<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240</id><updated>2012-01-31T14:24:28.066+07:00</updated><category term='วิกฤติการคลัง'/><category term='รัฐศาสตร์ไท้เก๊ก'/><category term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><category term='ยูโร'/><category term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><category term='ปฏิรูประเทศไทย'/><category term='การเมือง'/><category term='เศรษฐกิจโลก'/><title type='text'>taiji-econ</title><subtitle type='html'>เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-econ.) คือ แนวคิดที่ใช้กฎ 3 ข้อของไท้เก๊กมาช่วย  ด้วยการ  "รักษาสมดุล" "ยืมพลังสะท้อนพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง" ซึ่งจะช่วยปรับปรุงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันที่้บกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>62</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-196163612936103318</id><published>2012-01-30T14:56:00.004+07:00</published><updated>2012-01-31T14:24:28.088+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เศรษฐกิจโลก'/><title type='text'>ทักษิณาภิวัฒน์</title><content type='html'>หากคิดว่า  ผมจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองว่าคำนี้แปลว่า   ความรุ่งเรืองของ "ระบอบทักษิณ" ละก็...ท่านผู้อ่านคิดผิดถนัด   สิ่งที่มีความหมายในทำนองนั้นมีการบัญญัติศัพท์ไว้อยู่แล้วอย่างไม่เป็นทางการว่า "ทักษิณาธิปไตย" แต่สิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้เกี่ยวกับกระแสเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งนี้ประยุกต์แนวคิด "บูรพาภิวัฒน์" ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์   เพียงแต่ผมมองว่า  ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมิได้ย้ายขั้วจาก "ตะวันตก" มาเป็น "ตะวันออก" แต่เป็น "เหนือ" ลงสู่ "ใต้" ต่างหาก  ดังนั้น  "ทักษิณาภิวัฒน์" จึงอาจแปลง่ายๆได้ว่า  "ความรุ่งเรืองจากแดนใต้"  โดยแต่ก่อนจะมี 3 ขั้วอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และ ยุโรป  ปัจจุบันพื้นที่ทางใต้ของ 3 ขั้วอำนาจนี้มีพลวัตรมากขึ้น  ฝั่งใต้ของสหรัฐอเมริกา คือ อเมริกากลางและใต้    ฝั่งใต้ของรัสเซีย คือ จีน อินเดีย และ อาเซียน   ส่วนฝั่งใต้ของยุโรป ก็คือ แอฟริกานั่นเอง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มี 3 ปัจจัยที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง "ทักษิณาภิวัฒน์" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. GDP ต่อหัว และ ประชากร : เนื่องจากประเทศที่อยู่แดนใต้  ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย (จีน อินเดีย  อินโดนีเซีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม) อเมริกาใต้ (บราซิล อาร์เจนติน่า)  แอฟริกา (อียิปต์  ไนจีเรีย)  ล้วนเป็นประเทศที่มี GDP ต่อหัวต่ำ  ขณะที่มีประชากรจำนวนมาก   การพัฒนาในอนาคตจึงมีการเติบโตของ GDP สูงจากฐานที่ต่ำ และ มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นมากจากจำนวนประชากรหลายร้อยล้าน หรืออาจถึงพันล้านคน  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2. อายุเฉลี่ยของประชากร (median age):โดยประเทศพัฒนาแล้วทางเหนือจะมีอายุเฉลี่ยที่สูงมาก  เช่น ญี่ปุ่น(45 ปี) และ ยุโรป  มีพลวัตรที่ต่ำ   ขณะที่ประเทศบริเวณเอเชียใต้ และ อาเซียน  จะมีประชากรที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่ามาก  อินเดีย (26) พม่า (27) อินโดนีเซีย (28) เวียดนาม (28) ฟิลิปปินส์ (23)ซึ่งหมายถึง ศักยภาพของพลวัตรอยู่ในระดับสูงกว่ามาก   โดยที่ จีน (36) และ ไทย (34) อยู่ระดับกลางๆ   ดังนั้น  ศักยภาพของพลวัตรด้านโครงสร้างประชากรแล้ว  ไทย จึงดูจะเสียเปรียบเพื่อนบ้านใน อาเซียน  และ จีนก็ดูเหมือนจะสู้ อินเดียและเอเชียใต้ไม่ได้   นี่เป็นผลด้านลบที่สะท้อนมาจากนโยบายการคุมกำเนิดที่ได้ผลดีอัตราการเกิดจึงต่ำ และ การแพทย์ที่มีคุณภาพสูงทำให้ประชากรมีอายุยืนนานขึ้น    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. หนี้ภาครัฐ ต่อ GDP : ประเทศที่มีค่านี้สุงสุดในโลก 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น (220%)กรีซ (143%)และ อิตาลี (119%) ตามลำดับ   พบว่า  มีค่าเฉลี่ยของอายุประชากรที่ติด top ten ของโลก  โดยกรีซอยู่ที่ 42.5 ปี และ อิตาลีอยู่ทีี่ 43.5 ปี  ซึ่งสูงมาก  นี่อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  การที่ภาครัฐต้องเข้าไปอุดหนุนประกันสังคมทั้งด้าน เบี้ยบำนาญ และ การประกันสุขภาพ ของผู้สูงอายุ ขณะที่ GDP แทบไม่เติบโต  จึงทำให้ต้องติดหนี้สาธารณะจำนวนมาก   ขณะที่  ประเทศกำลังพัฒนาทางใต้นั้น  จะมีตัวเลขหนี้สินภาครัฐยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า  รัฐบาลจึงมีศักยภาพในการส่งพลังช่วยเศรษฐกิจได้มากกว่า   จีน (18%)  อินโดนีเซีย (27%) ไทย (41%)  ฟิลิปปินส์ (47%)  เวียดนาม (53%) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 แนวโน้มของ "ทักษิณาภิวัฒน์" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1. ขนาดของเศรษฐกิจของประเทศแดนใต้ จะเติบโตเร็วก่า และจะมีขนาดใหญ่กว่า ประเทศพัฒนาแล้วแดนเหนือ  ด้วยเหตุผลของจำนวนประชากรที่มากกว่าหลายเท่า  และ พลวัตรของโครงสร้างประชากรที่คนในวัยทำงานที่มากกว่า   อินเดีย  จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเยอรมัน   บราซิลจะใหญ่กว่าฝรั่งเศส  และ อินโดนีเซีย  น่าจะใหญ่กว่า เกาหลีใต้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ประเทศพัฒนาแล้วทางเหนือจะพึ่งพาสินค้าของแดนใต้มากขึ้น   ไม่เพียงสินค้าเกษตรเท่านั้น  สินค้าอุตสาหกรรมทั้ง โลว์เทค (เสื้อผ้า  รองเท้า) ไฮเทค (สินค้าอิเล็กทรอนิกส์   รถยนต์) รวมไปถึง  ภาคบริการ (การแพทย์และท่องเที่ยว) ด้วย   นอกจากนี้  การพึ่งพากันเองของประเทศแดนใต้จะเข้มข้นขึ้นทั้งด้านการลงทุน  การแบ่งผลิตชิ้นส่วน  การค้าระหว่างประเทศ  โดยรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจ (เช่น AEC) จากเดิมแทนที่จะมุ่งส่งออกไปยังประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก  ตามขนาดของเศรษฐกิจของภูมิภาคที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็ว  ภาระภาษีศุลกากรที่แทบไม่มี และ ต้นทุนการขนส่งก็ต่ำลง    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. จะมีการเคลื่อนย้ายประชากรวัยเกษียณ  จากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนาแดนใต้มากขึ้น  จะทำให้สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในต้นทุนที่ต่ำลงมาก   กำลังซื้ออาจเพิ่มขึ้นได้อีก  4-5 เท่าตัว  หลายคนอาจเลือกที่จะเป็น "คนรวยในต่างแดน  ดีกว่าเป็นคนจนในบ้านเกิด" หากมองในมุมของรัฐบาล   การลดภาระการคลังจากการดูแลสุขภาพคนชรา  ที่ญี่ปุ่นจ่ายอยู่หัวละ 4 แสนบาทต่อปี  หากมาอยู่ประเทศไทยต้นทุนอาจเหลือแค่ 4 หมื่นบาทหรือแค่ 1 ใน 10 ดังนั้น  หากมีการอพยพย้ายถิ่นกัน 1 ล้านคน  หมายถึง  รัฐบาลญี่ปุ่นอาจลดภาระการคลังได้ถึง 3.6 แสนล้านบาทต่อปี   ขณะที่ประเทศไทยก็มีรายได้การดูแลสุขภาพเพิ่มอีกหลายหมื่นล้านต่อปีเช่นกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมวางโครงข่ายคมนาคมแบบรถไฟความเร็วสูง  เชื่อมไปยัง จีน อินเดีย และ ประเทศในอินโดจีนได้ทั้งหมด  อาจวางยุทธศาสตร์ให้ "ขอนแก่น"เป็นเมืองหลวงอินโดจีนและเป็นเมืองหลวงสำรองของไทย   โดยใช้เป็นจุดตัดของรถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทาง (เวียงจันทน์-ขอนแก่น-กทม.-ทวาย  และ  ย่างกุ้ง-ขอนแก่น-ดานัง)   วางกลยุทธ์ด้าน "แรงงานต่างด้าว" ให้ดีเพื่อเพิ่มพลวัตรด้านประชากร   จัดระบบพร้อมรับรายได้จากคนเกษียณจากประเทศพัฒนาแล้ว   ควรเตรียมพร้อมรับกระแสเมกะเทรนด์ "ทักษิณาภิวัฒน์"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับภาค 2 ซึ่งอาจเป็นบทความที่ว่า  การเมืองแบบ "ทักษิณาธิปไตย" ที่ใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบ "ทักษิโณมิกส์" จะตอบรับกับกระแส "ทักษิณาภิวัฒน์" ได้ดีเพียงใดนั้น  คงต้องรอให้คนของรัฐบาลชุดนี้มาเขียนให้พวกเราอ่านต่อไปครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-196163612936103318?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/196163612936103318/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2012/01/blog-post_30.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/196163612936103318'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/196163612936103318'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2012/01/blog-post_30.html' title='ทักษิณาภิวัฒน์'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-1689656581893567067</id><published>2012-01-16T14:07:00.002+07:00</published><updated>2012-01-16T14:22:55.028+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปฏิรูประเทศไทย'/><title type='text'>พรก.โอนหนี้...สิ่งนี้มีสร้างสรรค์</title><content type='html'>นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่  โจมตี พรก.โอหนี้ไปสู่กองทุนฟื้นฟูฯ และ ให้ ธปท.ดูแลการชำระหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นว่า  เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม  จะกระทบกับประชาชนผู้ฝากเงินกู้เงิน  รวมไปถึงเสถียรภาพของ ธปท.ได้    อย่างไรก็ดี  ผมกลับพบว่ามีเรื่องน่าสนใจที่สร้างสรรค์  แทนที่จะเป็น "พรก.สร้างปัญหา" แต่กลับเป็น "พรก.แก้ปัญหา" อย่างดี  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทำให้เศรษฐกิจหมุนได้เร็วขึ้น :  โดยการยืมพลังจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แทนที่การปล่อยให้เงิน 4.5 หมื่นล้านบาท  ที่เก็บไว้ในสถาบันคุ้มครองเงินฝากจมอยู่เฉยๆ หรืออาจฝากแบงก์ได้ ดบ.1% ก็จะสร้าง GDP ได้ราว 450 ล้านบาท   รัฐบาลยืมพลังของเงินก้อนหนี้  "ในนิ่งมีเคลื่อน" หากคิดว่าเงินนี้ไปเป็นเบี้ยยังชีพคนชราและคนพิการ 7.5 ล้านคนๆ ละ 6 พันบาท  ซึ่งจะใช้จ่ายเงินที่รับมาเกือบทั้งหมด  จึงสร้างตัวทวีมีค่าสูงที่ 3 เท่า ดังนั้น จะเพิ่ม GDP ได้ราว 1.35 แสนล้านหรือราว 1.2%  นั่นหมายถึง  ศก.ไทยจะเติบโตสูงกว่าระดับปัจจุบันเพิ่มอีก 1.2% ทุกๆ ปีฟรีๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ลดเหลื่อมล้ำ : ธนาคารพาณิชย์อาจได้กำไรลดลงไปบ้าง  เพราะ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มจาก 0.4% เป็น 0.55% โดยที่ไม่สามารถผลักภาระให้กับประชาชนได้  เพราะ มีการแข่งขันเข้มข้นจากแบงก์รัฐอยู่ราว   มีการประเมินว่ากำไรอาจลดลงราว 10% นั่นเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่า  กำไรที่ลดลงของนายแบงก์ (นายทุน)  นั่นหมายถึง เงินในกระเป๋าที่เพิ่มขึ้นของชาวบ้านนั่นเอง  ประเทศไทยมีผลตอบแทนของส่วนทุนที่สูงเกินไป  การลดกำไรของนายทุนลงมา  ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตสูงขึ้น  หมายถึงว่า  ผลตอบแทนของแรงงานสุทธิแล้วจะสูงขึ้นมากนั่นเอง  เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางที่มีอยู่สูงให้ลดลงไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- บาทอ่อน ธปท.กำไร  : อาจมีนักลงทุนต่างชาติบางคนไม่เข้าใจ  ก็เลยยขายเงินออกมานำเงินออกไป  นั่นเป็นสิ่งที่ดี  เพราะ หากว่า บาทอ่อนค่าลงราว 5% เมื่อเทียบกับเงินตรา ตปท.โดยเฉลี่ยแล้ว  ธปท.จะมีกำไรเพิ่มขึ้นมา 3 แสนล้านบาทได้เลย  ซึ่งสามารถนำเงินนี้บางส่วนไปลดหนี้เงินต้นให้หมดลงเร็วกว่า 20 ปีที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้ด้วย  และ แน่นอนนี่คือ การช่วยสนับสนุนการส่งออก และ ท่องเที่ยวไปด้วยในตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมองว่า  พรก.นี้คือ "ตัวสร้างปัญหา" ผมกลับมองว่า นี่คือ "ตัวแก้ปัญหา"   นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมองว่า การขึ้น ดบ.คือ "สกัดเงินเฟ้อ" ผมกลับมองว่า  มันช่วย "เร่งเงินเฟ้อ" ต่างหาก     นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมองว่า  กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) คือ "สิ่งยอดเยี่ยม" ของเศรษฐกิจไทย  ผมกลับมองว่า น่าจะเป็น "สิ่งยอดแย่" ต่างหาก   เป็นเพราะ กรอบการมองของนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปนั้นใช้ "กรอบทฤษฎีเก่าๆ" แต่ผมมองผ่านกรอบทฤษฎีใหม่  เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (taiji-econ.) นั่นเองครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-1689656581893567067?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/1689656581893567067/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2012/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1689656581893567067'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1689656581893567067'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='พรก.โอนหนี้...สิ่งนี้มีสร้างสรรค์'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-3717583920696744584</id><published>2012-01-05T11:36:00.008+07:00</published><updated>2012-01-09T11:19:31.385+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>อริยสัจ 4 กับ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์</title><content type='html'>พวกเราคนไทยรู้จักกันดีกับ "อริยสัจ 4" ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ   "ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค" มีการนำไปเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์อยู่บ่อยๆ   แล้วสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องอะไรกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไรกัน ??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค  ได้นำแนวคิดนี้   มาจนสร้าง "ทฤษฎีการคลัง" ขึ้นมา &lt;br /&gt;- กับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap)  ซึ่งเป็นการชี้ถึงปัญหาของนโยบายการเงิน  แม้ลดอัตราดอกเบี้ยลงจนติดดิน  ก็ไม่สามารถกระตุ้นสินเชื่อและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้  นี่คือ "ทุกข์"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ความขัดแยังของการมัธยัสถ์  (Paradox of Thrift) หากบุคคลหนึ่งคนพยายามรัดเข็มขัดประหยัดอาจเป็นเรื่องที่ดี  แต่หากทุกคนพยายามประหยัดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว  จะส่งผลให้รายได้รวมของประเทศลดลง  การค้าระหว่างประเทศก็ลดลงด้วย  สุดท้ายแล้วจะเก็บออมไม่ได้ในที่สุด  ขัดแย้งกันเองกับเป้าหมายเดิม  นี่คือ "สมุทัย" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การจ้างงานเต็ม (Full Employment) คือ เป้าหมายเพื่อให้เกิดการใช้ปัจจัยการผลิตเต็ม "ศักยภาพ" และ มี "ดุลยภาพ"  นี่คือ "นิโรธ" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทฤษฎีการคลัง (Fiscal Theory)  โดยการใช้แนวคิด  ผลของตัวทวี (multiplier effect) เพิ่มขาดดุลการคลัง เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของเอกชน  ส่งให้ GDP เพิ่มได้เป็นหลายเท่าตัวจากผลนั้น   นี่คือ "มรรค"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดของอริยสัจ 4 ได้ช่วยให้ค้นพบ "เหรียญด้านที่ 3"  โดยพระพุทธเจ้าได้ค้นพบ  ด้านที่ "ไม่ตึงเกินไป" และ "ไม่หย่อนเกินไป" หรือ ทางสายกลางนั่นเอง  ส่วนเคนส์ ก็พบเช่นกันในการกระตุ้นอุปสงค์ด้านที่ "ไม่ใช่จากเอกชนในประเทศ" (การบริโภคและลงทุน) และ "ไม่ใช่อุปสงค์ต่างประเทศ" (การส่งออก) จึงมาเป็นคำตอบเหรียญด้านที่ 3 คือ  อุปสงค์จากการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ดี  ทฤษฎีเคนส์  ขาดความเป็น "อกาลิโก" 80 ปีก่อนนั้นเป็นทฤษฎีที่ยอดเยี่ยมมากจนอาจกล่าวได้ว่า "ช่วยชีวิตทุนนิยม" เอาไว้  แต่ 80 ปีให้หลัง  สิ่งนี้กลับกลายเป็นทฤษฎี "ดีแต่กู้" ที่ฝ่ายค้านนำมาโจมตีรัฐบาลทุกประเทศทุกยุคสมัย  และ สร้างปมเงื่อนปัญหาหนักจนอาจกลายมาเป็น  "ปมสังหารทุนนิยม" ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเรามาลองคิดตามระบบของ ศาสดาแห่งศาสนาพุทธ  และ  ปรมาจารย์ของเศรษฐศาสตร์มหภาค  กันดูบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- กับดักเคนส์ (Keynes Trap)  เพื่อเป็นเกียรติแด่ปรมาจารย์ "เคนส์" ผมจึงคิดว่าใช้ชื่อนี้เหมาะสมยิ่งแล้ว  สิ่งนี้คือการที่หนี้ภาครัฐต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเลือกทาง "รัดเข็มขัด" ยอมให้เศรษฐกิจตกต่ำลง หรือว่า "คลายเข็มขัดพยุงเศรษฐกิจ" สร้างหนี้ภาครัฐก้อนโดต่อไปก็ตาม  จะพบคำพูด "austerity or stimulus" มากมายใน google คือ เลือกระหว่าง "หัว หรือ ก้อย"  นักวิชาการส่วนใหญ่ก็เชื่อแบบนั้น  คือ คิดว่าเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอจึงมักพบกับทางตันของปัญหา    เมื่อมีคนถามถึงปัญหาของหนี้ภาครัฐในระยะยาว  เคนส์ตอบเลี่ยงไปว่า "ในระยะยาวแล้ว  พวกเราทุกคนจะตายหมด" ซึ่งก็จริงที่ว่าคนรุ่น "เคนส์" ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว  แต่ที่แย่ก็คือ  "วิกฤติการคลัง"  ได้เปลี่ยนจากปัญหาระยะยาว กลายมาเป็น ปัญหาเร่งด่วนของคนรุ่นเราไปเสียแล้ว  นี่คือ "ทุกข์"    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ความขัดแย้งของกองทุนบำนาญ (Paradox of Pension) นักวิชาการพยายามบอกว่าควรออมมากๆ  เพิ่มสินทรัพย์ของกองทุนบำนาญเข้าไปเพื่อรองรับสังคมสูงอายุ   ขณะเดียวกันควรลดหนี้ภาครัฐลงมา  ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันขัดแย้งกันเองในตัว  เพราะราว 70-80% ของสินทรัพย์กองทุนบำนาญ ก็คือ หนี้สินของภาครัฐ (พันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ) นั่นเอง   การที่รัฐบาลพยายามสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยการสมทบเงินของรัฐก็ดี  ลดหย่อนภาษีวงเงินสูงสำหรับเงินออมบำนาญก็ดี  จะทำให้การใช้จ่ายโดยรวมลดลง ขณะที่ ภาระหนี้ภาครัฐสูงขึ้นด้วย  นี่คือ  "สมุทัย" ซึ่งเป็น  ต้นเหตุของวิกฤติการคลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การเติบโต "เต็มศักยภาพ" และ "มีดุลยภาพ" และ หลุดพ้นจาก "กับดักเตนส์" คือ หนี้ภาครัฐต่อ GDP ไม่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเป้าหมาย  นี่คือ "นิโรธ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การคลังไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Theory)  โดย "ยืมแรงสะท้อนแรง"  และ  "ในนิ่งมีเคลื่อน" ของกองทุนบำนาญ จะเป็นทางแก้ไขปัญหา  ยืมพลังหยางจากกองทุนบำนาญหากเศรษฐกิจเย็นเกินไป  จึงทำให้เกิดการรัดเข็มขัดการคลังพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ (austerity with stimulus)  ซึ่งเป็นทางแก้ไขปัญหาแบบเหรียญด้านที่ 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมาดูปัญหาของ "เงินยูโร"  ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องของเศรษฐกิจโลกดูบ้าง&lt;br /&gt;- กับดักยูโร (Euro Trap) คือ การที่ประเทศอ่อนแอ (PIIGS) เมื่อเข้ามาในยูโรโซน และ ออกไปไม่ได้  ขณะที่เศรษฐกิจแข่งขันด้านการส่งออกท่องเที่ยวไม่ได้   เสียสมดุลของ "ดุลบัญชีเดินสะพัด" หนี้สินต่างประเทศพอกพูน   นี่คือ "ทุกข์" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ความขัดแย้งของการผูกค่าเงิน (Paradox of Peg) ที่จริงแล้วโลกเคยมีบทเรียนมาแล้วเรียกว่า "กับดักดอลลาร์"  เช่น ประเทศเม็กซิโก อาร์เจนติน่า และ ไทย  ในอดีตล้วนแล้วแต่ผิดพลาดมาแล้วทั้งสิ้น  ด้วยการผูกค่าเงินกับ "ดอลลาร์" จึงเกิดความขัดแย้งกันเองในตัว  เพราะ แข่งขันด้านส่งออกไม่ได้จึงขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่องหลายปี   ต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อดึงเงินทุนไว้  ลักษณะเศรษฐกิจเช่นนี้ปกติแล้วค่าเงินควรจะอ่อนลง  แต่ก็เกิดขึ้นไม่ได้เพราะ ผูกค่าเงินเอาไว้กับดอลลาร์ และเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันเมื่อทศวรรษ 1930 "กับดักมาตรฐานทองคำ" ด้วย  แต่ยุโรปไม่เคยเรียนรู้กับเรื่องราวในอดีต  สำหรับ  กรีซและโปรตุเกส ก็เช่นกัน  การผูกค่าเงินยูโรซึ่งตัดสินจากความแข็งแรงของเศรษฐกิจ เยอรมัน และ ฝรั่งเศส (ขนาดราวครึ่งหนึ่งของยูโรโซน) ทั้งๆที่หากประเมินระดับเงินเฟ้อ  อัตราดอกเบี้ย  และ ดุลบัญชีเดินสะพัด  แล้ว  เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ควรมีค่าเงินแข็งขึ้น  ส่วนกรีซ โปรตุเกส  ควรมีค่าเงินที่อ่อนลงในระยะยาว แต่การผูกค่าเงิน 2 กลุ่มประเทศไว้จึงเป็นความผิดพลาดขัดแย้งกันเอง   นี่คือ "สมุทัย"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การเติบโตอย่างมี "ดุลยภาพ" ของดุลบัญชีเดินสะพัด  และ แข่งขันได้ตาม "ศักยภาพ" คือ เป้าหมาย  นี่คือ "นิโรธ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- Fx ไท้เก๊ก หรือ Sanfeng333  โดยการจัดระบบให้ประเทศที่แข็งแรงใกล้เคียงกันใช้เงินสกุลเดียวกันได้  แต่หากมีประเทศซึ่งแข่งขันไม่ไหว คือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ติดต่อกัน 3 ปี และ มีส่วนต่างดอกเบี้ย (spread) สูงกว่า 3% ก็ควรจะต้องเปลี่ยนไปใช้เงินระบบอื่น  วิธีนี้จะรักษาทั้ง "เอกภาพ" และ "ดุลยภาพ" เอาไว้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเหรียญด้านที่ 1 พยายามรักษาระบบ "ยูโร" ทั้ง 17 ประเทศเอาไว้ เป็นการรักษา "เอกภาพ" ไว้  แต่ระบบจะขาด "ดุลยภาพ"  เหรียญด้านที่ 2 คือ ตัดหางปล่อยวัด ประเทศกรีซ โปรตุเกส ออกไปใช้เงินสกุลเดิมตามยถากรรม  วิธีนี้แม้รักษา "ดุลยภาพ" ของประเทศอ่อนแอไว้ได้  แต่จะขาดซึ่ง "เอกภาพ" ของยุโรป    ส่วนทางออกแบบเหรียญด้านที่ 3 คือ การจัดระบบการแตกตัวอย่างสร้างสรรค์  แม้จะเสียประเทศที่อ่อนแอไปจากยูโรโซน  ก็ควรเชื้อเชิญประเทศที่แข็งแรงเช่น  สวีเดน  นอร์เวย์  เดนมาร์ก และ สวิตเซอร์แลนด์  ซึ่งตอนนี้ใช้เงินสกุลตนเองนั้นมาร่วมใช้  "Euro" ด้วย เพราะเป็นประเทศเกรด A  ส่วนประเทศพื้นฐานกลางๆ อย่าง  อิตาลี  สเปน  ไอร์แลนด์ ก็อาจเชิญชวน  อังกฤษ  เพื่อมาเป็นพี่เบิ้มของเงินสกุลใหม่ "Euri" ก็น่าจะเหมาะสม  และ สุดท้ายประเทสอ่อนแอ  กรีซ โปรตุเกส  ก็ควรไปรวมค่าเงินกับยุโรปตะวันออก เช่น  รัสเซีย  ตุรกี  โปแลนด์  รวมถึงหลายประเทศในแอฟริกา   กลายเป็นเงินสกุลใหม่  "Eura" ด้วยวิธีนี้ค่าเงินของยุโรปก็จะเหลือแค่ 3 สกุลเท่านั้น  เป็นการ "แตกเพื่อโต" อย่างมีระบบ  โดย Euri และ Eura ควรใช้ระบบ Crawling Peg (เกาะค่าเงินไว้แต่ยอมให้อ่อนค่าลงทีละน้อย) กับ Euro  วิธีนี้จะทำให้ประเทศสมาชิกในกลุ่ม EU เข้าสู่สมดุลและเติบโตตาม "ศักยภาพ" ได้  จะมีทั้ง "เอกภาพ" และ "ดุลยภาพ" ไปได้พร้อมๆ กัน   โดย ECB ที่ดูแลนโยบายการเงินทั้ง 3 สกุลนี้  ขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากเทียบเท่ากับ 2 ยักษ์ใหญ่ อเมริกา และ จีน รวมกันหรือราวๆ  20 ล้านล้านเหรียญ สรอ.จะเป็นขั้วอำนาจที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม  นี่คือ "มรรค" นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อริยสัจ 4 แสงส่องชี้  เหรียญด้านที่ 3" กลอนสั้นๆ บทนี้หากนำไปใช้สอนเด็กและเยาวชน  จะช่วยส่งเสริมความรู้ด้านพุทธศาสนา (ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย) เชื่อมโยงกับ "มุมมองที่แตกต่าง"  ไม่แน่ว่าเด็กและเยาวชนไทยจะคิดสร้างความรู้ใหม่ๆ  นวัตกรรมใหม่ๆ  ให้แก่โลกได้จำนวนมากพร้อมๆกับการเป็นคนดีมีความสุข   อันเป็นความภาคภูมิใจและอนาคตของประเทศชาติต่อไป   นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ  "การปฏิรูปการศึกษาไทย" นะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-3717583920696744584?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/3717583920696744584/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2012/01/4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3717583920696744584'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3717583920696744584'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2012/01/4.html' title='อริยสัจ 4 กับ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-4681508709068640163</id><published>2011-12-19T11:24:00.007+07:00</published><updated>2011-12-26T13:41:02.214+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เศรษฐกิจโลก'/><title type='text'>2012  ปีสยองของเศรษฐกิจโลก</title><content type='html'>ไม่นับรวมคำทำนายของ ดช.ปลาบู่  หรือ การทำนายของหมอดูหลายคนที่มองไว้เลวร้ายหลายอย่างในปีหน้า  รวมไปถึง  การพยากรณ์ "วันสิ้นโลก" อันเกิดจากแกนโลกพลิกในช่วงปลายเดือน ธ.ค.ปี 2012 ซึ่งอาจเป็นภัยพิบัติระดับใหญ่หลวงอย่างยิ่งต่อมนุษชาติ   บทความนี้จะพูดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกเท่านั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่โลกได้เผชิญกับ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์  ในปี 2008 ไปแล้วนั้น  บาดแผลเกิดจาก  ความเสี่ยงของการล้มละลายของสถาบันการเงินในอเมริกา เช่น เลห์แมน บาร์เธอร์ส  เป็นต้น  อย่างไรก็ดี  เวลานั้น  โลกมีทั้ง ยาฉีด (นโยบายการคลัง) ยากิน (นโยบายการเงิน) และ ยาทา (นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน) เพื่อบรรเทาอาการของบาดแผลไปได้มาก  จนนึกว่าหายสนิทแล้ว  แต่เมื่อมาถึงปี 2011 กลับพบว่า  บาดแผลได้ขยายวง "ลึกขึ้น" (โดยลามจากสถาบันการเงิน ไปยัง รัฐบาลของประเทศอ่อนแอ เช่น PIIGS) และ "กว้างขึ้น"  (ไม่เฉพาะแต่ประเทศพัฒนาแล้ว  แต่ในจีน และ อินเดียเองก็เริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวเร็วมาก  โดยดัชนีหุ้นของ 2 ประเทศที่ตกต่ำสุดในรอบ 2 ปีได้ชี้นำเศรษฐกิจล่วงหน้าแล้ว) ขณะที่ยาทุกประเภทนั้นใช้ไปจนหมดคลังแล้ว  ผมขอตั้งชื่อวิกฤติครั้งใหม่นี้ว่า "วิกฤติหมูหัน"  อันมาจากชื่อของ  "อาหารจีน"  และ ประเทศชายขอบในยูโรโซน (PIIGS) ประกอบกันเป็นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2012&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่จึงเป็นที่มาของคำพูดของ ผู้อำนวยการ IMF นางลาร์การ์ดที่เกรงว่า  เศรษฐกิจโลกจะหดตัวทั่วโลกในปี 2012 จะมีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1930 ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม  จะได้ผลกระทบต่อการถดถอยครั้งนี้   อาจมีการปกป้องการค้าจนทำให้การส่งออกหดตัวลงด้วย   จำเป็นที่ประเทศทั่วโลกต้องประสานกัน  ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฝัน "วิกฤติหมูห้น" ครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้    นี่คือ  ความหวั่นเกรงของ "หมอใหญ่" ที่คอยดูแลเศรษฐกิจโลกอยู่  โดยไม่รู้ว่ารับมือจัดการกับวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่นี้อย่างไรดี  เพราะ ยาทุกประเภทที่รู้จักได้ใช้ไปหมดแล้วแต่ไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามปกติแล้ว  หากเรารักษาด้วยยาแผนตะวันตกแล้วไม่ได้ผล  สิ่งที่คิดทำต่อไปก็คือ ใช้แพทย์ทางเลือกไงครับ   ฝังเข็ม  นวดกดจุด  โยคะ  สมุนไพร และอื่นๆ   ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นแพทย์แผนตะวันออกนั่นเอง   และสำหรับวิกฤติครั้งนี้ก็เช่นกัน   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พุทธเศรษฐศาสตร์  ควรจะดูแลปัญหานี้ได้หรือไม่   ผมคิดว่านี่คือ "วัคซีน" ชั้นยอดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา  เพราะ ควบคุมความโลภได้ตั้งแต่ต้นแล้ว  โลกก็ไม่เป็นโรคไม่เกิดแผล   อย่างไรก็ดี  ตอนนี้บาดแผลลึกและกว้างมาก  ติดเชื้อเริ่ม "เน่าเฟะ" แล้วด้วย   วัคซีน คงไม่อาจช่วยอะไรได้มากนัก   นอกจากนี้เป้าหมายของพุทธเศรษฐศาสตร์ คือ "นิ่ง-สงบ-เย็น" ซึ่งเป็นพลังหยิน   ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่เศรษฐกิจโลกต้องการในด้านพลังหยาง คือ "เติบโต-คึกคัก-ร้อนแรง" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ยูโรโซน" ยังคงเป็นปัญหาหนักต่อไป  การให้สินเชื่อผ่าน IMF,EU,ECB,EFSF,ESM อะไรก็แล้วแต่  เป็นเพียงแค่เอาช้อนไปคนในแก้วที่มี "น้ำ" กับ "น้ำมัน" รวมกันอยู่เท่านั้น  แม้ไม่สามารถจะรวมกันได้อยู่ดี  แต่ก็ยังพอจะหลอกๆ ผู้คนไปได้ระยะหนึ่งว่า  ยูโรโซน ยังคงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอยู่  แต่ในที่สุดแล้ก็คงฝืนธรรมชาติ  และ ทฤษฎีการเงินระหว่างประเทศ (International Fisher Effect) ซึ่งกล่าวว่า  ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ย่อมชดเชย  ด้วยส่วนต่างของค่าเงินในระยะยาว   นั่นหมายถึง  ประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ย 10 ปีในระดับสูงมาก  กรีซ (35%) โปรตุเกส (13%) อิตาลี (7%) ควรจะมีค่าเงินที่อ่อนลงกว่าประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเช่น  เยอรมัน (2.0%) เนเธอร์แลนด์ (2.3%) แต่ค่าเงินของ 2 กลุ่มประเทศนี้กลับผูกด้วยเงินสกุลเดียว คือ "ยูโร" แน่นอนว่า  นักวิชาการจำนวนมากนอกเขตยูโรโซน ได้วิจารณ์โจมตี "เงินยูโร" ว่าถูกสาปตั้งแต่ก่อกำเนิดแล้ว  และ มาถึงปัจจุบันยิ่งถูกโจมตีอย่างหนักเพราะเห็นถึงปัญหาของการสูญเสียทั้ง "อิสรภาพ" และ "ดุลยภาพ" ของประเทศสมาชิก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประเทศจีน นั้นสร้างฟองสบู่โดยมี ปริมาณเงิน (M2) สูงกว่า Nominal GDP Growth ทั้งๆที่ควรยืนใกล้เคียงกันที่ 13-15% ต่อปี  แต่จีนกลับปล่อยให้ M2 เติบโตสูงถึง 28% ในปี 2009 และ 20% ในปี 2010 ซึ่งเงินส่วนเกินนี้จึงเข้าไปสร้างฟองสบู่ของอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก  และ เมื่อถึงเวลานี้ก็เดินเข้าใกล้ "ภาวะฟองสบู่แตก" เต็มที   โดยราคาอสังหาฯ เริ่มลดลงอย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย.  ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI ก็เข้าสู่ภาวะถดถอย  เมื่อรวมกับ ค่าดัชนีหุ้นที่ตกต่ำในรอบ 2 ปี  ยิ่งฉายภาพชัดถึงการชะลอตัวลงเร็วในปี 2012&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับมุมมองด้านการลงทุนก็คือ  อัตราดอกเบี้ยน่าจะยังคงเดินหน้าเป็น "ขาลง" ต่อไป  ดังนั้น  กองทุนพันธบัตรระยะยาวจึงน่าสนใจ   ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ทั้ง หุ้น ทองคำ น้ำมัน  อาจดิ่งลงกว่า 20% ได้ไม่ยาก  เพราะ เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง   ดังนั้น  สำหรับการเก็งกำไรแล้ว "ช็อต" (short) จึงน่าจะเป็นคาถาสั้นๆที่จะสร้างกำไรได้ในครึ่งปีแรกของ 2012 แต่เมื่อถึงกลางปีคาดว่า "ยูโรโซน" น่าจะแตกตัวออกเป็น 3 สกุลด้วยกันเพื่อรองรับพื้นฐานเศรษฐกิจของกลุ่มแข็งแรง  กลางๆ และ อ่อนแอ   แม้อาจสร้างความสับสนยุ่งเหยิงในช่วงแรกๆ แต่เป็นการ "ดุลยภาพ" ใหม่ให้ประเทศ PIIGS สามารถยืนบนขาตนเองได้อีกครั้ง  และ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ได้อีกครั้งหนึ่งด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์แล้ว   ผมคิดว่า  "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.)ที่นำแนวคิดของจีนทั้ง เต๋า และ ไท้เก๊ก มาช่วยด้วยการรักษาสมดุล  การยืมแรงสะท้อนแรง  และ เปลี่ยนนิ่งเป็นเคลื่อน  โดยมียา 4 ชุด คือ การคลังไท้เก๊ก  การเงินไท้เก๊ก   FX ไท้เก๊ก และ บำนาญไท้เก๊ก น่าจะเป็นยารักษาที่เหมาะกับ "วิกฤติหมูหัน" ในปีหน้า   โดยคาดว่าน่าจะเริ่มมีการนำไปใช้ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไปครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-4681508709068640163?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/4681508709068640163/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/12/20120.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4681508709068640163'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4681508709068640163'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/12/20120.html' title='2012  ปีสยองของเศรษฐกิจโลก'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-5100180011268292855</id><published>2011-10-21T11:38:00.003+07:00</published><updated>2011-10-21T12:00:22.622+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>2 ทฤษฎีใหม่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย</title><content type='html'>อุทกภัยครั้งใหญ่นี้ได้สร้างความเสียหายต่อนิคมอุตสาหกรรมจำนวนหลายแห่งในเขตอยุธยา  ปทุมธานี  และ กระทบต่อแรงงานจำนวนถึง 6 แสนคน  มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท   รัฐบาลวางแผนการขาดดุลการคลังเพิ่มเป็น 4 แสนล้าน และ อาจมีการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อลงทุนในสาธารณูปโภคแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ  ขณะที่ ธปท.ก็ทรงอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อต่อไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 ทฤษฎีใหม่นี้คืออะไร  แตกต่างจากทฤษฎีเก่าอย่างไร  และ จะช่วยเศรษฐกิจไทยแบบไหน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การคลังไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Theory) คือ นโยบายการคลังที่เน้นการ "ยืมพลัง"จากแหล่งอื่นๆ  แทนการใช้งบประมาณลงไปตรงๆ  เช่น การให้ผู้ประกันตนและ ข้าราชการ  ยืมเงินออมตนเองในระบบประกันสังคม และ กบข.ได้ 9 ส่วน  ดอกเบี้ย 9% และ ผ่อนต่อเดือนที่ 0.9% (บัตรบำนาญ999) จะส่งผลให้เงินสินเชื่อเข้าถึงมือผู้ประกันตน และ ข้าราชการ ได้ราว 5 แสนล้านบาท  โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินกู้เพิ่มอันเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะขึ้นไปอีก การหมุนเงินหลายรอบโดยภาคเอกชนจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้โดยตรงในด้านอุปสงค์   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากใช้แนวคิดตามทฤษฎีเดิม  การอัดฉีดเงินภาครัฐผ่านงบประมาณ ก็อาจจะไปเพิ่มหนี้สาธารณะได้ถึง 1 ล้านล้านบาทภายในปีเดียว  ผลักดันให้สัดส่วนต่อ GDP สูงขึ้นถึงระดับ 50% ได้ในเวลาอันเร็ว   นั่นหมายถึง ประเทศไทย เข้าไปเดินบนถนนเส้นทางเดียวกันกับ กรีซ อิตาลี และ ญี่ปุ่น หรือ ติด "กับดักเคนส์" คือ  อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ สูงกว่า  อัตราการเพิ่มของ nominal GDP  ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP สูงขึ้นต่อเนื่อง  ขณะที่หากเลือกเดินตามทฤษฎีใหม่  หนี้ภาครัฐต่อ GDP น่าจะทรงตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การเงินไท้เก๊ก (Taiji Monetary Theory) คือ นโยบายการเงินที่มุ่งเป้าที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Targeting) แทนที่ การมุ่งเป้าเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ด้วยแนวคิดนี้เอง  กนง.