วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

อริยสัจ 4 กับ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์

พวกเราคนไทยรู้จักกันดีกับ "อริยสัจ 4" ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ "ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค" มีการนำไปเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์อยู่บ่อยๆ แล้วสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องอะไรกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไรกัน ??

จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค ได้นำแนวคิดนี้ มาจนสร้าง "ทฤษฎีการคลัง" ขึ้นมา
- กับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ซึ่งเป็นการชี้ถึงปัญหาของนโยบายการเงิน แม้ลดอัตราดอกเบี้ยลงจนติดดิน ก็ไม่สามารถกระตุ้นสินเชื่อและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ นี่คือ "ทุกข์"

- ความขัดแยังของการมัธยัสถ์ (Paradox of Thrift) หากบุคคลหนึ่งคนพยายามรัดเข็มขัดประหยัดอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่หากทุกคนพยายามประหยัดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว จะส่งผลให้รายได้รวมของประเทศลดลง การค้าระหว่างประเทศก็ลดลงด้วย สุดท้ายแล้วจะเก็บออมไม่ได้ในที่สุด ขัดแย้งกันเองกับเป้าหมายเดิม นี่คือ "สมุทัย"

- การจ้างงานเต็ม (Full Employment) คือ เป้าหมายเพื่อให้เกิดการใช้ปัจจัยการผลิตเต็ม "ศักยภาพ" และ มี "ดุลยภาพ" นี่คือ "นิโรธ"

- ทฤษฎีการคลัง (Fiscal Theory) โดยการใช้แนวคิด ผลของตัวทวี (multiplier effect) เพิ่มขาดดุลการคลัง เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของเอกชน ส่งให้ GDP เพิ่มได้เป็นหลายเท่าตัวจากผลนั้น นี่คือ "มรรค"

แนวคิดของอริยสัจ 4 ได้ช่วยให้ค้นพบ "เหรียญด้านที่ 3" โดยพระพุทธเจ้าได้ค้นพบ ด้านที่ "ไม่ตึงเกินไป" และ "ไม่หย่อนเกินไป" หรือ ทางสายกลางนั่นเอง ส่วนเคนส์ ก็พบเช่นกันในการกระตุ้นอุปสงค์ด้านที่ "ไม่ใช่จากเอกชนในประเทศ" (การบริโภคและลงทุน) และ "ไม่ใช่อุปสงค์ต่างประเทศ" (การส่งออก) จึงมาเป็นคำตอบเหรียญด้านที่ 3 คือ อุปสงค์จากการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ดี ทฤษฎีเคนส์ ขาดความเป็น "อกาลิโก" 80 ปีก่อนนั้นเป็นทฤษฎีที่ยอดเยี่ยมมากจนอาจกล่าวได้ว่า "ช่วยชีวิตทุนนิยม" เอาไว้ แต่ 80 ปีให้หลัง สิ่งนี้กลับกลายเป็นทฤษฎี "ดีแต่กู้" ที่ฝ่ายค้านนำมาโจมตีรัฐบาลทุกประเทศทุกยุคสมัย และ สร้างปมเงื่อนปัญหาหนักจนอาจกลายมาเป็น "ปมสังหารทุนนิยม" ได้เลย

หากเรามาลองคิดตามระบบของ ศาสดาแห่งศาสนาพุทธ และ ปรมาจารย์ของเศรษฐศาสตร์มหภาค กันดูบ้าง

