาบ้างแล้ว  นำมาดูได้เลยว่าจะจัดทำ "ประชามติ" ในเรื่องสำคัญใดบ้าง เช่น  บทลงโทษคอร์รัปชั่น  ที่มาของผู้ว่าฯ   ตำรวจควรขึ้นต่อจังหวัดหรือไม่  ควรจัดเก็บภาษีทรัพย์สินไหม  เป็นต้น  เตรียมพร้อมในการจัดทำแบบสอบถามได้เลย   ควรทำ "ประชามติ" ไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้งครั้งใหม่

2.ปฏิรูปกลางน้ำ ส่วนที่เป็น อ.อำนาจ   กำหนดกรอบไปเลยว่า ประชาชนสามารถมีอำนาจอธิปไตยในเรื่องใดบ้าง  เช่น
อำนาจนิติบัญญัติ  หากเป็นกฎหมายสำคัญระดับประเทศต้องผ่านประชามติก่อน  และ การตัดสินไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีก็ใช้ ประชามติ  เช่นกัน
อำนาจบริหาร  : ประชาชนสามารถเลือกนายกฯ ได้โดยตรง  และ หากนโยบายเปิดช่องทุจริต  การลงประชามติสามารถหยุดยั้งนโยบายเหล่านั้นได้เลย
อำนาจตุลาการ : หากเป็นคดีสำคัญระดับชาติ  ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสิน

3. ปฏิรูปปลายน้ำ  ส่วนที่เป็น อ.อุดมการณ์   โดยให้หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค  องค์กรอิสระ  มาลงสัตยาบันรับรองว่า "ประชามติ" ถือเป็นที่สุด  มีผลผูกพันต่อทุกองค์กร  ซึ่งจำเป็นต้องโหวต และ ปฏิบัติหน้าที่ตามผลของ "ประชามติ" นั้นๆ    นี่จึงเป็นทำหน้าที่ตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่  ไม่ใช่ ตามใจนายทุนพรรค หรือ อำมาตย์

เมื่อสามารถทำการปฏิรูป 3 เรื่องนี้ได้สำเร็จก่อนเลือกตั้ง  หากมุ่งมั่นก็น่าจะใช้เวลาแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง  จะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง  นอกจากจะโค่นระบอบทักษิณ (หรือธนาธิปไตย) แล้ว ยังโค่นระบอบสุเทพ (หรืออมาตยาธิปไตย)  ไปได้ด้วยในคราวเดียว   อำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่งจะย้ายไปอยู่ในมือประชาชน  จากที่เคยอยู่กับ สภาผู้แทนฯ  คณะรัฐมนตรี และ ตุลาการ

แนวคิดนี้จะชนะทั้ง 2 ฝ่ายขณะเดียวกันก็แพ้ทั้ง 2 ฝ่ายด้วย  เพื่อเป็นการเดินหน้าประเทศไทย  ด้วยรหัสปลดล็อก "กปปส." คือ  ยึดมั่น ก.กฎกติกา   รักษา ป.ประชาธิปไตย   เดินหน้า ป.ปฏิรูป  และ คืนสู่ ส.สันติภาพ   ประเทศชาติจะได้เดินหน้าทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ได้ต่อเสียที

"ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" จึงเป็นการยืมพลัง "ประชามติ" มาเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ  สำหรับ ม็อบนกหวีดคนเสื้อเหลือง  จะสามารถโค่นระบอบทักษิณ และ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งได้   สำหรับ  พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง  ด้วยแนวคิดนี้จะสามารถโค่นระบอบอำมาตย์ได้  จัดเลือกตั้งได้ราบลื่น  เปิดสภาฯ ได้เร็ว  สำหรับคนเสื้อขาว นี่คือ การสานฝันของ ดร.ปรีดี พนามยงค์  บิดาแห่งประชาธิปไตย  ปฏิรูปต่อยอดประชาธิปไตยไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หลังจาากต้องอยู่ภายใต้ระบอบธนาธิปไตย และ อมาตยาธิปไตย มายาวนานถึง 82 ปี  

ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาในเรื่องนี้ และ รีบเร่งปฏิรูปการเลือกตั้งได้อย่างเร็ว  และ จัดโครงสร้างอำนาจเพื่อพร้อมเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงครับ

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

ฟองสบู่ซ่อนอยู่ที่ไหน ??