ควรจะลดอัตราดอกเบี้ยราว 0.5% 3 ครั้งติดกัน  เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไทยไว้ให้ได้  หากเป็นทฤษฎีเดิมนั้น  กนง.ก็จะคงดอกเบี้ยต่อไปเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การเงินไท้เก๊ก" ไม่เชื่อว่า  การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะสามารถสกัดเงินเฟ้อได้  และ มีแนวโน้มว่าจะมีผลในทางตรงข้ามด้วยซ้ำเพราะไปเพิ่มต้นทุนของดอกเบี้ยไปอีก    สมการ   nominal rate = real rate + inflation ก็ส่งสัญญาณว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ย (nominal rate) มีผลในการสกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rate) สูงขึ้น  และ ยังกลับส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ (inflation) สูงขึ้นอีกด้วย    ทฤษฎีใหม่นี้เชื่อว่า  การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย   ควรเป็นไป  เพื่อชะลอหรือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม  ไม่ใช่เพื่อดูแลเงินเฟ้อ  ดังนั้น  เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ  กนง.ควรเลือกการลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง  3 ครั้งติดต่อกัน   มากกว่า  การคงดอกเบี้ยเอาไว้  และ ติด "กับดักเงินเฟ้อ" ต่อไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสรุปตรงนี้ก็คือ ทฤษฎีการคลังและการเงินเดิมๆ นั้นมีจุดบกพร่องอยู่  ผมจึงขอวิงวอนให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศได้มีโอกาสศึกษาทฤษฎีใหม่ทางการเงิน และ การคลัง   เพื่อปรับนโยบายเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง  เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยของเราครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-5100180011268292855?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/5100180011268292855/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/10/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/5100180011268292855'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/5100180011268292855'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/10/2.html' title='2 ทฤษฎีใหม่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-3159778137815987654</id><published>2011-10-07T09:37:00.007+07:00</published><updated>2011-12-18T23:49:49.587+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ใหม่ : เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.)</title><content type='html'>หลังจากที่ได้มีการสร้างเป็นทฤษฎีใหม่ถึง 4 ชุด  จึงได้ก่อตั้งเป็นสำนักเศรษฐศาสตร์ใหม่ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) ซึ่งจะมีแนวคิดแตกต่างไปจาก "ทุนนิยม" เดิมซึ่งมี 2 สำนักคือ "สำนักเคนส์" ของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  และ "สำนักการเงินนิยม" ของมิลตัน ฟรีดแมนซึ่งก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถจะแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้  นอกจากนี้จะมีการเปรียบเทียบกับ "พุทธเศรษฐศาสตร์" ของ อี.เอฟ.ชูมาร์กเกอร์อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ทฤษฎีการคลัง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักเคนส์ : เชื่อในประสิทธิผลของเรื่องนี้  มองว่าเป็นการเปลี่ยน "นิ่งเป็นเคลื่อน" นำเงินที่นอนจมในระบบแบงก์  มาให้รัฐบาลหมุนเงิน  ซึ่งมีค่าตัวทวี (multiplier) มากกว่า 1  ดังนั้น  หากจำเป็นต้องรัดเข็มขัดการคลัง  จะทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักการเงินนิยม : ไม่เชื่อในประสิทธิผลของนโยบายการคลัง   มองว่าการใช้เงินภาครัฐคือ "เคลื่อนเป็นเคลื่อน" คือ รัฐบาลแย่งเงินจากภาคเอกชนไปใช้จ่าย  ค่าตัวทวี จึงมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1   ดังนั้น   การรัดเข็มขัดการคลัง  จะไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงมากนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พุทธเศรษฐศาสตร์ : ไม่ส่งเสริมให้รัฐบาลกู้หนี้ยืมสินเกินตัว  ยอมให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่ต่ำลง   การรัดเข็มขัดการคลัง  จึงตรงประเด็นกับแนวคิดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักไท้เก๊ก : มองว่ามีบางโครงการของรัฐใช้จ่ายแบบ "เคลื่อนเป็นนิ่ง" คือ นำเงินทั้งจากรัฐบาลและเอกชน  ไปจมกับกองทุนบำนาญประเภทต่างๆ  ทำให้เงินไม่หมุน  ส่งผลให้ค่าตัวทวีติดลบ   ดังนั้น  หากรัดเข็มขัดการคลังในเรื่องเหล่านั้น  จะกลับส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้นต่างหาก  เช่น  การลดวงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับ LTF, RMF และ ประกันชีวิต   หรือ   "บัตรบำนาญ999" ที่ยอมให้ผู้ประกันตนยืมเงินออมตนเองได้ 9 ส่วน  ดอกเบี้ย 9% และ ผ่อนขั้นต่ำ 0.9%โดยรัฐบาลเก็บภาษีสินเชื่อมาเป็นรายได้เพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักนี้มองว่า  สำนักเคนส์นั้นประสบกับปัญหาของโครงสร้งประชากรที่เปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่งน้ำ" ทำให้เริ่มใช้ไม่ได้ผล เพราะ ประชากรรุ่นถัดไป (เด็กและเยาวชน) มีจำนวนน้อยเกินไปที่จะมาแบกรักภาระของคนชราที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น   การติด "กับดักเคนส์" ที่รัฐบาลเพิ่มหนี้สินเรื่อยๆ โดยเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว จึงจำเป็นต้องอาศัยการ "ยืมพลัง" จากแหล่งอื่น ๆแทนงบประมาณ  เช่น  จากกองทุนบำนาญ และ แบงก์รัฐ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ทฤษฎีการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักเคนส์ : มองถึงปัญหาของ "กับดักสภาพคล่อง" ที่เศรษฐกิจมีอุปสงค์ไม่เพียงพอ  แม้ลดดอกเบี้ยเฉียดศูนย์  เศรษฐกิจก็ไม่ฟื้นตัว  ซึ่งปัญหานี้ก็กำลังเกิดอยู่กับประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักการเงินนิยม : เชื่อว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศกำลังพัฒนา  จะช่วยสกัดเงินเฟ้อได้   และ  มุ่งรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ  ในประเทศพัฒนาแล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พุทธเศรษฐศาสตร์ : อัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับสูงพอควรเพื่อไม่ให้กู้ยืมเงินมากเกินตัว  และ ส่งเสริมให้ผู้คนได้ออมเงินมากๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักไท้เก๊ก : มองว่า "เงินเฟ้อ" เกิดจากต้นทุนเป็นหลัก  ไม่ใช่เพราะเหตุผลจากอุปสงค์ตึงตัว  เนื่องเพราะ การเคลื่อนย้ายแรงงานและเงินทุนเสรีได้ลดข้อจำกัดตรงนี้ไปมากแล้ว    การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ช่วยสกัดเงินเฟ้อ  แต่กลับไปเพิ่มอัตราเงินเฟ้อต่างหาก  เช่น จีน อินเดีย  ไทย  สกัดเงินเฟ้อไม่ได้แม้ขึ้นดอกเบี้ย  แต่ เงินเฟ้อกลับชะลอตัวลงเมื่อรัฐบาลไทยลดราคาน้ำมันลงมา   ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย  ไม่ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเลยนั้นกลับสามารถสกัดเงินเฟ้อได้อย่างได้ผลดี   รวมไปถึง  เวียดนาม  บราซิล  ที่เพิ่งจะลดอัตราดอกเบี้ยลงด้วยเงินเฟ้อก็ชะลอตัวลงตาม    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักนี้มองว่า  การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยนั้นควรเป็นไปเพื่อดูแล "อัตราการเติบโต" (GDP growth) ให้เป็นไปตามศักยภาพมากกว่า  เพราะอัตราเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้จากนโยบายการเงิน    สำหรับประเทศพัฒนาแล้วนั้น  แม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง จะติดลบไปมาก  แต่ ศก.ก็ยังไม่ฟื้นตัว  สิ่งที่น่าจะทำก็คือ  การลดอัตราดอกเบี้ยลงให้ต่ำกว่าศูนย์   ถือเป็น "นโยบายการเงินสุดขั้ว" ในด้าน flow จะดึงให้อัตราค่าเช่า  อัตราดอกเบี้ยกู้ยืม  ซึ่งเป็นภาระของคนชั้นกลางและคนจนนั้นลดลง  มีเหลือเงินติดกระเป๋าใช้จ่ายมากขึ้น  ขณะที่ด้าน stock นั้น  จะส่งผลสนับสนุนตลาดหุ้น และ ตลาดอสังหาฯ อันจะช่วยส่งเสริมการจ้างงานในธุรกิจการเงิน และ ธุรกิจการก่อสร้างได้ต่อเนื่องไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนนิยม : ระดับอัตราแลกเปลี่ยนควรจะมั่นคง   การรวมค่าเงินกันจะช่วยลดต้นทุนการแลกเปลี่ยน  ส่งเสริมการค้า และ การลงทุน    การผูกค่าเงินกับ "ดอลลาร์" ในประเทศกำลังพัฒนา และ   "ระบบเงินยูโร" จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุผลนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักไท้เก๊ก: แม้จะเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง  และ การลดต้นทุน  แต่ก็ไม่ได้มองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่า คือ "ดุลยภาพ" แห่งดุลบัญชีเดินสะพัด  และ "อิสรภาพ" ของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน   เราจึงได้ตั้งทฤษฎีชื่อ "Sanfeng333" เพื่อชี้ประเด็นว่า  หากประเทศใดที่ขาดดุลตรงนี้เกิน 3% GDP 3 ปีติดต่อกัน และ มีอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี  สูงกว่าประเทศอ้างอิง  (spread) เกินกว่า 3%  นั่นหมายถึง  อัตราแลกเปลี่ยนนั้นไม่เหมาะสมเสียแล้ว จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน  ซึ่งหากมีทฤษฎีนี้มาก่อน  โลกคงหลีกเลี่ยงวิกฤติเตกีล่าในเม็กซิโก  ต้มยำกุ้งในไทย และ อาร์เจนติน่าในปี 2001ได้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ปัญหาปัจจุบันก็จะพบว่า  ประเทศ PIIGS ชายขอบกลุ่มยูโรโซนนั้น  ไม่เหมาะกับการใช้ค่าเงิน "ยูโร" เนื่องจากแข่งขันไม่ได้ภายใต้ค่าเงินนี้   รวมทั้งประเทศเวียดนามในเอเชียก็มีปัญหาเช่นกัน   ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยน   เพราะ  การใช้ค่าเงินที่แข็งเกินจริงนานเกินไป  จะทำให้ขาดดุลยัญชีเดินสะพัดมากและต่อเนื่อง  ซึ่งหมายถึง การใช้จ่ายเงินเกินตัวและก่อหนี้สินต่างประเทศมากเกินไป   อันจะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ทฤษฎีบำนาญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนนิยม : มองว่ากองทุนประกันสังคม  อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข เช่น ยืดอายุการเริ่มรับบำนาญออกไป  หรือว่า  ต้องมีการเก็บเงินสมทบเพิ่ม  หรือว่า ต้องเพิ่มความเสียงในการลงทุนขึ้น   เพื่อไม่ให้เงินกองทุนต้องหมดลงในอนาคตอีก 30 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักไท้เก๊ก : มองทางออกในเรื่องนี้ว่า  กองทุนประกันสังคมให้ผู้ประกันตนยืมเงินตนเอง  แล้วเก็บค่าค้ำประกันสินเชื่อ  จะเพิ่มผลตอบแทนให้กองทุนโดยไม่เสี่ยงเพิ่ม   และ ในอนาคต  สปส.ต้องสามารถออกพันธบัตรได้  คล้ายๆ กับ พันธบัตรรัฐบาล อาจราวปีละ 1 แสนล้าน  เพื่อพยุงสถานการณ์ "วิกฤติแห่งโครงสร้างประชากร" ไปให้ได้เสียก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเปรียบเทียบ "ทุนนิยม" กับ "พุทธเศรษฐศาสตร์" แล้ว  อย่างแรกจะเน้นที่คำ "เติบโต-คึกคัก-ร้อนแรง" เป็นเศรษฐศาสตร์พลังหยาง เน้นบริโภคนิยม  มุ่งประสิทธิภาพของการผลิตเพื่อลดต้นทุน  รวมไปถึง  ทำลายทรัพยการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มาก  เพราะ มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของฟรี  ข้อเสีย คือ ความโลภที่มากเกินไปจะก่อให้ฟองสบู่แตกจากการใช้จ่ายเงินเกินตัว  เกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ง่าย  และ การใช้นโยบายการคลังการเงินต่างๆ เหมือนกับ "ยาแผนตะวันตก" รักษาเป็นจุดๆ แต่มีผลข้างเคียงส่งผลเสียในด้านอื่นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พุทธเศรษฐศาสตร์" คือ เศรษฐศาสตร์พลังหยิน  จะสรุปที่คำว่า "นิ่ง-สงบ-เย็น" ไม่มุ่งเติบโต  บริโภคแต่น้อย  มุ่งการเก็บออม   มุ่งที่ประสิทธิภาพการบริโภค คือ บริโภคน้อยแต่มีความสุขมาก  จะมองว่า  ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งมีค่ามากมหาศาล  ไม่ควรไปทำลายแม้จะได้ผลกำไรสูงก็ตาม  ข้อเสีย คือ เศรษฐกิจอาจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ  ทำให้ระดับการเติบโต และ รายได้ของประชากรตามตัวเลขแบบ "ทุนนิยม" วิ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน  อย่างไรก็ดีสิ่งนี้เปรียบได้กับ "วัคซีน" จะใช้ป้องกันโรคที่จะเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ผลดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก  คือ เศรษฐศาสตร์เพื่อรักษาสมดุลหยิน-หยาง  โดยอิงกับปรัชญาเต๋า  รักษาสมดุลของ "ทุนนิยม" และ "พุทธเศรษฐศาสตร์" เปรียบได้กับ "แพทย์แผนจีน" ซึ่งใช้หลักการรักษาสมดุลของร่่างกาย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า  หากเราสามารถป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้  ด้วยวัคซีน  "พุทธเศรษฐศาสตร์" เสียแล้ว  ก็คงไม่จำเป็นต้องมี "ยารักษา" แต่อย่างใด    อย่างไรก็ดี  เหตุการณ์ปัจจุบันก็คือ ตอนนี้โลกกำลังติดโรคอยู่  และ  "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" อาจเป็นยาที่ใช้รักษาได้ผลดีกว่า  เมื่อเทียบกับ ยาแผนตะวันตก  หรือ ทฤษฎีการเงินการคลังของระบบทุนนิยมปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมแห่งปรัชญา และ วัฒนธรรม ของตะวันตก  จีน และ อินเดียมาช้านาน   คนไทยจึงควรจะภาคภูมิใจได้ว่า  ตอนนี้เรามีทั้ง "พุทธเศรษฐศาสตร์" ซึ่งใช้ปรัชญาขั้นสูงของอินเดีย (พุทธศาสนา)  มาเพื่อช่วยปัองกันวิกฤติเศรษฐกิจ   และ  เรายังมีทั้ง "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" ซึ่งใช้ปรัชญาขั้นสูงของจีน (เต๋า และ ไท้เก๊ก) มาเพื่อช่วยเยียวยาผลของวิกฤติเศรษฐกิจโดยเน้นที่การสร้างสมดุลแห่งหยิน-หยาง  หากได้ผลจริงนั่นอาจหมายถึง  การฟื้น GDP เศรษฐกิจโลกให้สูงขึ้น  ช่วยชะลอหนี้ภาครัฐทั่วโลก  รวมไปถึงการฟื้นตลาดหุ้น  ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก  อันอาจมีมูลค่าสูงถึง "หลายล้านล้านดอลลาร์" เลยทีเดียว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-3159778137815987654?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/3159778137815987654/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/10/taiji-econ.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3159778137815987654'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3159778137815987654'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/10/taiji-econ.html' title='ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ใหม่ : เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.)'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-6358012942273705486</id><published>2011-09-17T00:41:00.003+07:00</published><updated>2011-09-17T01:04:56.556+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก</title><content type='html'>สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติแล้วสมดุลการคลัง (Fiscal Balance) จะหมายถึง  รายได้ของภาครัฐจากภาษี และ เงินสมทบจากรัฐวิสาหกิจ  หักออกจาก การใช้จ่ายของรัฐบาล  ซึ่งโดยปกติแล้วในปัจจุบัน  ประเทศต่างๆ มักจะทำงบการคลังแบบขาดดุล  เพื่อช่วยเหลือประชาชนผ่านระบบสวัสดิการภาครัฐ  จึงส่งผลให้ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย  มีปัญหาหนี้ภาครัฐที่สูงมากๆ จนเป็นปัญหาตอนนี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Balance) คือ การจัดแนวคิดแบบใหม่  โดยคิดว่า สมดุลนี้เกิดขึ้นเมื่อ  อัตราการเพิ่มของหนี้สาธารณะภาครัฐ  สมดุลกับ  การเพิ่มของ GDP รวมกับอัตราเงินเฟ้อ (nominal GDP growth)  เช่น  สำหรับประเทศไทย  หากขาดดุลการคลัง 4.2 แสนล้าน หมายถึง การเพิ่มหนี้ภาครัฐราว 10%  หากเงินก้อนนี้ไปทำให้ ศก.เติบโตได้ 6% และ เงินเฟ้อที่ 4% ก็หมายถึง nominal GDP growth จะอยู่ที่ 10% สมดุลกับหนี้สินภาครัฐที่เพิ่มขึ้น  และจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เปลี่ยนแปลง  จึงเกิดสมดุลใหม่ขึ้น  ซึ่งเป็นสมดุลของหนี้สิน ต่อ รายได้ (GDP)  ให้อยู่ในระดับเดิม  ซึ่งไม่ทำให้ฐานะการคลังย่ำแย่ลงแต่อย่างใด  ขณะที่สามารถขาดดุลการคลังได้มากพอสมควร  เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว  จะมี GDP เติบโตในระดับต่ำ และ เงินเฟ้อก็ต่ำด้วยเช่นกัน  ในขณะเดียวกันด้วยโครงสร้างประชากรแล้ว  มีภาระในการดูแลสุขภาพ  ประกันสังคม และ สวัสดิการของคนชราเป็นจำนวนมาก  ทำให้ขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูง  โดยที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้มากเพียงพอ  หนี้สาธารณะต่อ GDP จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   เราจะเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า "กับดักเคนส์" โดย  ญี่ปุ่น อาจเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มติดกับดักหนี้มาได้ราว 20 ปีแล้ว   ขณะที่ประเทศในกลุ่มยูโรโซน  อังกฤษ และ อเมริกา  ก็เริ่มติดกับดักนี้มาได้ราว 3 ปี &lt;br /&gt;ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย หรือ อเมริกาใต้  กลับไม่พบเหตุการณ์เช่นนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับวิธีการปลดล็อค "กับดักเคนส์" นั้น  ไม่สามารถแก้ไขด้วยการรัดเข็มขัดการคลังแบบพื้นๆ อย่างที่ประเทศกรีซทำอยู่ได้  เพราะ หากทำเช่นนั้นจะส่งในทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ  ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย  อัตราส่วนหนี้สินภาครัฐต่อ GDP จึงจะยังวิ่งสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีก  เหมือนเช่นกรณีของกรีซ  ที่สูงขึ้นถึงระดับ 160% แล้ว   แต่หากยังคงขาดดุลการคลังมากๆ กระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เหมือน อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น  สัดส่วนนี้ก็ไม่ได้ลดลง  แต่กลับวิ่งสูงขึ้นเช่นกัน เพราะ เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่ไม่สูงพอ  เมื่อเทียบกับการขาดดุลการคลัง  ดังนั้น  ทางออกของเรื่องนี้จึงยากมาก...และ ผมก็ต้องใช้เวลาอยู่หลายปีจึงจะคิดหาทางออกได้  ซึ่งนั่นก็คือ  "การคลังไท้เก๊ก" นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยหลักการก็คือ  การยืมพลังจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะ กองทุนบำนาญ มาช่วยเหลือรัฐบาล  จึงไม่ต้องใช้งบประมาณโดยตรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  นอกจากนี้  รัฐยังอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  จากการเปลี่ยนสภาพ "ในนิ่งมีเคลื่อน" จึงทำให้สิ่งที่นอนนิ่งๆ จมเป็นกองทุนซึ่งแทบไม่มีผลต่อ GDP  มาเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหว  ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุน   ก็จะส่งผลรัฐบาล  สามารถรัดเข็มขัดพร้อมๆ ไปกับกระตุ้นเศรษฐกิจได้  ซึ่งหากเป็นกรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เดิมๆ แล้ว  เรื่องนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากจะยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมก็เช่น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.การลดวงเงินหักลดหย่อนภาษี สำหรับ LTF, RMF  สำรองเลี้ยงชีพ และ ประกันชีวิตลงมา  รัฐบาลก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น (รัดเข็มขัดการคลัง) ในเวลาเดียวกัน  ชนชั้นกลางและเศรษฐีก็จะนำเงินไปใช้จ่ายเพื่อบริโภคและลงทุนได้เพิ่มขึ้น  เกิดการหมุนเวียน (กระตุ้นเศรษฐกิจ)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.บัตรบำนาญ999 โดยให้ยืมเงินตนเองได้ 9 ส่วนจากกองทุนบำนาญ (ประกันสังคม กบข. สำรองเลี้ยงชีพ LTF RMF) โดยรัฐบาลเก็บเงินค่าค้ำประกันเงินกู้ด้วย (ราว 1.5%)  ดังนั้น  รัฐบาลก็จะมีรายได้เพิ่ม (รัดเข็มขัด)  ในเวลาเดียวกัน  สินเชื่อที่ปล่อยผ่านกองทุนบำนาญเหล่านี้  ซึ่งอาจสูงถึง 5 แสนล้าน  ก็เข้าไปช่วยกระตุ้น ศก.ได้ด้วย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่อาจเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาภาระหนี้การคลังของเหล่าประเทศพัฒนาแล้ว  ซึ่งกำลังปวดหัวกันอยู่ในปัจจุบัน  แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว  ถึงแม้ไทยจะขาดดุลการคลังมากถึง 4 แสนล้านบาท.... แต่หากทำให้เศรษฐกิจโตเพียงพอก็จะเป็น "สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก" ไม่น่ากังวลแต่อย่างใดเลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-6358012942273705486?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/6358012942273705486/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6358012942273705486'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6358012942273705486'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/09/blog-post.html' title='สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-3306817949624472724</id><published>2011-08-23T13:09:00.012+07:00</published><updated>2011-12-07T12:31:26.436+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>4ทฤษฎีใหม่  ใช้พิชิตวิกฤติโลก</title><content type='html'>4ทฤษฎีใหม่  ใช้พิชิตวิกฤติโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก  ได้เริ่มกังวลต่อการเกิดเศรษฐกิจถดถอยรอบใหม่โดยเฉพาะในเขตยูโรโซนที่ค่อนข้างชัดเจน  โดยนโยบายการเงิน และ การคลัง  ได้ถูกใช้ไปเกือบจะหมดทุกกระบวนท่าแล้ว  แต่ตัวเลขเศรษฐกิจกลับเริ่มแย่ลง  และ ประเทศจีนก็ส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวรวมถึงอาจเกิดปัญหาฟองสบู่อสังหาฯ แตกได้อีกด้วย  ดังนั้น  โลกอาจต้องเตรียมทฤษฎีใหม่ไว้เพื่อป้องกันและรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจใหม่ครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ประกอบไปด้วย 4 ทฤษฎีใหม่ใน 4 ด้านสำคัญของเศรษฐศาสตร์ คือ การเงิน การคลัง อัตราแลกเปลี่ยน และ เงินบำนาญ  โดยอาจจำแนกได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Theory) เป็นทฤษฎีการ "ยืมแรงสะท้อนแรง" จากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะจากกองทุนบำนาญ และ แบงก์รัฐมาช่วยรัฐบาล  ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มโดยตรง   ใช้แนวคิดของไท้เก๊กคือ "ในนิ่งมีเคลื่อน" ด้วยการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในโครงการประเภท "เคลื่อนเป็นนิ่ง" หรือ โครงการที่มีค่าตัวทวีติดลบ   ด้วยทฤษฎีนี้จะช่วยปลดล็อค "กับดักเคนส์" (สภาพที่สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องโดยเศรษฐกิจแทบไม่กระเตื้อง  ไม่ว่าจะรัดเข็มขัดหรือคลายเข็มขัดก็ตาม) ทำให้สามารถรัดเข็มขัดการคลัง  พร้อมๆ ไปกับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ (austerity with stimulus) ทั้งๆที่ในกรอบทฤษฎีการคลังปัจจุบัน 2 เรื่องนี้ขัดแย้งกัน  ทำพร้อมไปด้วยกันไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันทฤษฎีเคนส์  ได้ถูกลอกเลียนแบบเฉพาะ "เปลือกนอก" แต่  "จิตวิญญาณ"ของเคนส์  ไม่ได้ตามมาด้วย  3 เรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทฤษฎีเคนส์  เชื่อในเรื่องของการย้ายเงินจาก  "คนรวยสู่คนจน" ผ่านพันธบัตรรัฐบาล  ขณะที่ปัจจุบัน  รัฐบาลทั่วโลกกลับใช้วิธีย้ายเงินจาก "คนจนสู่คนรวย"  โดยผู้ประกันตน และ ข้าราชการรายได้น้อย  ถูกบังคับออมเงินผ่านระบบประกันสังคม และกบข. โดยราว 70-80% ของเงินนั้นไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล   โดยเงินจำนวนมากวิ่งเข้ากระเป๋านายทุนรับเหมาก่อสร้าง  รวมไปถึง  ตกหล่นเข้ากระเป๋านักการเมือง และ ข้าราชการขี้ฉ้อ ไปกับการคอร์รัปชั่น   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทฤษฎีเคนส์  เชื่อในแนวคิด "ในนิ่งมีเคลื่อน" คือเงินฝากเฉยๆ ในธนาคารถูกนำมาใช้ลงทุนโดยภาครัฐ  แต่ปัจจบันเปลี่ยนเป็นแนวคิด "ในเคลื่อนมีนิ่ง" คือ นำเอาการใช้จ่ายของภาครัฐไปออมกับ กองทุนบำนาญเงินออมต่างๆ  จมเงินไว้เฉยๆ  โดยไม่ทำให้เกิดการหมุนรอบเศรษฐกิจแต่อย่างใด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทฤษฎีเคนส์  มีแนวคิดของอนาคตว่า  "ภาระตกที่กลุ่มใหญ่  เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเล็ก" คือ ให้คนกลุ่มใหญ่โดยเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นฐานของ "พีระมิด" เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงาน  และ ช่วยเหลือคนชราซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็กของสังคม   ขณะที่ปัจจุบันกลายเป็นแนวคิด "ภาระตกที่คนกลุ่มเล็ก  เพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มใหญ่"  เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนเป็น "โอ่งน้ำ" เด็กและเยาชนจึงเป็นกลุ่มเล็กของสังคม  เด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นลดลงทุกปี  ขณะที่คนชราเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน  ด้วยแนวโน้มเช่นนี้  ทฤษฎีเคนส์จึงเปลี่ยนไปจากในอดีตอย่างมาก และ ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เคนส์คาดหวัง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ทฤษฎีการเงินไท้เก๊ก (Taiji Monetary Theory) คือ แนวคิดที่เชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายของนโยบายการเงิน ก็เพื่อดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  หาใช่เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1 การขึ้น หรือ ลด อัตราดอกเบี้ย  จึงเป็นไปเพื่อ ชะลอ หรือ กระตุ้น เศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามระดับศักยภาพ   การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สกัดเงินเฟ้อ  แต่เป็นการสกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ   นอกจากนี้ยังอาจทำให้ปัญหาเงินเฟ้อแย่ลงด้วยซ้ำ  จากผลต้นทุนดอกเบี้ยที่ส่งไปยังผู้ผลิตและประชาชนที่ติดหนี้  เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นก็ยิ่งต้องขึ้นดอกเบี้ยและก็ยิ่งทำให้เงินเฟ้อ   เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาจึงติด "กับดักเงินเฟ้อ" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.2 สำหรับประเทศพัฒนาแล้วนั้น  การลดอัตราดอกเบี้ยติดดินแต่เศรษบกิจก็ยังไม่ฟื้นตัว  จึงได้มีแนวคิดใหม่แบบ "การเงินสุดขั้ว" ด้วยการเสนอให้ธนาคารกลาง ลดอัตราดอกเบี้ยลงมาถึงระดับ "ติดลบ" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  จะช่วยลดภาระของชนชั้นกลางและคนจนในเรื่องของค่าเช่า และ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง เหลือเงินไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น   วิธีนี้จะผลักดันสภาพคล่องที่นอนจมในระบบแบงก์ออกไป  เพื่อส่งเสริมการบริโภคและลงทุน  รวมไปถึง การฟื้นฟูการจ้างงาน และ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย   จึงช่วยปลดล็อค "กับดักสภาพคล่อง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.FX ไท้เก๊ก หรือ ทฤษฎีซานฟง 333 (Sanfeng 333 Theory)  ผมตั้งชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติแด่ปรมาจารย์มวยไท้เก๊ก  เป็นแนวคิดเพื่อใช้เตือน และ แก้ไขวิกฤติจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมาะสม  คือ พิจารณการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหากเกินกว่า 3% GDP ต่อเนื่องกัน 3 ปี  และ ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีมีส่วนต่าง (spread) จากประเทศอ้างอิงหลัก (อเมริกา หรือ เยอรมัน)เกินกว่า 3% นั่นสะท้อนว่า  ประเทศนั้นๆ มีการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจตนเองเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยทฤษฎีนี้โลกก็น่าจะหลีกเลี่ยงวิกฤติ  เตกีล่าในเม็กซิโก  และ  ต้มยำกุ้งในไทย  รวมถึง  วิกฤติในอาร์เจนติน่า  ได้ไม่ยาก  เพราะ ด้วยระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมาะสม  ทำให้ค่าเงินแข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น   ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง  หมายถึง  การใช้จ่ายเงินเกินตัวอย่างต่อเนื่อง  นำพาไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด   โดยสถานการณ์นี้กำลังเกิดกับ  ประเทศชายขอบยูโรโซน (กรีซ  โปรตุเกส  สเปน อิตาลี) รวมไปถึง  ประเทศเวียดนามในเอเชียอีกด้วย   ทฤษฎีนี้จะช่วยปลดล็อค "กับดักยูโร" ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีนี้จะชี้ประเด็นได้ว่า  "เงินยูโร" คือ ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของโลกที่ผูกประเทศที่แตกต่างกันมากไว้ด้วยกัน  โดยมองในประเด็นของการลดต้นทุนการแลกเปลี่ยนเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน  อย่างไรก็ดี  ได้มองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ "ความสมดุล"  หากแบ่งเงินเป็น 3 สกุล  แข็งแรง-ปานกลาง-อ่อนแอ  เป็น Euro, Euro-BIS (เบลเยี่ยม อิตาลี สเปน) และ Euro-PIG (โปรตุเกส ไอร์แลนด กรีซ)โดยลดค่าเงินลง 10% สำหรับ Euro-BIS และ 20% สำหรับ Euro-PIG  ก็จะช่วยลดหนี้ภาครัฐของกรีซลงได้กว่า 30% GDP และจะช่วยให้ดึงสมดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศอ่อนแอกลับมาได้  จึงลดการพึ่งพิงหนี้สินต่างประเทศลง   นี่จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด  ไม่ใช่การซื้อเวลาด้วยการสนับสนุนเงินกู้ผ่าน EU, EFSF และ IMF อย่างที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่อได้ว่า  หากผู้นำประเทศพัฒนาแล้วทั้งยุโรป อเมริกา และ ญี่ปุ่น ได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เพราะ 3 ทฤษฎีใหม่ข้างต้นคือ การปลดล็อค "กับดักเศรษฐกิจ" ที่ผูกมัดเศรษฐกิจของพวกเขามานานหลายปี  อันเนื่องจากดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เก่าๆ ผิดพลาด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ทฤษฎีบำนาญไท้เก๊ก (Taiji Pension Theory) คือ ทฤษฎีที่พยายามดูแลกองทุนบำนาญอย่างประกันสังคม ให้สามารถรักษาเงินกองทุนให้เพียงพอต่อการจ่ายบำนาญชราภาพได้  โดยไม่หมดลงภายใน 30 ปีข้างหน้าอย่างที่คาดการณ์กันไว้  หากเป็นทฤษฎีปัจจุบัน กองทุนประกันสังคมต้องเพิ่มเงินสมทบ หรือ ยืดอายุการเริ่มต้นจ่ายบำนาญ หรือ เสี่ยงลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น  ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อผู้ประกันตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ด้วยทฤษฎีใหม่  เช่น  การยอมให้ผู้ประกันตนสามารถยืมเงินตนเองได้ 9 ส่วน (บัตรบำนาญ999) โดยให้ สปส.เก็บค่าค้ำประกันเงินกู้ราว 1.5% ของยอดเงิน  ก็จะเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนให้กับกองทุนประกันสังคมโดยไม่ต้องมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย   และหากยังไม่เพียงพออีก  ในอีก 15-20 ปีข้างหน้าสิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือ  การออกพันธบัตร สปส.ราวปีละ 1-2 แสนล้าน  ซึ่งเป็นแนวคิดคล้ายกับทฤษฎีเคนส์ คือ กองทุนประกันสังคมสามารถกู้ยืมเงินได้  เพื่อรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการจ่ายเบี้ยบำนาญชราภาพ  ประคองสถานการณ์ไว้จนกว่า  โครงสร้างประชากรจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นในที่สุด  นี่คือการปลดล็อค "กับดักประกันสังคม" นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง 4 ทฤษฎีนี้  จึงสามารถถูกนำไปใช้เพื่อปลดล็อค  "กับดักเคนส์" ของประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย  ให้สามารถรัดเข็มขัดการคลังพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้   ปลดล็อค "กับดักสภาพคล่อง"ผ่านนโยบายการเงินสุดขั้วอีกด้วย  นอกจากนี้ยังไปใช้เพื่อปลดล็อค  "กับดักยูโร" ในเขตยูโรโซน   ปลดล็อค  "กับดักเงินเฟ้อ"ในประเทศกำลังพัฒนาด้วยการลดแทนการขึ้นดอกเบี้ย  และ สุดท้ายคือปลดล็อค "กับดักประกันสังคม" ที่ผู้ประกันตนทั้งออมเงินและกู้เงินในเวลาเดียวกันและทำให้จนลงเรื่อยๆจากส่วนต่างดอกเบี้ย   แถมเงินกองทุนจะหมดลงในเวลา 30 ปีข้างหน้า  นี่จึงเป็นการปลดล็อค 5 กับดักอันตรายนี้ได้ทั้งหมด  และ ช่วยกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลกเอาไว้ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-3306817949624472724?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/3306817949624472724/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/08/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3306817949624472724'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3306817949624472724'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/08/2.html' title='4ทฤษฎีใหม่  ใช้พิชิตวิกฤติโลก'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-1431598357483693494</id><published>2011-07-28T09:03:00.008+07:00</published><updated>2011-10-05T00:40:53.996+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>จาก "ทฤษฎี 2 สูง" สู่ "หายนะ 6 สูง"</title><content type='html'>ทฤษฎี 2 สูง อันโด่งดังของท่านเจ้าสัว  ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลใหม่  เช่น  ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท  เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่น  รวมไปถึง  การรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน   เหล่านี้  ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมให้  เกษตรกรมีรายได้ "สูง" และ คนทำงานได้ค่าแรงและเงินเดือน "สูง" ขึ้น  ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของทฤษฎี 2 สูงนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี  อาจมีปัญหายิงใหญ่ตามมาได้ถึง 6 เรื่อง  ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. เงินเฟ้อสูง : หากมีการขึ้นค่าแรง และ ขึ้นราคาข้าวจริงๆ  เกือบเท่าตัว   ก็อาจส่งผลได้มากต่อ อัตราเงินเฟ้อ  จากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น  ซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องในลักษณะของการขยายวงของเงินเฟ้อ (inflation spiral)  ทำให้เงินเฟ้อกระทบต่อเนื่อง  ไม่เพียงเฉพาะค่าแรง  แต่อาจมาจากต้นทุนวัตถุดิบ และ ชิ้นส่วนของสินค้าอีกด้วย  ดังนั้น เงินเฟ้ออาจสูงถึง 10% ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. อัตราดอกเบี้ยสูง : สำหรับ ธปท.