- กับดักเคนส์ (Keynes Trap) เพื่อเป็นเกียรติแด่ปรมาจารย์ "เคนส์" ผมจึงคิดว่าใช้ชื่อนี้เหมาะสมยิ่งแล้ว สิ่งนี้คือการที่หนี้ภาครัฐต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเลือกทาง "รัดเข็มขัด" ยอมให้เศรษฐกิจตกต่ำลง หรือว่า "คลายเข็มขัดพยุงเศรษฐกิจ" สร้างหนี้ภาครัฐก้อนโดต่อไปก็ตาม จะพบคำพูด "austerity or stimulus" มากมายใน google คือ เลือกระหว่าง "หัว หรือ ก้อย" นักวิชาการส่วนใหญ่ก็เชื่อแบบนั้น คือ คิดว่าเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอจึงมักพบกับทางตันของปัญหา เมื่อมีคนถามถึงปัญหาของหนี้ภาครัฐในระยะยาว เคนส์ตอบเลี่ยงไปว่า "ในระยะยาวแล้ว พวกเราทุกคนจะตายหมด" ซึ่งก็จริงที่ว่าคนรุ่น "เคนส์" ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว แต่ที่แย่ก็คือ "วิกฤติการคลัง" ได้เปลี่ยนจากปัญหาระยะยาว กลายมาเป็น ปัญหาเร่งด่วนของคนรุ่นเราไปเสียแล้ว นี่คือ "ทุกข์"

- ความขัดแย้งของกองทุนบำนาญ (Paradox of Pension) นักวิชาการพยายามบอกว่าควรออมมากๆ เพิ่มสินทรัพย์ของกองทุนบำนาญเข้าไปเพื่อรองรับสังคมสูงอายุ ขณะเดียวกันควรลดหนี้ภาครัฐลงมา ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันขัดแย้งกันเองในตัว เพราะราว 70-80% ของสินทรัพย์กองทุนบำนาญ ก็คือ หนี้สินของภาครัฐ (พันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ) นั่นเอง การที่รัฐบาลพยายามสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยการสมทบเงินของรัฐก็ดี ลดหย่อนภาษีวงเงินสูงสำหรับเงินออมบำนาญก็ดี จะทำให้การใช้จ่ายโดยรวมลดลง ขณะที่ ภาระหนี้ภาครัฐสูงขึ้นด้วย นี่คือ "สมุทัย" ซึ่งเป็น ต้นเหตุของวิกฤติการคลัง

- การเติบโต "เต็มศักยภาพ" และ "มีดุลยภาพ" และ หลุดพ้นจาก "กับดักเตนส์" คือ หนี้ภาครัฐต่อ GDP ไม่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเป้าหมาย นี่คือ "นิโรธ"

- การคลังไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Theory) โดย "ยืมแรงสะท้อนแรง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน" ของกองทุนบำนาญ จะเป็นทางแก้ไขปัญหา ยืมพลังหยางจากกองทุนบำนาญหากเศรษฐกิจเย็นเกินไป จึงทำให้เกิดการรัดเข็มขัดการคลังพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ (austerity with stimulus) ซึ่งเป็นทางแก้ไขปัญหาแบบเหรียญด้านที่ 3

เมื่อมาดูปัญหาของ "เงินยูโร" ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องของเศรษฐกิจโลกดูบ้าง
- กับดักยูโร (Euro Trap) คือ การที่ประเทศอ่อนแอ (PIIGS) เมื่อเข้ามาในยูโรโซน และ ออกไปไม่ได้ ขณะที่เศรษฐกิจแข่งขันด้านการส่งออกท่องเที่ยวไม่ได้ เสียสมดุลของ "ดุลบัญชีเดินสะพัด" หนี้สินต่างประเทศพอกพูน นี่คือ "ทุกข์"