บทความนี้จะกล่าวถึง "ฟองสบู่" ตลาดหุ้นที่ถูกซ่อนอยู่  โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจนัก  แต่อาจก่อปัญหายิ่งใหญ่ให้กับโลกในอนาคตอันใกล้ได้

ตลาดหุันอเมริกา S&P500  แม้จะดูไม่แพงนัก P/E 17 เท่า  แต่ว่า ดัชนีหุ้นเล็กอย่าง Russell2000 ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นเล็ก 2 พันตัว แต่มีขนาดของมูลค่าตลาดเพียง 12% ของ S&P500 นั้น มี P/E สูงถึง 50 เท่า  ตลาดหุ้นอเมริกาได้มองโลกในแง่ดีปั่นหุ้นเล็กๆ ขึ้นมาถึง 3 เท่าตัวจากระดับต่ำสุดในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์   ขณะที่กำไรวิ่งตามไม่ทัน ค่า P/E ปัจจุบันนั้นจึงสูงมาก  เป็นฟองสบู่พร้อมแตก ราคาหุ้นพร้อมจะลงได้ครึ่งหนึ่ง

ในทวีปอเมริกาอย่าง สหรัฐฯ และ แคนาดา  นั้น P/E อยู่ระหว่าง 17-19 เท่าตัว  อย่างไรก็ดีมีฟองสบู่ซ่อนอยู่เหมือนกัน   โดยในตลาดหุ้นอเมริกาใต้นั้น  ตลาดหุ้นบราซิล  แม้จะมีค่า P/E 18 เท่าระดับเดียวกัน  แต่ความแตกต่างอยู่ตรงนี้   ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี (หรือดอกเบี้ยระยะยาว) ของบราซิลยืนที่ 13% หมายถึง การคาดหวังผลตอบแทนในตลาดหุ้นจะตกราว 16% ต่อปี (รวมค่า premium อีก 3%)  ค่า P/E ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นนั้นควรอยู่ราว 7 เท่าตัวเอง  แค่ดัชนี IBovespa  นั้นมีกลับค่านี้สูงถึง 18 เท่าตัว  ราคาหุ้นพร้อมดิ่งลงได้อีกมาก    เหตุการณ์เช่นนี้ก็เช่นเดียวกับตลาดหุ้นโคลัมเบีย เช่นเดียวกัน

แล้วแวะมาดูที่ตลาดหุ้นยุโรปกันบ้าง  แม้ตลาดขนาดใหญ่ 3 แห่ง คือ ตลาดหุ้นเยอรมัน  อังกฤษ และ ฝรั่งเศส  จะอยู่ที่ราว 17-18 เท่า  ไม่นับว่าแพงนักเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ย  แต่ตลาดหุ้นในกลุ่ม PIIGS หลายตลาดนั้นแพงมากๆ  เช่น ตลาดหุ้นอิตาลี  โปรตุเกส  นั้นผลกำไรทั้งตลาดอยู่ระดับติดลบ คือ ไม่มี P/E  นอกจากนี้  ตลาดหุ้นไอร์แลนด์นั้น P/E สูงถึง 61 เท่าตัว  เป็นฟองสบู่พร้อมแตก 

นอกจากนี้ในทวีปแอฟริกา  อย่างแอฟริกาใต้ ซึ่งมี bond yield 10 ปีที่ 8.4% อาจหมายถึง ผลตอบแทนคาดหวังจากตลาดหุ้นราว 11.4%  ค่า P/E ที่เหมาะสมควรจะอยู่ราว 9 เท่าตัว  อย่างไรก็ดี ค่า P/E ปัจจุบันยืนสูงถึง 18 เท่าตัวสำหรับ ดัชนี TOP40  ของแอฟริกาใต้  ตลาดหุ้นพร้อมตกลงได้อย่างแรง

สำหรับทวีปเอเชียดูบ้าง  แม้จะตลาดขนาดใหญ่อย่าง ญี่ปุ่น จีน และ ฮ่องกง จะดูเหมือนไม่แพงนัก อยู่ระดับปกติ  แต่ตลาดหุ้นอย่างอินโดนีเซีย มีค่า P/E ถึง 22 เท่า  ทั้งที่ bond yield 10 ปีที่ 8%  P/E ที่เหมาะสมควรอยู่ราว 9 เท่าตัว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินเดียวซึ่งมี P/E 17เท่า  ก็ไม่แตกต่างกันนัก  ดังนั้นตลาดหุ้นอย่างอินเดีย  อินโดนีเซีย  ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากนั้น  ราคาหุ้นพร้อมจะตกลงได้อย่างแรงเช่นกัน 

และสุดท้ายสำหรับประเทศไทยเอง  แม้ SET index จะไม่แพงมากนัก  ระดับ P/E 15 เท่าซึ่งดูเหมาะสม  แต่สำหรับ ดัชนีตลาด MAI กลับสูงถึง 38 เท่าตัว  ซึ่งอันตรายมากๆ ราคาหุ้นเกินพื้นฐาน  เป็นฟองสบู่พร้อมแตก

สรุปก็คือ มีฟองสบู่ตลาดหุ้นที่ซ่อนอยู่เกือบทุกจุดในโลก   โดยเฉพาะในตลาดหุ้นขนาดเล็ก  ปัญหาก็คือ นักวิเคราะห์ไม่ได้ใส่ใจในประเด็นเหล่านี้นัก  หากฟองสบู่เหล่านี้แตกตัวลงพร้อมๆ กัน  นั่นอาจสิ่งที่พึงจะระวังให้ดี เพราะ อาจส่อปัญหาใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกได้นะครับ  

ข้อมูล : Bloomberg