แล้ว  ยังคงเชื่อในทฤษฎีการเงินเดิมๆ คือ ต้องพยายามขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ใกล้เคียงกับ อัตราเงินเฟ้อ  โดยหวังว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะสามารถสกัดเงินเฟ้อได้  โดยที่ความเป็นจริงแล้ว  มันกลับเร่งอัตราเงินเฟ้อขึ้นไปต่างหาก  โดยจากสมการ nominal rate (อัตราดอกเบี้ย)= real rate (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง)+ inflation (อัตราเงินเฟ้อ) การขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอจากจะมีส่วนทำให้  อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้น (ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจชะลอลง) ยังมีส่วนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกด้วย  โดยหลักฐานเชิงประจักษ์ก็คือ  จีน  อินเดีย เกาหลีใต้ และไทย  ซึ่งมุ่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ  กลับไม่เห็นผล  อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่  อินโดนีเซีย  นั้นหยุดขึ้นดอกเบี้ยมานานแล้ว  เงินเฟ้อกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด  เป็นแนวคิดแบบไท้เก๊กด้วยการใช้ "หยุดนิ่งสยบเคลื่อนไหว" นั่นเอง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น  หากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงขึ้น  และ ธปท.ก็คงเดินหน้านโยบายแบบเดิมๆ คือ ขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ตามเงินเฟ้อ  โดยเชื่อว่าจะสกัดเงินเฟ้อได้  แต่ความเป็นจริงแล้ว  มันทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นต่างหาก  เงินเฟ้อจึงไม่ชะลอตัวลงแต่กลับเร่งตัวขึ้น  เราจึงอาจเห็นอัตราดอกเบี้ย 10% ก็เป็นได้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.เงินบาทอัตราสูง: การขึ้นอัตราดอกเบี้ย  อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น  ปกติแล้วตามทฤษฎีในระยะยาวจะถูกชดเชยด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง  หรือว่า  ค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับตัวเลขที่สูงขึ้นจาก 30 บาทก็อาจเป็น 33 บาท  ยิ่งส่งผลให้เงินเฟ้อเป็นภาระหนักหนาต่อไปจนยากที่จะเยียวยา   โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าลงกว่า 10% ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.อัตราว่างงานสูง  : เมื่อต้นทุนแรงงานสูงขึ้น  ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น  เงินบาทแข็งค่าเร็ว  ธุรกิจส่งออก SME ก็อาจปลดคนงานออกสัก 20% เช่น  จากเคยทำ 10 คนก็เหลือแค่ 8 คน หรืออาจมีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวที่หลบเลี่ยงกฎหมายได้เพื่อลดต้นทุน  บางแห่งสู้ไม่ไหวจริงๆ ก็อาจปิดกิจการไป   ซึ่งนั่นหมายถึง  การว่างงานอาจวิ่งเร็วเป็นจรวด  จากระดับไม่ถึง 1% ตอนนี้ขึ้นไปสูงกว่า 10% ได้เลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.หนี้สาธารณะสูง : การเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ  รวมไปถึงเงินรับจำนำข้าว  จำเป็นต้องใช้เงินถึงหลายแสนล้าน  อาจทำให้ปริมาณหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นได้อย่างเร็วกว่า 10% ง่ายๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.ขาดดุลการค้าสูง : เมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น  ดอกเบี้ยสูงขึ้น   จึงทำให้การส่งออกเริ่มมีปัญหา  ขณะที่การนำเข้าก็มากเพราะ คนงานมีรายได้ดีขึ้น  จึงมีโอกาสสูงที่ประเทศไทยอาจพลิกจากได้ดุลการค้าเป็น  ขาดดุลการค้า  เปลี่ยนไปได้ถึง 10% GDP ก็อาจเป็นไปได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎี 2 สูง  อาจจะผลักดันให้ค่าทั้ง 6(อัตราเงินเฟ้อ  อัตราดอกเบี้ย  อัตราว่างงาน  อัตราเงินบาท  อัตราการเพิ่มหนี้ภาครัฐ และ การขาดดุลการค้า) สูงขึ้นเป็นเลข 2 หลักได้  ซึ่งนั่นก็จะทำให้การใช้คำว่า "หายนะ 6 สูง" ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด  ก่อนจะดำเนินนโยบายที่เสี่ยงต่อเศรษฐกิจเช่นนั้น  ก็ฝากให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าด้วยความรอบคอบด้วยครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-1431598357483693494?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/1431598357483693494/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/07/2-4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1431598357483693494'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1431598357483693494'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/07/2-4.html' title='จาก &quot;ทฤษฎี 2 สูง&quot; สู่ &quot;หายนะ 6 สูง&quot;'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-4459631852396578754</id><published>2011-07-11T12:29:00.007+07:00</published><updated>2011-07-20T09:12:31.912+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยูโร'/><title type='text'>ทางออกสวยหรู  แด่ยูโรโซน</title><content type='html'>ยูโรโซน กำลังประสบกับปัญหาครั้งใหญ่  โดยมีวิกฤติทับซ้อนกันถึง 4 เรื่อง คือ วิกฤติการคลัง  วิกฤติการว่างงาน วิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และ วิกฤติเงินยูโร    แต่สิ่งที่ IMF, EU และ ECB พยายามทำอยู่ก็คือ  การซื้อเวลา เท่านั้นเอง  ต้นตอปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้แก้ไขเลยแม้แต่น้อย  มันคืออะไรมาลองมาดูกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อดูตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็อาจแบ่งประเทศได้เป็น 4 กลุ่มประเทศ คือ &lt;br /&gt;1. กลุ่มเกรด A เช่น  เยอรมัน และ เนเธอร์แลนด์  แข่งขันได้ดีมากๆ ภายใต้ค่าเงิน "ยูโร" จึงได้ดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 5.7% และ 7.7% ของ GDP ตามลำดับ   อาจกล่าวได้ว่า  ค่าเงินที่เหมาะสมของ 2 ประเทศนี้ควรจะแข็งค่ากว่า  "ยูโร" เพื่อให้เกิดสมดุล&lt;br /&gt;2. กลุ่มเกรด B เช่น ฝรั่งเศส และ เบลเยี่ยม   จะมีการได้ดุลและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เกิน 2.5%  โดย 2 ประเทศนี้ตัวเลขอยู่ที่ -2.1% และ +1.4% GDP ตามลำดับ  จัดได้ว่าเป็นกลุ่มประเทศที่เหมาะสมการใช้เงิน "ยูโร" มากที่สุด  &lt;br /&gt;2. กลุ่มเกรด C เช่น สเปน และ อิตาลี   ยังไม่แข่งขันไม่ดีนัก  ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ -4.5 และ -3.3% GDP ตามลำดับ  ดังนั้น  ค่าเงินของ 2 ประเทศนี้  ควรอ่อนค่าลงกว่าปัจจุบัน (ยูโร) เล็กน้อย  เพื่อให้เกิดสมดุล&lt;br /&gt;3. กลุ่มเกรด D เช่น กรีซ และ โปรตุเกส   แข่งขันแทบไม่ได้เลยกับค่าเงิน "ยูโร" โดยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ -10.5 และ -9.9% GDP ตามลำดับ  ค่าเงินของ 2 ประเทศนี้  ควรอ่อนค่าลงอย่างมากๆ  แทนที่จะใช้ "ยูโร" เพื่อให้เกิดสมดุลขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นการที่ IMF, ECB พยายามชี้ประเด็นว่า  ปัญหาอยู่ที่วิกฤติการคลังนั้น  อาจเป็นการชี้ไม่ตรงประเด็นกับต้นตอของปัญหาที่แท้จริง  หากจะยืดอกยอมรับตรงไปตรงมาก็อาจกล่าวได้ว่า  "เงินยูโร คือ ความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของระบบเศรษฐกิจโลก" เป็นการผูกระบบเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่งแตกต่างกันอย่างมากมายเข้าไว้ด้วยกันถึง 17 ประเทศ   ในที่สุดจะสร้างหนี้สินต่างประเทศกับกลุ่มประเทศอ่อนแออย่างมากมาย  เพราะ ค้าขายขาดดุลตลอด  และเปิดโอกาสให้ใช้เงินเกินตัวได้ด้วยค่าเงินที่แข็งเกินจริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยวิกฤติที่เกิดในลักษณะนี้ได้เห็นกันมาบ้างแล้ว  เช่น  วิกฤติเตกีล่าในเม็กซิโก  วิกฤติเศรษฐกิจในอาร์เจนติน่า  และที่สำคัญก็คือ วิกฤติต้มยำกุ้งในไทย  ล้วนแล้วแต่เกิดจากการปล่อยให้เกิดภาวะสัญญาณ 333 (Triple 3 Crisis Signal) ทั้งสิ้น  คือ  การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกินกว่า 3% เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน  และ ผลตอบแทนพันธบัตรสูงกว่าค่าอ้างอิงเกินกว่า 3% โดยประเทศในเอเชียที่เกิดเหตุการณ์นี้จนน่าจับตาว่าอาจเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ ก็คือ เวียดนาม  สำหรับในยุโรปนั้นก็คือ  กรีซ โปรตุเกส (กลุ่ม D) นั้นแน่นอนว่าเกิดวิกฤติไปแล้ว  สำหรับประเทศที่กำลังมีปัญหาตอนนี้ก็คือ อิตาลี และ สเปน (กลุ่ม C)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้เงินช่วยเหลือนั้นเป็นแค่การซื้อเวลาเท่านั้น  แต่การเดินหน้า แตกเงิน "ยูโร" เป็น 4 สกุล (อาจเป็น Euro-A, Euro-B, Euro-C และ Euro-D) ต่างหากที่น่าจะเป็นทางออกที่สวยงามและตรงประเด็น  โดยแต่ละกลุ่มประเทศก็ใช้ค่าเงินที่แตกต่างกันไป  อาจสร้างสรรค์ให้เป็นการ "แตกเพื่อโต" โดยอาจเชิญประเทศใน EU ที่ยังไม่เข้าใน "ยูโรโซน" ให้เข้ามาร่วมใช้เงินสกุลใดสกุลหนึ่ง  ก็จะเป็นการสร้างต้นแบบของเงินในเอเชียได้ด้วย โดยประเทศแข็งแรงก็จะมีค่าเงินแข็ง  ขณะที่ประเทศอ่อนแอก็จะมีค่าเงินอ่อน  ก็จะเกิดการปรับตัวทางเศรษฐกิจได้เองเพราะค่าเงินอ่อน  ย่อมส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยวอยู่แล้ว   จะทำให้กรีซ โปรตุเกส  กลับมาได้ดุลบัญชีเดินสะพัด  และ ลดหนี้สินต่างประเทศได้อย่างเร็ว  ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรนักกับประเทศไทยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง  ในที่สุดก็ผ่านมาได้อย่างสวยงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นสำคัญตรงนี้ก็คือ  สเปน และ อิตาลี  ซึ่งมีขนาดใหญ่ติด 10 อันดับแรกของโลก  ใหญ๋เกินกว่าที่จะเข้าไปอุ้มไหว  หากมีความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จะมีการถอนเงินทุนออกจากประเทศที่เสี่ยงระดับเกรด C นี้    ส่วนต่าง (spread)ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี  ของสเปน และ อิตาลี  กับ Bund (พันธบัตรของเยอรมัน) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% และ 3.1% แล้ว  (วันที่ 20 ก.ค.)ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณแห่งการแตกตัวของระบบ "ยูโร" ที่ชัดเจนมากๆ  เพราะค่านี้เป็นตัวชี้ว่า  สเปน และ อิตาลี  ไม่เหมาะที่จะใช้ค่าเงิน "ยูโร" เหมือนกับ เยอรมัน  อีกต่อไปนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากจะสรุปแนวคิดตาม Taiji-Econ. ก็คือ "ยืมพลัง" กองทุนบำนาญมาแทน พลังงบประมาณภาครัฐ  เพื่อช่วยเปลี่ยน "นิ่งเป็นเคลื่อน" ทำให้เศรษฐกิจหมุนได้หลายรอบ  รวมถึง  รัดเข็มขัดการคลังในโครงการประเภทเงินจมในกองทุน  ก็จะกลับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแทนที่จะแย่ลง ดังนั้นจะแก้ไขทั้งวิกฤติการคลังและวิกฤติการว่างงานไปได้   ขณะเดียวกันก็ "ยืมพลัง" อัตราแลกเปลี่ยนมาเพื่อปรับสมดุล  กระตุ้นการส่งออก  การท่องเที่ยว  ทำให้ได้ดุลบัญชีเดินสะพัด  และ กลไกสมดุลที่บกพร่องไปเพราะระบบเงินยูโรก็จะกลับสู่ภาวะปกติได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-4459631852396578754?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/4459631852396578754/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/07/blog-post_11.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4459631852396578754'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4459631852396578754'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/07/blog-post_11.html' title='ทางออกสวยหรู  แด่ยูโรโซน'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-8145687256251850592</id><published>2011-07-05T23:16:00.004+07:00</published><updated>2011-07-06T08:47:15.838+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมือง'/><title type='text'>ลองคิดใหม่ กับ นโยบาย "เพื่อไทย"</title><content type='html'>ลองคิดใหม่ กับ นโยบาย "เพื่อไทย" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบายของพรรคเพื่อไทยซึ่งกำลังจะเป็นแกนนำรัฐบาลในไม่ช้านี้  มีประเด็นที่สำคัญซึ่งอาจก่อปัญหาให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ดี  หากลองคิดใหม่อีกรอบโดยเปลี่ยนวิธีการบ้าง  ก็อาจดำเนินนโยบายที่สัญญากับประชาชนไว้ได้  โดยเป็นการ "ผ่าทางตัน" ที่สวยงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท  ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ยากเย็นอย่างยิ่ง เพราะ บางจังหวัดนั้นมีค่าแรงขั้นต่ำเพียง 160 บาทเท่านั้นเอง  การยกระดับสูงขึ้นถึงเกือบเท่าตัว  อาจทำให้ SME บางแห่งไม่สามารถรับภาระนี้ไว้ได้  แม้ พรรคเพื่อไทย จะเสนอให้ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 23% เพื่อแบ่งเบาภาระของภาคเอกชนก็ตาม  คนทีรับประโยชน์กลับกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่  เช่น ปตท. เครือซีพี   เครือซีเมนต์ไทย ธนาคารขนาดใหญ่  บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่  ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีแรงงานขั้นต่ำอยู่น้อยมากๆ  ขณะที่ SME ซึ่งมีการจ้างงานสูงอาจได้รับผลกระทบจนต้องปลดคนงาน หรือ ถึงขั้นปิดกิจการก็เป็นได้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานสูงตามมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางออกสำหรับเรื่องนี้ก็อาจเป็น "เบี้ยกรรมกร" โดยจ่ายให้กับแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 7.5 พันบาทต่อเดือน (ทำงาน 25 วัน) อุดหนุนให้ไม่เกินหัวละ 1 พันบาทต่อเดือน  อาจต้องจ่ายราว 5 ล้านคน  งบประมาณราวๆ 6 หมื่นล้านบาท  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเรื่องบังเอิญที่หลังจากผมคิดวิธีนี้แล้ว  ไปค้นดูกลับพบว่าแนวคิดนี้ไปตรงกันกับของ "มิลตัน ฟรีดแมน"  เจ้าสำนักการเงินนิยม (Monetarism) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในรอบศตวรรษ  เคียงคู่กับ  จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  ได้แนะนำว่ารัฐบาลควรใช้วิธี "ภาษีติดลบ" หรือ  การให้เงินอุดหนุนกับแรงงานรายได้ต่ำ  แทนที่จะจ่ายเงินสวัสดิการการว่างงาน  จะทำให้กลไกตลาดทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า  ดังนั้น  หากมีนักวิชาการวิจารณ์ในเรื่องนี้   รัฐบาลก็อาจโต้กลับไปได้ว่า  "นี่เป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์เชียวนะ" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อจ่ายเงินอุดหนุนไปแล้ว  ก็หวังว่าค่าตัวทวี (multiplier) ของ เคนส์ จะทำงานอย่างดี  หากได้ตัวทวีที่ 6 เท่า   รัฐบาลจะเก็บภาษีได้ 17% (ตามค่าเฉลี่ยปัจจุบัน) ของ GDP ที่เพิ่มขึ้นมา  ก็จะทำให้ผลลัพธ์สุดท้าย  คือ รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มได้เท่ากับ เงินอุดหนุนที่จ่ายไป  จึงไม่ได้ขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทำเช่นนี้แล้ว  ข้อดีก็คือ ภาคเอกชนไม่ได้มีภาระต้นทุนเพิ่ม  ความสามารถในการแข่งขันยังคงเดิม  จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้า  นอกจากนี้  ยังสนับสนุนแรงงานไทยให้ได้ประโยชน์มากกว่า แรงงานต่างด้าวอีกด้วย  จากเงิน 1 พันบาทที่อุดหนุนไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ปริญญาตรี 1.5 หมื่น : ก็ทำด้วยหลักการคล้ายกัน คือ อุดหนุน "เบี้ยบัณฑิต" จ่ายให้ไม่เกิน 2 พันบาทต่อหัว   อาจจ่ายราว 1 ล้านคน  และใช้งบประมาณราว 2.4 หมื่นล้าน    ด้วยการจ่ายเงินอุดหนุน 2 ข้อนี้ จะช่วยเพิ่มคะแนนนิยมของรัฐบาลต่อคนราว 6 ล้านคนอย่างเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. จำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นต่อตัน : ถูกโจมตีว่าอาจต้องใช้เงินภาครัฐถึง 4.5 แสนล้านบาท  และ อาจขาดทุนได้นับแสนล้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางแก้ไขก็อาจเป็น  แนวคิดของสำนักเศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก (Taiji-Econ.) ก็คือ  "ยืมพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง"  ดังนั้น   รัฐบาลควรยืมแรงจากกองทุนบำนาญ 3 ล้านล้านบาท (กบข. สปส. สำรองเลี้ยงชีพ  ประกันชีวิต) โดยกำหนดให้ต้องลงทุนในกองทุนรวมสินค้าเกษตรไทย หรือ สัญญาซื้อล่วงหน้าในตลาด AFET ไม่ต่ำกว่า 5% ของเงินกองทุน  ก็จะทำให้เงินถึง 1.5 แสนล้านบาท  มาช่วยรัฐบาลซื้อข้าวเก็บเข้าสต๊อก โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้เงินเลย   หากราคายังสูงไม่พอ  ก็อาจปรับขึ้นเป็น 7.5% และ 10% ของเงินกองทุนบำนาญได้ตามลำดับ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ในเคลื่อนมีนิ่ง" คือ เปลี่ยนข้าวจาก "สินค้า" (flow)เพื่อการบริโภค ให้เป็น "สินทรัพย์" (stock) เพื่อการลงทุน  ด้วยเงินตรงนี้ก็อาจซื้อข้าวเป็นสต๊อกถาวรได้ถึง 5 ล้านตัน (แต่หมุนเวียนเพื่อไม่ให้เสื่อมคุณภาพ) และ "ในนิ่งมีเคลื่อน"  เมื่อเก็บสต๊อกจำนวนมาก (stock)  ราคาข้าวก็จะสูง ทำให้ชาวนามีรายได้ (flow) สูงขึ้นมาก   รัฐบาลจึงไม่ต้องใช้เงินเลย  เพียงแค่ยืมพลังเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่จึงเป็นสถานการณ์แบบ win-win-win โดยรัฐบาลไม่เสียเงินเลยแม้แต่น้อย  กองทุนบำนาญได้ลงทุนในข้าว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารแก่ผู้เกษียณ และ ชาวนาได้มีรายได้สูงขึ้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากฝากเรื่องนี้ให้รัฐบาลชุดใหม่ได้พิจารณาดูด้วย  เพราะ หากดำเนินนโยบายทั้ง 3 เรื่องนี้โดยไม่คิดให้รอบคอบ  อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก   แต่หากดำเนินการด้วยวิธีการข้างบน  ก็น่าจะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น  โดยใช้เงินภาครัฐน้อยลงก็เป็นได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-8145687256251850592?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/8145687256251850592/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8145687256251850592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8145687256251850592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='ลองคิดใหม่ กับ นโยบาย &quot;เพื่อไทย&quot;'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-6072688463841606847</id><published>2011-06-13T09:03:00.012+07:00</published><updated>2011-07-09T22:28:49.821+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิกฤติการคลัง'/><title type='text'>เรียนรู้ตัวทวีติดลบ  สยบวิกฤติการคลัง</title><content type='html'>ณ เวลานี้  ประเทศพัฒนาจำนวนมาก ทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น และ อังกฤษ ต่างก็ประสบปัญหากับ "วิกฤติการคลัง" จนจำเป็นต้องรัดเข็มขัด แม้จะยังเกิด "วิกฤติการว่างงาน" อยู่ก็ตาม  ขณะที่ประเทศยูโรโซนนั้น  ยังมี "วิกฤติเงินยูโร" ที่ทับซ้อนเข้ามาอีกด้วย  เพราะ การผูกค่าเงินไว้กับประเทศถึง 17 ประเทศ  โดยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก  ได้ส่อเค้าลางแห่งปัญหามากมาย   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าตัวทวี (multiplier) ในทางการคลัง  หมายถึง  อัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของ GDP หากมีการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น 1 หน่วย  โดยที่ค่านี้อาจผันแปรไปตามแนวคิดของเศรษฐศาสตร์แต่ละสำนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. สำนักเคนส์  โดยเจ้าสำนัก คือ "จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์" : ศรัทธาในนโยบายการคลัง  เชื่อว่าการใช้จ่ายภาครัฐ (G) จะเหนี่ยวนำให้เกิดการใช้จ่าย (C) และ ลงทุนของภาคเอกชน (I) เพิ่มขึ้น  ส่งให้ค่าตัวทวีมีค่าที่สูงกว่า 1 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. สำนักการเงินนิยม (monetarism) โดยเจ้าสำนัก "มิลตัน ฟรีดแมน" : ไม่เชื่อในประสิทธิภาพของนโยบายการคลัง  โดยเชื่อว่า การใช้จ่ายภาครัฐ (G) แม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง  แต่จะไปแย่งการเงินจากภาคเอกชนทำให้การใช้จ่าย และ ลงทุนของเอกชน (C และ I) ลดลง  ในลักษณะของ crowding out effect จึงส่งผลให้ค่าตัวทวีนั้นเข้าใกล้ "ศูนย์"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าสำนักทั้ง 2 อาจกล่าวได้ว่าเป็น นักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมกระแสหลักชื่อดังที่สุดในรอบศตวรรษ  โดยเป็นผู้วางกรอบนโยบายการคลัง และ การเงิน  ตามลำดับและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้  อย่างไรก็ดีทั้ง 2 สุดยอดแนวคิดก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศพัฒนาแล้วได้ ณ ปัจจุบัน (วิกฤติการว่างงาน ซ้อน วิกฤติการคลัง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ซึ่งพึ่งตั้งขึ้นใหม่สดๆ ร้อนๆ เลย มองในอีกแง่มุมหนึ่ง  โดยเชื่อว่า ค่าตัวทวีอาจถึงขั้น "ติดลบ" ได้เลย  ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับเคนส์โดยสิ้นเชิง  เพราะสภาพการณ์ของเศรษฐกิจได้แตกต่างจากในอดีตอย่างมาก  โดยอาจแบ่งเป็น 2 ประเด็นดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.เคนส์เชื่อว่า นโยบายการคลัง คือ การย้ายเงินจาก "คนรวยมาสู่คนจน"  โดยผ่าน "พันธบัตรรัฐบาล" เป็นตัวกลาง  ทำให้เศรษฐกิจหมุนรอบได้สูงขึ้น  แต่ความจริงแล้ว  Taiji-Econ. เชื่อว่าในปัจจุบันเงินกลับทิศโดยย้ายจาก  "คนจนมาสู่คนรวย"  โดยระดมเงินจากกองทุนประกันสังคมซึ่งผู้ประกันตนส่วนใหญ่ยากจน  ระดมเงินจาก กบข.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการออมของข้าราชการรายได้น้อย  ไปลงทุนพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจราว 70-80% เพื่อนำเงินนั้นไปสร้างความมั่งคั่งให้กับ นายทุนบริษัทรับเหมาก่อสร้าง  นักการเมืองและข้าราชการขึ้โกง (คอรัปชั่น)  ดังนั้น  การหมุนรอบของเงินจึงลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น  ส่งผลให้ค่าตัวทวีจากผลของนโยบายการคลังถึงขึ้น "ติดลบ"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.เคนส์เชื่อว่า การใช้จ่ายภาครัฐในอดีต คือ "เปลี่ยนนิ่งเป็นเคลื่อน" โดยเปลี่ยนเงินที่หยุดนิ่งในระบบแบงก์ (stock) ให้เป็นพันธบัตรัฐบาลและการใช้จ่ายภาครัฐ (flow) จึงส่งผลต่อเนื่องกระตุ้นอุปสงค์ในภาคเอกชนด้วย  แต่ความจริงในปัจจุบัน  Taiji-Econ. เชื่อว่ามีหลายโครงการภาครัฐคือ "เปลี่ยนเคลื่อนเป็นนิ่ง" โดยภาครัฐได้ทุ่มเงินจำนวนมาก (flow) เข้าไปเป็น กองทุนบำนาญ (stock) เช่น การสมทบเงินเข้า กบข. ประกันสังคมนอกระบบ (ประชาวิวัฒน์) และ กอช.(ในอนาคต)  รวมไปถึง การลดหย่อนภาษีวงเงินสูงมากกับกองทุนบำนาญ (RMF,LTF,ประกันชีวิต) เช่นนี้เอง  การที่รัฐบาลใช้เงินภาครัฐ (G) ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแม้แต่น้อย  ยังจะดูดเงินภาคเอกชนมาจมอยู่กับกองทุนต่างๆด้วย  ทำให้ C และ I ลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น  ผลกระทบรวมทั้งหมดจึงได้ค่าตัวทวี  "ติดลบ" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้เรื่องค่าทวี "ติดลบ" จะช่วยวิกฤติการคลังของประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไร ??  ก็ง่ายๆ ตรงไปตรงมา ก็คือ ในเมื่อค่าตัวทวี "ติดลบ" หากทำ 2 เรื่องนี้  ก็จะรัดเข็มขัดการคลัง  โดยเศรษฐกิจดีขึ้นได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ดูแลเรื่องคอรัปชั่นอย่างดี รวมทั้งการยึดทรัพย์นักการเมืองและข้าราชการขี้โกงด้วย   สำหรับวิธีแบบไทยๆ ผมขอเสนอให้ ท่านนายกฯ คนใหม่ พาคณะรัฐมนตรี รวมไปถึง ข้าราชการระดับบิ๊กๆ ทั้ง ทหาร และ พลเรือน  ไปสาบานที่วัดพระแก้วว่าจะไม่โกงกินเงินแผ่นดิน  มิเช่นนั้น "ขอให้ถูกยึดทรัพย์ ติดคุกหัวโต" ใครไม่กล้าไปสาบาน ก็ขอให้คัดชื่อออกจากลิสต์รัฐมนตรีได้เลย เพราะ ส่อเค้าจะโกงตั้งแต่ต้น  ด้วยวิธีแบบไทยๆ เช่นนี้ก็น่าจะลดการโกงกินลงไปได้ครึ่งหนึ่ง  สำหรับการยึดทรัพย์นั้น  ควรมีการให้รางวัล "คนแฉ" ด้วยการแบ่งส่วนแบ่งสัก 25% ของทรัพย์ที่ยึดได้  และ ลดโทษการยึดทรัพย์ของ "คนแฉ" เหลือแค่กึ่งหนึ่ง  ประเทศชาติจะรับทรัพย์มากมายโดยไม่ต้องขึ้นภาษีเลย  เป็นการ"รัดเข็มขัดการคลัง"อย่างเฉลียวฉลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. รัดเข็มขัดการคลังในโครงการประเภทเงินจม หรือพวกโครงการ "เปลี่ยนเคลื่อนเป็นนิ่ง"  จะกลับส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม  (GDP สูงขึ้น) นอกจากนี้  การให้ผู้ประกันตนยืมเงินออมบำนาญตนเองได้  โดยรัฐบาลเก็บค่าค้ำประกันสินเชื่อ  ก็เป็นแนวคิด "ยืมพลัง" และ "เปลี่ยนนิ่งเป็นเคลื่อน" ซึ่งทำให้ "รัดเข็มขัดการคลังโดยที่เศรษฐกิจดีขึ้นได้" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากผู้นำของประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายโดยเฉพาะประเทศแถวยุโรปได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้   อาจจะตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก  วันรุ่งขึ้นอาจรีบประกาศออกสื่อทั่วประเทศว่า "เราได้เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ที่จะรัดเข็มขัดการคลัง  โดยเศรษฐกิจไม่แย่ลงแต่กลับดีขึ้น ดังนั้น จึงไม่ต้องปลดคนงานออกแต่กลับมีการจ้างงานเพิ่ม  ขอให้พี่น้องประชาชนหยุดการประท้วงได้แล้ว  ทางออกอยู่ตรงนี้เอง"  บางทีแนวคิดนี้อาจเป็นแสงสว่างเล็กๆ ปลายอุโมงค์วิกฤติการคลังก็เป็นได้  สำหรับประเทศไทยของเรา  หากรัฐบาล "นารีขี่ม้าหมุน" ยังคงสนุกสนานเพลิดเพลินกับ  นโยบายขายฝันในสวนสนุก  แบบ "ประชานิยมสุดขั้ว" อีกไม่นาน  "วิกฤติการคลัง" ก็อาจมาเยือนเร็วกว่าที่คิด  ดังนั้น  ศึกษาแนวคิดเหล่านี้ไว้ก่อนก็น่าจะไม่เสียหลายแต่อย่างใดครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-6072688463841606847?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/6072688463841606847/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/06/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6072688463841606847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6072688463841606847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/06/blog-post.html' title='เรียนรู้ตัวทวีติดลบ  สยบวิกฤติการคลัง'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-1726112996429420530</id><published>2011-06-09T10:57:00.002+07:00</published><updated>2011-08-09T10:27:31.561+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เศรษฐกิจโลก'/><title type='text'>วิกฤติรอบ 2 แผนสำรองต้องมี</title><content type='html'>วิกฤติรอบ 2 แผนสำรองต้องมี  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากบทความ "5 กับดักเศรษฐกิจ  พิษร้ายแรง" ซึ่งได้เขียนมาตั้งแต่เดือน กันยายน 2553 ผมได้คิดว่า โอกาสเกิดวิกฤติรอบ 2 มีราว 80% แต่ ณ ตอนนี้  หลังจากที่ S&amp;P ได้ลดอันดับเครดิตของอเมริกา  และ เกิดปัญหาหนี้ของยุโรปที่ลามไป  สเปนและอิตาลี   ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหว  ความเสี่ยงตรงนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 99% แล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมต้องมีแผนสำรอง   เหตุผลก็เพราะว่า แผนหลักซึ่งคือ นโยบายการเงิน และ การคลังนั้นได้ใช้อย่างเต็มที่แล้ว  แต่เศรษฐกิจอเมริกาเริ่มแย่ลง  และ ดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้อีกครั้ง  แม้ประธานาธิบดีอเมริกา และ ประธานเฟด  จะพยายามพูดปลอบใจตนเองและประชาชนว่า “คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวชั่วคราว  และ ไม่กังวลกับภาวะถดถอย” เมื่อเดือนก่อนก็ตาม   แต่สภาพของดัชนีตลาดหุ้นได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศพัฒนาแล้วมีความอ่อนแรงมากในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ   บางส่วนได้เข้าสู่ภาวะถดถอยรอบ 2 ไปแล้วด้วยซ้ำ  เช่น  PIIGS ในเขตยูโรโซน และ ญี่ปุ่น เป็นต้น    เรามาลองดูกันว่า  แผนหลักที่ได้เดินหน้ามา 2-3 ปีนี้มีปัญหาอะไรซ่อนอยู่บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบายการเงิน :  FED ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเฉียดศูนย์ และใช้ QE พิมพ์แบงก์เพิ่มเพื่อซื้อพันธบัตร  ด้วยการหวังให้สภาพคล่องไปช่วยพยุงราคาสินทรัพย์หลักคือ อสังหาริมทรัพย์  ซึ่งเป็นต้นตอแห่งปัญหา  แต่ปรากฏว่าเงินนั้นกลับไหลเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แทน  ซึ่งส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อทางอ้อมอีกต่างหาก   ขณะที่ตลาดบ้านยังคงไม่ดี  บ้านยังคงถูกยึด และ ราคาตกต่ำต่อไป    นอกจากนี้  การคาดหวังว่าสภาพคล่องนี้จะช่วยให้เกิดการบริโภค  การลงทุน  เพื่อช่วยเหลือต่อการจ้างงาน  เงินส่วนเกินนั้นกลับไปจมอยู่กับระบบธนาคาร  นี่คือ  “กับดักสภาพคล่อง” นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีปลดล็อก : เคนส์แนะนำให้ใช้ "ทฤษฎีเคนส์" หรือ นโยบายการคลังแบบขาดดุล  อย่างไรก็ดี  ปัจจุบันพบว่าทิศทางได้ตรงข้ามกับแนวคิดของเคนส์ถึง 3 เรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. เคนส์เชื่อว่าเงินจะไหลจาก "คนรวยสู่คนจน" ผ่านพันธบัตรรัฐบาล  โดยคนรวยซื้อพันธบัตร และ รัฐบาลนำเงินไปช่วยคนจน สร้างงานและอุดหนุนความเป็นอยู่  แต่ปัจจุบันเงินกลับไปจาก  "คนจนสู่คนรวย" โดยผู้มีรายได้น้อย (คนจน)ในระบบประกันสังคม และ กบข. จ่ายเงินสมทบทุกเดือน เป็นเงินบำนาญ  ซึ่งกองทุนเหล่านี้นำเงินราว 70-80% ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ  โดยเงินจะไปสู่คนรวย  พวกนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น  รวมถึง  ข้าราชการขี้ฉ้อที่มุ่งคอรัปชั่น   รวมไปถึง  นายทุนรับเหมาก่อสร้างต่างๆ อีกด้วย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เคนส์เชื่อว่าเงินจะเปลี่ยนจาก "นิ่งไปสู่เคลื่อน" คือ เงินไหลจากการนอนนิ่งในระบบธนาคารไปสู่การใช้จ่ายภาครัฐ  ทำให้เกิดการหมุเวียนและเพิ่มการจ้างงาน  แต่ในปัจจุบัน  การใช้จ่ายภาครัฐจำนวนมากเป็นการเปลี่ยนจาก "เคลื่อนไปสู่นิ่ง" เงินจะไปกองจมกับกองทุนบำนาญ  ผ่านการให้ลดหย่อนภาษีวงเงินสูง และ เงินสมทบร่วมเข้า กบข.และ กอช.(ในอนาคต)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เคนส์ใช้แนวคิดผลักภาระไปให้ "คนกลุ่มใหญ่" ซึ่งเป็นคนทำงานในรุ่นต่อไป หรือเด็กและเยาวชนนั่นเอง  ขณะที่โครงสร้างประชากรได้เปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่ง" คนรุ่นถัดไปกลายเป็น "คนกลุ่มเล็ก" ของสังคม  ญี่ปุ่นมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปี   ทฤษฎีเคนส์จึงใช้ไม่ได้ผลกับโครงสร้างประชากรปัจจุบันของประเทศพัฒนาแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบายการคลัง : อเมริกาได้เดินหน้า  ขาดดุลงบประมาณอย่างหนักต่อเนื่องถึง 3 ปีในระดับ 10% GDP  จนหนี้สินวิ่งสู่ระดับเกือบแตะ 100% GDP และ ประเทศในยูโรโซนก็เช่นกันหลายประเทศเกิน 100% ไปแล้วด้วย  แต่เศรษฐกิจก็ยังคงอ่อนแอ  การบริโภคภาคเอกชนไม่ฟื้นตัว และ การว่างงงานเริ่มเพิ่มสูงขึ้น   เศรษฐกิจติดภาวะ “กับดักเคนส์”  ซึ่งเป็นสภาพที่เพิ่มหนี้ภาครัฐจำนวนมาก  ขณะที่ไม่สามารถผลักดัน GDP ให้เติบโตได้มากพอ  ทำให้สัดส่วน  หนี้ภาครัฐ ต่อ GDP วิ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง 2 แผนหลักได้เดินหน้ามาถึงขีดจำกัด   ทั้งอเมริกา ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น  อาจจำเป็นต้อง “รัดเข็มขัดการคลัง”   เพราะหนี้สินภาครัฐสูงมากๆ   ธนาคารกลางก็เริ่มหยุดมาตรการ QE  และอาจต้องดึงสภาพคล่องออกบางส่วน  เพราะ หนี้สินต่อทุน ของ FED สูงถึงระดับ 50 เท่า  ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงสูงมาก  สรุปก็คือ  แม้จะใช้พลังลมปราณอย่างเต็มที่ตาม 2 แผนหลัก  ก็ไม่สามารถเอาชนะ “วิกฤติเศรษฐกิจ” ได้  แต่ร่างกายอาจถูกธาตุไฟเข้าแทรก  ลมปราณอาจแตกซ่าน    ทั้งรัฐบาล และ ธนาคารกลาง  อาจจำเป็นต้องลดการใช้พลังตามแผนหลักลงมา เพราะเสี่ยงต่อภาวะล้มละลาย   แต่ก็ยังคงกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย   และถามกันอยู่ว่า “พวกคุณมีแผนสำรองกันบ้างไหม”   แต่ก็แทบไม่ได้รับคำตอบดีๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับว่าเป็นโชคดีของโลกที่ได้การคิดค้นทฤษฎีใหม่คือ “เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก”  (Taiji-Econ.)  ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่ใช้เคล็ดวิชาของมวยไท้เก๊กมาช่วยเหลือ  คือ 1.ยืมพลังสะท้อนพลัง  และ 2.ในนิ่งมีเคลื่อน-ในเคลื่อนมีนิ่ง   อันจะทำให้รัฐบาลสามารถจะ “รัดเข็มขัดการคลัง  โดยที่เศรษฐกิจดีขึ้น”   ด้วยการยืมพลัง  “กองทุนบำนาญ”  เปลี่ยนสภาพเงินกองทุนที่ “นิ่ง”  ให้เป็น “เคลื่อน” สู่การบริโภคจับจ่ายใช้สอยได้    เมื่อเปลี่ยน “นิ่งเป็นเคลื่อน”  ก็จะส่งผลทางบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้  โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแม้แต่น้อยแถมยังได้เงินเพิ่มด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศพัฒนาแล้วมีจำเป็นทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งที่จะต้องหาแผนสำรอง  เพราะ รัฐบาลและธนาคารกลาง  ล้วนอยู่ในภาวะที่เสี่ยงสูงขึ้นมากจนเข้าใกล้ภาวะล้มละลายเต็มที   หากท่านผู้นำของประเทศเหล่านั้นได้อ่านมาถึงตรงนี้   อาจจะตื่นเต้นดีใจมากก็เป็นได้  เพราะ  หาแผนสำรองนี้มานานแล้ว    สำหรับประเทศไทยแล้ว  รัฐบาลและธปท. ถือได้ว่ายังมีกำลังอย่างเพียงพอในการบริหารจัดการตามแผนหลักด้วยนโยบายการเงินและการคลัง  อย่างไรก็ดี  จะหวังการฟื้นตัวอย่างเร็วด้วยการพึ่งพิงการส่งออกคงจะยากเสียแล้วในครั้งนี้   การศึกษาแผนสำรองนี้ไว้ก่อนน่าจะส่งผลดีในแง่ที่รัฐบาลสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้โดยไม่เป็นภาระหนี้การคลังเพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-1726112996429420530?