- ความขัดแย้งของการผูกค่าเงิน (Paradox of Peg) ที่จริงแล้วโลกเคยมีบทเรียนมาแล้วเรียกว่า "กับดักดอลลาร์" เช่น ประเทศเม็กซิโก อาร์เจนติน่า และ ไทย ในอดีตล้วนแล้วแต่ผิดพลาดมาแล้วทั้งสิ้น ด้วยการผูกค่าเงินกับ "ดอลลาร์" จึงเกิดความขัดแย้งกันเองในตัว เพราะ แข่งขันด้านส่งออกไม่ได้จึงขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่องหลายปี ต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อดึงเงินทุนไว้ ลักษณะเศรษฐกิจเช่นนี้ปกติแล้วค่าเงินควรจะอ่อนลง แต่ก็เกิดขึ้นไม่ได้เพราะ ผูกค่าเงินเอาไว้กับดอลลาร์ และเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันเมื่อทศวรรษ 1930 "กับดักมาตรฐานทองคำ" ด้วย แต่ยุโรปไม่เคยเรียนรู้กับเรื่องราวในอดีต สำหรับ กรีซและโปรตุเกส ก็เช่นกัน การผูกค่าเงินยูโรซึ่งตัดสินจากความแข็งแรงของเศรษฐกิจ เยอรมัน และ ฝรั่งเศส (ขนาดราวครึ่งหนึ่งของยูโรโซน) ทั้งๆที่หากประเมินระดับเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และ ดุลบัญชีเดินสะพัด แล้ว เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ควรมีค่าเงินแข็งขึ้น ส่วนกรีซ โปรตุเกส ควรมีค่าเงินที่อ่อนลงในระยะยาว แต่การผูกค่าเงิน 2 กลุ่มประเทศไว้จึงเป็นความผิดพลาดขัดแย้งกันเอง นี่คือ "สมุทัย"

- การเติบโตอย่างมี "ดุลยภาพ" ของดุลบัญชีเดินสะพัด และ แข่งขันได้ตาม "ศักยภาพ" คือ เป้าหมาย นี่คือ "นิโรธ"

- Fx ไท้เก๊ก หรือ Sanfeng333 โดยการจัดระบบให้ประเทศที่แข็งแรงใกล้เคียงกันใช้เงินสกุลเดียวกันได้ แต่หากมีประเทศซึ่งแข่งขันไม่ไหว คือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ติดต่อกัน 3 ปี และ มีส่วนต่างดอกเบี้ย (spread) สูงกว่า 3% ก็ควรจะต้องเปลี่ยนไปใช้เงินระบบอื่น วิธีนี้จะรักษาทั้ง "เอกภาพ" และ "ดุลยภาพ" เอาไว้ได้

โดยเหรียญด้านที่ 1 พยายามรักษาระบบ "ยูโร" ทั้ง 17 ประเทศเอาไว้ เป็นการรักษา "เอกภาพ" ไว้ แต่ระบบจะขาด "ดุลยภาพ" เหรียญด้านที่ 2 คือ ตัดหางปล่อยวัด ประเทศกรีซ โปรตุเกส ออกไปใช้เงินสกุลเดิมตามยถากรรม วิธีนี้แม้รักษา "ดุลยภาพ" ของประเทศอ่อนแอไว้ได้ แต่จะขาดซึ่ง "เอกภาพ" ของยุโรป ส่วนทางออกแบบเหรียญด้านที่ 3 คือ การจัดระบบการแตกตัวอย่างสร้างสรรค์ แม้จะเสียประเทศที่อ่อนแอไปจากยูโรโซน ก็ควรเชื้อเชิญประเทศที่แข็งแรงเช่น สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก และ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตอนนี้ใช้เงินสกุลตนเองนั้นมาร่วมใช้ "Euro" ด้วย เพราะเป็นประเทศเกรด A ส่วนประเทศพื้นฐานกลางๆ อย่าง อิตาลี สเปน ไอร์แลนด์ ก็อาจเชิญชวน อังกฤษ เพื่อมาเป็นพี่เบิ้มของเงินสกุลใหม่ "Euri" ก็น่าจะเหมาะสม และ สุดท้ายประเทสอ่อนแอ กรีซ โปรตุเกส ก็ควรไปรวมค่าเงินกับยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย ตุรกี โปแลนด์ รวมถึงหลายประเทศในแอฟริกา กลายเป็นเงินสกุลใหม่ "Eura" ด้วยวิธีนี้ค่าเงินของยุโรปก็จะเหลือแค่ 3 สกุลเท่านั้น เป็นการ "แตกเพื่อโต" อย่างมีระบบ โดย Euri และ Eura ควรใช้ระบบ Crawling Peg (เกาะค่าเงินไว้แต่ยอมให้อ่อนค่าลงทีละน้อย) กับ Euro วิธีนี้จะทำให้ประเทศสมาชิกในกลุ่ม EU เข้าสู่สมดุลและเติบโตตาม "ศักยภาพ" ได้ จะมีทั้ง "เอกภาพ" และ "ดุลยภาพ" ไปได้พร้อมๆ กัน โดย ECB ที่ดูแลนโยบายการเงินทั้ง 3 สกุลนี้ ขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากเทียบเท่ากับ 2 ยักษ์ใหญ่ อเมริกา และ จีน รวมกันหรือราวๆ 20 ล้านล้านเหรียญ สรอ.จะเป็นขั้วอำนาจที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม นี่คือ "มรรค" นั่นเอง