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/1726112996429420530/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/06/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1726112996429420530'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1726112996429420530'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/06/2.html' title='วิกฤติรอบ 2 แผนสำรองต้องมี'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-6589232572182196768</id><published>2011-05-14T10:34:00.005+07:00</published><updated>2011-05-23T10:38:08.020+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมือง'/><title type='text'>มหานครขอนแก่น : แผนพิชิตเลือกตั้ง</title><content type='html'>มหานครขอนแก่น : แผนพิชิตเลือกตั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากได้ดูนโยบายของ 2 พรรคการเมืองใหญ่  จะมีโครงการขนาดใหญ่ คือ การสร้างเมืองใหม่ที่อ่าวไทยของพรรคสีแดง และ ที่ระยองของพรรคสีฟ้า แล้ว  คงต้องถามกลับไปว่า สิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไรเล่ากับประชาชนส่วนใหญ่ของไทย  ซึ่งอยู่ในภาคเหนือและอีสาน  เราลองพิจารณาพัฒนาจากหัวเมืองใหญ่ และต่อยอดจากแผนเดิมๆ ออกไปจะเป็นประโยชน์กว่าหรือไม่   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. สร้าง "ขอนแก่น" เป็นศูนย์การคมนาคมทางบกและอากาศ รวมไปถึงการค้า การลงทุน และ การท่องเที่ยวภูมิภาค  เป็นเมืองหลวงอินโดจีน&lt;br /&gt;โดยสร้างรถไฟความเร็วสูงจาก ย่างกุ้ง (พม่า) ไป ดานัง (เวียดนาม) ระยะทางราว  1200 กม. เงินลงทุนราว 3.6 แสนล้าน  ตัดกับเส้นทางสายอีสานตามแผนประเทศจีนที่ จ.ขอนแก่นพอดี   โดยไทยอาจร่วมลงทุนลงครึ่งหนึ่ง ที่เหลือก็น่าจะเป็นประเทศจีน  พม่า  ลาว  เวียดนาม   โดยอาจใช้การร่วมทุนกับเอกชนในลักษณะ PPP ด้วยก็ได้  และ หากมีการใช้หนี้สินต่อทุนราว 2 เท่า  โครงการนี้รัฐบาลไทยก็อาจใช้ส่วนทุนเพียง  3 หมื่นล้าน  น้อยกว่าการสร้างรถไฟฟ้าในกทม.1 สายเสียอีก และหากกระจายงบประมาณเป็น 3 ปีก็ใช้เงินเพียงปีละ 1 หมื่นล้านเท่านั้นเอง   ด้วยการลงทุนน้อยแต่สร้างผลตอบแทนมหาศาลคิดต่อหัวน่าจะมากกว่าระดับ 1 แสนบาทขึ้นไป   คนในมหานครขอนแก่นก็จะ สามารถไปได้ทั้ง  จีน  เวียดนาม พม่า ลาว และ กทม.ได้สบายๆ  อย่างรวดเร็วและไม่แพง  เพิ่มกิจกรรมการค้า การลงทุน การจ้างงานมหาศาล  ขณะที่เวียดนามยังไม่ตัดสินใจที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง  คนจีนและเวียดนาม  ก็อาจจะพึ่งเส้นทาง คุนหมิง-ขอนแก่น-ดานัง ไปพลางๆ ก่อน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สิ่งที่ควรมีใน "มหานครขอนแก่น" ก็คือ  การรวมจังหวัดรอบข้างอีก 9 จังหวัดเป็น มหานคร มีประชากรสูงกว่า 10 ล้านคน  มีการสร้างสนามบินนานาชาติ  เพื่อรองรับการเดินทางท่องเที่ยว และ ธุรกิจของคนจากเอเชียตะวันออก  จะประหยัดระยะทางมาประเทศไทยที่กทม.ถึง 800 กม.(ไป-กลับ) คิดเป็นเงินราว 2 พันบาท และ เวลาไปอีก 1 ชั่วโมง   นอกจากนี้ ควรสร้าง "หมู่บ้านนานาชาติ" เพื่อรองรับคนเกษียณอายุจากนานาประเทศ  เพราะ เขตแดนบริเวณนี้มีภัยธรรมชาติน้อยมากๆ  โดย  ภูเขาไฟระเบิด สีนามิ ไม่มีโอกาสเกิดเลย ส่วน แผ่นดินไหว และ พายุไต้ฝุ่น ก็นับได้ว่ามีโอกาสน้อยมากๆ   ค่าครองชีพอยู่ในระดับต่ำกว่า มหานครนิวยอร์ก หรือ โตเกียว ราว 5 เท่าตัว   หากเราเสริมการคมนาคม  การสื่อสาร (Wimax ฟรีทั่วเมือง) การแพทย์ (รพ.เอกชนชั้นนำ)  โรงเรียน (รร.นานาชาติ และ ม.เอกชน)  โรงแรม 5 ดาว และ ห้างค้าปลีกที่ทันสมัยเข้าไปก็เชื่อได้ว่าจะสร้างการเติบโตสูงให้ภาคอีสานซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยากจนมี GDP ต่อหัวต่ำกว่า กทม.ถึง 7.2 เท่า (ตัวเลขปี 2552) นี่เป็นการยกระดับภาคอีสานจาก ภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคลื่นลูกที่ 1 ตามแนวคิด "อีสานเขียว" สู่ ภาคอุตสาหกรรม บริการ และ ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นคลื่นลูกที่ 2-3-4 อย่างรวดเร็วเป็นแนวคิด "อีสานเจิดจรัส" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2. นอกจากนี้เรายังได้ของแถมคือ "พิษณุโลก" ซึ่งจะกลายเป็น "สี่แยกอินโดจีน" อีกด้วย  โดยเมืองนี้จะตัดกับเส้นทางสายเหนือตามแผนเดิม  พิษณุโลก จะกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก ทั้งระบบถนน และ ระบบราง  สามารถเชื่อมต่อแนวเหนือใต้ (เชียงใหม่-กทม.) และ แนวตะวันออก-ตก (ดานัง-ย่างกุ้ง) ได้อย่างเหมาะสมทางภูมิศาสตร์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สโลแกนเรื่องนี้คือ "เหนือกลางเบ่งบาน อีสานเจิดจรัส" จะเปลี่ยนแนวคิดจาก "อีสานเขียว" ซึ่งเน้นหนักเกษตรกรรม สู่ "อีสานเจิดจรัส"    ประเทศไทยแทนที่จะโตเดี่ยว ด้วยเมือง กทม.เพียงจังหวัดเดียว  จะเป็นประเทศที่โตคู่  โดยมี "มหานครขอนแก่น" มาเป็นตัวช่วย  เหมือนประเทศอื่นๆ ในเอเชีย  เช่น ญี่ปุ่นมี โตเกียว-โอซาก้า  เกาหลีใต้มี โซล-ปูซาน  เวียดนามมี ฮานอย-โฮจิมินห์  ไต้หวันมี ไทเป-เกาสง และ จีนมี ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้-กวางเจา เป็นต้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องนี้อาจเป็น "คำตอบ" ให้กับโจทย์ปัญหาของประเทศไทยได้ในเกือบทุกด้าน  &lt;br /&gt;- ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจ   เรื่องนี้จะส่งเสริมการค้า การลงทุนอย่างมากมายกว่า ล้านล้านบาท  ผลประโยชน์ต่อหัวสูงระดับหลักแสน&lt;br /&gt;- ปัญหาความเหลื่อมล้ำ  ปัจจุบันอีสานมี GDP ต่อหัวต่ำกว่า กทม.ราว 7.2 เท่า  นโยบายนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยตรง เพราะ ส่งเสริมการลงทุน และ จ้างงานมากมาย&lt;br /&gt;- ปัญหาความแออัดในเมืองกรุง   การจราจรที่ติดขัด  ปัญหาสลัม  ปัญหาอาชกรรม ใน กทม. ก็จะเบาบางลง  ต่อไปลูกหลานคนอีสานก็คงไปทำงานใน "มหานครขอนแก่น" แทนที่จะแออัดกันแต่เพียงใน กทม. ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาอาจเป็นถึงระดับเจ้าของกิจการ หรือ ผู้จัดการ  โดยใช้แรงงานจากอินโดจีน อย่าง ลาว พม่า และเวียดนาม  มาช่วยกันทำงาน&lt;br /&gt;- ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์   เรื่องนี้จะช่วยลดต้นทุนลงได้มาก  ระบบรางจะช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างตรงประเด็น  อาจมีส่วนช่วยให้ราคาสินค้าลดลงได้&lt;br /&gt;- ปัญหาโลกร้อน   การลดระยะการเดินทางของประชาชนจากเอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น) อีก 800 กิโลเมตรเพื่อมาไทย จะทำให้ประหยัดน้ำมันไปได้ถึง 2 พันบาท  ประหยัดเวลาไป 1 ชั่วโมง &lt;br /&gt;- ปัญหาการเมืองในประเทศ  นี่คือการสร้างความปรองดองในชาติที่ตรงประเด็นที่สุด  ลดเหลื่อมล้ำ ได้ทำงานใกล้บ้านเกิด  ผู้คนมีกินมีใช้  &lt;br /&gt;- ปัญหาการเมืองต่างประเทศ   เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และ ไทยแสดงความเป็นผู้นำอินโดจีนอีกครั้ง ทางภูมิศาสตร์และวิสัยทัศน์   สโลแกนคือ "เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามท่องเที่ยว"  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้...หากพรรคสีฟ้านำนโยบายนี้ไปประกาศใช้  ก็อาจได้เสียงคนเหนือ-กลาง-อีสานเพิ่มอีกราว 10% จากพรรคสีแดงนั่นก็เพียงพอที่จะชนะการเลือกตั้งแล้ว  ขณะเดียวกันหากพรรคสีแดง นำไปประกาศใช้บ้างละ  ก็จะครองเสียงภาคเหนือ-อีสานแบบเบ็ดเสร็จ  ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งไม่ยากเย็นแต่อย่างใด   ดังนั้น  นโยบายนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อโฉมหน้าการเมือง และ เศรษฐกิจประเทศไทยในอนาคตก็เป็นได้ เพราะเกี่ยวข้องกับเสียงของประชาชนถึงกว่า 25 ล้านเสียง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมให้อีกเรื่องเพื่อให้ชนะกันขาดๆ ไปเลย  จะได้ไม่มีปัญหาหลังการเลือกตั้ง   คือ บัตรบำนาญ999 (Pension Card999) คือ ให้คนทำงานในระบบสามารถยืมเงินออมบำนาญตนเองได้ เป็นการยืมเงินตนเอง โดยไม่สนเครดิตบูโร กู้ได้ไม่เกิน 90% ของเงินออม   ดอกเบี้ย 9% ต่อปี ผ่อนขั้นต่ำ 0.9% ต่อเดือน โดยสามารถกำหนดอัตราการจ่ายขั้นต่ำได้ ตรวจสอบวงเงินกู้ตนเองได้ แบงก์รัฐที่ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยแค่ 6% อีก 3% แบ่งระหว่าง สำนักงานประกันสังคม หรือกบข. กับ รัฐบาล  วิธีนี้รัฐบาลก็จะมีรายได้เพิ่ม   ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท  ช่วยประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน  โดยแนวคิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่านโยบายรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตของรัฐบาลตอนนี้ถึง 50 เท่าตัว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมองในแง่การ "ยืมพลัง" นี่คือ การ "ยืมพลัง" พลวัตรของประเทศเพื่อบ้าน ทั้งจีน เวียดนาม ลาว พม่า เพื่อมาเสริมสร้างเศรษฐกิจไทย  โดยอาศัยตัวเชื่อมคือ รถไฟความเร็วสูง    "ยืมพลัง" ความมั่งคั่งของเอเชียตะวันออก ทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน  โดยใช้สนามบินนานาชาติที่ขอนแก่นเป็นตัวเชื่อม  "ยืมพลัง" คนเกษียณอายุจากทั่วโลก  โดยใช้หมู่บ้านนานาชาติ  เป็นตัวเชื่อม  และ สุดท้าย นี่คือ การที่ผมหวัง "ยืมพลัง" การต่อสู้หาเสียงเลือกตั้งอย่างดุเดือดของ 2 พรรคการเมืองใหญ่  เพื่อนำเอา "คำตอบ"ที่สวยหรูนี้  ไปตอบโจทย์ประเทศไทย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-6589232572182196768?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/6589232572182196768/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6589232572182196768'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6589232572182196768'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/05/blog-post.html' title='มหานครขอนแก่น : แผนพิชิตเลือกตั้ง'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-4804563445376094850</id><published>2011-04-05T09:50:00.005+07:00</published><updated>2011-04-26T12:02:55.315+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>4 ทฤษฎี 4 ฝ่าย 4 งมงาย</title><content type='html'>มีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในหลายด้านที่เป็นเรื่องงมงาย  โดยเชื่อถือกันมาแต่อดีต  แม้ว่าสภาพการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม   ซึ่งทำให้โลกไม่สามารถแก้ไขปัญหายากๆ เพราะติดกรอบแนวคิดเดิมๆ   เรามาดูกันทีละข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ทฤษฎีการคลัง : รัฐบาลทั่วโลก  เชื่อกันอย่างงมงายตาม "จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์" ว่า การดำเนินนโยบายขาดดุการคลังมากๆ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ  และ  การรัดเข็มขัดการคลังจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว   ซึ่งเป็นการมองธนบัตรเห็นแค่ 2 ด้านในความเป็นจริงแล้ว  มันไม่แน่เสมอไป  เพราะธนบัตรมีถึง 4 ด้านต่างหาก  โดยเฉพาะ โครงการที่เกี่ยวข้องกับ การสมทบเงิน และ การหักลดหย่อนภาษี  สำหรับ "กองทุนบำนาญ"  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีค่าตัวทวี (multiplier) ถึงขั้น "ติดลบ"  คือ  ยิ่งรัฐบาลใช้เงินเศรษฐกิจจะยิ่งแย่ลงเพราะเงินจะไปจมกองไว้เฉยๆ  และ  หากรัดเข็มขัดในโครงการเหล่านี้เศรษฐกิจจะกลับเป็นยิ่งดีขึ้น  เพราะ เงินจะถูกออมน้อยลงและไปเพิ่มส่วนของการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นแทน   ดังนั้น  รัฐบาลทั่วโลกควรมาใส่ใจกับแนวคิดใหม่ "รัดเข็มขัดการคลังอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้น" เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะไปพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ทฤษฎีการเงิน : ธนาคารกลางทั่วโลก ล้วนเชื่ออย่างงมงายว่า  การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยสกัดเงินเฟ้อ  และ การลดอัตราดอกเบี้ยลงจะช่วยกระตุ้นเงินเฟ้อ   ในความเป็นจริงแล้ว  สภาพเศรษฐกิจต่างๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก  มีกำลังการผลิตส่วนเกินที่ล้นเหลือ  การเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน   ต้นทุนอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น   รวมไปถึงโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น  ทำให้มีแรงสะท้อนกลับในทางตรงข้าม   แทนที่การขึ้นดอกเบี้ยจะมีส่วนช่วยลดอุปสงค์และลดอัตราเงินเฟ้อ  การขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลับทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่ม  เช่น สินเชื่อในระบบ 10 ล้านล้านบาท  หากขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1% นั่นคือ ผลักภาระต้นทุนดอกเบี้ยให้ระบบเศรษฐกิจรวมไปถึง 1 แสนล้าน  จึงสะท้อนกลับทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นแทน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       การจะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง  ควรมองไปที่ต้นทุนการผลิตมากกว่า  การที่รัฐบาลไทยเดินหน้าให้เงินอุดหนุน หรือ ลดภาษีให้กับวัตถุดิบอย่าง  น้ำมัน LPG NGV น้ำมันพืช แก๊สหุงต้ม และ ปุ๋ย ก็เป็นการมองเพียงมุมเดียว  ความจริงแล้ว  ปัจจัยการผลิตทางเศรษฐศาสตร์อย่าง ทุน ที่ดิน และ แรงงงาน ก็ควรให้ความสนับสนุนเช่นกัน  โดยให้เช่าพื้นที่ราชการ และ รัฐวิสาหกิจในราคาต่ำ  ให้เช่าบ้านเอื้ออาทรเดือนละ 1 พัน   เป็นต้น   ส่วนด้านแรงงานก็ให้เงินสนับสนุนค่าครองชีพให้ผู้ใช้แรงงานรายได้น้อย  ก็จะลดต้นทุนผู้ประกอบการไปได้  และ ผู้ใช้แรงงงานก็มีเงินใช้เพิ่มขึ้นด้วย   ส่วนในเรื่องของทุนหรือดอกเบี้ยนั้น  แทนที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นไป  ให้ลดดอกเบี้ยลงมาแทนก็จะช่วยในการสกัดเงินเฟ้อได้ผลดีกว่า&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;     หลักฐานเชิงประจักษ์ก็คือ ประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงจะมี อัตราเงินเฟ้อสูงตามไปด้วย  เช่น จีน  อินเดีย  เวียดนาม  อินโดนีเซีย และ ประเทศเหล่านี้แม้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง  ก็ไม่สามารถสกัดเงินเฟ้อได้  เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป   ในทางตรงกันข้าม  ญี่ปุ่น  ซึ่งได้กดดอกเบี้ยมายาวนานหลายปีติดพื้น  ก็ประสบกับปัญหาเงินฝืดเรื้อรังเช่นเดียวกัน .... ทางแก้ไขในเรื่องนี้  ก็คือ ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่องมงายเดิมๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยน : IMF และ ECB ซึ่งเป็นองค์กรการเงินระหว่างประเทศ  เชื่องมงายว่า ระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ  คงที่  ทรงตัว  จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ    ในความเป็นจริงแล้ว   วิกฤติเตกีลาในเม็กซิโก   ต้มยำกุ้งในไทย และ วิกฤติในอาร์เจนติน่า  ล้วนแล้วแต่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูก "ยึด" กับเงินดอลลาร์  ส่งผลให้  ความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งออกสูญเสียไป  จนนำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด  และ เมื่อดูไปแล้ว  ประเทศเวียดนาม  ก็ดูเหมือนจะเสี่ยงที่สุดในเอเชียตอนนี้  ที่กำลังเดินสู่เส้นทางแห่งหายนะภายใน 1-2 ปีนี้   โดยสัญญาณอันตรายได้เกิดขึ้น  คือ Triple 3 Crisis Signal ซึ่งหมายถึง  การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% GDP เป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี  ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศอ้างอิงกว่า 3%  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้  "เงินยูโร" ถือได้ว่าเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบอัตราแลกเปลี่ยนในประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้  ที่พยายามผูกค่าเงินสกุลเดียวไว้กับ ระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน   ทำให้ประเทศริมขอบยุโรโซน  ไม่สามารถแข่งขันได้  ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูงกว่า เยอรมัน จึงทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักและต่อเนื่อง  ดังกรณีของ กรีซ โปรตุเกส และ ไอร์แลนด์  ประเทศเหล่านี้มิได้มีต้นตอจากปัญหาหนี้สินการคลังแต่อย่างใด  ความจริงแล้วมันคือ ปัญหาของหนี้สินต่างประเทศต่อ GDP ต่างหาก  อย่างกรณีของ ไอร์แลนด์นั้นสูงถึง 1,100% GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในโลก และโปรตุเกสก็สูงถึง 240%  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น  สิ่งที่ควรจะทำก็คือ "รักษาสมดุล" ของดุลบัญชีเดินสะพัดต่างหาก  ไม่ใช่  การดูแลในเรื่องของการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ  IMF และ ECB ควรเข้าตรวจสอบประเทศสมาชิก  ว่ามีการเสียสมดุลในจุดนี้เกิน 3% GDP เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกันหรือไม่  หากเป็นเช่นนั้นอาจหมายถึง  ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นๆ ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจเสียแล้ว  และ ควรมีการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน  หากมีสัญญาณเตือนภัยเช่นนี้แล้ว  ผมเชื่อว่า ระบบเงิน Euro ควรได้รับการปรับเปลี่ยนเป็น 3 สกุล เช่น Eura Euri และ Euro เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจแต่ละประเทศ  ภายใน 5 ปีตั้งแต่เริ่มนำมาใช้แล้ว  ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหา ณ ปีที่ 12 อย่างในปัจจุบัน  โดยที่ IMF และ ECB ก็ยังหลับหูหลับตางมงายว่า  "ระบบยูโร" นั้นดียอดเยี่ยมอยู่แล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ทฤษฎีเงินบำนาญ : ผู้บริหารกองทุนประกันสังคม  ล้วนเชื่อว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราเงินสมทบ หรือ ยกระดับอายุการเริ่มต้นรับเงินบำนาญ หรือ ลดเงินวงเงินจ่ายบำนาญลง   จะทำให้เงินกองทุนหมดลงภายใน 30 ปีนับจากนี้...ความจริงแล้วนี่คือ ความเชื่องมงายอีกเช่นกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะว่า สำนักงานประกันสังคม ควรนำแนวคิดแบบ รัฐบาล และ บริษัทเอกชนต่างๆ มาใช้  คือ สามารถก่อหนี้สินได้  จะทำให้กองทุนประกันสังคมสามารถกู้ยืมเงิน  โดยใช้สินทรัพย์ของกองทุนซึ่งอาจสูงถึง 1.5 -2 ล้านล้านบาทในอนาคตอันใกล้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน  ด้วยการออก "พันธบัตรประกันสังคม" จะทำให้สามารถจ่ายเบี้ยบำนาญชราภาพได้โดยสินทรัพย์ไม่ลดลง  และ ประคองสถานการณ์ให้ผ่านช่วง "วิกฤติแห่งโครงสร้างประชากร" ไปได้ในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้วนี่อาจเรียกได้ว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในรอบ 80 ปีของวงการเศรษฐศาสตร์ก็ว่าได้   "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) ซึ่งใช้แนวคิดของ การรักษาสมดุลหยินหยาง และ การยืมพลังสะท้อนพลัง  จะช่วยให้ประเทศไทย และโลกค้นพบคำตอบทางเศรษฐกิจที่ยากเย็นได้    ขณะที่ด้วยกรอบแนวคิดเดิมๆ นั้นทั้ง 4 ฝ่าย  พยายามเล่านิทานให้กับประชากรทั้งโลกฟังอยู่แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเรื่องงมงายทั้งสิ้น   อาจต้องมีการปรับปรุงเขียนตำรากันใหม่เลยทีเดียว  เพราะหากปล่อยให้ความงมงายนี้ดำเนินต่อไป  ก็มีโอกาสสูงมากที่โลกจะเดินสู่ทางตันของ "อุโมงค์เศรษฐกิจ" อันมืดมิด   อย่างไรก็ดีผมหวังว่าแนวคิดใหม่นี้อาจเป็น "แสงสว่างเล็กๆ" ที่ช่วยชี้ทางออกให้กับเศรษฐกิจโลกได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-4804563445376094850?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/4804563445376094850/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/04/4-4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4804563445376094850'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4804563445376094850'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/04/4-4.html' title='4 ทฤษฎี 4 ฝ่าย 4 งมงาย'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-4306999730487829282</id><published>2011-04-04T09:44:00.005+07:00</published><updated>2011-04-08T10:11:39.603+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='รัฐศาสตร์ไท้เก๊ก'/><title type='text'>เลือกตั้งอย่างไร...ไม่ใช้เงิน</title><content type='html'>การใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อการเลือกตั้ง  ซึ่งมีการประเมินว่าอาจต้องใช้เงินถึง 5 หมื่นล้าน  แทนที่จะเป็นระบอบ "ประชาธิปไตย" เรากลับได้มาแต่ระบอบ "ธนาธิปไตย" ซึ่งได้สร้างปัญหาอย่างมากต่อประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง   หากมีสิ่งใหม่คือ  "การเลือกตั้งไม่ต้องใช้เงิน"  อาจช่วยแก้ไขปัญหาใหญ่ 4 เรื่องให้เบาบางลงไปได้อย่างมาก&lt;br /&gt;1. การซื้อเสียง : เมื่อไม่ต้องใช้เงินทุน  ใช้พลังของสวรรค์มาช่วย  จึงคาดได้ว่าไม่มีการซื้อเสียง หรือน้อยมากๆ  &lt;br /&gt;2. ทุนอุปถัมภ์ :  เมื่อไม่มีต้องใช้เงินทุน  ก็ไม่ต้องมีนายทุนพรรค  ไม่ต้องมีการอุปถัมภ์แบบ "นายใหญ่" กับ "ลิ่วล้อ" &lt;br /&gt;3. ถอนทุน : เหล่าลิ่วล้อ สส. จำเป็นต้องทดแทนคุณ  นายทุนพรรค  นำเงินบางส่วนจากโครงการต่างๆ มาเข้าพรรค  นี่คือ การถอนทุนทางการเมือง  ซึ่งก็คือ "คอรัปชั่น"นั่นเอง    เมื่อไม่มีการลงทุนทางการเมือง  ก็น่าเชื่อได้ว่า  การถอนทุนก็น่าจะลดลงไปได้มาก สส.เปลี่ยนจาก "นายทุนคนเลว" เปลี่ยนมาเป็น "ชาวบ้านคนดี" ก็น่าเชื่อได้ว่า คอรัปชั่นน่าจะเบาบางลงไปเหลือเพียง 1 ใน 10 จากระดับที่สูงมากระดับ 2 แสนล้านบาทต่อปี ณ ปัจจุบัน&lt;br /&gt;4. รัฐประหาร : เมื่อมีการซื้อเสียง และ คอรัปชั่นกันหนักหนาสาหัส  จึงเป็นข้ออ้างให้ทหาร สามารถอ้างความชอบธรรมในการทำ "ปฏิวัติรัฐประหาร" ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง   ทำกันมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่า  "การใช้เงินทุนมากเพื่อเลือกตั้ง" คือ ต้นตอแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงในระบอบการเมืองไทย  ดังนั้น  หากเราสามารถทำให้การเลือกตั้งไม่ต้องใช้เงินได้...มันจะดีกว่าไหม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมคิดค้นคิดนี้เรียกว่า "รัฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Politics) ซึ่งเป็นการยืมพลังจากสวรรค์  เพิ่มพลังการเมืองให้ชาวบ้านให้คานอำนาจกับนายทุน  สร้าง "สมดุลแห่งพลังทางการเมือง"  โดยหลักการนี้ยังอาจไปประยุกต์ใช้กับการเลื่อนตำแหน่งข้าราชการ  การคัดเลือกเด็กเล็กเข้าเรียน  หลีกเลี่ยงปัญหาของการใช้ "เงิน" และ "เส้น" ในประเทศไทยนี้ได้อีกด้วย   หลักการมี 2 ขั้นตอนสำคัญ ก็คือ  "คัดกรองแล้วจับสลาก" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช้เงินแต่ยังคงความเป็นประชาธิปไตยเอาไว้ให้ได้  นั่นก็คือ  การให้ประชาชนระดับหมู่บ้านเลือกตั้งตัวแทนแต่ละหมู่บ้านมา 1 คน โดยมีคุณสมบัติต้องจบระดับ ม.ปลายขึ้นไป (แทนที่จะเป็นระดับปริญญาตรี)  เราก็จะได้ตัวแทนหมู่บ้านมา 8 หมื่นคนทั่วประเทศ  แล้วใช้วิธีจับสลากเอาได้ สส.เขต 375 คน  จากตัวแทนหมู่บ้านเหล่านี้   วิธีนี้จะแทบไม่มีการซื้อเสียง  แทบไม่ต้องใช้เงินทุน  แต่ยังมีความเป็น "ประชาธิปไตย" มากๆ  เพราะ  เราจะได้ตัวแทนของชาวนา เป็น หัวหน้าชาวนา  ไม่ใช่  นายทุนเจ้าที่ดิน   เราจะได้ตัวแทนของผู้ใช้แรงงาน  เป็น หัวหน้าคนงาน  ไม่ใช่  นายทุนเจ้าของกิจการ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบนี้มันดีมากใช่ไหม?? ใช่แล้วละครับ  แต่เราจะพบกับอีกปัญหาที่สำคัญก็คือ  สส.ปัจจุบันซึ่งเป็นกลุ่ม "น้ำเน่า" นั้น  มีความรับผิดชอบน้อยกว่า "เด็กนักเรียน" เสียอีก  เพราะ เด็กนักเรียนได้เงินค่าขนมแต่ละวันแค่เศษเงิน  ยังรับผิดชอบด้วยการเข้าห้องเรียนกันทุกวัน  แต่ สส.พวกนี้โดดเป็นประจำทำสภาล่มบ่อยๆ   นอกจากนี้  ในโรงเรียนยังมีการลงโทษ นักเรียนที่ไม่ทำหน้าที่การเข้าเรียน  ด้วยการให้ยืนหน้าห้อง  ถูกตี  เรียกผู้ปกครองมาพบ  พักการเรียน และสุดท้ายคือ ไล่ออก   แล้วพวก สส.เหล่านี้มีบทลงโทษอะไรกันบ้างละ ?? ยังหาวิธีขึ้นเงินเดือนตัวเองอีกต่างหาก  เมื่อเป็นเช่นนี้  เราจะหวังให้ สส.เหล่านี้มาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ชาวบ้านมีสิทธิมีเสียงมากขึ้นมาเป็น สส.กันได้ และ ทำให้พวกเขาซึ่งเป็นนายทุนเลวๆ หรือลิ่วล้อ  หมดสิทธิการเป็น สส.ได้อีกนะหรือ .... เรื่องนี้คงเป็นไปได้ยากเย็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี  นี่เป็นโอกาสอันสวยงามที่ศึกเลือกตั้งที่สูสีกันอย่างมากระหว่าง 2 พรรคใหญ่   หากพรรคใดพรรคหนึ่ง  เลือกที่จะใช้ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) เพื่อเพิ่มพลังเศรษฐกิจให้ชาวบ้านด้วยการยืมพลังจาก "กองทุนบำนาญ" อัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าประชาชนถึง 1 ล้านล้านบาท ผ่าน "สินเชื่อ999" และ "กองทุน555" รวมไปถึง  การเดินหน้าปลดหนี้ให้ชาวบ้านราวปีละเกือบ 1 ล้านคน  ผ่าน "หวยชมชอบ" และทั้งหมดนี้คือการสร้าง "สมดุลแห่งพลังเศรษฐกิจ" ขึ้นมา  รวมไปถึง การสัญญาว่าจะแก้ไข รธน.เพื่อเลือก สส.จากตัวแทนหมู่บ้าน มาเป็น สส.ระบบเขต ด้วยการนำเอา "รัฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Politics) มาเพื่อเพิ่มพลังการเมืองให้ชาวบ้านด้วยการยืมพลังจากสวรรค์เพื่อสร้าง "สมดุลแห่งพลังการเมือง"   พรรคนั้นจะกลายเป็น "พรรคที่ถูกเลือก" และ ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากชาวบ้านจนน่าจะสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างสบายๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจกล่าวได้ว่า  ต้องใช้เงินทุนถึงกว่า "หมื่นล้าน" เพื่อจะได้เสียง สส.มากพอจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้  และการที่ผมนำเอาไอเดีย มูลค่านับหมื่นล้าน มาให้กับพรรคการเมืองแบบฟรีๆ   ดูเหมือนจะช่าง "ใจดีอย่างไร้สติ"  แต่เดี๋ยวก่อน  หากเราหยุดคิดสักนิด และมองข้ามช็อตไปในอนาคตข้างหน้า   พรรคการเมืองนั้นจะเป็นพรรคที่ถูกเลือกเพื่อสร้าง "สมดุลแห่งพลัง" ขึ้นมาต่างหาก  และ นั่นจะเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากนั้นอีกเป็น "ร้อยเท่าพันทวี"  และผลลัพธ์สุดท้ายนั้นเองคือสิ่งที่คนไทยเกือบทั้งประเทศฝันไว้มิใช่หรอกหรือ ??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้อาจดูคล้ายกับ ภาพยนตร์เรื่อง Star Wars อันโด่งดัง  "การสร้างสมดุลแห่งพลัง" หากเกิดขึ้นได้นั่นหมายถึง ตอนจบของเรื่องแล้วเป็นภาคสุดท้าย "Return of the Jedi" พรรคใดใช้ระบอบเจได  พรรคใดใช้ระบอบซิธ  และ ใครเล่นเป็นตัวละครไหน   คงต้องไปคิดต่อกันเอาเอง  รอดูนโยบายของพรรคและผลการเลือกตั้ง   อีกไม่นานหรอกครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-4306999730487829282?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/4306999730487829282/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4306999730487829282'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4306999730487829282'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='เลือกตั้งอย่างไร...ไม่ใช้เงิน'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-1848012558123576646</id><published>2011-03-28T19:18:00.002+07:00</published><updated>2011-03-28T19:22:47.275+07:00</updated><title type='text'>ของขวัญชิ้นใหญ่....มอบให้ญี่ปุ่น</title><content type='html'>ของขวัญชิ้นใหญ่....มอบให้ญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเกิดภัยแผ่นดินไหว  ตามมาด้วยความเสียหายจากสึนามิ  รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจไว้ราว 25 ล้านล้านเยน หรือราว 9.5 ล้านล้านบาท นี่ยังไม่นับความเสียหายจากชีวิต และ การสูญหายของผู้คนที่อาจมากกว่า 2.7 หมื่นคน รวมไปถึงภัยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกด้วย  มีน้ำใจที่ไหลเข้าไปช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก   และ  สำหรับบทความนี้ผมอยากจะบอกว่า  ได้เตรียม DISC ไว้ 1 แผ่นแต่อาจมีมูลค่ามหาศาลเพื่อให้แก่ญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นประเทศที่มีบุญคุณอันใหญ่หลวงในการถ่ายทอดวิชาการเศรษฐศาสตร์แก่ผมเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;DISC ที่ว่านี้ก็คือ ปัจจัย "DISC" ที่ทำให้นโยบายการคลังแบบเดิมๆ  นั้นไม่สามารถส่งผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.D : Demographic Change  (การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร)  เมื่อเทีบบกับ 80 ปีก่อนในสมัยของ เคนส์ นั้น  โครงสร้างประชากรเป็นแบบ "พีระมิด" นั่นหมายถึง  การที่รัฐบาลผลักภาระให้กับคนรุ่นต่อไป  ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน จะเติบโตขึ้นมาสู่วัยทำงาน  ทำให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น  จึงเหมาะสมแล้ว  แต่ปัจจุบัน  ญี่ปุ่นมีเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปี และ คนชราก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้น  แนวคิดแบบเดิมๆ จึงใช้ไม่ได้   รัฐบาลควร "ยืมพลัง"จากประชาชนกลุ่มที่มีจำนวนมากมาช่วยเหลือภาระหนี้ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.I : Interest Burden (ภาระดอกเบี้ย)  ซึ่งพอกพูนขึ้นตามหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และ เงินนี้ก็ส่งไปจมกับ "เจ้าหนี้" ซึ่งหลักๆ แล้วคือ "กองทุนบำนาญ" ไม่ได้ถูกหมุนออกมาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น  ขณะที่รัฐบาลก็เหลือเงินจากการขาดดุลการคลังที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลงไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.S : Social Security Fund (กองทุนประกันสังคม)  ขณะที่ในอดีตนั้น "เคนส์" ได้ให้รัฐบาลเป็นตัวกลาง ในการนำเงินของ คนรวยมาสู่กระเป๋าคนจน ผ่าน "พันธบัตรรัฐบาล" แต่ปัจจุบัน แนวคิดกลับสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น คือ  กองทุนประกันสังคม จะดูดเงินของคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในผู้ประกันตน  ไปให้รัฐบาลกู้ยืม  เพื่อส่งต่อเงินนั้นให้คนรวย เช่น นายทุนรับเหมาก่อสร้าง และ นักการเมือง ข้าราชการ ขี้ฉ้อ    ดังนั้น  การขาดดุลการคลังจึงทำให้รอบการหมุนของเงินแย่ลง  แทนที่จะดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.C : Corruption (คอรัปชั่น)  โดยนักการเมือง และ ข้าราชการนั่นเอง  มีการประเมินว่า  ประเทศไทยเองต้องสูญเงินราว 2 แสนล้านบาทในแต่ละปีไปกับเรื่องเช่นนี้   แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ประสิทธิผลของการขาดดุลการคลังแย่ลงมาก  โดยมีการเรียกขานกันว่า "กู้มาโกง" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศญี่ปุ่นได้เดินเข้าสู่อุโมงค์แห่งความมืดมาได้ 20 ปีแล้ว  โดยแนวคิดของเคนส์ "เศรษฐศาสตร์แบบอนาลอก" ด้วยการใช้เทปแคสเซ็ท หรือ แผ่นเสียง  ซึ่งเป็นแบบเก่าๆ แล้ว โดยนักวิชาการ และ บุคคลระดับรัฐมนตรีคลังทั้งของไทยและญี่ปุ่นก็คิดไม่ต่างกันนักที่ว่า  รัฐบาลจำเป็นต้องกู้มาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ  เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติเช่นนี้เกิดขึ้นยิ่งทำให้  เส้นทางยิ่งมืดมิดลงไปอีก....หากรัฐบาลญี่ปุ่นจำเป็นต้องกู้เงินมาเพิ่มเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ  จะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะที่สูงที่สุดในโลกกว่า 200% GDP  เพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก  ขณะที่เศรษฐกิจแบบผู้สูงอายุก็ยิ่งกดดันไม่ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ง่ายนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;DISC แผ่นนี้ที่มีเนื้อหาของ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) เป็นแนวคิดของ "เศรษฐศาสตร์แบบดิจิตอล" ซึ่งจะทำให้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ พร้อมๆ ไปกับ การรัดเข็มขัดการคลัง  โดยผมได้เคยเขียน "รัดเข็มขัดการคลังอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้น"ไว้ก่อนแล้ว   ด้วยการใช้เคล็ด 3 ประการของไท้เก๊ก  คือ  "รักษาสมดุล" "ยืมพลัง สะท้อนพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง" ก็จะทำให้รัฐบาลสามารถยืมพลัง จากกองทุนบำนาญ  และ เปลี่ยนสิ่งที่อยู่นิ่งๆ ในกองทุน มาเป็นเคลื่อนไหว  เพื่อช่วยหมุนเศรษฐกิจให้เติบโตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากประเมินคร่าวๆ  มองด้าน flow น่าจะทำให้ GDP ของญี่ปุ่นสูงขึ้น 2% เป็นเวลา 5 ปี  มูลค่าราว 50 ล้านล้านเยน  และ หากมองด้าน stock น่าจะทำให้การขาดดุลการคลังของญี่ปุ่นลดลงได้ราวครึ่งหนึ่ง 4% GDP ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี  มูลค่าราว 100 ล้านล้านเยน  ซึ่งยอดตัวเลขนี้สูงกว่าความเสียหายจากแผ่นดินไหว และ สีนามิครั้งนี้ถึง 4 เท่าตัว  และ ยังน่าจะมากกว่าการช่วยเหลือของทุกประเทศในโลกรวมกันที่มอบให้แก่ญี่ปุ่นเสียอีก   ไม่เพียงเท่านั้น  เส้นทางที่มืดมิดสนิทในอุโมงค์เศรษฐกิจของญี่ปุ่น  อาจได้เห็นแสงสว่างเล็กๆ ปลายอุโมงค์ เพราะ DISC แผ่นนี้ก็ได้   และบางที "ความหวัง" เล็กๆ นี้เอง  อาจเป็นสิ่งที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องการอย่างที่สุดในห้วงเวลาแห่งความคับขันเช่นนี้.....&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-1848012558123576646?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/1848012558123576646/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1848012558123576646'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1848012558123576646'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='ของขวัญชิ้นใหญ่....มอบให้ญี่ปุ่น'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-934388547054304593</id><published>2011-02-08T11:12:00.003+07:00</published><updated>2011-02-08T11:23:43.979+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปฏิรูประเทศไทย'/><title type='text'>8 เหลี่ยมแห่งความจน</title><content type='html'>ในวันนี้ผมจะมาเสนอเรื่อง "8 เหลี่ยมแห่งความจน" (Octagon of Poverty) ซึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาข้อจำกัดของคนจน  ซึ่งแม้จะมีความขยันหมั่นเพียร และ ประหยัดอดออม  ก็ไม่แน่ว่าจะนำพาชีวิตพ้นจากความยากจนมาได้  เพราะ ข้อจำกัดจาก 8 เหลี่ยมนี้  ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ  เมื่อเทียบกับ 8 เหลี่ยมของคนรวยที่แทบไม่มีข้อจำกัดใดๆ  มาดูกันทีละข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.การศึกษาต่ำ  &lt;br /&gt;2.รายได้ต่ำ&lt;br /&gt;3.การเข้าถึงข้อมูลต่ำ&lt;br /&gt;4.เครือข่ายสังคมคุณภาพต่ำ&lt;br /&gt;5.การเข้าถึงแหล่งทุนต่ำ&lt;br /&gt;6.การได้รับบริการ และ ความยุติธรรมจากภาครัฐต่ำ&lt;br /&gt;7.ภาระดูแลบริวารสูง&lt;br /&gt;8.ต้นทุนการเงินสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อคนจนมีข้อจำกัดจำนวนมาก  การเสนอทางแก้ไขปัญหาบางเรื่องจึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกกรอบแห่ง 8 เหลี่ยมนี้ เช่น ให้ออมเงินเดือนละ 100 บาทสิ หรือว่า เอาเงินไปลงทุน LTF ทองคำ หรือ หุ้นสิ   หรือว่า ส่งลูกไปเรียนอังกฤษสิกลับมาจะได้เป็นรัฐมนตรี  นายกฯ  เป็นต้น  ข้อแนะนำเหล่านี้ล้วนอยู่นอกกรอบ "8 เหลี่ยมแห่งความจน" ทั้งสิ้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ทางออกในการต่อสู้กับความยากจน ก็คือ การขยายกรอบของ 8 เหลี่ยมนี้ออกไป  ด้วยการส่งเสริมการศึกษา  ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลผ่านทางบรอดแบนด์   ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ   เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอย่างสมเหตุสมผล   ช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายของคนแก่และเด็กซึ่งเป็นบริวาร    เป็นต้น  แทนการเสนอความช่วยเหลือที่อยู่นอกกรอบ  เช่น กอช. ประกันสังคมวิวัฒน์  ฯลฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-934388547054304593?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/934388547054304593/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/02/8.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/934388547054304593'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/934388547054304593'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/02/8.html' title='8 เหลี่ยมแห่งความจน'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-1940125517443859642</id><published>2011-02-07T20:23:00.008+07:00</published><updated>2011-02-07T23:55:25.321+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>ธนบัตร 4 ด้าน</title><content type='html'>สำหรับคนทั่วไป  โดยปกติแล้วธนบัตรจะมีอยู่เพียง 2 ด้านเท่านั้น คือ ด้านหน้า และ ด้านหลัง  แต่ความจริงแล้วยังมีอีก 2 ด้านที่ไม่ได้สังเกตให้ดีๆ ก็จะไม่พบ  นี่เป็นแนวคิดที่ประยุกต์ต่อเนื่องมาจาก "เหรียญ 3 ด้าน" เราจะมาพิจารณาดูกันต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากนำสิ่งนี้มาประยุกต์ใช้กับ "นโยบายการคลัง" ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็จะเห็นกันอยู่ 2 ด้านเท่านั้น คือ&lt;br /&gt;ด้านที่ 1 ด้านหน้า :"ทฤษฎีเคนส์"  ด้วยการดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังหนักๆ เพื่อกระตุ้น GDP ให้สูงขึ้น  อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันพบว่า หนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมาก  เริ่มเข้าสู่เขตอันตรายแล้ว   แต่อเมริกาก็ยังคงเลือกเดินเส้นทางนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านที่ 2 ด้านหลัง :รัดเข็มขัดการคลัง   ซึ่งก็เป็นทิศทางตรงข้ามกับ "ทฤษฎีเคนส์" คือ การลดขาดดุลการคลังลงมา  โดยยอมให้ GDP ชะลอตัวลงไปบ้าง  แต่มีข้อดีในการดูแลภาระหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกินขอบเขต  จนอาจเป็นปัญหาได้เหมือนกรณีประเทศ กรีซ และ ไอร์แลนด์ ดังนั้น ประเทศในยุโรปจึงเลือกเดินเส้นทางนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี  รัฐบาลไทยได้ค้นพบ "ด้านที่ 3" โดยบังเอิญ   แต่คิดว่าคนไทยคงไม่ดีใจนัก  และน่าจะกังวลใจเสียมากกว่า  &lt;br /&gt;ด้านที่ 3 ด้านข้างธนบัตรฝั่งยาว คือ  การขาดดุลการคลังที่มากขึ้น  แต่กลับทำให้ GDP ต่ำลง  คือ การใช้เงินขาดดุลการคลังในโครงการที่มีค่าตัวทวี (multiplier) ติดลบ    นี่คือแนวคิดของการทำสิ่งที่ "เคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง" ตัวอย่างที่เด่นชัดมากในตอนนี้ก็คือ "กองทุนการออมแห่งชาติ" (กอช.) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยแนวคิดการที่รัฐบาลสนับสนุนการออมให้กับประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบนั้น  รัฐบาลอาจต้องสมทบเงินถึง 2 หมื่นล้านต่อปี (ขาดดุลการคลังเพิ่ม) และ ประชาชนจะสมทบเงินราว 3 หมื่นล้านบาท  มองดูเผินๆ แล้วนี่คือ เรื่องที่ดีเพราะจะช่วยให้ประชาชนได้รู้จักการออม ขณะที่รัฐบาลก็เข้าไปสนับสนุนส่วนนี้  เพื่อให้ประชาชนในวัยเกษียณจะได้มีเงินทองใช้จ่ายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี  คณะรัฐมนตรี และ สส.ในสภา  ได้ประเมินแต่ผลดีของ "แรงกิริยา" ขณะที่ไม่ได้มองไปที่ผลเสียหายของ "แรงสะท้อนกลับ" (แรงปฏิกิริยา) เพราะ การออมที่มากขึ้น ก็คือ การใช้จ่ายที่น้อยลง ณ ปัจจุบัน   และนั่นหมายถึง รายได้ที่ลดลงของคนอีกกลุ่มหนึ่งไปด้วย  ซึ่งอาจเรียกได้ว่า  "การขัดแย้งของความมัธยัสถ์" (paradox of thrift)  คือ คนหนึ่งคนเมื่อมัธยัสถ์จะเป็นผลดีกับเขาเอง แต่หากประชาชนร่วมใจกันมัธยัสถ์แล้ว  จะทำให้การใช้จ่ายรวมลดลง และ สะท้อนไปที่รายได้รวมลดลงไปด้วย  ซึ่งสุดท้ายแล้วจะออมไม่ได้ในที่สุด และ เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากประเมินค่าตัวทวีของคนกลุ่มนี้ที่ 3 เท่า  เงินกองทุน กอช.จะระดมเงินได้ราว 5 หมื่นล้านต่อปี  ดังนั้นอาจสร้างความเสียหายต่อ GDP ได้ถึง 1.5 แสนล้านบาท (ราว 1.5% GDP) และ เงินจะจมในกองทุนต่อเนื่องถึง 10 ปีเต็มๆ คิดเป็นความเสียหายได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาท  ที่น่ากังวลใจมากก็เพราะ พรบ.ฉบับนี้ได้ผ่าน ครม.และ สภามาแล้ว 3 วาระ  ด่านสุดท้ายก็คือ วุฒิสภา  ความหวังของประเทศชาติที่จะหยุดยั้งความเสียหายมหาศาลนี้  ก็คงอยู่ในมือของท่าน สว.ผู้ทรงเกียรติแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านที่ 4 ด้านข้างธนบัตรฝั่งสั้น  แม้จะสังเกตเห็นได้ยาก  แต่เราจะใช้ประโยชน์ของด้านนี้ใส่ธนบัตรเพื่อซื้อสินค้าตามตู้ขายสินค้าอัตโนมัติอยู่บ่อยๆ  : ความหมายด้านนี้คือ  การที่รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม และยังสามารถกระตุ้น GDP ได้อีกด้วย  เช่น กรณีของ "สินเชื่อ999" และ "กองทุน555" ซึ่งรัฐบาลจะได้เงินจากภาษีสินเชื่อ และ ค่าค้ำประกันสินเชื่อถึงราว 2 หมื่นล้านบาท  ทำให้ภาระการคลังลดลง  ในเวลาเดียวกันก็จะปล่อยสินเชื่อให้กับชาวบ้าน 20 ล้านคน วงเงินราว 1 ล้านล้านบาท  เพื่อช่วยลดภาระการผ่อน ภาระดอกเบี้ยลงทุกเดือน  ทำให้เหลือเงินติดกระเป๋ามากขึ้น  จึงช่วยกระตุ้น GDP ได้เป็นอย่างดี   และเป็นแนวคิดของการทำสิ่งที่ "หยุดนิ่งให้เคลื่อนไหว" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านที่ 4 นี้เอง เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) และยังน่าจะเป็น "กุญแจดอกสำคัญ" ในการแก้ไขปัญหาการคลัง พร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว  แถบยุโรป ญี่ปุ่น และ อเมริกาในอนาคตอีกด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-1940125517443859642?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/1940125517443859642/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/02/4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1940125517443859642'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1940125517443859642'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/02/4.html' title='ธนบัตร 4 ด้าน'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-3104791807932531261</id><published>2011-01-21T10:41:00.010+07:00</published><updated>2011-02-07T20:23:17.479+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปฏิรูประเทศไทย'/><title type='text'>ประชาชมชอบ ตอบโจทย์เมืองไทย</title><content type='html'>"ประชาชมชอบ" อาจมีความสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและการเมืองของไทยในอนาคต   มันอาจเป็นเรื่องชี้ชะตาเลยว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย  และชาวบ้านจะสามารถเอาชนะนายทุนได้อย่างไร  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบาย "ประชาชมชอบ" คือ นโยบายที่กำหนดโดยภาครัฐ  ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว  แถมยังได้เงินเข้ารัฐในบางเรื่องอีกด้วย  โดยที่มีประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ และ ทำให้เศรษฐกิจรวมดีขึ้นอีก  "ประชาชมชอบ" นี้เอง อาจมีขนาดใหญ่กว่า "ประชาวิวัฒน์" เป็น 100 เท่าตัว  โดยเราจะได้มาดูกันต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.กองทุนตอง5 (กองทุน555) ก็คือ กองทุนที่มุ่งลบจุดอ่อนของ "กองทุนหมู่บ้าน" ออกไป  ด้วยการขยายวงเงินจากหมู่บ้านละ 1 ล้านเป็น 5 ล้านบาท  แต่ละคนที่ยืมด้วยเงิน 2 หมื่นก็ขยายเป็นยืมได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท  และ จากที่ต้องคืนภายใน 2 ปี ก็ขยายการผ่อนเป็นระยะเวลา 5 ปี   โดยรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้  และ ออมสินเป็นแบงก์ที่ปล่อยกู้  อัตราดอกเบี้ย 9% (ออมสินได้ 6% รัฐบาลได้ค่าค้ำประกัน 3%) เงินกองทุนส่วนนี้รวมแล้ว 4 แสนล้านบาท  และ รัฐบาลจะได้ค่าค้ำประกันราวปีละ 1.2 หมื่นล้านบาทฟรีๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.สินเชื่อตอง9(สินเชื่อ999) คือ สินเชื่อที่ปล่อยกู้โดยแบง์รัฐ  โดยมี กองทุนประกันสังคม (สปส.) กบข. และ บลจ. ค้ำประกันให้กับผู้ประกันตน และ สมาชิก  ไม่เกิน 9 ส่วนของเงินออมแต่ละบุคคล  โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 9% ต่อปี (แบงก์รัฐได้ 6% สปส.กบข.ได้ค่าค้ำประกันเงินกู้ 1.5% และ รัฐบาลเก็บภาษีอีก 1.5%)  สามารถผ่อนได้ระยะยาวไม่เกิน 9 ปี  โดยไม่ต้องสนใจกับเครดิตบูโร  คาดว่ามีวงเงินราว 6 แสนล้านบาท จากยอดเงินของกองทุนบำนาญทั้ง 3 ก้อนนี้ 1.6 ล้านล้านบาท   ดังนั้น สปส.อาจได้เงินค่าค้ำประกันราว 6 พันล้าน และ รัฐบาลได้ค่าภาษีสินเชื่อราว 9 พันล้านบาทฟรีๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.หวยชมชอบ:&lt;br /&gt;เมื่อสปส.เมื่อได้เงินจากค่าค้ำประกันมา 6 พันล้านบาท  ก็จะนำเงินนั้นมาทำเป็น "หวย สปส." โดยออกเลขท้าย 3 ตัวทุกเดือน  หากตรงกับเลขท้าย 3 ตัวของบัตรประชาชนของผู้ประกันตนก็จะได้รับเงินรางวัลไปเลย 5 หมื่นบาทเพื่อปลดหนี้ให้กับผู้ประกันตนผู้โชคดีซึ่งจะได้รับโชคตรงนี้ถึงปีละกว่า 1 แสนคน  โดยอาจนำไปปลดหนี้หรือลงทุนก็ได้ตามชอบ   กบข.ก็อาจออก "หวย กบข." ได้ในทำนองเดียวกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การออกหวยนั้นมีข้อดีก็เพราะ "หวย" มีทั้ง "มูลค่าแท้" ตามความน่าจะเป็นคูณด้วยเงินรางวัล และมี "มูลค่าฝัน" ที่คนยอมจ่ายเพิ่มเพื่อได้ความหวังความฝันอีกด้วย  เช่น  หวยใต้ดินมี "มูลค่าแท้" แค่ 5 บาท  ต่อหวยเลขท้าย 3 ตัว 1 เลข และ มี "มูลค่าฝัน" อีก 5 บาท  รวมเป็น 10 บาทที่คนซื้อหวยยอมจ่าย  เพื่อให้มีโอกาสถูกหวยใต้ดิน 3 ตัว มูลค่า 5 พันบาท    "หวย สปส." จึงอาจเป็นทั้งการแจกเงิน และ แจกฝัน ให้แก่ผู้ประกันตนเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประชาชนทั่วไป  รัฐบาลจะเก็บค่าค้ำประกันจาก กองทุนตอง5 และ ค่าภาษีจากสินเชื่อตอง9 มาได้รวม 2.1 หมื่นล้านบาทต่อปี  ก็อาจนำมาออกเป็น "หวยตอง9" ซึ่งคนไทยทุกคนที่มีบัตรประชาชนจะได้ลุ้นถูกรางวัลกันทุกเดือน  รางวัลละ 2.5 หมื่นบาท  หากตรงกับเลขท้าย 3 ตัวของบัตรประชาชน  ต้องใช้เงินตรงนี้ราว 1.25 พันล้านทุกเดือน  และ ในงวดปีใหม่นั้น  จะเบิ้ลเงินรางวัลเป็น 2 เท่าตัว หรือ รางวัลละ 5 หมื่นบาท ก็จะช่วยประชาชนปลดลดหนี้ได้ถึง 6 แสนคนต่อปี   ใช้งบฯ ในส่วนนี้ราว 1.6 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ประกันภัยชมชอบ : รัฐบาลยังมีเงินเหลือจากค่าค้ำประกันอีก 5 พันล้านบาท  จะนำมาอุดหนุนการประกันภัยอุบัติเหตุ  ในแนวคิดเดียวกับ "ประกันภัยเอื้ออาทร" แต่จ่ายเบี้ยให้บริษัทประกันภัยเพิ่มขึ้นจาก 365 บาทเป็น 400 บาท โดยรัฐบาลอุดหนุนให้ครึ่งหนึ่งเพื่อสนับสนุนโครงการ  จะรองรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ถึง 25 ล้านคน  ก็จะช่วยให้ประชาชนอุ่นใจขึ้นกับความเสี่ยงที่เหลือเชื่อ เช่น  นั่งรถตู้อยู่ดีๆ โดนชนท้ายจนเสียชีวิต  หรือ อาจโดนลูกหลงจนเสียชีวิตเพราะเด็กช่างกลตีกัน หรือ วิ่งรถบนมอเตอร์เวย์ดีๆ ก็อาจถูกยิงตาย   ประชาชนจะอุ่นใจได้ว่าคนข้างหลังจะไม่ลำบากมากนักเพราะได้เงินชดเชยไป 3 แสนบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นโยบายประชาชมชอบ" ทั้ง 4 เรื่องนั้น  จะปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนทั้งในและนอกระบบราว 30 ล้านคน หากคิดรวมครอบครัวแล้วก็เกือบทั้งประเทศ  เป็นวงเงินถึง 1 ล้านล้านบาท  ใช้งบประมาณศูนย์บาท และไม่ต้องเสียเงินค่าที่ปรึกษาเลย  เมื่อเทียบกับ "ประชาวิวัฒน์"ที่ปล่อยกู้ 5 พันล้านให้ประชาชนเพียง 3 แสนคนเท่านั้น  จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันถึง 100-200 เท่าตัว  ใช้งบฯ 2 พันล้านบาท  พร้อมๆ กับเสียค่าที่ปรึกษาให้บริษัทต่างชาติไปแล้ว 69 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเก็บค่าค้ำประกัน และ ภาษีนั้น  เพื่อแสดงจุดยืนว่า รัฐบาลไม่ได้ "สนับสนุน" ให้คนเป็นหนี้  แต่ "อนุญาต" ให้กู้ยืมเงินได้ต่างหาก  อย่างไรก็ดี  อัตราดอกเบี้ยยังคงต่ำมากเมื่อเทียบกับสินเชื่อเงินด่วนทั้งในและนอกระบบ   นอกจากนี้ "หวยชมชอบ" ยังเป็นแนวคิดแห่งกรอบความพอเพียง เพราะ ไม่ต้องเสียเงินซื้อหวย  แต่ประชาชนมีความหวัง  มีลุ้นที่จะปลดหนี้เป็นประจำทุกเดือน  และ สำหรับคนที่ไม่มีหนี้สินก็ยังมีความหวังจะได้เงินรางวัลเพื่อไปจับจ่ายซื้อของหรือแบ่งปันให้คนอื่นได้อีกด้วย  ส่วนการประกันภัยก็จะทำให้ประชาชนอุ่นใจขึ้นต่อความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งเกิดจากอุบัตเหตุอันยากจะคาดเดาในประเทศนี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยนโยบายทั้ง 4 เรื่องนี้  บริหารพรรคการเมืองสามารถนำไปประกาศเป็นนโยบายพรรค  เพื่อรอรับคะแนนเสียงท่วมท้นได้เลยจนอาจตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ด้วยซ้ำไป   เพราะ 1 ใน 4 ของคนไทยนั้นคือ แฟนพันธุ์แท้ของ "ประชาธิปัตย์" และ อีก 1 ใน 4 นั้นคือแฟนพันธุ์แท้ของ "เพื่อไทย"   แต่อีกราวครึ่งหนึ่งของประชาชนนั้นยังไม่ตัดสินใจ  และ  "ประชาชมชอบ" ก็คือแนวนโยบายที่จะกวาดเอาคนตรงกลางของประเทศมาสนับสนุนพรรคนั่นเอง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพราะ นโยบายเช่นนี้คือ การดึงเอาผลประโยชน์ราว 2 แสนล้านกลับคืนจากมือ "นายทุน" ทั้งในและนอกระบบไปสู่มือของ "ชาวบ้าน" ไม่เพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นตามการหมุนของรอบเงินที่สูง  ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างเร็วอีกด้วย  เรื่องแบบนี้หากไม่เป็นเพราะใกล้ศึกเลือกตั้งแล้วละก็พวกเราแทบหวังนโยบายแบบนี้ไม่ได้เลย  นี่จึงนับเป็นโอกาสอันดียิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่บอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองก็เพราะว่า  พรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายพรรคแนวนี้  น่าจะชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายจนแทบไม่เหลือที่ให้พรรคการเมืองอื่นยืนบนเวทีการเมืองได้อีกนาน  เพราะการเป็นพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญต่อ "ชาวบ้าน" ยิ่งกว่า "นายทุน" นั้น  ย่อมได้รับคะแนนเสียงที่ท่วมท้นต่อเนื่องไปนานแสนนาน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นม้าแข่ง 2 ตัวซึ่งเป็น 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่กำลังวิ่งอย่างสูสีกันอยู่นี้  เราอาจได้เห็นการ "เข้าวิน" แบบทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเหลือเชื่อด้วยพลังวิเศษจากนโยบาย "ประชาชมชอบ" ก็เป็นได้   มันจะไม่เพียงเป็นการชนะเลือกตั้งของพรรคการเมืองเท่านั้น  แต่ยังเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของ "ชาวบ้าน" ที่มีต่อ "นายทุน" อีกด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-3104791807932531261?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/3104791807932531261/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/01/5-9.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3104791807932531261'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3104791807932531261'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/01/5-9.html' title='ประชาชมชอบ ตอบโจทย์เมืองไทย'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-8614731334412531847</id><published>2011-01-09T23:12:00.004+07:00</published><updated>2011-01-10T00:02:36.556+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปฏิรูประเทศไทย'/><title type='text'>กับดักประชาวิวัฒน์</title><content type='html'>เมื่อได้เห็นรายละเอียดของนโยบาย "ประชาวิวัฒน์" ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่านี่คือ สิ่งที่คนระดับรัฐมนตรี และ ผู้นำของ 30 หน่วยงานได้ระดมสมองสร้างกันขึ้นมาโดยใช้เวลาถึง 5 สัปดาห์เต็มๆ   เพราะ ผมใช้เวลาแค่ไม่ถึง 5 นาที  ก็พบจุดบกพร่องอันตรายใหญ่หลวงของ "ของขวัญปีใหม่" 9 ชิ้นนี้  โดยมีอยู่หลายชิ้นที่ซ่อนระเบิดเวลาเอาไว้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาหลักของเรื่องนี้อาจอยู่ที่ ผู้กำหนดนโยบายอาจไม่ได้ใส่ใจต่อ "การสะท้อนพลังกลับ" ของนโยบายต่างๆ  ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาสำคัญของ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) จึงทำให้มองไม่เห็นด้านลบของนโยบายที่ออกมา  โดยเน้นมองด้านบวกแต่เพียงด้านเดียว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้ผมคิดว่า "ประชาวิวัฒน์" ซึ่งมีแนวคิดไม่ใช้เงินงบประมาณเลย แต่สร้างประโยชน์และความพอใจต่อประชาชนส่วนใหญ่  จะเป็นแนวคิดที่คล้ายกับนโยบาย "ประชาชมชอบ" ที่ผมได้ตั้งชื่อไว้เมื่อ 2 ปีก่อน  โดยได้นำเสนอผ่านบทความ "ปฎิรูปเศรษฐกิจไทยสไตล์ 999" และ "จากประชานิยมสู่ประชาชมชอบ" ไว้แล้วด้วย   ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสนับสนุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งนี้จึงแตกต่างจาก "ประชานิยม" อันเป็นนโยบายที่ทุ่มเงินงบประมาณลงไป  เพื่อให้ประชาชนนิยมในตัวรัฐบาล  แต่เมื่อเห็นรายละเอียดแล้วผมถึงกับอึ้ง  เพราะว่า "ประชาวิวัฒน์" นั้นกลับกลายเป็น "นโยบายการคลัง" ที่พิศดารมากๆ  คือ  ทุ่มเงินงบประมาณลงไปแล้วเศรษฐกิจกลับแย่ลง  ซึ่งจะได้แจกแจงรายละเอียดกันต่อไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคงไม่ไปแตะนโยบาย "น้ำจิ้ม" ที่ดูแลคนขับมอเตอร์ไซค์  คนขับแท๊กซี่ และ หาบเร่แผงลอย  ซึ่งเป็นประชาชนเพียง 3 แสนคน  แม้ว่าจะดูดีมีประโยชน์อยู่บ้าง  และ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนโยบาย "เด็กเล่นขายของ" อย่างเช่น  การขายไข่ไก่เป็นกิโลกรัม   อันที่จริงแล้วนโยบายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคและประชาชนกลุ่มใหญ่ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินระดับหมื่นล้าน  อาจมีแค่ 3 เรื่อง  คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ลดภาระกองทุนน้ำมัน การลดราคาน้ำมัน ด้วยการลดการอุดหนุนแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้ไม่ใช้งบประมาณ แต่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะประหยัดเงินได้ 7,300 ล้านบาท โดยนำเงินที่ประหยัดได้มาตรึงราคาน้ำมันหรือลดน้ำมันให้กับคนไทยทั่วประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.การให้ประชาชนคนจนใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วยใช้ฟรีตลอดไป  ได้ประโยชน์ราว 9.1 ล้านครอบครัว  โดยให้คนที่ใช้ไฟมากๆ ในภาคธุรกิจและคนรวย ชนชั้นกลางมาแบกรับภาระแทน  มูลค่าตรงนี้ราว 1.8 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.การให้แรงงานนอกระบบ 25 ล้านคน  เข้าระบบประกันสังคมภาคสมัครใจ ให้ประชาชนเลือกในอัตรา 100 และ 150 บาทต่อเดือน โดยประชาชนจ่ายไม่เกิน 100 บาท และรัฐช่วยประเดิมส่วนหนึ่ง ครอบคลุมสิทธิประโยชน์สูงสุด 4 ด้านคือ การชดเชยเมื่อเจ็บป่วย ทุพลภาพ เสียชีวิตและบำเหน็จ ชราภาพ ประชาชนจะเริ่มเห็นผลในเดือน ก.ค. 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับข้อ 1 และ 2 นั้น  ดูไปแล้วก็คือ การผลักภาระจากกองทุนน้ำมัน และ รัฐบาล  ไปสู่ภาคธุรกิจ คนรวย และ คนชั้นกลาง ให้แบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นราว 2.5 หมื่นล้านบาทนั่นเอง  สิ่งที่จะตามมา 3 เรื่องก็คือ 1.ภาคธุรกิจอาจผลักภาระต้นทุนไปที่ผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า 2.ภาคธุรกิจอาจลดต้นทุนด้วยการลดเงินเดือน ค่าจ้าง พนักงาน หรือปลดออกบางส่วน  และ 3.ประชาชนคนชั้นกลาง และ คนรวย อาจมีเงินเหลือติดกระเป๋าลดลง  เลยใช้จ่ายสินค้าประเภทอื่นลดลง    ผลกระทบทางอ้อมสุดท้ายแล้วก็จะไปตกกับชาวบ้านตาดำๆ นั่นเอง  และ หากประเมินค่าตัวทวี (multiplier) ที่ 2 เท่า แล้ว  2 เรื่องนี้อาจทำให้ GDP ลดลงได้ราว 5 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับข้อ 3 นี่คือนวัตกรรมนโยบายการคลังยอดแย่ของประวัติศาสตร์โลก  เพราะ หากประชาชนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 25 ล้านคนเข้าร่วมโครงการ "ประกันสังคมวิวัฒน์" แล้วละก็  รัฐบาลจะสนับสนุนเงินให้คนละ 50 บาทต่อเดือน หรือ 600 บาทต่อปี  รวมๆ แล้วก็ตกราว 1.5 หมื่นล้านบาท  (ซึ่งสูงกว่าที่รัฐบาลตั้งงบฯ ไว้ 1.5 พันล้านถึง 10 เท่าตัว) ไม่เพียงแต่ใช้งบประมาณมากมาย  แต่ประชาชนแรงงานนอกระบบเหล่านี้ยังสมทบเงินเข้ามาอีก 3 หมื่นล้าน  รวมเป็น 4.5 หมื่นล้านบาทต่อปี  นำไปจมไว้เฉยๆ กับกองทุนประกันสังคม   ซึ่งทำให้รอบการหมุนเงินของคนจนซึ่งเคยสูงมากนั้นลดลงไปอย่างมากมาย   หรือ GDP อาจหายไปถึง 1.35 แสนล้านบาท (หากคิดค่าตัวทวีของคนจนราว 3 เท่า) นั่นหมายถึง  ค่าตัวทวีของโครงการ "ประกันสังคมวิวัฒน์" อาจตกอยู่ที่ -9 เท่า  (คือขาดดุลการคลัง 1.5 หมื่นล้าน  แต่กลับทำให้เศรษฐกิจแย่ลง 1.35 แสนล้านบาท หรือย่ำแย่ลง 9 เท่าตัว)  อาจกล่าวได้ว่านี่คือ "นโยบายการคลัง" ที่มีค่า "ตัวทวี" ที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรวมของขวัญทั้ง 3 ชิ้นแล้ว  ก็พบว่า  GDP อาจเสียหายไปได้ถึง 1.85 แสนล้านบาท (ราว 1.8% GDP) ซึ่งตรงกันข้ามกับการกล่าวอ้างของรัฐบาลที่บอกว่าจะมีผลประโยชน์เพิ่ม 2.6 หมื่นล้านบาท  ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ   แน่นอนว่าตัวผมและคนไทยเกือบทั้งประเทศไม่อยากเห็นความเสียหายมหาศาลของเศรษฐกิจไทยที่อาจเกิดขึ้นนี้   หากท่านผู้กำหนดนโยบายจะผลักดัน "ประชาวิวัฒน์" ให้ผ่านออกมาให้ได้อย่างเร็วก็ถือเป็นเวรกรรมของประเทศไทย   อย่างไรก็ดี  ผมขอร้องให้พวกท่านได้โปรดพิจารณาดูรายละเอียดของ "ของขวัญ" เหล่านี้อีกสักครั้งจะดีไหมครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-8614731334412531847?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/8614731334412531847/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8614731334412531847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8614731334412531847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2011/01/blog-post.html' title='กับดักประชาวิวัฒน์'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-3724001830096277722</id><published>2010-12-30T22:22:00.003+07:00</published><updated>2011-01-03T07:09:57.918+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เศรษฐกิจโลก'/><title type='text'>กับดักเงินด่อง</title><content type='html'>กับดักเงินด่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินด่องซึ่งเป็นสกุลเงินของเวียดนามกำลังจะประสบปัญหาครั้งใหญ่แล้วในปี 2011 นี้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...  ตอบง่ายๆ ก็คือ เวียดนามได้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับ เม็กซิโก ไทย และอาร์เจนตินา ในอดีต  และ ประเทศทั้ง 3 นี้ก็ไม่สามารถจะหลบเลี่ยงวิกฤติค่าเงินมาได้เลย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผูกค่าเงินด่องกับเงินดอลลาร์  แม้จะมีการลดค่าเงินด่องลงถึง 3 ครั้ง  แต่เทียบไม่ได้เลยกับส่วนต่างเงินเฟ้อของประเทศเวียดนามกับอเมริกา  โดยเงินเฟ้อล่าสุดเดือน ธ.ค.53 นั้นสูงถึง 11.75% สูงที่สุดในรอบ 22 เดือน  ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง  เวียดนามอาจขาดดุลการค้าถึง 12 พันล้านเหรียญ สรอ.ในปี 2553 ซึ่งเป็นระดับถึง 12% GDP ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศก็ร่อยหรอลดน้อยลงจนน่ากังวล  รัฐวิสาหกิจต่อเรืออย่าง Vinashin ก็เข้าขั้นล้มละลาย  ส่งผลให้เวียดนามถูกลดอันดับเครดิตลงอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อค่าเงินไม่สะท้อนความเป็นจริง  จึงเกิดอัตราแลกเปลี่ยนใน "ตลาดมืด" ขึ้น  ตามร้านขายทองคำซึ่งกำหนดค่าเงินที่ต่ำกว่าทางการอยู่ประมาณ 10% ประชาชนเวียดนามไม่มั่นใจในค่าเงินด่อง  แทนที่จะฝากเงินกับธนาคารได้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากถึง 13-15% ต่อปี  กลับเอาเงินนั้นไปซื้อทองคำเก็บเป็นสินทรัพย์แทน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สัญญาณเตือน 333" (Triple 3 Signal) สัญญาณเตือนก่อนประเทศต่างๆ จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น คือ 1.ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% GDP 2. การขาดดุลนั้นต่อเนื่องกันนานกว่า 3 ปี  และ 3. ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี  สูงกว่าประเทศอ้างอิงมากกว่า 3%  แน่นอนว่า วิกฤติเตกีล่า และ ต้มยำกุ้ง  ประเทศเม็กซิโกและไทยก็เข้าประเด็นนี้อย่างเต็มๆ   เพราะ  การกำหนดค่าเงินให้แข็งค่าเกินระดับเหมาะสมเป็นเวลานาน  ทำให้ขาดดุลการค้า และ ขาดดุลเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องหนักหน่วง    การลงทุนอยู่สูงกว่าการออมอย่างมาก  ประเทศจึงต้องระดมเงินจากต่างประเทศด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง  เมื่อไปถึงจุดหนึ่งทีทุนสำรองฯ ร่อยหรอจนนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ถดถอยและ การไหลออกของเงินในที่สุด  ซึ่งอาจเรียกชื่อได้ว่าเป็น "วิกฤติแห่งความไม่พอเพียง" (Insufficiency Crisis)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพเศรษฐกิจของเวียดนาม  เปรียบเหมือนกับรถยนต์ที่วิ่งมาอย่างเร็ว  เข้าโค้งหักศอกบนถนนเปียก  ซึ่งต้องใช้ความชำนาญในการขับขี่เป็นอย่างมาก  จึงจะรอดพ้นมาได้อย่างปลอดภัย   และ สภาพเช่นนั้นในอดีตทั้งเม็กซิโก ไทย และ อาร์เจนตินา ก็พิสูจน์มาแล้วว่า  มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะผ่าน "โค้งหักศอก" แบบนั้นได้โดยไม่เสียหายหนัก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยคววรแสดงบทบาทในการประเทศผู้นำด้านการป้องกัน และ แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจของโลก  ด้วยการส่งผู้เชี่ยวชาญจาก ธปท.ซึ่งมีประสบการณ์สมัย "วิกฤติเงินบาท" เพื่อช่วยเหลือเวียดนามในการผ่อนหนักให้เป็นเบาสำหรับ "วิกฤติเงินด่อง" ในอนาคต  ด้วยการถ่ายทอด "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" แนะนำให้เวียดนามลดค่าเงินด่องลงอย่างเร็วเท่ากับระดับตลาดมืด คือ ราว 10%  จากนั้นก็ต้องพยายามรัดเข็มขัดการคลัง   ส่งเสริมการออมผ่านระบบประกันสังคมและเงินบำนาญ  รวมทั้งควบคุมสินเชื่อเพื่อการเก็งกำไรต่างๆ    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวียดนามจำเป็นที่จะต้องเติบโตให้ช้าลง  เพื่อรักษาสมดุลบัญชีเดินสะพัดให้ได้   จะส่งผลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปัจจุบัน (11.75%)โดยอัตโนมัติ  มันแทบไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับเวียดนาม...คือเดินให้ช้าลง หรือว่า วิ่งอย่างเร็วแล้วแหกโค้ง...เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากค่าเงินด่องอ่อนค่าลง 10% นั่นอาจเป็นภาวะลำบากของชาวนาไทย ที่ต้องแข่งขันขายข้าวกับเวียดนาม  แต่หากเวียดนามเกิดวิกฤติเงินด่องขึ้นมาจริงๆ แล้วละก็เงินด่องอาจอ่อนค่าลงได้ถึง 50% และนั่นคือ "นรก" ของชาวนาไทยอย่างแน่นอน  เวียดนามอาจจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในการส่งออกข้าวแทนไทย  และ ราคาข้าวเป็นดอลลาร์จะตกต่ำลงได้อีกมาก  ดังนั้น  การเข้าช่วยเหลือเวียดนามของ ธปท.จึงไม่เพียงแต่ช่วยเวียดนามเท่านั้น...แต่ยังเป็นการช่วยเหลือชาวนาไทยให้รอดพ้นจากหายนะอีกด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-3724001830096277722?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/3724001830096277722/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/12/blog-post_30.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3724001830096277722'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/3724001830096277722'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/12/blog-post_30.html' title='กับดักเงินด่อง'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-8376535915026072872</id><published>2010-12-13T13:57:00.006+07:00</published><updated>2010-12-16T00:56:34.616+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เศรษฐกิจโลก'/><title type='text'>รู้สึกตัวบ้างไหม...เศรษฐกิจไทยขาลง</title><content type='html'>อยากถามท่านผู้อ่านและผู้บริหารประเทศครับว่า  "รู้สึกตัวกันบ้างไหมว่า..ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเป็นขาลงแล้ว"  แม้ท่านนายกฯ จะได้พูดไปในสถานที่ต่างๆ ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้สดใสมากๆ อาจเติบโตได้ถึง 8% และปีหน้าน่าจะโตได้ 4% สบายๆ   ในอดีตยามที่เศรษฐกิจเริ่มเป็น "ขาขึ้น" ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์จะบอกว่าให้ดู GDP แบบเทียบกับไตรมาสก่อน  ซึ่งก็เป็นหลักมาตรฐานสากลจะเห็นเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวเป็น V แล้วตั้งแต่กลางปี 2009 .. แต่ยามเริ่มเป็นขาลงนี่  ท่านกลับมาใช้มาตรฐานแบบไทยๆ เน้นๆ พูดเฉพาะแบบเทียบกับปีก่อน   ตัวเลขเทียบกับไตรมาสก่อนนั้นแทบไม่เคยพูดถึงอีกเลย  คำตอบอยู่ตรงนี้ครับ   GDP ไตรมาส 2 แบบปรับผลตามฤดูกาลแล้วนั้นนั้น -0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน  และ ไตรมาส 3 นั้น -0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเช่นกัน  เห็นได้ชัดเลยว่าตัวเลขเหล่านี้เลวร้ายกว่า  +9.2% และ +6.7% ตามลำดับเมื่อเทียบแบบปีต่อปีชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ (ข้อมูล :NESDB)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นที่แม่ค้าตามตลาดบอกว่า เศรษฐกิจไม่เห็นจะดีเลยนั่นก็เป็นความคิดเห็นที่ถูกต้องแล้ว  เศรษฐกิจไทยตามมาตรฐานสากลเริ่มเข้าสู่ "ขาลง" รอบ 2 ฟอร์มเป็นตัว W แล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา  เป็นลักษณะการฟื้นตัวที่ชะลอตัวลงอย่างเร็ว  เทียบเคียงได้กับภูมิภาคที่อ่อนแอที่สุดของโลก คือ บริเวณประเทศริมขอบยูโรโซนอย่าง PIIGS กันเลยทีเดียว   การที่เศรษฐกิจเติบโตติดลบ 2 ไตรมาสติดกัน นั่นหมายถึง ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ดังนั้นไทย และ PIIGS จึงเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ที่เข้าสู่ขาลงรอบ 2 (double dip recession) ก่อนหน้าภูมิภาคอื่นๆ ในโลกซึ่งอาจตามมาติดๆ ในปีหน้า  โดยที่พวกเราแทบไม่รู้สึกตัวกันเลย  เพราะ ถูกตัวเลขสวยหรูของรัฐบาลหลอกตามาตลอด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง  การที่ ธปท.ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และ ชะลอเศรษฐกิจก็น่าจะเป็นความคิดที่ผิด  ถ้าหากคิดได้เช่นนี้  ท่านผู้อ่านได้ยกระดับการเป็นกูรูทางเศรษฐกิจที่เหนือชั้นกว่า กนง.ไปแล้ว   ทั้งธปท.และ รัฐบาลอาจกำลังเดินหลงทางกันอยู่  โดยเฉพาะเมื่อมองไปในปีหน้าแล้วเห็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกและไทยดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.กับดักเงินหยวน : ได้สร้างสภาพคล่องล้นเหลือในประเทศจีน  สร้างฟองสบู่อสังหาฯลูกใหญ่มาก  ในเขตเมืองใหญ่นั้น ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงถึง 20 เท่าของรายได้ต่อปีของประชากร  ขณะที่ตัวเลขนี้ในญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 8 และ อเมริกาตอนนี้อยู่ที่ระดับ 5 เท่าเอง   จีนหากปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าเร็วขึ้น เพื่อสร้างสมดุลการค้าโลก  นั่นอาจเป็นเรื่องที่ดี  อย่างไรก็ตามการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และ อัตราการสำรองเงินของธนาคาร  เพื่อชะลอสินเชื่อ รวมทั้งค่าเงินหยวนที่แข็งค่าเร็ว  ก็อาจส่งผลให้ฟองสบู่อสังหาฯ แตกเร็วยิ่งขึ้น เพราะ ราคาอสังหาฯ เป็นดอลลาร์นั้นจะแพงขึ้นอีก 10-20% ซึ่งเกินกว่าดีมานด์จะวิ่งตามได้ทัน  นั่นอาจทำให้ราคาอสังหาฯ เป็นหยวนดิ่งลงได้ไม่ต่ำกว่า 20% ในปีหน้าตามที่นักวิเคราะห์หลายแห่งคาดการณ์เอาไว้  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก และ ตลาดหุ้นทั่วโลกได้มาก เพราะ จีนคือ "หัวรถจักร" สำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.