"อริยสัจ 4 แสงส่องชี้ เหรียญด้านที่ 3" กลอนสั้นๆ บทนี้หากนำไปใช้สอนเด็กและเยาวชน จะช่วยส่งเสริมความรู้ด้านพุทธศาสนา (ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย) เชื่อมโยงกับ "มุมมองที่แตกต่าง" ไม่แน่ว่าเด็กและเยาวชนไทยจะคิดสร้างความรู้ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่โลกได้จำนวนมากพร้อมๆกับการเป็นคนดีมีความสุข อันเป็นความภาคภูมิใจและอนาคตของประเทศชาติต่อไป นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ "การปฏิรูปการศึกษาไทย" นะครับ

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

2012 ปีสยองของเศรษฐกิจโลก

ไม่นับรวมคำทำนายของ ดช.ปลาบู่ หรือ การทำนายของหมอดูหลายคนที่มองไว้เลวร้ายหลายอย่างในปีหน้า รวมไปถึง การพยากรณ์ "วันสิ้นโลก" อันเกิดจากแกนโลกพลิกในช่วงปลายเดือน ธ.ค.ปี 2012 ซึ่งอาจเป็นภัยพิบัติระดับใหญ่หลวงอย่างยิ่งต่อมนุษชาติ บทความนี้จะพูดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกเท่านั้น

หลังจากที่โลกได้เผชิญกับ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2008 ไปแล้วนั้น บาดแผลเกิดจาก ความเสี่ยงของการล้มละลายของสถาบันการเงินในอเมริกา เช่น เลห์แมน บาร์เธอร์ส เป็นต้น อย่างไรก็ดี เวลานั้น โลกมีทั้ง ยาฉีด (นโยบายการคลัง) ยากิน (นโยบายการเงิน) และ ยาทา (นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน) เพื่อบรรเทาอาการของบาดแผลไปได้มาก จนนึกว่าหายสนิทแล้ว แต่เมื่อมาถึงปี 2011 กลับพบว่า บาดแผลได้ขยายวง "ลึกขึ้น" (โดยลามจากสถาบันการเงิน ไปยัง รัฐบาลของประเทศอ่อนแอ เช่น PIIGS) และ "กว้างขึ้น" (ไม่เฉพาะแต่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในจีน และ อินเดียเองก็เริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวเร็วมาก โดยดัชนีหุ้นของ 2 ประเทศที่ตกต่ำสุดในรอบ 2 ปีได้ชี้นำเศรษฐกิจล่วงหน้าแล้ว) ขณะที่ยาทุกประเภทนั้นใช้ไปจนหมดคลังแล้ว ผมขอตั้งชื่อวิกฤติครั้งใหม่นี้ว่า "วิกฤติหมูหัน" อันมาจากชื่อของ "อาหารจีน" และ ประเทศชายขอบในยูโรโซน (PIIGS) ประกอบกันเป็นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2012

นี่จึงเป็นที่มาของคำพูดของ ผู้อำนวยการ IMF นางลาร์การ์ดที่เกรงว่า เศรษฐกิจโลกจะหดตัวทั่วโลกในปี 2012 จะมีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1930 ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม จะได้ผลกระทบต่อการถดถอยครั้งนี้ อาจมีการปกป้องการค้าจนทำให้การส่งออกหดตัวลงด้วย จำเป็นที่ประเทศทั่วโลกต้องประสานกัน ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฝัน "วิกฤติหมูห้น" ครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้ นี่คือ ความหวั่นเกรงของ "หมอใหญ่" ที่คอยดูแลเศรษฐกิจโลกอยู่ โดยไม่รู้ว่ารับมือจัดการกับวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่นี้อย่างไรดี เพราะ ยาทุกประเภทที่รู้จักได้ใช้ไปหมดแล้วแต่ไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ

ตามปกติแล้ว หากเรารักษาด้วยยาแผนตะวันตกแล้วไม่ได้ผล สิ่งที่คิดทำต่อไปก็คือ ใช้แพทย์ทางเลือกไงครับ ฝังเข็ม นวดกดจุด โยคะ สมุนไพร และอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นแพทย์แผนตะวันออกนั่นเอง และสำหรับวิกฤติครั้งนี้ก็เช่นกัน

พุทธเศรษฐศาสตร์ ควรจะดูแลปัญหานี้ได้หรือไม่ ผมคิดว่านี่คือ "วัคซีน" ชั้นยอดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา เพราะ ควบคุมความโลภได้ตั้งแต่ต้นแล้ว โลกก็ไม่เป็นโรคไม่เกิดแผล อย่างไรก็ดี ตอนนี้บาดแผลลึกและกว้างมาก ติดเชื้อเริ่ม "เน่าเฟะ" แล้วด้วย วัคซีน คงไม่อาจช่วยอะไรได้มากนัก นอกจากนี้เป้าหมายของพุทธเศรษฐศาสตร์ คือ "นิ่ง-สงบ-เย็น" ซึ่งเป็นพลังหยิน ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่เศรษฐกิจโลกต้องการในด้านพลังหยาง คือ "เติบโต-คึกคัก-ร้อนแรง"

"ยูโรโซน" ยังคงเป็นปัญหาหนักต่อไป การให้สินเชื่อผ่าน IMF,EU,ECB,EFSF,ESM อะไรก็แล้วแต่ เป็นเพียงแค่เอาช้อนไปคนในแก้วที่มี "น้ำ" กับ "น้ำมัน" รวมกันอยู่เท่านั้น แม้ไม่สามารถจะรวมกันได้อยู่ดี แต่ก็ยังพอจะหลอกๆ ผู้คนไปได้ระยะหนึ่งว่า ยูโรโซน ยังคงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอยู่ แต่ในที่สุดแล้ก็คงฝืนธรรมชาติ และ ทฤษฎีการเงินระหว่างประเทศ (International Fisher Effect) ซึ่งกล่าวว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ย่อมชดเชย ด้วยส่วนต่างของค่าเงินในระยะยาว นั่นหมายถึง ประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ย 10 ปีในระดับสูงมาก กรีซ (35%) โปรตุเกส (13%) อิตาลี (7%) ควรจะมีค่าเงินที่อ่อนลงกว่าประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเช่น เยอรมัน (2.0%) เนเธอร์แลนด์ (2.3%) แต่ค่าเงินของ 2 กลุ่มประเทศนี้กลับผูกด้วยเงินสกุลเดียว คือ "ยูโร" แน่นอนว่า นักวิชาการจำนวนมากนอกเขตยูโรโซน ได้วิจารณ์โจมตี "เงินยูโร" ว่าถูกสาปตั้งแต่ก่อกำเนิดแล้ว และ มาถึงปัจจุบันยิ่งถูกโจมตีอย่างหนักเพราะเห็นถึงปัญหาของการสูญเสียทั้ง "อิสรภาพ" และ "ดุลยภาพ" ของประเทศสมาชิก