กับดักเงินยูโร : จะสร้างปัญหาอย่างหนักต่อประเทศที่อ่อนแอริมขอบยูโรโซน  ซึ่งไม่สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ เพราะ จำเป็นต้องรัดเข็มขัดการคลัง และ ยังไม่สามารถจะทำมาค้าขายได้ดุลการค้าได้เพราะ ค่าเงินผูกอยู่กับประเทศแข็งแรงอย่างเยอรมนี   การที่ ECB พยายามจะยื้อรักษาระบบ Euro ให้เป็นเงินสกุลเดียวต่อไปนั้น  จะส่งผลเสียหายอย่างหนักต่อไป  การไม่พยายามแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดจะเพิ่มความเสียหายเป็นทวีคูณ  ก่อนที่จะมีการแยกค่าเงินเป็น 2 สกุล  ก็น่าจะคาดได้ว่าจะเกิดความปั่นป่วนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนสกุล "Euro" ได้อย่างสูงในปีหน้าที่จะถึงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.กับดักเงินบาท : ธปท.เดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย  ส่งผลค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง  เมื่อรวมกับการไม่ฟื้นตัวจริงของประเทศพัฒนาแล้ว  รวมๆ กับความเสี่ยงจากฟองสบู่แตกในประเทศจีน และ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการในประเทศอย่างเร็ว  จะส่งผลให้การส่งออกในปีหน้าเต็มไปด้วยปัญหา  โดยอาจเป็นไปได้ว่ามูลค่าส่งออกคิดเป็นเงินบาทน่าจะติดลบด้วยซ้ำไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.กับดักการออม : สิ่งอันตรายในปีหน้าก็คือ กอช.หรือ กองทุนการออมแห่งชาติ (ผมขอเรียกว่า "กับดักการออมแห่งชาติ") นั้น  รัฐบาลจะใส่เงินเข้ามาราว 2 หมื่นล้าน และ ให้ประชาชนสมทบเงินราว 3 หมื่นล้าน  หากโครงการนี้สำเร็จตามที่คาดจริง อาจจะเป็นหายนะของเศรษฐกิจไทย   ทำไมนะหรือ ??  เพราะ เงินของประชาชนนอกระบบนั้นมีระดับการหมุนเงินที่สูงมากอาจถึง 3 เท่าตัว   การนำเงินราว 5 หมื่นล้านไปใส่ไว้ในกองทุนโดยเงินไม่หมุนเลยนั้น จะทำให้เศรษฐกิจไทยอาจมี GDP ลดลงไปถึง 1.5 แสนล้านบาท (ราว 1.5% GDP) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขัดแย้งจากความมัธยัสถ์ (paradox of thrift) คือ  สภาพที่คนกลุ่มหนึ่งประหยัดเงินแล้ว จะไปกระทบรายได้ของคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วย ก็วนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปรายได้ลดลงจึงทำให้การออมลดลงไปด้วย   ปกติแล้วการขาดดุลการคลังที่ดี  โครงการนั้นๆควรมีค่าตัวทวีคูณ (multiplier) สูงกว่า 2 เท่า  แต่สำหรับโครงการนี้  ตัวทวีคูณอาจอยู่ที่ระดับ -7.5 เท่า (รัฐใส่เงิน 2 หมื่นล้าน แต่เศรษฐกิจหดตัว 1.5 แสนล้าน) ซึ่งเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับที่นโยบายการคลังที่ดีโดยสิ้นเชิง   เวลา 10 ปีเต็มๆ ที่เงินก้อนนี้จะจมกับ กอช.โดยไม่หมุนก็อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงระดับ 30 เท่าของความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น ระดับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็น่าจะพอเข้าใจได้ดี  เพราะ มีอยู่ในหนังสือเศรษฐศาสตร์มหภาคเกือบทุกเล่ม  แต่เพราะเหตุใด  กูรูด้านเศรษฐกิจ  เซียนด้านการเงิน  รวมไปถึง  คณะรัฐมนตรี และ สส.ผู้ทรงเกียรติในสภา  จึงสนับสนุนแนวคิด กอช.อย่างท่วมท้น  เหตุผลหลักก็อาจอยู่ที่ว่า  พวกเขาสนใจแต่เรื่องของ "แรงกิริยา" โดยใส่ใจกับ "แรงปฏิกิริยา" หรือ "แรงสะท้อนกลับ" น้อยมาก  ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็น 1 ในกฎ 3 ข้อของ "เคล็ดวิชาไท้เก๊ก" และ ยังเป็น 1 ใน 3 ของ "กฏนิวตัน" อีกด้วย   การสนใจแต่ว่า กอช.จะเป็นสวัสดิการที่ช่วยให้แรงงานนอกระบบที่เกษียณอายุมีเงินใช้จ่ายได้ในอนาคต  โดยไม่ได้มองแรงสะท้อนกลับอีกด้านซึ่งหมายถึง  การใช้จ่ายและรายได้ที่ลดลงของประชาชนในปัจจุบัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเป็นไปได้  ขอให้วิญญาณของ "เคนส์" ซึ่งเป็นศิษย์พี่ของ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์  แห่งรร.มัธยมอีตั้นชื่อดังก้องโลก ช่วยไปเข้าฝันศิษย์น้องหน่อยเถอะ  ช่วยแนะว่าโครงการ กอช.นั้นไม่น่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล  แต่มันน่าจะเป็นผลงานชิ้นโบดำเสียมากกว่า  ผมจึงขอเรียกร้องให้การพิจารณา พรบ.กอช.วาระต่อไปในสภานั้น  โปรดพิจารณาถึงผลดีผลเสียของโครงการนี้อย่างรอบคอบถี่ถ้วน  เพื่อป้องกันความเสียหายใหญ่หลวงที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ทั้งรัฐบาล และ ธปท.ต่างก็บอกว่า "พวกเรากำลังมาถูกทางแล้ว" แต่ระวังหน่อยนะครับ  มันอาจเป็นทางไปสู่หุบเหวก็ได้  และเศรษฐกิจปีหน้าที่คาดกันไว้ว่าจะโต 4% นั่นอาจเป็นได้แค่ฝันกลางวันของคนไทย เพราะ เศรษฐกิจไทยอาจถูก "กับดักเศรษฐกิจ"ทั้ง 4 ตรึงแขนขาทั้ง 4 ข้างเอาไว้จนไม่อาจขยับได้เลยแม้แต่คืบเดียว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-8376535915026072872?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/8376535915026072872/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8376535915026072872'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8376535915026072872'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/12/blog-post.html' title='รู้สึกตัวบ้างไหม...เศรษฐกิจไทยขาลง'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-9167016341088360801</id><published>2010-11-24T01:18:00.007+07:00</published><updated>2010-12-08T00:58:57.377+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยูโร'/><title type='text'>ยูโร คือ หมูหัน</title><content type='html'>ยูโร คือ หมูหัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...เงินยูโร นั้นเหมือนมีชะตากรรมที่เหมือนถูกสาปและต้องอายุสั้นกว่าที่ควรจะเป็น เพราะ มีการถือกำเนิดแบบไม่มีตรรกะเหตุผลที่ดีพอมารองรับ  แม้ว่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุนในยูโรโซนได้เป็นอย่างดีมาช่วงเวลาหนี่งก็ตาม  อย่างไรก็ดี  ค่าเงินที่ควรจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศกลับไม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็เพราะ "ระบบเงินยูโร" นี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี  คนทั่วโลกก็เริ่มเห็น "ด้านมืด" ของเงินยูโรอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น  ประเทศที่แข็งแรง  เงินเฟ้อต่ำ  และ ประเทศที่อ่อนแอ เงินเฟ้อสูง  กลับใช้เงินสกุลเดียวกัน  ยิ่งเวลาผ่านไป  ประเทศที่อ่อนแอยิ่งไม่สามารถจะแข่งขันด้านการส่งออกได้เลย  เมื่อส่งออกได้น้อยนำเข้ามาก  ก็พบปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและติดหนี้กับต่างประเทศจำนวนมาก  โดยในปี 2008 ที่ค่าเงินยูโรเคยแข็งค่าถึงระดับ 1.60 ดอลลาร์นั้น  กรีซเคยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 15% GDP  ส่วนสเปนและโปรตุเกสอยู่ระดับ 10% GDP ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขด้วยการรัดเข็มขัดการคลังเท่านั้น  เพราะ ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น  ถึงจะรัดเข็มขัดจนเหลือขาดดุล 3% GDP ประเทศก็ยังไม่สามารถค้าขายให้ได้ดุลมาเพื่อลดหนี้ได้  ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระดับอัตราแลกเปลี่ยน "ยูโร" ที่ไม่เหมาะสมกับประเทศอ่อนแอเหล่านี้ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศที่ประสบปัญหาจนต้องขอความช่วยเหลือก่อนเพื่อนก็คือ กรีซ (G) ถัดมาก็คือ ไอร์แลนด์ (I) และ น่าจะเป็นโปรตุเกส(P)คือรายต่อไป เมื่อเรียงลำดับอักษรจากหลังมาหน้า  ก็จะได้คำว่า "PIG"  นั่นเอง   แล้วอีก 2 ประเทศขนาดใหญ่ที่จะตามมาก็คือ สเปน (S) และ อิตาลี (I) ก็ได้เป็นคำว่า "IS" ซึ่งหาก 2 ประเทศนี้ถูกโจมตีด้วยกองทุนเฮดจ์ฟันด์อย่างได้ผลจนผลตอบแทนพันธบัตรสูงลิ่วเสียแล้วละก็  ในที่สุดก็คงถึงเวลาล่มสลายของเงิน  EURO  ดังนั้น  อาจเรียงประโยคได้ว่า "EURO IS PIG"  เงินยูโรคือ หมูหัน  ที่พร้อมถูกเชือด  นี่คือคำสาปจากสวรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Paradox of Euro หมายถึง การขัดแย้งกันเองของเงินยูโร  ประเทศที่อ่อนแอ (PIIGS) ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูง แถมด้วยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินควรอ่อนลงในระยะยาว  ขณะที่ประเทศแข็งแกร่ง (เยอรมัน) ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อต่ำ ได้ดุลบัญชีเดินสะพัด  ค่าเงินควรแข็งค่าขึ้นในระยะยาว   แต่ 2 กลุ่มประเทศกลับใช้ค่าเงินเดียวกัน  ดังนั้น ยูโรจึงควรทั้งแข็งค่า และ อ่อนค่าในระยะยาว ??   เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นไม่ได้เพราะมันขัดแย้งกันเอง  สภาพเช่นนี้จะไม่สามารถคงอยู่ได้นานนักในอนาคต  ในปี 2011 จึงควรเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของระบบเงินสกุลเดียวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หมูหัน" ยังต้องมีการผ่าแบ่งซีกด้วยเช่นเดียวกันกับ "เงินยูโร"  ทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดน่าจะเป็น การสร้างเงินอีกระบบหนึ่งขึ้นมารองรับ  เพื่อแยกประเทศในยูโรโซน ออกเป็นอย่างน้อย 2 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแข็งแรง และ กลุ่มอ่อนแอ  จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ และ ยังรักษาข้อดีของการใช้เงินสกุลร่วมกันได้ต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธปท.ควรจะรีบนำเอาข้อความ 2 ประโยคไปบอกกับธนาคารกลางของยูโรโซน (ECB) ดังนี้ 1.ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้มานานกว่า 10 ปี มันไม่แน่ว่ามันจะดีเสมอไป  2.การยื้อพยายามรักษาระบบที่ผิดพลาดเอาไว้  จะทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ   นี่คือการสื่อสารว่า "ระบบตะกร้าเงินบาท"ในอดีต กับ "เงินยูโร" ในปัจจุบัน  ต่างก็มีจุดบกพร่องและสมควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขโดยเร็วที่สุด  "ระบบตะกร้าเงินบาท" นั้นใช้เวลา 12 ปีกว่าจะยกเลิกไป  ขณะที่เงินยูโร ก็จะครบรอบ 12 ปีในปี 2011 เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากประเทศที่แข็งแรงก็ใช้เงิน Eura ใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเช่น ขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% GDP กลุ่มนี้จะมีเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำ  และ ค่าเงินจะแข็งค่าในระยะยาว  ส่วนประเทศอ่อนแอใช้ Euro กันต่อไป  ปรับเกณฑ์ขาดดุลการคลังให้ยืดหยุ่นขึ้นเป็น 5% GDP เบื้องต้นอาจกำหนดให้ Eura มีค่าแข็งกว่า Euro ราว 10% หลังจากนั้นก็เปิดเสรีให้ซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาด  อาจเป็นไปได้ว่า Euro อาจดิ่งลงอย่างเร็วเหลือแค่เท่ากับ 1 ดอลลาร์  ขณะที่ Eura อาจแข็งค่าขึ้นเป็น 1.5 ดอลลาร์  นั่นหมายถึงว่า กรีซ ซึ่งฝืนใช้ค่าเงินเดียวกับ เยอรมัน  เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง  เพราะ ค่าเงินที่เหมาะสมนั้นอาจแตกต่างกันได้ถึง 50%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่ม PIIGS จะมีเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่า  ค่าเงินจะอ่อนค่าลงในระยะยาว  ซึ่งก็จะช่วยให้ภาระหนี้สินเป็น "ยูโร"ของประเทศกลุ่ม PIIGS นั้นด้อยค่าลง  พร้อมๆ กับช่วยส่งเสริมการส่งออกและการท่องเที่ยวให้แข่งขันได้ดีขึ้น  ช่วยประเทศลูกหนี้เหล่านี้ให้ทำมาค้าขายมีกำไรเพื่อมาลดหนี้ได้  วิธีนี้จะปรับเศรษฐกิจของยุโรปเข้าสู่สมดุลในที่สุด  แม้ว่า  ประเทศเยอรมัน และประเทศเอเชียที่เป็นเจ้าหนี้ "เงินยูโร" จำนวนมาก  อาจต้องมีสินทรัพย์เงินยูโรที่ด้อยค่าลงไปบ้างก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแล้ว  ผมคิดว่าค่าเงินที่เหมาะสมสำหรับยุโรป  อาจต้องใช้เงินถึง 3 สกุลด้วยกัน  Eura,Euri และ Euro เพื่อให้ประเทศที่แข็งแรง กลางๆ และ อ่อนแอ ได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศตนเอง   ยังมีอีก 11 ประเทศใน EU ที่ยังไม่เข้าในระบบยูโรโซน ก็อาจได้ใช้จังหวะนี้เพื่อโดดเข้าใช้เงิน "สกุลร่วม" 1 ใน 3 สกุล  ดังนั้น ทั้งยุโรปตะวันตก ตะวันออก รวมไปถึง แอฟริกาอีกหลายประเทศ  อาจเหลือเงินแค่ 3 สกุลนี้เท่านั้น  และ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการ "แตกเพื่อโต" ของยุโรป  และ ช่วยสร้างต้นแบบที่ดีให้กับค่าเงินในเอเชียด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจอันเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน  เช่น วิกฤติเตกีล่าในเมกซิโก  วิกฤติต้มยำกุ้งในไทย และ วิกฤติในอาร์เจนตินาซึ่งปล่อยให้ค่าเงินแข็งเกินระดับเหมาะสมเป็นเวลานาน  ส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องจนเกิดวิกฤตินั้น   แนวคิดของนายไกธ์เนอร์ รมว.คลังอเมริกาถือว่าดีทีเดียว  IMF และ WTO ควรมีหน้าที่เข้ามาดูแลประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งด้านได้ดุลและขาดดุลเกินกว่า  3% GDP ติดต่อกัน 3 ปี  เพื่อปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมเกิดสมดุลขึ้นได้  หากมีการเตือนภัยเช่นนี้โลกคงลดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต่างๆ ไปได้มาก รวมทั้ง "วิกฤติหมูยูโร" ในครั้งนี้ด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-9167016341088360801?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/9167016341088360801/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/blog-post_24.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/9167016341088360801'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/9167016341088360801'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/blog-post_24.html' title='ยูโร คือ หมูหัน'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-8267648858926159169</id><published>2010-11-17T00:32:00.008+07:00</published><updated>2010-11-24T01:16:36.195+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>ปัญหา ก็คือ ตำราเศรษฐศาสตร์</title><content type='html'>ปัญหา ก็คือ ตำราเศรษฐศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เศรษฐกิจโลกตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนขับรถ  ไม่ได้อยู่ที่สภาพรถ  ไม่ได้อยู่ที่สภาพถนน  แต่มันกลับอยู่ที่ "ป้ายบอกทาง" ต่างหาก   ลองคิดดูว่า  ป้ายบอกทางที่ล้าสมัยและผิดพลาด  ชี้บอกว่า "airport" ให้วิ่งไปทางเหนือของ กทม. แทนที่จะชี้ไปทางทิศตะวันออก  เพราะ  สนามบินระหว่างประเทศย้ายจาก "ดอนเมือง" ไป "สุวรรณภูมิ" นานแล้ว   วิ่งกันแบบผิดๆ อย่างนี้  อีกนานเท่าใดจึงจะถึงที่หมาย  มีรถหลายคันที่วิ่งชนกันเอง   และ ยังมีรถอีกหลายคันที่กำลังจะวิ่งลงเหว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   อาจกล่าวได้ว่า  หลังจากสมัยของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  "เศรษฐศาสตร์" ซึ่งเป็นวิชาการที่เกี่ยวกับปากท้องความเป็นอยู่ของคนเกือบทั้งโลก  แต่การพัฒนาของทฤษฎีแบบมีนัยสำคัญนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้   ตรงกันข้ามกับการพัฒนาเศรษฐกิจและรายได้ประชากรวิ่งไปอย่างรวดเร็ว   เศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาสำคัญของ "สังคมศาสตร์" นั้นมีความแตกต่างกับ "พุทธธรรม" และ "วิทยาศาสตร์" อย่างมาก  เพราะ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสังคม และ เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ทำให้ทฤษฎีการเงินและการคลังเก่าๆ นั้นใช้ไม่ได้ผลดังเดิม   ไม่เพียงเท่านั้น  เมื่อเทียบกับวิชาบัญชี  หรือ วิชาการลงทุนแล้ว  "เศรษฐศาสตร์" ยังมีความสับสนในเรื่องของ stock และ flow อยู่มากทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    มาลองดูกันที่ "ทฤษฎีการคลัง" ก่อน   ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วทั้งญี่ปุ่น  อเมริกา และ ยุโรป  ล้วนแล้วแต่ติด "กับดักเคนส์" ทั้งสิ้น  เป็นภาระหนี้สาธารณะที่แม้จะใส่เงินก้อนโตขาดดุลจำนวนมหาศาล  ก็ยังไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแรง  ในเรื่องนี้เอง  แม้แต่เจ้าของทฤษฎีเคนส์  เมื่อถูกถามว่าในระยะยาวแล้ว  ภาระหนี้สาธารณะที่พอกพูนขึ้นจะเป็นปัญหาหรือไม่  เคนส์ได้ตอบเป็นประโยคดังก้องโลกว่า "ในระยะยาวแล้ว พวกเราทุกคนจะตายหมด"  ใช่แล้วครับ  เคนส์ได้เสียชีวิตไปแล้ว  และ ผู้สร้างหนี้ภาครัฐก้อนโตให้ประเทศพัฒนาแล้ว  หลายๆ ท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว   แต่ปัญหาก็คือ  แม้นักวิชาการหรือท่านผู้นำจะเสียชีวิตไป  แต่หนี้สาธารณะนั้นยังคงอยู่เป็นภาระให้กับรุ่นลูกหลานอยู่ดี  มันไม่ได้หายไปพร้อมๆ กับคนสร้างหนี้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ในปัจจุบันมีการพูดถึง 2 ด้านของนโยบายการคลัง  ด้านที่ 1 ก็คือ  ควรจะขาดดุลการคลังหนักๆ ต่อไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจจะดีกว่าไหม ?? ดูเหมือนอเมริกาจะเลือกทางนี้  ส่วนด้านที่ 2 คือ  ควรจะรัดเข็มขัดการคลัง  โดยยอมให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงบ้างจะดีกว่าไหม ?? ประเทศแถบยุโรปเลือกด้านนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เหรียญทั้ง 2 ด้านนั้นไม่ใช่ทางออกที่ดี  เพราะ ด้านแรกนั้น จะทำให้เกิดหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนอาจก่อให้เกิดวิกฤติการคลังได้   ส่วนวิธีหลังนั้น  อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมาก  จนทำให้รายได้ภาษีของรัฐลดลง  และรัฐอาจต้องใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือคนว่างงานมากขึ้น   ในที่สุดแล้วจะทำให้การขาดดุลการคลังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่เดิม   เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) จึงได้เสนอทางออกแบบ "เหรียญด้านที่ 3" เพราะเหรียญไม่จำเป็นต้องอออก "หัว" หรือ "ก้อย" มันอาจจะออก "กลาง" ก็ได้ ซึ่งผมได้นำเสนอไปแล้วในบทความ "รัดเข็มขัดการคลังอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้น"  ซึ่งหลักการก็คือ  ให้ลดรายจ่ายภาครัฐในส่วนที่เงินนั้นวิ่งเข้าสู่ stock (กองทุนต่างๆ) แทนที่จะเป็น flow ในการใช้จ่ายบริโภคและลงทุน  ซึ่งเงินที่วิ่งสู๋ stock เหล่านั้นมีค่าตัวทวีคูณ (multiplier) ที่ต่ำกว่า 1  เงินขาดดุลการคลังนั้นจึงส่งผลลบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่จะเป็นผลบวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ กอช. (กับดักการออมแห่งชาติ) ซึ่งรัฐบาลอาจใส่เงิน 2 หมื่นล้านบาทต่อปี  ขณะที่แรงงานนอกระบบใส่เงินสมทบราวปีละ 3 หมื่นล้าน  รวมเป็น 5 หมื่นล้านบาท  แทนที่เงินจะไหลเป็น flow เพื่อบริโภคและลงทุน  และสร้าง GDP 2 เท่าตัวได้ยอดถึง 1 แสนล้านบาท  เงินกลับจมอยู่เป็นกองทุนซึ่งอาจได้ผลตอบแทนราว 2% ต่อปีได้ GDP เพียง 1 พันล้านบาท จะเห็นได้ว่าตัวเลขแตกต่างกันถึง 100 เท่าตัว   ตัวทวีคูณของโครงการนี้อาจตกอยู่ที่ -5 เท่า  ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข  1 เท่าอย่างมาก  กอช.จะมีภาระผูกพัน 10 ปีเป็นอย่างต่ำก่อนที่จะเริ่มจ่ายเงินบำนาญ  ด้งนั้น  โครงการนี้จึงอาจสร้างความเสียหายต่อ GDP ไทยได้ถึง 1 ล้านล้านบาท  (ราว 20 เท่าของความเสียหายทางเศรษฐกิจของอุทกภัยใหญ่ครั้งนี้) น่าแปลกใจไหมครับว่า  ทำไม ครม.และสภาฯ จึงผ่านเรื่องแบบนี้มาได้อย่างง่ายดาย ??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   การลดเงินสมทบเข้าประกันสังคม  และกบข. การลดวงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับ LTF,RMF  รวมไปถึง การยืมพลังของกองทุนบำนาญมาเพื่อช่วยรัฐบาล   เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการ "รัดเข็มขัดการคลัง" ที่ส่งผลบวกต่อ GDP ทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศยุโรปในกลุ่ม PIIGS และ ญี่ปุ่น อาจต้องเร่งรีบศึกษาเพื่อนำไปใช้เพื่อแก้ไขวิกฤติการคลัง  พร้อมๆ ไปกับกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;   สำหรับ "ทฤษฎีการเงิน" นั้น  ความเชื่อที่ว่า "การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ" และ "การลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อเร่งเงินเฟ้อ" นั้นเป็นความคิดที่ผิด  โดยปัจจัยที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ใช้ไม่ได้เหมือนในอดีต  แต่กลับส่งผลในทางตรงกันข้ามก็เพราะ ยังมีแรงสะท้อนกลับอีก 5 แรงที่ทฤษฎีการเงินเดิมๆ มองข้ามไป  เช่น  ต้นทุนการเงิน  รายได้ของนายทุน และ การไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติ   นอกจานี้ยังมีปัจจัย "LOAD" (Liberalisation, Overcapacity, Aging Society และ Deleveraging) เป็นภาระถ่วงให้แรงกิริยาเดิมส่งผลน้อยลง และ แรงสะท้อนกลับส่งผลรุนแรงยิ่งขึ้น  นันหมายถึง  การหวังผลให้การลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นสินเชื่อเพื่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศตนเองนั้นเกิดขึ้นได้ยาก  แต่กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม  เกิดภาวะเงินฝืดแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   และสำหรับ "ทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยน" นั้น  เงินยูโรสะท้อนเรื่องนี้เป็นอย่างดี  หลังจากที่ชาวยุโรปเคยภาคภูมิใจกับ "ยูโร"เป็นอย่างมากเชื่อว่าจะช่วยในการค้าและการลงทุนได้อย่างดี  แต่แท้ที่จริงแล้ว "ระบบเงินยูโร" คือ ต้นเหตุแห่งหายนะของยูโรโซนในปัจจุบัน   กรีซมีอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูง  ดังนั้น ค่าเงินของกรีซควรจะอ่อนค่าลงในระยะยาว  ขณะที่เยอรมันมีดอกเบี้ยและเงินเฟ้อต่ำ  ค่าเงินควรจะแข็งค่าในระยะยาว (International Fisher Effect) แต่ทั้ง 2 ประเทศกลับใช้เงิน "ยูโร" เหมือนกัน  นั่นหมายถึง  เงินยูโร ควรจะทั้งอ่อนค่า และ แข็งค่า  มันจึงเป็น "ความขัดแย้งกันเองของยูโร" (Paradox of Euro)  ทางแก้ไขนั้น  ก็คือ ควรต้องมีเงินอย่างน้อย 2 ระบบ ผมตั้งชื่อให้ว่า "Eura" เป็นอีกสกุลหนึ่ง  ซึ่งควรใช้กับประเทศที่แข็งแรง อย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรีย ฯลฯ  ยอมให้เงินยูโร อ่อนค่าลงไป  เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ติดหนี้เหล่านี้ให้มีภาระหนี้ที่เบาลง  ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการส่งออกและท่องเที่ยวอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   การที่ทฤษฎีการเงิน  การคลัง และ อัตราแลกเปลี่ยน ชี้ทิศทางที่ผิดๆ อยู่เช่นนี้  จึงสร้างปัญหาต่อการกำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ  เพราะ ผู้กำหนดนโยบายล้วนเรียนมาจากตำราเล่มเดียวกัน   เมื่อเชื่อผิดๆ ก็ย่อมดำเนินนโยบายผิดๆ   ใน "ตำราเศรษฐศาสตร์" ปัจจุบันจะพบว่ามันสับสน และมีข้อผิดพลาดอยู่เป็นจำนวนมาก  นี่อาจเป็นครั้งแรกในแวดวงวิชาการไทย  ที่พวกเราได้พบข้อผิดพลาดในเนื้อหาหลักของทฤษฎีระดับโลก    นอกจากนี้เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) อาจจะช่วยในการอุดช่องโหว่เหล่านั้น  อาจช่วยแก้ไขทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ให้ถูกต้องยิ่งขึ้นได้   นั่นอาจหมายถึง ประเทศไทยอาจก้าวสู่การเป็นผู้นำในการส่งสัญญาณเตือน และ แนะนำนโยบายเศรษฐกิจด้านต่างๆ ให้กับประเทศยักษ์ใหญ่  รวมไปถึงองค์กรอย่าง IMF และ ECB อีกด้วย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ผมจึงขอเรียกร้องให้นักวิชาการให้รีบเร่งศึกษาในศาสตร์แขนงใหม่นี้  และ ทำการปรับปรุง "ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์" เสียใหม่  เพราะ การขาดดุลการคลังไม่แน่ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ   การลดอัตราดอกเบี้ยลงก็ไม่แน่ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระตุ้นเงินเฟ้อ   รีบปรับปรุง "ป้ายบอกทาง" ให้ทันสมัยและถูกต้อง  เพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์ชนกันเอง   ช่วยให้รถยนต์ที่วนๆ หลงทิศหลงทางมานานได้ไปสู่เป้าหมายอย่างถูกต้อง  และที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้รถยนต์วิ่งอย่างเร็วไปที่ริมหน้าผา โดยที่คนขับซึ่งปฏิบัติตาม "ป้ายบอกทาง" นั้นยังหลงดีใจร้องบอกผู้โดยสารอยู่เลยว่า  "พวกเรามาถูกทางแล้ว"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-8267648858926159169?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/8267648858926159169/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/blog-post_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8267648858926159169'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8267648858926159169'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/blog-post_17.html' title='ปัญหา ก็คือ ตำราเศรษฐศาสตร์'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-1737687862419264606</id><published>2010-11-10T12:41:00.005+07:00</published><updated>2010-11-12T12:43:16.846+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>ดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ : ความเชื่อผิดๆ</title><content type='html'>ดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ : ความเชื่อผิดๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ธนาคารกลางทั่วโลกมีความเชื่อคล้ายๆ กันว่า  การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยสกัดเงินเฟ้อ และ การลดอัตราดอกเบี้ยลงจะช่วยกระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มนั้น....แท้ที่จริงแล้วเป็นความเชื่อที่ผิด  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เหตุผลก็คือ  แรงกิริยาที่เกิดจาการลด หรือ ขึ้นดอกเบี้ย   จะช่วยกระตุ้น หรือชะลอสินเชื่อเพื่อการบริโภคและการลงทุนนั้น  แท้ที่จริงแล้ว  ยังมีแรงปฏิกิริยาสะท้อนกลับในทางตรงข้ามถึง 5 แรง  ซึ่งผมได้ตั้งชื่อให้ว่า  Taiji-Econ.'s Five Forces  ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น : หากขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น  เงินเฟ้อจึงสูงขึ้น  แทนที่จะชอลตัวลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ผลตอบแทนเงินฝาก : หากขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วจะส่งผลให้คนระดับนายทุน  มีรายได้จากดอกเบี้ยรับสูงขึ้น  เพิ่มกำลังซื้อขึ้น  จึงทำให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นแทนที่จะชะลอตัวลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ผลตอบแทนค่าเช่า :  การขึ้นอัตราดอกเบี้ย  จะเป็นการเพิ่ม yield ของค่าเช่าทางอ้อม  ทำให้เจ้าที่ดินเจ้าของอสังหาริมทรัพย์  มีผลตอบแทนค่าเช่าที่สูงขึ้น  ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เงินทุนต่างชาติไหลเข้าเพิ่ม : ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น  จะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาหาผลตอบแทนที่ดีกว่า  ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. เงินทุนไหลออกลดลง : ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น  จะทำให้เงินทุนที่ควรจะไหลออกเพื่อไปลงทุนต่างประเทศนั้น  ลดลงกว่าระดับที่ควรจะเป็น  กระแสเงินในประเทศจึงเหลือมาก  เงินจึงเฟ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีผลกระทบในทางตรงกันข้ามกับแนวคิดเดิม   การที่ธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนาขึ้นอัตราดอกเบี้ย  จึงส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มแทนที่จะชะลอเงินเฟ้อ   และ การที่ธนาคารกลางประเทศพัฒนาแล้ว  ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (ดอกเบี้ยมาตรฐาน)  และ ดอกเบี้ยระยะยาว (มาตรการ QE)  ลง  ก็จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงหรือเงินฝืด  แทนที่จะเร่งอัตราเงินเฟ้อขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มี 4 ปัจจัยที่ทำให้แรงกิริยาแบบเดิมๆ นั้นส่งผลน้อยลง  ขณะที่แรงสะท้อนกลับส่งผลแรงยิ่งขึ้น  ทำให้ทฤษฎีการเงินแบบเดิมๆ ไม่ได้ผลตามคาด   แต่กลับส่งผลในทางตรงกันข้ามแทน  โดยเฉพาะเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว   ผมตั้งชื่อ 4 ปัจจัยนี้ว่า LOAD factors &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. L (Liberalisation)  การเงินเสรี รวมไปถึงการค้าการลงทุนเสรีนั้น  ทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยลง  แทนที่จะไปเพิ่มสินเชื่อเพื่อการลงทุน  เพิ่มการจ้างงาน   เงินทุนเหล่านั้นกลับหนีออกไปยังต่างประเทศเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. O (Overcapacity)   มีกำลังการผลิตล้นเหลือแทบจะทุกภาคส่วนของโลก  ดังนั้น  การลดอัตราดอกเบี้ยลง จึงไม่ไปเพิ่มการลงทุนโดยตรง  ไม่เพิ่มการจ้างงาน ไม่เพิ่มเงินเฟ้อ  มีแต่จะไปเพิ่มในส่วนของการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. A (Aging Society)   สังคมผู้สูงอายุ  ทำให้การบริโภคลดลง  ด้วยคนเกษียณมีรายได้ที่ลดลง  พร้อมๆ ไปกับวิถีชีวิตที่บริโภคลดลงตามวัยด้วย  การลดอัตราดอกเบี้ยลง  กลับทำให้รายรับจากดอกเบี้ยเงินฝากของคนกลุ่มนี้ลดลง  ทำให้กำลังซื้อ และ เงินเฟ้อของประเทศชะลอตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. D (Deleveraging)  ประเทศพัฒนาแล้วมีการสร้างหนี้อย่างมากในอดีต  จำเป็นต้องมีการลดภาระหนี้สินลง  ดังนั้น  การลดดอกเบี้ยลงเพื่อหวังกระตุ้นสินเชื่อจึงหวังได้ยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;LOAD factors นี้เอง ทำให้ผลของทฤษฎีการเงินแบบเดิมๆ ไม่เห็นผล  แต่แรงสะท้อนกลับยิ่งส่งผลที่มากขึ้น  ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นสิ่งที่ผิดพลาดทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นการค้นพบว่า “โลกกลม” ในทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่  ขณะที่คนของธนาคารกลางทั่วโลก  เห็นว่า “โลกแบน”  ที่จริงแล้วคงไม่ถึงขนาดนั้น.... เพราะว่า  ระดับเด็กประถม หรือ ชาวบ้านธรรมดาก็เข้าใจได้อย่างถูกต้องและง่ายดาย   ลองไปถามดูสิครับว่า  “หากแม่ค้าต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับนายทุนนอกระบบสูงขึ้น   ข้าวของในตลาดจะแพงขึ้นหรือว่าถูกลง”   ผมเชื่อว่า  แทบจะทุกคนตอบได้อย่างสบาย  และ สำหรับเด็กประถมศึกษา  ดูจากสมการ  อัตราดอกเบี้ย (nominal rate)  = อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rate) + เงินเฟ้อ (infloation)    ดังนั้น  การขึ้นอัตราดอกเบี้ย....นั่นหมายถึง  เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั่นเอง  เรื่องง่ายๆ เด็กๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วทำไมเรื่องง่ายๆ ที่ชาวบ้านก็เข้าใจได้ถูกต้อง  แต่ระดับผู้บริหารธนาคารกลางจึงเข้าใจผิดไปได้   ประเด็นอยู่ที่ “ตำราเศรษฐศาสตร์” ไงครับ  พวกท่านเหล่านั้นเรียนตำราเล่มเดียวกัน  จึงบริหารตาม “ภูมิปัญญาตำรา” ของเศรษฐศาสตร์การเงินที่บกพร่อง  ขณะที่ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” นั้นถูกต้องดีอยู่แล้ว   ในอนาคตของเนื้อหาบทความนี้ถูกไปเสริมในทฤษฎีการเงินมหภาคก็อาจจะช่วยให้เข้าใจได้ถูกต้องยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางแก้ไขก็คือ  ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรีบดำเนินนโยบายแบบ “ย้อนศร” กับแบบเดิม   ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น  อเมริกา  ซึ่งพยายามลดดอกเบี้ยมาหลายปี  แต่อัตราเงินเฟ้อก็ต่ำมากๆ  ต้องรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อเร่งเงินเฟ้อ  และ  ขายพันธบัตรที่ธนาคารกลางสะสมเอาไว้จำนวนมาก (Anti-QE)  อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในระยะสั้นและยาว   จะไปเพิ่มต้นทุนทางการเงิน  กระตุ้นเงินเฟ้อ  จะดึงดูดเงินต่างชาติเข้ามา และเงินจะไหลออกลดลง   ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอย่าง อินเดีย และ เวียดนาม  ซึ่งขึ้นดอกเบี้ยมาเป็นปีแล้ว  แต่เงินเฟ้อก็ยังสูงระดับ 8-9% มาตลอดเช่นกัน   ต้องรีบลดอัตราลงมาเพื่อลดต้นทุนการเงิน  ลดเงินเฟ้อลง   ชะลอเงินไหลเข้าจากต่างชาติ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแบบนี้อาจดูขัดกับความรู้สึกของผู้กำหนดนโยบาย  แต่เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ของชาวบ้าน  น่าสงสัยว่าจะมีธนาคารกลางของประเทศใดบ้าง  ที่จะเปลี่ยนความเชื่อแบบผิดๆ แบบเดิมๆ ทิ้งเสีย   เดินหน้านโยบาย “ย้อนศร” กับของเดิม  เพื่อนำพาเศรษฐกิจโลกไปยังทิศทางที่ถูกต้องได้..... ขอเรียกร้องให้  ธปท.เริ่มก่อนเลยดีไหมครับ ???&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-1737687862419264606?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/1737687862419264606/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1737687862419264606'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/1737687862419264606'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='ดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ : ความเชื่อผิดๆ'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-4887335558629842441</id><published>2010-11-04T11:33:00.004+07:00</published><updated>2011-08-05T22:54:14.935+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>QE สเตียรอยด์การเงิน</title><content type='html'>QE สเตียรอยด์การเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Quntitative Easing หรือ QE นี้เองที่อเมริกาได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือพิเศษทางนโยบายการเงิน  รอบ 2 นี้ใช้เงินราว 6 แสนล้านเหรียญ สรอ. เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล  ดึงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง  เพื่อหวังช่วยกระตุ้นสินเชื่อ และ เพิ่มเงินเฟ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในความเป็นจริงแล้ว QE ก็เสมือนกับ สเตียรอยด์  ซึ่งจะใช้ก็ต่อเมื่อ&lt;br /&gt;1. ยามาตรฐานใช้ไม่ได้ผลแล้ว  คือ นโยบายการเงินแบบเดิมๆ นั้นกดอัตราดอกเบี้ยเฉียดศูนย์แต่ก็ยังไม่เห็นผลดีนัก&lt;br /&gt;2. ได้ผลระยะสั้น แต่เสียหายระยะยาว  คือ เห็นผลการรักษาได้ดีในระยะสั้น  แต่ทำให้สุขภาพเสียหายอย่างหนักในระยะยาว  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เพราะ  การพยายามทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรต่ำลง  และ เพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงิน  ไม่ถูกนำไปเป็น flow หรือ สินเชื่อซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรง  แต่กลับไปเพิ่มเป็นเงินสดส่วนเกิน   เมื่อผลตอบแทนที่แท้จริง (real rate) ไม่เปลี่ยนแปลง  นั่นหมายถึง....การทำเช่นนี้ในระยะยาวแล้ว  กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม  คือ ทำให้อัตราเงินเฟ้อนั้นต่ำลง  จนเข้าสู่สภาวะเงินฝืดได้ง่ายๆ  และ เป็นการติดกับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ เมื่อดูที่ International Fisher Effect Thoery  ก็ชี้ให้เห็นว่า  ในระยะยาวแล้ว  ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ  จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย  และ ส่งผลให้ค่าเงินมีแนวโน้มที่แข็งขึ้นเพื่อชดเชยส่วนนี้  คล้ายกับกรณีของประเทศญี่ปุ่น ต้นตำรับของ QE  คือ ในช่วงแรกๆ  เมื่อภายในประเทศให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ต่ำ   เงินก็จะไหลออกนอกประเทศมาก  ทำให้ค่าเงินอ่อนลงสักระยะหนึ่ง  แต่หลังจากนั้นไม่นาน  เมื่อเงินถูกนำคืนกลับพร้อมด้วยผลกำไรจากอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศที่สูงกว่า  และ กำไรค่าเงินอีกส่วน  รวมกันกลับคืนสู่ประเทศต้นกำเนิด  ก็จะกลับทำให้ค่าเงินนั้นแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่า จุดมุ่งหมายของ QE เพื่อทำให้ค่าเงินอ่อนและเกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นนั้น....สุดท้ายแล้วในระยะยาว  มันกลับส่งผลในทางตรงข้าม  เนื่องจากไม่สามารถไปกระตุ้นการเพิ่มสินเชื่อได้  เนื่องจากดีมานด์ที่อ่อนแอ  ดังนั้น  เงินเหล่านั้นจึงเปลี่ยนสภาพเป็นเงินลงทุนไปยังต่างประเทศแทน รวมไปถึงเงินเก็งกำไรในตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ และ ในที่สุดเมื่อเงินต้น พร้อมผลกำไรจากดอกเบี้ย และ ค่าเงิน  กลับสู่แหล่งเดิม  ค่าเงินกลับมีแนวโน้มแข็งค่าในระยะยาว  พร้อมๆ กับ สภาพเงินฝืดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงนี้...แทนที่จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นศก. กลับทำให้ผลตอบแทนทุนลดลง  ประชาชนที่หวังผลตอบแทนที่แท้จริงเท่าเดิมแล้ว...ผลก็คือ สภาวะอัตราเงินเฟ้อกลับลดลง  จนเดินเข้าสู่ภาวะเงินฝืด   พร้อมๆ กับแนวโน้มค่าเงินที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง  จากระแสเงินลงทุนที่ไหลย้อนกลับมา .... นี่จึงเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง  เพราะ เป็นผลที่ตรงกันข้ามกับที่หวังไว้แต่แรกของการทำ QE  จึงได้ตั้งชื่อสิ่งนี้ไว้ว่า "สเตียรอยด์การเงิน"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-4887335558629842441?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/4887335558629842441/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/qe.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4887335558629842441'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4887335558629842441'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/11/qe.html' title='QE สเตียรอยด์การเงิน'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-5520627485962589025</id><published>2010-10-18T05:38:00.003+07:00</published><updated>2011-08-05T22:56:02.846+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>Taiji-Econ. สอนแก้บาทแข็ง</title><content type='html'>Taiji-Econ. สอนแก้บาทแข็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; แม้แต่ท่านนายกฯ และ ท่านรมว.คลัง  ก็ออกมากล่าวว่า “ไร้หนทางที่จะทำให้บาทอ่อน”  ซึ่งความจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่  อาจกล่าวได้ว่าในประเทศไทยนั้นมีอยู่ไม่กี่คนที่รู้วิธีทำให้บาทอ่อนได้  และ หนึ่งในนั้นก็คือผมเอง   บทความนี้ผมขออนุญาตแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทั่วไปแก้ไม่ได้นั้น  เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) แก้ไขได้สบายมาก   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; หากเป็นวิธีตามสำนักมาตรฐาน (เส้าหลิน)  ก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา และ การเข้าแทรกแซงเงินบาท  วิธีแรกนั้นผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง  เพราะ หากวิจารณ์กันแบบตรงไปตรงมาแล้ว  ต้องถือได้ว่า กนง.ตัดสินใจผิดพลาดที่ขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งที่ผ่านมา   ในเมื่อประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา และ EU คงอัตราดอกเบี้ยไว้  และ ญี่ปุ่นกลับลดดอกเบี้ยลงมาด้วยซ้ำ  ขณะที่ประเทศไทยดำเนินนโยบายในทิศทางที่แตกต่างไปจากประเทศยักษ์ใหญ่  ถือว่าเป็นการแตกแถวและจะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวง   โดยที่อัตราเงินเฟ้อก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ว่ามีการเร่งตัวขึ้น  โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือน ส.ค.ที่ 64%  และ การเพิ่มของสินเชื่อก็ถือได้ว่าอยู่ในระดับปานกลาง  ไม่น่ากังวลเลย    หาก กนง.จะยืดอกรับความผิดพลาดนี้ด้วยการลดดอกเบี้ยกลับลงไปที่เดิมก็น่าจะเป็นเรื่องที่สมควรกระทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ส่วนการเข้าแทรกแซงตลาดเงินบาทนั้น  แม้ไม่ควรจะทำแต่ก็ไม่มีทางเลือก ธปท.ได้ต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อประคองค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป   แม้จะขาดทุนหลายแสนล้านแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้เอง  ความแข็งแกร่งไม่มีทางเอาชนะกองทุนระดับโลกได้   “สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย” คือสิ่งที่ ธปท.ประสบอยู่  แล้วจะมีทางที่ดีกว่านี้ไหม ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ปัญหาก็คือ  เราตั้งโจทย์ผิดมาตลอด  มันไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้เงินทุนไหลเข้าลดลง  แต่ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรให้เงินไหลออกสุทธิต่างหาก.... ประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายที่จะได้ดุลบัญชีเดินสะพัดราว 2-3% GDP เพื่อช่วยเรื่องการส่งออก และ การจ้างงาน   ดังนั้นเพื่อให้เกิดสมดุลของดุลการชำระเงินแล้ว  ไทยจึงจำเป็นต้องเป็นประเทศที่ลงทุนสุทธิไปยังต่างประเทศ  ไม่ใช่รอรับเงินลงทุนจากต่างชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; หลักการของไท้เก๊ก ก็คือ “รักษาสมดุล” “ยืมพลังสะท้อนพลัง”  ลองมาติดตามดูกัน&lt;br /&gt;1. “รักษาสมดุล”  ของกฎระเบียบแห่งการไหลเข้า และ ไหลออกของเงินตรา  ขณะที่เงินเข้านั้นแทบไม่มีข้อจำกัดเลย  แต่เงินออกกลับมีข้อจำกัดมากมาย   ควรยกเลิกกฎระเบียบทั้งหมดที่สกัดเงินออก   ยอมให้เงินไปลงทุนในต่างประเทศได้เสรี  ทั้งลงทุนโดยตรง  พันธบัตร  หุ้น  เชิญได้เลยเต็มที่ไม่ต้องขออนุญาต ธปท.อีกต่อไป   เปิดศักราชของการลงทุนนอกประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. “ยืมพลังประเทศจีน”  ประเทศไทยควรเป็นคนต้นคิดเชิญประเทศอาเซียนรวมเป็น 10 ประเทศเดินหน้าเข้า “ขอร้อง” ประเทศจีน  ให้ยอมเงินหยวนแข็งค่าโดยเร็ว และ เปิดเสรีมากขึ้น  เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก และ เกษตรในภูมิภาคอาเซียน&lt;br /&gt;ปฏิบัติการนี้อาจตั้งชื่อได้ว่า “ปฏิบัติการ 10/10/10”  คือ อาเซียน 10 ประเทศ  เดินหน้าขอร้องจีนในเดือน 10 ปี 2010 นี้   โอกาสสำเร็จน่าจะมีสูงทีเดียว  เพราะ ประเทศจีนย่อมต้องการบทบาทการเมืองเป็น “พญามังกรเทพผู้เมตตา”  มากกว่า “มังกรไร้เขี้ยวเล็บซึ่งต้องยอมจำนนเพราะถูกพญาอินทรีกดดัน”  และ หากไทยทำสำเร็จกับการ “ปลดล็อกกับดักเงินหยวน”  บทบาททางการเมืองโลกจะโดดเด่นขึ้นมาก  เพราะ สามารถทำในเรื่องที่อเมริกาพยายามมาหลายปีแต่ไม่เห็นผล  ขณะที่ไทยอาจใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์  แต่กลับทำสำเร็จได้อย่างสวยงาม&lt;br /&gt;การที่จีน เป็นทั้งคู่ค้า คู่แข่ง และ คู่ลงทุนของไทยนั้น  เงินหยวนหากมีการแข็งค่าขึ้น 20% ก็เหมือนกำลังซื้อของโลกจะเพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านดอลลาร์  หรือ 3 เท่าของเศรษฐกิจไทย  จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันไทยดีขึ้น  ส่งออกได้ดีขึ้น  และ เงินทุนจะเบี่ยงเบนไปโจมตีประเทศจีนแทนอาเซียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. “สะท้อนพลัง” : เงินไหลเข้าสุทธินั้นหลักๆ แล้วก็นำมาเพื่อซื้อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และ รัฐวิสาหกิจของไทย  ดังนั้น  หากคิดจะสะท้อนพลังกลับแล้วก็คือ การขายพันธบัตรภาครัฐออกแล้วส่งเป็นเงินลงทุนต่างประเทศออกไป   ใครละ..ที่ถือตราสารพวกนี้อยู่เป็นทรัพย์สิน  หลักๆ แล้วก็คือ กองทุนบำนาญ และ แบงก์พาณิชย์ นั่นเอง  &lt;br /&gt;วิธีการก็คือ ธปท.ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่กำลังบาดเจ็บสาหัส  จำเป็นต้อง “ยืมพลัง” ของหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อร่วมกันต่อสู้ในสงครามเงินบาทครั้งนี้   &lt;br /&gt;- รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ  ต้องคืนเงินกู้ต่างประเทศ หรือ ป้องกันความเสี่ยง (เฮดจ์) อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของยอดหนี้..... ไทยได้กระสุนแล้ว 2 แสนล้านบาท&lt;br /&gt;- กองทุนบำนาญ  ซึ่งประกอบด้วย 4 ขุนศึก  กบข. สปส. สำรองเลี้ยงชีพ และ ประกันชีวิต  ซึ่งมีเงินทุนถึง 3 ล้านล้านบาท  ต้องไปลงทุนในตราสารต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 10% ของเงินกองทุน  โดยไม่ต้องเฮดจ์  ดังนั้น จะได้กระสุนอีก 3 แสนล้านบาท&lt;br /&gt;- แบงก์พาณิชย์ต้องมีสินทรัพย์ตราสารต่างประเทศ  มากกว่าหนี้สินต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 5% ของสินทรัพย์รวม  เราได้กระสุนอีกแล้ว 5 แสนล้าน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมๆ แล้วเป็นเงินถึง 1  ล้านล้านบาท   ซึ่งมากกว่าเงินไหลเข้าสุทธิราว 5 แสนล้านบาท ณ ปัจจุบันอยู่ถึงเท่าตัว   กองทุนบำนาญ และ แบงก์พาณิชย์  ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ธปท. และ รัฐบาล  ก็จะขายพันธบัตรของไทยออก และ นำไปซื้อพันธบัตรต่างประเทศแทน  ซึ่งอาจเป็นประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าไทย  อย่างอินเดีย  ฟิลิปปินส์  อินโดนีเซีย ก็ได้   ก็จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น  และ หากทำสำเร็จตามแผนเงินบาทอาจอ่อนลงจาก 30 บาทเป็น 32 บาท  ก็ยังได้จะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก 7% ด้วย   นี่จึงไม่ใช่บังคับให้ไปขาดทุน  และ บังคับให้ร่วมกันสู้เคียงข้าง ธปท. เพื่อกำไรที่มากขึ้นต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากบทความนี้มีส่วนช่วยเหลือประเทศไทยได้บ้าง  ผมของยกเครดิตความดีทั้งหมด  และขอแสดงความคารวะขอบพระคุณปรมาจารย์ทั้ง 3 ท่าน   ท่านแรก คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ในฐานะปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์พลังหยิน   ท่านที่ 2 คือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  ในฐานะปรมาจารย์แศรษฐศาสตร์พลังหยาง และ ท่านสุดท้าย คือ จางซานฟง ในฐานะปรมาจารย์มวยไท้เก๊ก  ผู้สร้างกรอบแนวคิด “รักษาสมดุล” และ “ยืมแรงสะท้อนแรง”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-5520627485962589025?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/5520627485962589025/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/10/taiji-econ.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/5520627485962589025'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/5520627485962589025'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/10/taiji-econ.html' title='Taiji-Econ. สอนแก้บาทแข็ง'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-6585537723456371964</id><published>2010-10-03T10:34:00.002+07:00</published><updated>2010-10-03T10:37:25.812+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>คิดนอกกรอบ ตอบอย่างเคนส์</title><content type='html'>คิดนอกกรอบ....ตอบอย่างเคนส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  ถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20  มีการยกย่องให้เป็นผู้กอบกู้ชีวิตของระบอบทุนนิยมเอาไว้เมื่อ 80 ปีก่อน ในสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก  ด้วยการนำเสนอทฤษฎีเคนส์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ   เคนส์ได้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยากๆ ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี    ผมจะลองสวมวิญญาณของเคนส์เพื่อลองตอบโจทย์ปัจจุบันดูบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ชี้จุดอ่อนทฤษฎีเก่า :  โจทย์ก็คือ จุดอ่อนของทฤษฎีเดิมๆ คืออะไร ??  สำหรับเคนส์แล้วทฤษฎีเก่าก็คือเศรษฐศาสตร์คลาสสิค  การกดดอกเบี้ยจนเหลือศูนย์ก็ยังไม่สามารถจะฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้  แม้สภาพคล่องจะมีล้นเหลือ  เพราะ ความเชื่อมั่นในการลงทุนไม่มี  คนว่างงานมีมาก   อุปสงค์รวมมีน้อยเกินไป  เคนส์ตั้งชื่อสิ่งนี้ไว้ว่า  “กับดักสภาพคล่อง” (Liquidity Trap) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอชี้จุดอ่อนของทฤษฎีเคนส์  คือ  การที่หนี้สาธารณะสูงขึ้นทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยจำนวนมาก  การใส่เงินเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน   รวมไปถึงการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญและ ให้หักลดหย่อนภาษีได้จำนวนมาก  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการ “คืนพลัง” จาก flow เป็น stock  ทำให้ผลของตัวทวีคูณลดลงไปมาก  ซึ่งก็คือผลบวกของนโยบายการคลังนั้นหดหายไปแทบจะหมดสิ้น    นอกจากนี้การออกพันธบัตรรัฐบาล คือ เป็นการดูดพลังของชนชั้นกลางในประเทศแทนที่จะสามารถบริโภคเพื่อหมุนเศรษฐกิจได้   กลับถูกนำไปสะสมเป็นเงินกองทุนบำนาญซึ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสูงราว 70-80%   ส่งผลให้กำลังซื้อรวมของประเทศชะลอตัว  ผมเรียกสิ่งนี้ว่า  “กับดักเคนส์” (Keynes Trap)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นผมคิดว่าปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของทฤษฎีเคนส์ ก็คือ “โครงสร้างประชากร”  หากเป็นแบบพิระมิดเหมือนสมัย 80 ปีก่อน  ก็มีโอกาสสำเร็จสูง เพราะ เยาวชนจำนวนมากจะเติบโตขึ้น  มาเป็นแรงงานเพื่อให้เศรษฐกิจดี และ รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น    แต่หากค่าเฉลี่ยอายุประชากรสูงกว่า 40 ปีเสียแล้ว  โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นน้อยมาก  ญี่ปุ่นมีอายุเฉลี่ยของประชากรที่ 44 ปี  สูงที่สุดในโลก และ มีตัวเลขหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน  ขณะที่ กรีซ และ อิตาลี นั้น มีทั้ง 2 ค่า  อยู่ในระดับ top ten ของโลก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการใช้ทฤษฎีเคนส์ในยุคปัจจุบันกับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...น่าจะล้มเหลว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.คำเตือนเรื่อง paradox  : โจทย์คือ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีประชาชนควรออมมากๆ ใช่ไหม ??  เคนส์ได้เตือนในเรื่องของ “ความขัดแย้งของความมัธยัสถ์” (Paradox of thrift)  หมายถึงหากแต่ละบุคคลพยายามอดออมประหยัดแล้ว   เศรษฐกิจโดยรวมก็อาจไม่ฟื้นตัว   ทำให้รายได้โดยรวมลดลง  และ ในที่สุดแล้วจะทำให้การออมโดยรวม  รวมไปถึงการออมของแต่ละบุคคลนั้นกลับลดลงนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ขณะที่ผมมองในมุมของ stock  ก็จะเรียกว่า “ความขัดแย้งของกองทุนบำนาญ” (Paradox of pension)  หมายถึงว่า  ในเชิงมหภาค   หากประชาชนมุ่งเก็บออมในกองทุนบำนาญมากๆ  โดยที่รัฐบาลก็พยายามสนับสนุนทางการส่งเงินสมทบและหักลดหย่อนภาษีแล้ว    เศรษฐกิจก็จะมี flow น้อยลงส่งผลลบต่อ GDP   อาจทำให้เงินที่เข้ากองทุนบำนาญนั้นน้อยลงในที่สุดเพราะ ทั้งเอกชนและรัฐบาลเหลือเงินน้อยลง   หากมองในด้านบุคคลแล้ว  การบังคับออมเงินในกองทุนประกันสังคม  จะทำให้ผู้ประกันตนรายได้น้อย  เงินขาดมือ จำเป็นต้องกู้เงินดอกเบี้ยโหดทั้งในและนอกระบบ  สิ่งนี้จึงไม่ได้ทำให้ผู้ประกันตนมั่งคั่งมั่นคงตามแนวคิดประกันสังคม  แต่กลับทำให้ผู้ประกันตนยากจนลงต่างหาก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ทฤษฎีใหม่ : โจทย์คือ แล้วจะมีทางแก้ปัญหาใหม่ๆ หรือไม่ ???   สำหรับเคนส์แล้วสิ่งใหม่นั้นก็คือ ทฤษฎีเคนส์ นั่นเอง ในยุคนั้นถือเป็นแนวคิด “นอกกรอบ” ที่จะให้รัฐบาลกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  แม้แต่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของเคนส์  ก็ยังไม่กล้านำมาใช้  ต้องรอให้ประเทศญี่ปุ่นเริ่มใช้ก่อน  ตามมาด้วยอเมริกา  เมื่อเห็นผลดีจึงขอตามใช้ด้วย   หลังจากนั้นได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่นักการเมืองทั่วโลก   ไม่เพียงแต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่านั้น   แต่รัฐบาลสามารถนำเงินในอนาคตมาใช้จ่ายเพื่อแจกเงินให้กับประชาชนอันเป็นการเพิ่มคะแนนนิยม  นอกจากนั้น  เมื่อเงินอยู่บนโต๊ะมากขึ้น ก็หมายถึง โอกาสที่เงินจะตกใต้โต๊ะและเขี่ยเข้ากระเป๋าตัวเองมีมากขึ้นด้วย    เมื่อได้ทั้งคะแนนนิยมได้ทั้งเงินใต้โต๊ะ  นักการเมืองจึงนิยมเคนส์มากๆ  แทบทุกประเทศในโลกจึงใช้ทฤษฎีเคนส์ในช่วงเวลาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ผ่านมา    อย่างไรก็ดี  ทฤษฎีเคนส์ได้ทิ้งมรดกปัญหาหนี้สาธารณะก้อนโตเอาไว้ ณ ปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สำหรับผมแล้ว ทฤษฎีใหม่ก็คือ เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taji-Econ.)   ด้วยการให้รัฐบาลพยายามรักษาสมดุล   โดยยืมพลังจากแหล่งต่างๆ ทั้งกองทุนบำนาญ  แบงก์รัฐ  ตลาดสินทรัพย์  คนเกษียณต่างด้าว ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐี ฯลฯ   เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแทนการเพิ่มหนี้ภาครัฐไปเรื่อยๆ   ยืมพลังของสิ่งหยุดนิ่ง (stock) มาเป็น สิ่งเคลื่อนไหว (flow)  ด้วยเงินก้อนเดียวกันจะมีผลต่อ GDP ได้มากขึ้นเป็นร้อยเท่าตัว    ทฤษฎีเคนส์ก็เหมือนรถยนต์รุ่นเก่าที่ใช้แต่น้ำมัน   แต่แนวคิดของ Taiji-Econ. นั้น เสมือนรถไฮบริด  ที่ใช้ได้ทั้งพลังงานน้ำมัน และ ยืมพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย  จึงส่งให้มีมลพิษ (หนี้สาธารณะ)ที่ต่ำกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ผลิตภัณฑ์ใหม่ :   โจทย์คือ มีผลิตภัณฑ์ใหม่ทางการเงินไหม ??? เคนส์ได้เสนอ “พันธบัตรรัฐบาล”  ณ ตอนนั้นแทบไม่มีคนรู้จัก  แต่ตอนนี้ก็ใช้กันแพร่หลายมากๆ    เป็นตัวเชื่อมการขาดดุลการคลังเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ขณะที่ผมได้เสนอ “สินเชื่อ999” ซึ่งเป็นสินเชื่อที่อิงกับเงินออมในกองทุนบำนาญไม่เกิน 9 ส่วนของเงินออมนั้น ดอกเบี้ย 9% และ ผ่อนได้ 9 ปี  จะช่วยสร้าง flow ขึ้นมาจาก stock ได้หลายแสนล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ “พันธบัตรประกันสังคม”  (Social Security Bond)  โดยแนวคิดสุดขั้วนี้  เพื่อเปลี่ยนสภาพของกองทุนประกันสังคมที่เป็นเจ้าหนี้ให้สามารถเป็นลูกหนี้ได้   ในอนาคตอีก 25 ปี สปส. อาจจะต้องขายสินทรัพย์เพื่อมาจ่ายเงินบำนาญให้กับผู้ประกันตน   แต่แนวคิดนี้จะยอมให้ สปส.กู้เงินในรูปพันธบัตร  หรือ กู้ผ่านแบงก์รัฐได้  จะทำให้เกิด flow ขึ้นใหม่จาก สินทรัพย์ของกองทุนประกันสังคม (stock)   สินทรัพย์ของ กองทุนประกันสังคมจึงไม่หมดไปเหมือนอย่างที่หลายๆ ฝ่ายกังวลกันไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ผมเชื่อว่ามีนักเศรษฐศาสตร์ไม่มากนักที่จะยืนอยู่ “นอกกรอบ” ของสำนักคลาสสิค และ สำนักเคนส์  แต่อย่าลืมว่า  หากเคนส์ไม่นอกกรอบ  มาถึงวันนี้พวกเราอาจไม่รู้จัก  “ทฤษฎีเคนส์” ก็เป็นได้  และหากโลกเราไม่มีนักฟิสิกส์ที่ปราดเปรื่องและกล้าหาญอย่างไอน์สไตน์  ที่นอกกรอบ “กฎของนิวตัน”  ในวันนี้  พวกเราอาจจะยังไม่รู้จักพลังงานนิวเคลียร์ และ ทฤษฎีสัมพัทธภาพก็เป็นได้นะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-6585537723456371964?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/6585537723456371964/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/10/blog-post.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6585537723456371964'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/6585537723456371964'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='คิดนอกกรอบ ตอบอย่างเคนส์'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-8042982934900780647</id><published>2010-09-26T14:15:00.001+07:00</published><updated>2010-09-26T14:17:23.316+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>3 ปัญหาเศรษฐกิจ 3 วลีฮอต และ 3 ยอดคน</title><content type='html'>3 ปัญหาเศรษฐกิจ 3 วลีฮอต และ 3 ยอดคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ปัญหาเศรษฐกิจทั้ง 3 นั้น   มี 1 ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากตอนนี้ก็คือ เรื่องของค่าเงินบาทแข็ง  เราควรจัดการแก้ไขอย่างไรในแนวทางของเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.)  มาดูกันทีละเรื่องได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ปัญหาวิกฤติการคลัง :  เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาหนักสำหรับประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมาก  แต่สำหรับไทยเรายังคงพอรับมือได้     “รัดเข็มขัดการคลังอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้น”  เป็นบทความนี้ผมได้นำเสนอไปแล้ว  โดยเน้นที่ประเด็นการยืมพลังจากแหล่งต่างๆ ทั้ง กองทุนบำนาญ  ตลาดสินทรัพย์  คนต่างด้าวเกษียณ มาเพื่อช่วยรัฐบาลในการสร้างอุปสงค์รวมให้สูงขึ้น   แทนการใช้งบประมาณตรงๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ปัญหาเงินบาทแข็ง..... เรื่องนี้น่าสนใจทีเดียว  หากเป็นปัจจุบันก็คือใช้พลังของ ธปท.ล้วนๆ ด้วยการดูแลอัตราดอกเบี้ยไม่ให้เกิดส่วนต่างกับอเมริกามากเกินไป  และ เข้าแทรกแซงด้วยการซื้อดอลลาร์และดูดซับสภาพคล่องด้วยการออกพันธบัตร ธปท. และ กู้เงินจากแบงก์พาณิชย์เป็นบาท   ซึ่งดร.โกร่งได้เสนอไว้นั้น    แนวคิดแรก็สมควรทำอยู่นะครับ  แต่แนวคิดหลังนั้นทำไม ธปท.ไม่ยิ้มรับ  คำตอบนั้นง่ายๆ ก็คือ  ธปท.เคยสู้มาแล้ว  เคยแพ้มาแล้ว  เคยเจ็บมาแล้ว   ขาดทุนแล้วหลายแสนล้านบาท  นี่คือ แนวคิดแบบ “มวยเส้าหลิน” คือ สู้กันตรงๆ  วัดที่ความแข็งแกร่ง  และ ธปท.ก็รู้ว่าเอาชนะสารพัดกองทุนระดับโลกไม่ได้  สู้แพ้มาตลอด  สินทรัพย์เป็นเงินต่างประเทศก็ด้อยค่าลง  หนี้สินที่เป็นเงินบาทกลับแข็งค่า   มีหนี้สินกับแบงก์พาณิชย์นั้นสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท  เฉพาะดอกเบี้ยธปท.ก็ต้องจ่ายเป็นเงินถึงปีละ 5 หมื่นล้าน  สูงกว่าดอกเบี้ยรับอย่างต่อเนื่อง และ ส่วนทุนของแบงก์ชาติก็ติดลบไปเสียแล้ว   ถ้าเป็นบริษัทก็เรียกได้ว่า  เกือบๆ ล้มละลาย  ถ้าเป็นคนก็เข้าขั้นบาดเจ็บสาหัสอาการปางตาย   ดังนั้น  การต่อสู้ในสมรภูมิเงินบาทครั้งนี้  ไม่เพียงช่วยผู้ส่งออก และ เกษตรกรเท่านั้น  ยังช่วยชีวิต ธปท.ไว้ด้วย  หากเงินบาทอ่อนลง 3%  ก็จะทำให้ส่วนทุนของ ธปท.สูงขึ้นถึง 1 แสนล้านบาท  และแนวคิดแบบไท้เก๊กอาจจะช่วยเรื่องนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยหลักการของเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก ก็คือ การยืมพลังสะท้อนพลัง  ในเมื่อกองทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาซื้อตราสารหนี้โดยเฉพาะของภาครัฐเป็นจำนวนมาก   ธปท.ควรจะยืมพลังจากภาครัฐบาล  ภาคเอกชน  กองทุนบำนาญ และ แบงก์พาณิชย์  รวม 5 นิ้วเป็น 1 ฝ่ามือเพื่อสะท้อนพลังกองทุนต่างชาติกลับไป   เมื่อดู  5 มาตรการที่ประกาศออกมานั้น คือ  ยืมพลังภาคเอกชนแบบขอร้องให้ช่วยๆ ธปท.หน่อย   แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะได้ผลดีนัก  ธปท.ควรต้องยืมพลังของอีก 3 ฝ่ายมาให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ให้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ  คืนเงินกู้ต่างประทศ หรือ ป้องกันความเสี่ยง  อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของหนี้สินต่างประเทศทั้งหมดก่อนสิ้นปี 54   เงิน 2 แสนล้านก็พร้อมไหลออกมาสู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ให้กำหนดสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศของกองทุนบำนาญไปเลย  ว่าต้องไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับนานาชาติ  ก่อนสิ้นปี 54   และ ต้องไม่มีการเฮดจ์ใดๆ ทั้งสิ้น  จะทำให้เงินราว 3 แสนล้านบาทพร้อมไหลออกมาสู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ยืมพลังแบงก์พาณิชย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของ ธปท.มาช่วย  โดยกำหนดให้ต้องลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศโดยไม่มีการเฮดจ์   เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 5% ของสินทรัพย์รวม   ดังนั้น  เราจะได้เงินไหลออกอีก 5 แสนล้านก่อนสิ้นปีหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยหลักการยืมพลังแบบไท้เก๊กเช่นนี้เอง  กำหนดให้ก่อนสิ้นปีนี้ดำเนินมาตรการไปอย่างน้อยครึ่งทาง   ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักเก็งกำไรว่า  เงินบาทไม่จำเป็นต้องมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ทางเดียว  อาจจะอ่อนค่าลงก็ได้  เพราะ มีเงินไหลออกแน่นอน 5 แสนล้านก่อนสิ้นปีนี้ และ 1 ล้านล้านบาทก่อนสิ้นปีหน้า   ซึ่งก็เป็นเงินที่มากพอจะทำให้นักเก็งกำไรต้องหยุดคิดหลายตลบอยู่เหมือนกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ปัญหากองทุนประกันสังคมมีเงินทุนไม่เพียงพอ   โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจะมีปัญหาแน่ในอีก 10 ปี  ขณะที่ไทยคงมีปัญหาอีก 30 ปีข้างหน้า    ก็อาจใช้แนวคิดที่ “สุดขั้ว” ไปบ้าง   แต่ความจริงแล้ว “สุดขั้ว” ก็คือ คำแปลของ “ไท้เก๊ก” (Taiji)  เป็นภาษาไทยนั่นเอง  จากมีแนวคิดปัจจุบันที่เสนอให้เพิ่มอัตราเงินสมทบ  ลดเงินบำนาญจ่าย  หรือ ยืดอายุการเกษียณออกไปนั้น   ผู้ประกันตนจะไม่พอใจได้......ทางแก้ไขก็คือ  แนวคิดให้กองทุนประกันสังคมยืมเงินจากแบงก์รัฐ   สร้างหนี้สินต่อทุนได้ไม่เกิน 1 เท่า   จากสภาพ “เจ้าหนี้” ณ ตอนนี้ก็ยอมให้เป็น “ลูกหนี้” ได้   สปส.อาจกู้เงินได้ถึง 7 แสนล้าน ด้วยวิธีเช่นนี้จะเป็นการเพิ่ม flow ให้เกิดขึ้น  เพื่อมาจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เกษียณอายุได้โดยที่เงินทุนยังเพียงพอ นอกจากนี้ยังนำเงินไปเพิ่มสินทรัพย์ เพิ่มผลตอบแทนได้อีกด้วย  แม้ในช่วงแรกภาระในการจ่ายเงินบำนาญจะสูงขึ้น  แต่ในที่สุดแล้วโครงสร้างประชากรจะทรงตัว  และ ภาระเงินบำนาญจะลดลงในที่สุด  ดังนั้น สปส.น่าจะสามารถคืนเงินกู้ได้อย่างไม่มีปัญหาแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอยอมรับว่าทึ่งในความลึกล้ำเคล็ดไท้เก๊กมากๆ  เพราะแนวคิดแก้ปัญหาข้อ 2-3 นั้นซึ่งติดค้างอยู่หลายปีนั้น   ได้มาจากเคล็ดวิชาไท้เก๊กในภาพยนตร์จีน 18 ปีก่อน “มังกรไท้เก๊ก” (Tai Chi Master)  ที่มีโอกาสมาดูอีกครั้ง   จางซันฟง (แสดงโดย Jet Li) ปรมาจารย์ไท้เก๊ก  ได้พูดกับตัวเองว่า “รักษาสมดุล” “ยืมแรงผลักดัน”  และ “นิ่งคือขยับ ขยับคือนิ่ง”  นี่แหละคือ 3 วลีสำคัญยิ่ง  ท่านผู้อ่านลองไปดูผ่าน youtube แล้วอาจค้นพบสิ่งดีๆ และพูดแบบพระเอกในเรื่องก็ได้ว่า “รู้สึกว่าข้าคิดอะไรขึ้นมาได้นะ...”  และ “อะไร” นั่นก็คือ  “มวยไท้เก๊ก”  อันโด่งดังที่คิดขึ้นมาได้เพื่อโค่นศัตรู  ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนซี้ที่ถูกขับออกจากสำนักเส้าหลินด้วยกัน  แต่ผู้ร้ายเห็นแก่ลาภยศจึงทรยศหักหลังเพื่อน   ก่อนที่จะค้นพบมวยไท้เก๊ก  จางซันฟงเคยใช้มวยเส้าหลินสู้...แต่ก็เอาชนะไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากแนวคิดเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ถูกนำไปต่อยอดและนำไปใช้ปฏิบัติแก้ไขปัญหาได้ผลดีจริง  บางทีพวกเราควรจะต้องคารวะขอบคุณ 3 ยอดคนนี้   ท่านแรกคือ เล่าจื๊อ ปรมาจารย์แห่งปรัชญาเต๋า  ท่านที่ 2 คือ จางซันฟง ปรมาจาย์แห่งมวยไท้เก๊ก  และ ท่านที่ 3 ก็คือ.... สุดยอดจอมยุทธนักแสดง... Jet Li ไงละครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-8042982934900780647?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/8042982934900780647/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/3-3-3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8042982934900780647'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/8042982934900780647'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/3-3-3.html' title='3 ปัญหาเศรษฐกิจ 3 วลีฮอต และ 3 ยอดคน'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-2336271163666367774</id><published>2010-09-09T12:21:00.003+07:00</published><updated>2010-09-09T12:23:41.216+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>จุดอ่อนเศรษฐศาสตร์</title><content type='html'>จุดอ่อนเศรษฐศาสตร์ : ขาดเชื่อมโยง stock และ flow&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จุดอ่อนของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกมีปัญหามาจนถึงปัจจุบันก็เพราะว่า  เศรษฐศาสตร์นั้นเป็นวิชาที่เน้นหลักเฉพาะในเรื่องของ flow เท่านั้น คือ Y=C+I+G+(X-M) ซึ่งเป็นสมการของ GDP นั้น  ตัวแปรแต่ละตัวล้วนเป็น flow ทั้งสิ้น  และ การขาดการเชื่อมโยงนี้เองทำให้เป็นปัญหาได้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เช่น รัฐบาลยามใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ให้ประชาชนบริโภคและลงทุนเพิ่มขึ้น (เพิ่ม C และ I)  อย่างไรก็ดี  บางครั้งก็อาจมองข้ามฟองสบู่ของราคาหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ (Stock) ไปได้หลายครั้ง  เหมือนกรณีฟองสบู่อสังหาฯ และ หุ้นแตกในญี่ปุ่น และ อเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  อาจเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนแรกๆ ที่ได้ทำการเชื่อมโยง stock เข้ากับ flow  โดยเสนอให้รัฐบาลออกพันธบัตร (Stock)  กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภาครัฐ (G)  ไม่เพียงเท่านั้น  นโยบายกึ่งการคลังที่เน้นพึ่งแบงก์รัฐ  ก็เชื่อมโยงการเพิ่มสินเชื่อ (Stock)  เพื่อให้เงินเหล่านั้นแปลงสภาพไปเป็นการใช้สอยของภาคเอกชน (C และ I)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นอกจากนั้นก็มีการพูดถึง wealth effect อยู่บ้าง  โดยเชื่อมโยงราคาสินทรัพย์ (stock) ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง  เชื่อมโยงกับการบริโภค (flow) ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; อย่างไรก็ดี  การเชื่อมโยงระหว่าง กองทุนบำนาญ กับ GDP ยังมีอยู่น้อยมาก  เช่น  การลดการสมทบเข้ากองทุนบำนาญ การให้กองทุนบำนาญจ่ายผลประโยชน์เร็วขึ้นมากขึ้น  การให้สินเชื่อโดยอิงกับกองทุนบำนาญเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้น  เป็นการยืมพลังของ Stock เพื่อไปเพิ่ม flow ของการบริโภคและลงทุน  ยังมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้อยู่น้อยมาก    ไม่เพียงเท่านั้น  การเชื่อมโยงระหว่าง stock ด้วยกันเอง  ก็มักถูกมองข้าในศาสตร์นี้ด้วยเช่นกัน  เช่น  การที่พันธบัตรรัฐบาลเพิ่มมากนั้น  มองมุมหนึ่งเกิดจากภาครัฐใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ  แต่มองอีกมุมหนึ่ง  คือ สินทรัพย์ของกองทุนบำนาญนั้นเพิ่มขึ้น  ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงทุนในพันธบัตรภาครัฐ ... นั่นคือ สินทรัพย์ของภาคเอกชน  เป็นตัวเพิ่มหนี้สินให้กับภาครัฐบาล และ เป็นตัวดูดทำให้กำลังซื้อ (flow) ของภาคเอกชนนั้นลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในด้านของปัจเจกบุคคล  ความรวยความจน  ประเมินจากรายได้ หรือ ความมั่งคั่งกันแน่  ตัวแรกคือ flow ส่วนตัวหลังคือ stock  ยังมีความสับสนในเรื่องนี้อยู่มากว่า  ประชาชนที่ติดหนี้สินอยู่มาก  แต่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์สูง  เช่นนี้จะถือว่าร่ำรวยหรือยากจน ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เมื่อเทียบกับศาสตร์ด้านการบัญชี จะมีการเชื่อมโยงของ  2 สิ่งนี้ได้ดีกว่า  เช่น หากอยากจะกำไรเพิ่ม (flow)  ก็ขายสินทรัพย์ (stock) ออกบางส่วนเป็นกำไรพิเศษ  หรือ หาทางเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ (stock)  เพื่อให้หนี้สินลดลง  ก็จะได้กำไรพิเศษเพิ่มขึ้นมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สำหรับการลงทุนหุ้นนั้น  การอธิบายราคาหุ้น (stock) ก็ใช้ทางจากส่วนที่เป็น stock ในลักษณะของ Book Value (BV) และ Net Asset Value (NAV) มาอธิบายราคาหุ้นได้  ในเวลาเดียวกันก็ใช้ส่วนที่เป็น flow เช่น กำไรต่อหุ้น  การเติบโตของยอดขายและกำไร   มาช่วยอธิบายด้วยเช่นกัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ถูกคิดขึ้น เพื่อปิดจุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์ในส่วนนี้  จะมีการยืมพลังของ stock มาช่วย flow เพื่อพลังให้กับ GDP ได้หลายร้อยเท่าตัว   เช่น  หากเก็บเงินฝากไว้ในแบงก์ดอกเบี้ย 1%จะได้ GDP 1 บาทจากเงิน 100 บาท  แต่หากนำเงินนั้นมาใช้จ่ายหมุนได้ 3 รอบ  ก็อาจสร้าง GDP ได้ถึง 300 บาท จะเห็นว่าแตกต่างกันถึง 300 เท่าตัว   เมื่อ GDP เพิ่มประชาชนรายได้สูงขึ้น  เริ่มเก็บออมได้มากขึ้น  ก็ค่อยนำเงินนั้นกลับเป็น stock เพื่อสะสมเพิ่มได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ประเทศพัฒนาแล้ว  กำลังติดกับดักเคนส์  จนหนี้สาธารณะท่วมหัว  ไม่สามารถใช้นโยบายการคลังไปเรื่อยๆ ได้นานนัก  จำเป็นต้องหาวิธีการใหม่  ด้วยการยืมพลัง stock มาช่วย flow  ก็จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-2336271163666367774?