ส่วนประเทศจีน นั้นสร้างฟองสบู่โดยมี ปริมาณเงิน (M2) สูงกว่า Nominal GDP Growth ทั้งๆที่ควรยืนใกล้เคียงกันที่ 13-15% ต่อปี แต่จีนกลับปล่อยให้ M2 เติบโตสูงถึง 28% ในปี 2009 และ 20% ในปี 2010 ซึ่งเงินส่วนเกินนี้จึงเข้าไปสร้างฟองสบู่ของอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก และ เมื่อถึงเวลานี้ก็เดินเข้าใกล้ "ภาวะฟองสบู่แตก" เต็มที โดยราคาอสังหาฯ เริ่มลดลงอย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI ก็เข้าสู่ภาวะถดถอย เมื่อรวมกับ ค่าดัชนีหุ้นที่ตกต่ำในรอบ 2 ปี ยิ่งฉายภาพชัดถึงการชะลอตัวลงเร็วในปี 2012

สำหรับมุมมองด้านการลงทุนก็คือ อัตราดอกเบี้ยน่าจะยังคงเดินหน้าเป็น "ขาลง" ต่อไป ดังนั้น กองทุนพันธบัตรระยะยาวจึงน่าสนใจ ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ทั้ง หุ้น ทองคำ น้ำมัน อาจดิ่งลงกว่า 20% ได้ไม่ยาก เพราะ เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น สำหรับการเก็งกำไรแล้ว "ช็อต" (short) จึงน่าจะเป็นคาถาสั้นๆที่จะสร้างกำไรได้ในครึ่งปีแรกของ 2012 แต่เมื่อถึงกลางปีคาดว่า "ยูโรโซน" น่าจะแตกตัวออกเป็น 3 สกุลด้วยกันเพื่อรองรับพื้นฐานเศรษฐกิจของกลุ่มแข็งแรง กลางๆ และ อ่อนแอ แม้อาจสร้างความสับสนยุ่งเหยิงในช่วงแรกๆ แต่เป็นการ "ดุลยภาพ" ใหม่ให้ประเทศ PIIGS สามารถยืนบนขาตนเองได้อีกครั้ง และ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ได้อีกครั้งหนึ่งด้วย

แต่หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมคิดว่า "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.)ที่นำแนวคิดของจีนทั้ง เต๋า และ ไท้เก๊ก มาช่วยด้วยการรักษาสมดุล การยืมแรงสะท้อนแรง และ เปลี่ยนนิ่งเป็นเคลื่อน โดยมียา 4 ชุด คือ การคลังไท้เก๊ก การเงินไท้เก๊ก FX ไท้เก๊ก และ บำนาญไท้เก๊ก น่าจะเป็นยารักษาที่เหมาะกับ "วิกฤติหมูหัน" ในปีหน้า โดยคาดว่าน่าจะเริ่มมีการนำไปใช้ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไปครับ

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

2 ทฤษฎีใหม่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

อุทกภัยครั้งใหญ่นี้ได้สร้างความเสียหายต่อนิคมอุตสาหกรรมจำนวนหลายแห่งในเขตอยุธยา ปทุมธานี และ กระทบต่อแรงงานจำนวนถึง 6 แสนคน มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท รัฐบาลวางแผนการขาดดุลการคลังเพิ่มเป็น 4 แสนล้าน และ อาจมีการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อลงทุนในสาธารณูปโภคแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ ขณะที่ ธปท.ก็ทรงอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อต่อไป

2 ทฤษฎีใหม่นี้คืออะไร แตกต่างจากทฤษฎีเก่าอย่างไร และ จะช่วยเศรษฐกิจไทยแบบไหน

1. การคลังไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Theory) คือ นโยบายการคลังที่เน้นการ "ยืมพลัง"จากแหล่งอื่นๆ แทนการใช้งบประมาณลงไปตรงๆ เช่น การให้ผู้ประกันตนและ ข้าราชการ ยืมเงินออมตนเองในระบบประกันสังคม และ กบข.ได้ 9 ส่วน ดอกเบี้ย 9% และ ผ่อนต่อเดือนที่ 0.9% (บัตรบำนาญ999) จะส่งผลให้เงินสินเชื่อเข้าถึงมือผู้ประกันตน และ ข้าราชการ ได้ราว 5 แสนล้านบาท โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินกู้เพิ่มอันเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะขึ้นไปอีก การหมุนเงินหลายรอบโดยภาคเอกชนจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้โดยตรงในด้านอุปสงค์