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/2336271163666367774/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/blog-post_09.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/2336271163666367774'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/2336271163666367774'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/blog-post_09.html' title='จุดอ่อนเศรษฐศาสตร์'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-2709997980624112831</id><published>2010-09-08T11:46:00.003+07:00</published><updated>2010-09-08T13:22:55.958+07:00</updated><title type='text'>โครงการเศรษฐีไทยผู้ใจบุญ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;โครงการเศรษฐีไทยผู้ใจบุญ และ คนไทยใจอาทร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; หลังจากได้อ่านข่าวเรื่องของมหาเศรษฐีโลก  นำโดยวอเรน บัฟเฟต์จะพยายามระดมทุนจากมหาเศรษฐี 40 คนเพื่อบริจาคให้กับสาธารณกุศลเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์   ยังมีข่าวของการยึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ  เป็นเงินถึง 4.9 หมื่นล้าน  ทำให้รายรับการคลังของไทยดีกว่าคาดไปมาก  รวมไปถึงข่าวการประกาศชื่อของมหาเศรษฐีไทย 40 อันดับแรกโดยฟอร์บส์อีกด้วย  ทำให้เกิดความคิดหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; มันเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะจัดโครงการที่ทำให้โลกต้องสนใจตื่นเต้นบ้าง   เป็นโครงการที่แสดงความเอื้ออาทรต่อกันของคนไทยด้วยกัน   และแสดงถึงความเป็นห่วงต่อลูกหลานในอนาคตอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 1. “เศรษฐีไทยผู้ใจบุญ”   ด้วยการชักชวนให้คนระดับเศรษฐีของไทยบริจาคเงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท   รัฐบาลจะจัดทำเหรียญทองคำสลักชื่อให้  พร้อมกับมอบสิทธิประโยชน์ของภาครัฐเล็กๆ น้อยๆ ด้วยบัตร VIP  ไม่ต้องรอคิวเมื่อไปทำธุระที่สถานที่ราชการ   สามารถพักห้องพิเศษเมื่อรักษาในโรงพยาบาลของรัฐได้ฟรี   รวมไปถึงการได้อัพเกรดตั๋วโดยสารการบินไทยฟรี   เหล่านี้เป็นต้น    เชื่อว่าอาจมีคนระดับเศรษฐีถึง 300 คนมาร่วมบริจาคได้เงินถึง 3 หมื่นล้านซึ่งก็อาจจะดูดีกว่า  การยึดเงินจากคนเพียงหนึ่งคนที่เขาไม่ยินดีจะมอบให้แก่ประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 2.”คนไทยใจอาทร”  เป็นการมอบเหรียญเงินสลักชื่อให้กับคนไทยที่บริจาคเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป  โดยสิทธิประโยชน์ก็อาจเหลือเพียงประกาศชื่อใน นสพ. พร้อมแจกบัตรเงิน VIP ไม่ต้องรอคิวในสถานที่ราชการเท่านั้น   อาจระดมเงินได้จากโครงการนี้ราว 2.5 หมื่นล้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เมื่อรวม 2 โครงการนี้ก็อาจได้เงิน 5.5 หมื่นล้านบาท  ซึ่งเทียบเคียงกับสวัสดิการรัฐ 3 เรื่อง ที่ให้เบี้ยยังชีพคนชรา  เบี้ยยังชีพคนพิการ และ เรียนฟรี 15 ปี  ซึ่งดูแลช่วยเหลือประชาชนรวมกันถึง 18 ล้านคน   เทียบได้กับการเป็นมูลนิธิขนาดยักษ์ใหญ่บริหารโดยรัฐบาลได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; หากมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทย  ท่านเจ้าสัวซีพี  จับมือกับท่านรมว.คลัง  ประกาศว่าจะเข้าร่วมโครงการ “เศรษฐีไทยผู้ใจบุญ”  แน่นอน  พร้อมสนับสนุนโครงการแบบนี้เต็มที่  ก็น่าจะสร้างความตื่นเต้นยินดีต่อโครงการนี้ของคนไทยดังไประดับโลกได้เป็นแน่แท้   อาจเห็นผลดีของโครงการได้ถึง 9 ประการดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ : คนรวยบริจาคเงินออกมาก็รวยน้อยลงนิด  ให้คนจนรวยขึ้นหน่อย&lt;br /&gt;2. เป็นการสร้างความสามัคคีและเอื้ออาทร : เกิดความรักสามัคคีในหมู่ประชาชนคนไทย&lt;br /&gt;3. สร้างภาพพจน์ที่ดีของประเทศไทย : ให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลก  เพื่อแก้ไขภาพพจน์เสียๆที่ผ่านมา  จะแสดงถึงว่าคนไทยนั้นรักสามัคคีกัน  และมีความเอื้ออาทรต่อกันเพียงใด&lt;br /&gt;4. ภาพพจน์ของนายทุนดีขึ้น : จากการเอาเปรียบพยายามสูบเอาแต่ผลประโยชน์จากสังคม ก็คืนกำไรส่วนนั้นกลับสู่สังคมไปบ้าง&lt;br /&gt;5. โฆษณาบริษัทฟรีๆ : กิจกรรมแบบนี้เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม CSR  หากเจ้าสัวซีพี  เข้าร่วมโครงการ ก็จะส่งผลดีต่อบริษัทในกลุ่มซีพีไปด้วยเช่นกัน  ที่มีภาพพจน์การเอื้อเฟื้อต่อคนไทยด้วยกัน  และโครงการแบบนี้รับนิติบุคคลด้วยเช่นกัน  บริษัทขนาดยักษ์ใหญ่นอกจากเสียภาษีตามกฎหมายแล้ว  ยังสามารถเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อประชาสัมพันธ์บริษัทแบบ CSR เช่นนี้ได้ด้วย&lt;br /&gt;6. ภาพพจน์ของนักการเมืองดีขึ้น : นักการเมืองที่เข้าร่วมโครงการ  จะมีภาพพจน์ที่ดีขึ้น  แทนที่จะเอาประโยชน์จากงบประมาณเท่านั้น   โครงการเช่นนี้นักการเมืองยังมีโอกาสได้ใส่เงินคืนกลับรัฐบาล หาเสียงกันได้อย่างถูกกฎหมาย  และ ดูดีมากๆ ในสายตาประชาชน  ท่านรมว.คลังกรณ์  แทนที่จะมีฉายา “นักสู้กู้สิบทิศ” ก็อาจกลายเป็น “ขุนคลังไทยผู้ใจบุญ”  แทนก็ได้&lt;br /&gt;7. ประสิทธิภาพการบริจาคสูง : รัฐสวัสดิการนั้นมองอีกมุมก็คือ มูลนิธิขนาดยักษ์ใหญ่ที่บริหารโดยภาครัฐ  เมื่อมีขนาดใหญ่ต้นทุนการบริหารจัดการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินช่วยเหลือก็จะต่ำ แค่โอนเงินเข้าบัญชี....เงินถึงมือผู้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย  เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก&lt;br /&gt;8. ลดภาระหนี้การคลัง : แน่นอนการได้เงินระดับ 5.5 หมื่นล้านซึ่งเป็นเป้าหมายของการระดมเงินบริจาคครั้งนี้   จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะได้ เพราะ ช่วยให้รัฐบาลขาดดุลการคลังลดลงไปไม่น้อยเลย&lt;br /&gt;9. กระตุ้นเศรษฐกิจได้ : เงิน 100 บาทหากอยู่ในมือเศรษฐีเงินนี้คือ stock จะไปฝากกับแบงก์ได้ GDP ซึ่งคือดอกเบี้ย 1 บาท  ขณะที่เงินนี้หากเปลี่ยนมือไปอยู่ในมือคนจน stock จะเปลี่ยนเป็น flow เกิดการใช้จ่าย GDP อาจเพิ่มได้ถึง 300 บาท  หรือเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 300 เท่าตัว  นี่ก็คือเคล็ดวิชาของไท้เก๊ก  หรือ “สี่ตำลึงปาดพันชั่ง”  นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ขอฝากให้รัฐบาลได้รีบเร่งดำเนินโครงการคล้ายๆ แบบนี้โดยด่วน  เพราะเป็นโครงการที่ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกถึง 9 ตัว   แถมด้วยบทสัมภาษณ์ของคนแก่  “ยายขอบใจเศรษฐีไทยผู้ใจบุญทุกคนที่ช่วยสนับสนุนให้ยายมีเงินใช้ทุกเดือน”    บทสัมภาษณ์ของเด็ก “หนูขอขอบคุณเศรษฐีไทยผู้ใจบุญทุกท่าน ที่ช่วยสนับสนุนการศึกษา  แถมยังช่วยลดภาระหนี้ในอนาคตให้อีกด้วยคะ”    บทสัมภาษณ์ของคนพิการ “ดิฉันขอขอบคุณเศรษฐีไทยผู้ใจบุญทุกท่าน  ที่ช่วยสนับสนุนให้มีเงินใช้จ่ายได้  มีกำลังใจต่อสู้ชีวิตต่อไปคะ”    หากประสบความสำเร็จได้ดีตามคาด  ผมจะได้นำเอาไปบรรจุไว้เป็น 1 ใน 18 กระบวนท่าเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ต่อไป    ผมรอดูผลอยู่นะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-2709997980624112831?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/2709997980624112831/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/blog-post_08.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/2709997980624112831'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/2709997980624112831'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/blog-post_08.html' title='โครงการเศรษฐีไทยผู้ใจบุญ'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-4046935000515877837</id><published>2010-09-07T20:51:00.001+07:00</published><updated>2010-09-07T20:53:23.552+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปรัชญาเศรษฐศาสตร์'/><title type='text'>จาก ทุนนิยมและเชิงพุทธ  รุดสู่ ไท้เก๊ก</title><content type='html'>&lt;strong&gt;จากทุนนิยมและเชิงพุทธ…รุดสู่ไทเก๊ก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; บทความนี้จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวคิดปรัชญา   เป้าหมาย  และ เงินบำนาญ  ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบของเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม  เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ  และ เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก  ว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง  สำหรับผมแล้ววิชาการต่างๆที่เรียนในระดับปริญญาตรี คือ เรื่องของ “เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม”  แต่ผมได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ “เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ”  และล่าสุด 2 ปีที่ผ่านมานี้ได้คิดค้น “เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก” (Taiji-Econ.)  ทั้ง 3 เรื่องมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง  ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ปรัชญาที่สนับสนุนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม นั้น ยึดหลักจากปรัชญาตะวันตก  อิงกับศาสนาคริสต์เป็นหลัก  ต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ  หากผู้คนศรัทธาในพระเจ้า  ตั้งใจเป็นคนดี  ตั้งใจทำงาน  ตั้งใจเก็บออมเงินแล้ว  มีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว   พระเจ้าย่อมดลบันดาลให้ร่ำรวยและมีความสุขได้อย่างแน่นอน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ  นั้นชัดเจนว่ายึดหลักปรัชญาขั้นสูงสุดของอินเดีย คือ พุทธศาสนา  เน้นการลดละเลิก   ความสมถะไม่สะสมเงินทอง  เน้นการไม่ทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก  ยึดหลักปรัชญาขั้นสูงของจีน คือลัทธิเต๋า  รักษาสมดุลแห่งหยิน-หยาง   การยืมพลังสะท้อนพลัง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ความโลภ&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม  มองความโลภเป็นสิ่งที่ไม่ได้เลวร้ายนัก  จะช่วยให้คนได้ตั้งใจพยายามทำงาน  ตั้งใจเก็บออมลงทุน  เพื่อสะสมสินทรัพย์สร้างความมั่งคั่ง  นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามนุษย์มีความโลภไม่จำกัด  แต่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัดเราจึงต้องหาวิธีจัดสรรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด   ในบางครั้งความโลภที่มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดการเก็งกำไรเกินควรจนก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ  มองความโลภเป็นสิ่งที่ไม่ดี  เป็น 1 ในกิเลส 3 ประการที่สำคัญ  การควบคุมดูแลความโลภจึงเป็นเรื่องที่ควรจะต้องกระทำอันดับแรก   เมื่อความโลภน้อยก็จะบริโภคน้อยแต่มีความสุขได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก  มองโลกตามความเป็นจริงว่า  ประชาชนไม่ใช่พระโสดาบัน  ความโลภในหมู่ประชาชนนั้นมีอยู่จริง  ต้องหาวิธีการดูแลผ่านนโยบายต่างๆ เพื่อให้ “ความโลภ” อยู่ในระดับเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เป้าหมาย&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม  เน้นเป้าหมายที่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ  การบริโภคมากๆ คือความสุข  ความมั่งคั่งคึกคักร้อนแรง  คือ เป้าหมายแบบพลัง “หยาง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ  เน้นเป้าหมายที่การบริโภคน้อย  แต่ดำรงชีพอย่างมีความสุข  เบียดเบียนโลกให้น้อย  เน้นการลดละเลิก  นิ่งสงบเย็น  แม้ว่าอาจส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ได้  เหล่านี้ล้วนเป็น เป้าหมายแบบพลัง “หยิน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก คือ มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลแห่ง “หยิน-หยาง” นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เงินกู้และเงินบำนาญ&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม   จะให้การลดหย่อนภาษีกับการออมของเศรษฐี  ขณะเดียวกันจะบังคับออมกับคนยากจนในระบบประกันสังคม   ด้วยวิธีนี้  คนจนจะเงินขาดมือ  และ นายทุนจะได้ประโยชน์มากเพราะ จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากเพียง 1% ต่อปี  แต่ได้รับดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 28% ต่อปี  การมีหนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี  เพราะ การมีสินเชื่อเพิ่มจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น  หลักการนี้เชื่อว่าคุณภาพชีวิตหลังเกษียณที่ดีต้องมีเงินรายได้ 70% ของช่วงที่ทำงาน   ผู้สูงวัยพึ่งเงินออมตนเองไม่พึ่งลูกหลาน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ  เน้นให้ความสำคัญของปัจจุบันยิ่งกว่าอนาคต   การออมเป็นสิ่งที่ดี  แต่ไม่สำคัญเท่ากับการไม่ก่อหนี้   พระท่านสอนว่า “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” และ “พุทธศาสนิกชนที่ดีแทบไม่ต้องใช้เงิน”   ผู้สูงวัยเข้าวัด  ศึกษาธรรมะ  จึงแทบไม่ต้องใช้เงิน   พึ่งพาเงินส่วนที่จำเป็นจากลูกหลานเพียงเล็กน้อยถือเป็นการทดแทนพระคุณ   จะใช้เงินน้อยแต่มีความสุขมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก   พยายามรักษาสมดุลของแนวคิดทั้ง 2    เงินบำนาญควรเลือกเก็บมากหรือน้อยได้ตามสภาพเศรษฐกิจ   ยืดหยุ่นให้สามารถยืมเงินออมบำนาญได้หากมีความจำเป็น  และ ผู้สูงวัยจะพึ่งเงินออมตนเอง  เงินภาครัฐ และ เงินลูกหลานด้วยเป็น 3 ขา   อย่างไรก็ดีจะใช้เงินน้อยกว่าแนวคิดแบบทุนนิยม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. นโยบายเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม   เมื่อความโลภและการเก็งกำไรมากเกินไป  ฟองสบู่แตก   การใช้นโยบายต่างๆ ก็เหมือนดั่ง “ยาแผนตะวันตก”  ที่เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด  จึงเกิดผลข้างเคียงได้มาก  มักได้ผลในระยะสั้นแต่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว  ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน หรือ การคลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ  เหมือนดั่ง “วัคซีน” ที่ใช้ป้องกันความโลภที่มากเกินไป  จึงใช้ป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ผลดี  แต่ใช้รักษาผลของมันไม่ได้   เศรษฐกิจชะลอตัวลงต้องการพลัง “หยาง” มาช่วย  แต่เนื้อหาในส่วนของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธทั้งหมดนั้น  มีแต่พลัง  “หยิน”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก  เหมือนดั่ง “ยาแห่งดุลยภาพ”  ใช้การยืมพลังจากแหล่งอื่นๆ มาช่วยรัฐบาลได้  จึงไม่ต้องสร้างหนี้สาธารณะมากเกินไป   พยายามรักษาสมดุลของหนี้สินภาครัฐ และ สินทรัพย์กองทุนบำนาญ    รักษาสมดุลการค้าของโลก    สร้างสมดุลของการสมทบเงินออมบำนาญตามสภาพเศรษฐกิจ   สร้างสมดุลของผลตอบแทนทุนและแรงงาน  รวมไปถึง สร้างสมดุลของเงินออมและหนี้สินของประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจเป็นไปได้เหมือนกันว่าในอนาคตอาจมีเรื่องราวของ “เศรษฐศาสตร์ไทเก๊ก” (Taiji-Econ.)  ตามหนังสือเศรษฐศาสตร์มหภาคบ้างก็เป็นได้......แนวคิดซึ่งเป็นทางสายกลาง  ระหว่างทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทั้ง 2 ขั้วข้างต้น   นั่นหมายถึงท่านผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องนี้ก่อนจะมีในตำราเสียอีกนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-4046935000515877837?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/4046935000515877837/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4046935000515877837'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4046935000515877837'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='จาก ทุนนิยมและเชิงพุทธ  รุดสู่ ไท้เก๊ก'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-4183917837585104443</id><published>2010-09-04T20:38:00.001+07:00</published><updated>2010-09-04T20:39:39.446+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เศรษฐกิจโลก'/><title type='text'>5 กับดักเศรษฐกิจ .. พิษร้ายแรง</title><content type='html'>5 กับดักเศรษฐกิจ..พิษร้ายแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ถ้าพูดถึง “กับดักเศรษฐกิจ” คือ ระบบที่ดูเหมือนจะดี  แต่ที่จริงแล้วกลับไม่ใช่สิ่งที่ดี และ สร้างความเสียหายได้อย่างมากมายตามมา   อาจหยิบยกสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่กำลังประสบอยู่เป็น 5 เรื่องดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กับดักเงินหยวน  คือ การที่ประเทศจีนได้กำหนดค่าเงินหยวนให้ผูกกับเงินดอลลาร์  ส่งผลให้สมดุลการค้าของโลกสูญเสียไป   ประเทศจีนได้ดุลการค้ามากที่สุดในโลก ขณะที่อเมริกาก็ขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลที่สุดในโลกเช่นกัน  โดยที่ 2 ประเทศกลับผูกค่าเงินด้วยกันซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ     ระบบเงินหยวนนี้เคยสร้างปัญหามาแล้ว  โดยได้เคยลดค่าถึง 33% และเป็นตัวจุดชนวนให้การส่งออกของไทยสูญเสียการแข่งขัน  เมื่อรวมกับปัญหาเงินบาทและ BIBF จึงนำไปสู่ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ในที่สุด&lt;br /&gt;วิธีปลดล็อค :  จีนต้องมองให้กว้างออกไป ดำเนินนโยบายไม่ใช่เพื่อประเทศตนเอง  แต่เป็นเพื่อโลก  ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ   การยอมให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% ภายในเวลา 1 ปี  จะช่วยให้สมดุลการค้าของโลกคืนมาได้   สินค้าและสินทรัพย์ของอเมริกาจะมีมูลค่าถูกลงในสายตาคนเอเชียที่มีค่าเงินแข็งขึ้น   ซึ่งจะช่วยประเทศอเมริกาได้เป็นอย่างดี   ขณะที่คนจีนก็จะมีกำลังซื้อมากขึ้น  ความเป็นอยู่ดีขึ้นจากค่าเงินที่แข็งค่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กับดักเงินยูโร คือ การที่กำหนดค่าเงินสกุลเดียว  แต่ผูกประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมากให้อยู่ในยูโรโซนเดียวกัน  เยอรมันมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง  ได้ดุลการค้าอย่างมาก  ในเวลาเดียวกันพบว่า  ไอร์แลนด์  สเปนและกรีซ  มีเศรษฐกิจที่อ่อนแอ  ขาดดุลการค้าอย่างหนัก   โดยปกติแล้วค่าเงินจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ   แต่ด้วยระบบเงินยูโร  มันจึงเกิดขึ้นไม่ได้   จึงสร้างปัญหาอย่างมากต่อประเทศที่อ่อนแอ&lt;br /&gt;วิธีปลดล็อค :  จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปใช้เงิน  2 สกุล  โดยเยอรมันและฝรั่งเศสที่แข็งแกร่งเป็นแกนกลางนั้น  ควรจะเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลใหม่ Eura แทน  ส่วนประเทศที่อ่อนแอริมขอบยูโรโซน ก็ใช้เงิน Euro กันต่อไป   ยอมให้ Euro อ่อนค่าลง  เพื่อช่วยเหลือการส่งออก และ การชำระหนี้สิน&lt;br /&gt;ของประเทศริมขอบยูโรโซน   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. กับดักสภาพคล่อง  เรื่องนี้อยู่ในตำราอยู่แล้ว  คือ การลดอัตราดอกเบี้ยลงมาต่ำมาก  แต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง   สิ่งนี้กำลังเกิดอยู่ในประเทศญี่ปุ่น  อเมริกา และ อังกฤษ  &lt;br /&gt;วิธีปลดล็อค : เคนส์แนะนำให้รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุล  เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. กับดักเคนส์  คือ  สภาพที่ประเทศได้สร้างหนี้สาธารณะเพิ่มตลอดจากการใช้นโยบายการคลังขาดดุล   โดยที่เศรษฐกิจไม่ได้มีการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน   เศรษฐกิจซบเซาและมีภาวะเงินฝืด   ญี่ปุ่นได้ติดกับดักนี้มา 18 ปีแล้ว  ส่วนประเทศอเมริกา และ ยุโรป  เริ่มติดกับดักนี้มาได้ราว 2 ปี  &lt;br /&gt;วิธีปลดล็อค : ใช้เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) มาเพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ  โดยไม่เป็นภาระการคลังเลยแม้แต่น้อย   แต่ใช้หลักการยืมพลังจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนบำนาญแทน  สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น  อาจใช้ “โครงการสินเชื่อ777”  หรือ “Lucky Seven Loan”  ซึ่งมีแนวคิดคล้ายกัน “สินเชื่อ999”  โดยให้องค์กรที่บริหารเงินบำนาญ  ทำการค้ำประกันสินเชื่อให้กับคนญี่ปุ่นไม่เกิน 7 ส่วนของเงินออมในอัตราดอกเบี้ย 7%   ผ่อนได้ 7 ปี   ส่วนของดอกเบี้ยนั้นบางส่วนจะถูกจัดสรรเข้าองค์กรบริหารเงินบำนาญ และรัฐบาลเป็นค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ด้วย   ด้วยวิธีง่ายๆ เงินเศษเสี้ยวของกองทุนบำนาญเพียง 1% เมื่อถูกนำมาใช้จ่าย  จะส่งผลให้ยกเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้ โดยรัฐบาลแทบไม่ต้องใส่เงินงบประมาณลงไปตรงๆ เลยแม้แต่น้อย&lt;br /&gt; ผมคิดว่าหากท่านนายกฯ ของญี่ปุ่นได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้  อาจจะตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากประชุมทีมเศรษฐกิจ และ เปิดตำราเศรษฐศาสตร์ดูทุกหน้าแล้ว  คงไม่เห็นทางออกที่จะฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้   เพราะนโยบายทั้ง 3 ด้าน คือ การเงิน การคลัง และ อัตราแลกเปลี่ยนนั้น  ได้ทำมาอย่างเต็มที่แต่ไม่ได้ผลเลย   หากแนวคิดใหม่นี้สามารถฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้พร้อมๆ กับแก้ไขวิกฤติการคลังไปด้วยได้  จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้กับรัฐบาลชุดนี้ และ พรรค DPJ อีกด้วย  &lt;br /&gt; นโยบายการคลังเปรียบไปก็เหมือนกับ “มวยเส้าหลิน”  ที่ใช้พลังแข็งกร้าวเพื่อปะทะคู่ต่อสู้โดยตรง  แต่สังคมญี่ปุ่นนั้นเริ่มเข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว  โดยประชากรมีอายุเฉลี่ยถึง 43 ปีสูงที่สุดในโลก  พลังก็เริ่มลดน้อยถดถอยลงไป   การใช้  “มวยไท้เก๊ก” ซึ่งเป็นหลักการอ่อนสยบแข็ง  ใช้การยืมพลังสะท้อนพลัง ตามเคล็ดวิชา “สี่ตำลึงปาดพันชั่ง”   จะมีโอกาสพิชิตวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีกว่า&lt;br /&gt; ที่จริงแล้วทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊กที่ผมสร้างสรรค์ขึ้นมานี้   มีจุดเริ่มต้นจากคำถามของผมเมื่อ 10 ปีก่อน “ในเมื่อญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทั้ง 3 ด้านอย่างเต็มที่แล้ว  เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้น   ญี่ปุ่นควรทำอย่างไรต่อไป”  คนญี่ปุ่นตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  คุณช่วยไปคิดต่อหน่อย” เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีในตำราเศรษฐศาสตร์  โดยผมต้องใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะค้นพบทฤษฎีใหม่นี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. กับดักการออม :  คือ สภาพที่รัฐบาลสนับสนุนเอาเงินภาษีไปช่วยเพิ่มผลตอบแทนการออมให้กับคนระดับเศรษฐี  ขณะเดียวกัน  บังคับออมกับคนจนซึ่งทำให้พวกเขาติดหนี้สินกันมากทางอ้อม  ซึ่งเป็นระบบที่ทำกันอยู่ในประเทศไทยตอนนี้   ด้วยระบบเช่นนี้  จะทำให้คนรวย ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานสูง  ได้รับผลตอบแทนการลงทุนสูงอีกด้วย  ทำให้คนรวยนั้นรวยขึ้น  ขณะที่ทำให้คนจนซึ่งมีค่าแรงต่ำ  ยังถูกบังคับทางอ้อมไปติดหนี้ดอกเบี้ยโหดเพราะ การถูกบังคับออมเงินทำให้เงินขาดมือ  จึงมีผลตอบแทนส่วนทุนติดลบไปมาก   สรุปแล้วคือทำให้คนจนนั้นจนลงไปอีก   เห็นได้ชัดว่าระบบแบบนี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายกว้างขึ้น  &lt;br /&gt;วิธีปลดล็อค : ลดวงเงินการหักลดหย่อนภาษี RMF,LTF ลงมา  เลิกอุ้มคนรวยได้แล้ว  ขณะเดียวกันต้องให้มีการยืดหยุ่นเงินออมของประกันสังคม และ กบข.  โดยให้ผู้ประกันตนและสมาชิก  สามารถเข้าถึงเงินออมของตนเองได้  ตามแนวคิดของ  “สินเชื่อ999”   รวมถึงหยุดแนวคิดจัดตั้ง กองทุนการออมแห่งชาติไปเสีย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; หากผู้นำประเทศต่างๆ เห็นถึงกับดักเหล่านี้  และเดินหน้าปลดล็อคได้เร็ว  โลกก็อาจรอดพ้นจากวิกฤติรอบ 2 ไปได้  แต่ผมคิดว่ามีโอกาสถึง 80% ที่โลกกำลังเดินหน้าสู่วิกฤติรอบ 2 เสียก่อนแล้วผู้นำของประเทศต่างๆ จึงจะตาสว่าง   เห็นถึงข้อเสียของกับดักเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้วตัดสินใจเดินหน้าปลดล็อคกับดักเหล่านั้น  จึงจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลกได้ในที่สุด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-4183917837585104443?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/4183917837585104443/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/5.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4183917837585104443'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/4183917837585104443'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/09/5.html' title='5 กับดักเศรษฐกิจ .. พิษร้ายแรง'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-2475315810761894332</id><published>2010-08-10T17:40:00.005+07:00</published><updated>2010-08-12T15:44:03.124+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมือง'/><title type='text'>หมัดน็อค 2 หมัด : สวัสดิการล้านล้านบาท</title><content type='html'>หากผมไม่ใช่คนเขียนบทความนี้เสียเอง  ผมคงต้องคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโกหกประชาชนเป็นแน่แท้  มันจะเป็นไปได้อย่างไรกับการทำนโยบายสวัสดิการถึงล้านล้านบาท  ขณะที่งบประมาณภาครัฐปีละ 2 ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าได้ติดตามบทความของผมมาบ้าง  ก็พอจะรู้ว่า  เราไม่ต้องช่วยประชาชนโดยการใส่เงินงบประมาณเข้าไปตรงๆ  แต่สามารถยืมพลังจากแหล่งอื่นๆ ได้  โดยเฉพาะกองทุนบำนาญต่างๆ  และแบงก์รัฐ  ตามเนื้อหาในเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้คิดทบทวนดูว่าทำไมนโยบายของรัฐบาลซึ่งก็ใช้เงินงบประมาณไม่น้อยถึง 3 แสนล้านบาท เพื่อทำสวัสดิการประชาชน  แต่กลับมีหลายบุคคลซึ่งไม่ได้รับผลประโยชน์เอาเลย  ตัวอย่างเช่น  คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง  ก็แล้วกัน  พวกเขาคงจะบ่นแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช็คช่วยชาติ ... พวกกระผมได้รับการประเมินจากรัฐบาลแล้วว่าเป็นบุคคลค่อนข้างร่ำรวย  ทำงานนอกระบบ  จึงไม่ได้รับเงินนี้  เศร้า&lt;br /&gt;เบี้ยยังชีพคนชรา ... พวกกระผมยังไม่แก่พอที่จะรับเงินนี้ได้  อดอีกแล้ว&lt;br /&gt;เรียนฟรี 15 ปี ... พวกกระผมไม่กล้ามีลูกหรอกครับ  แค่หาเลี้ยงปากท้องตัวเองยังแทบไม่รอดเลย  อดอีกแล้ว&lt;br /&gt;ประกันรายได้เกษตรกร... พวกกระผมไม่ได้ทำนานี่ครับ  อดอีกแล้ว&lt;br /&gt;ลดค่าครองชีพ ... เช่าอยู่กันหลายคนค่าไฟเลยเกินมาหน่อย สรุปแล้ว จ่ายเอง  ส่วนรถเมล์ไม่เคยนั่ง  ขี่แต่มอเตอร์ไซค์คู่ชีพ  อดอีกเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันและบุหรี่นั้น  กระทบพวกเขาเต็มๆ  &lt;br /&gt;ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ... รัฐบาลคงคิดว่าพวกกระผมเข้าขั้นคนรวยใช้เบนซินหรือแก๊ซโซฮอลล์  เลยต้องรับกรรมจ่ายเพิ่ม&lt;br /&gt;ภาษีบุหรี่ ... พอจะดูดบุหรี่แก้เครียดจาก"นโยบายฝนตกไม่ทั่วฟ้า"  พวกกระผมก็ถูกเก็บภาษีเพิ่มอีกแล้ว  นี่มันอะไรกัน "รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน" หรือเปล่าครับ  เพราะ พวกกระผมไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแม้แต่บาทเดียว จากเงินงบประมาณที่รัฐบาลใส่ลงไปถึง 3 แสนล้าน  แถมยังต้องมารับภาระภาษีสรรพสามิตเพิ่มอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคไทยรักไทยเคยโค่น ประชาธิปัตย์อย่างราบคาบ  ด้วย 2 หมัดเด็ด "สวัสดิการแสนล้าน" คือ "บัตรทอง 30 บาท" และ "กองทุนหมู่บ้าน" มาแล้ว  ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ชกแต่ "หมัดแย็บ"  ด้วยน้ำหนักหมัดราว 2-3 หมื่นล้านเท่านั้นเองต่อนโยบาย  ซึ่งก็มีทั้งความ "ไม่พอ" และ "มากเกิน" อยู่ในตัวเอง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่พอ" เพราะ น้อยเกินไป  เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ  และ "มากเกิน" เพราะเงินไม่พอทำให้ต้องสร้างหนี้ภาครัฐเพิ่ม ด้วยสวัสดิการระดับ 3 แสนล้านนี้ไปช่วยเพิ่มหนี้สินสาธารณะในปีที่แล้วถึง 8 แสนล้านบาท  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลขาดซึ่ง นโยบายสวัสดิการแสนล้าน  ที่จะน็อคพรรคคู่แข่งได้  อย่างไรก็ดีบทความนี้จะนำเสนอ "หมัดน็อค" ระดับล้านล้านบาท เพื่อโค่นพรรคการเมืองคู่แข่ง  แบบไม่มีแรงจะยืนบนสังเวียนการเมืองได้อีกนาน  แทนที่จะมีคะแนนความนิยมในระดับใกล้เคียงกันอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.สินเชื่อ999 โดยให้ กบข. สปส. และ บลจ.ที่ดูแลเงินบำนาญ กบข. ประกันสังคม และ สำรองเลี้ยงชีพ ตามลำดับ ค้ำประกันเงินกู้ให้กับสมาชิกและผู้ประกันตน  ไม่เกิน 9 ส่วนของเงินออม ในอัตราดอกเบี้ย 9 เปอร์เซนต์ต่อปี และ ผ่อนได้นานสุด 9 ปี  วงเงิน 3 ก้อนนี้รวม 1.5 ล้านล้านนั้น อาจมีราว 40 เปอร์เซนต์ที่เปลี่ยนเป็นสินเชื่อ  นั่นหมายถึงเงินราว 6 แสนล้านบาท  จะเข้ามาช่วยคนทำงานในระบบให้เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ  โดยไม่ต้องใส่ใจกับเครดิตบูโร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.กองทุน555 เพิ่มวงเงินของกองทุนหมู่บ้าน 5 เท่าตัวเป็น 5 ล้าน  ระยะเวลาคืนเงินต้น 5 ปี  และ แต่ละบุคคลกู้ได้สูงสุด 5 หมื่น  ซึ่งเป็นระดับที่นานขึ้นและมากขึ้นกว่าปัจจุบัน  อันจะช่วยลดจุดอ่อนการหมุนหนี้ของประชาชนได้   วงเงินตรงนี้ 4 แสนล้านบาท  เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ทำงานนอกระบบให้เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรวม 2 เรื่องเข้าด้วยกันก็จะเป็นวงเงินถึง 1 ล้านล้านบาท  ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้เงินงบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว  จึงอาจเป็น 2 หมัดน็อคใช้ล้มคู่แข่งทางการเมืองได้อย่างสบายๆ  และ ประชาชนที่จะได้ประโยชน์ตรงนี้อาจสูงถึง 20 ล้านคน  แทนที่จะเป็นแค่ 2 แสนคนที่รัฐบาลได้ช่วยแก้ไขหนี้นอกระบบได้สำเร็จ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนติดหนี้สินกันมากขึ้น  แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าคนไทยติดหนี้กันมากอยู่แล้ว  และ การช่วยให้คนไทยได้รีไฟแนนซ์ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงมาก  นั่นหมายถึง  คนจนและชนชั้นกลาง เหลือเงินติดกระเป๋ากันมากขึ้น  เพราะ ได้รับผลตอบแทนของแรงงานเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น และ จ่ายผลตอบแทนของทุนลดลง   ปัจจุบันนั้นมีบางคนทำงานทุกวัน  แต่ไม่เคยได้รับเงินไปใช้เลย เพราะจ่ายเป็นดอกเบี้ยนอกระบบไปหมด  หนี้สินมีแต่พอกพูน  เป็นระบบที่เลวร้ายกว่า "ระบบทาส" ในอดีตเสียอีก  เพราะ ทาสในสมัยก่อนนั้นทำงานไป และ รับอาหาร ที่พักอาศัยจากนายทาส  แม้ไม่มีสินทรัพย์เหลือแต่ก็ไม่มีหนี้สินรุงรัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้  การใช้แบงก์รัฐมาเป็นแขนขาในการปล่อยสินเชื่อนั้น  จะเร่งให้เกิดการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อระดมเงินออมขนานใหญ่ในแบงก์รัฐ  ซึ่งจะช่วยลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลงด้วยกลไกการตลาด  อันเป็นสิ่งที่รัฐบาลอยากเห็นอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลอภิสิทธิ์คงมีเวลาคิดไม่มากนักที่จะเลือกเดินหน้าใช้นโยบาย "สวัสดิการล้านล้าน" ในลักษณะคล้ายๆ แบบนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยส่วนใหญ่  ซื้อใจประชาชนให้ได้เพื่อน็อคคู่แข่งทางการเมือง  หรือว่า  ยังคงใจเย็นเดินหน้าชกด้วย "หมัดแย็บ" กันต่อไป  แล้วรอ  พรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบาย  "หมัดน็อค" มาโค่นประชาธิปัตย์ในอนาคตอันใกล้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3005855929032777240-2475315810761894332?l=taiji-econ.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://taiji-econ.blogspot.com/feeds/2475315810761894332/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/08/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/2475315810761894332'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3005855929032777240/posts/default/2475315810761894332'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://taiji-econ.blogspot.com/2010/08/2.html' title='หมัดน็อค 2 หมัด : สวัสดิการล้านล้านบาท'/><author><name>ryuken</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06365075769163728120</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://1.bp.blogspot.com/-jhiD2RJdcss/TmpC_-CNicI/AAAAAAAAABQ/73C70J6bIzs/s220/taiji.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3005855929032777240.post-2597582553162499702</id><published>2010-07-06T13:45:00.007+07:00</published><updated>2010-07-22T12:41:39.564+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิกฤติการคลัง'/><title type='text'>จาก "ประชานิยม" สู่ "ประชาชมชอบ"</title><content type='html'>หลังจากได้มีการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทำไปนั้นเรียกว่า "รัฐสวัสดิการ" หรือว่า "ประชานิยม" กันแน่  อันที่จริงแล้วก็เชื่อว่ามีน้อยคนนักที่จะแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน  เพราะ ทั้ง 2 ชื่อนี้ก็ล้วนแล้วแต่ใช้เงินงบประมาณ  เพื่อสร้างความพอใจแก่ประชาชนกลุ่มใหญ่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก  แต่หากจะหาประเด็นเพื่อแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันก็อาจเป็นแหล่งที่มาของเงินงบประมาณเพื่อนำมาใช้ทำสวัสดิการให้ประชาชน  หากเป็น "เงินกู้"ก็เข้าข่าย "ประชานิยม"  แต่หากเป็น "ภาษีที่เก็บเพิ่ม" ก