หากใช้แนวคิดตามทฤษฎีเดิม การอัดฉีดเงินภาครัฐผ่านงบประมาณ ก็อาจจะไปเพิ่มหนี้สาธารณะได้ถึง 1 ล้านล้านบาทภายในปีเดียว ผลักดันให้สัดส่วนต่อ GDP สูงขึ้นถึงระดับ 50% ได้ในเวลาอันเร็ว นั่นหมายถึง ประเทศไทย เข้าไปเดินบนถนนเส้นทางเดียวกันกับ กรีซ อิตาลี และ ญี่ปุ่น หรือ ติด "กับดักเคนส์" คือ อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ สูงกว่า อัตราการเพิ่มของ nominal GDP ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP สูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หากเลือกเดินตามทฤษฎีใหม่ หนี้ภาครัฐต่อ GDP น่าจะทรงตัว

2. การเงินไท้เก๊ก (Taiji Monetary Theory) คือ นโยบายการเงินที่มุ่งเป้าที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Targeting) แทนที่ การมุ่งเป้าเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ด้วยแนวคิดนี้เอง กนง.ควรจะลดอัตราดอกเบี้ยราว 0.5% 3 ครั้งติดกัน เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไทยไว้ให้ได้ หากเป็นทฤษฎีเดิมนั้น กนง.ก็จะคงดอกเบี้ยต่อไปเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ

"การเงินไท้เก๊ก" ไม่เชื่อว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะสามารถสกัดเงินเฟ้อได้ และ มีแนวโน้มว่าจะมีผลในทางตรงข้ามด้วยซ้ำเพราะไปเพิ่มต้นทุนของดอกเบี้ยไปอีก สมการ nominal rate = real rate + inflation ก็ส่งสัญญาณว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ย (nominal rate) มีผลในการสกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rate) สูงขึ้น และ ยังกลับส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ (inflation) สูงขึ้นอีกด้วย ทฤษฎีใหม่นี้เชื่อว่า การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย ควรเป็นไป เพื่อชะลอหรือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ใช่เพื่อดูแลเงินเฟ้อ ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ กนง.ควรเลือกการลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง 3 ครั้งติดต่อกัน มากกว่า การคงดอกเบี้ยเอาไว้ และ ติด "กับดักเงินเฟ้อ" ต่อไป

บทสรุปตรงนี้ก็คือ ทฤษฎีการคลังและการเงินเดิมๆ นั้นมีจุดบกพร่องอยู่ ผมจึงขอวิงวอนให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศได้มีโอกาสศึกษาทฤษฎีใหม่ทางการเงิน และ การคลัง เพื่อปรับนโยบายเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยของเราครับ

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ใหม่ : เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.)

หลังจากที่ได้มีการสร้างเป็นทฤษฎีใหม่ถึง 4 ชุด จึงได้ก่อตั้งเป็นสำนักเศรษฐศาสตร์ใหม่ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) ซึ่งจะมีแนวคิดแตกต่างไปจาก "ทุนนิยม" เดิมซึ่งมี 2 สำนักคือ "สำนักเคนส์" ของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ และ "สำนักการเงินนิยม" ของมิลตัน ฟรีดแมนซึ่งก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถจะแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้ นอกจากนี้จะมีการเปรียบเทียบกับ "พุทธเศรษฐศาสตร์" ของ อี.เอฟ.ชูมาร์กเกอร์อีกด้วย

1. ทฤษฎีการคลัง

สำนักเคนส์ : เชื่อในประสิทธิผลของเรื่องนี้ มองว่าเป็นการเปลี่ยน "นิ่งเป็นเคลื่อน" นำเงินที่นอนจมในระบบแบงก์ มาให้รัฐบาลหมุนเงิน ซึ่งมีค่าตัวทวี (multiplier) มากกว่า 1 ดังนั้น หากจำเป็นต้องรัดเข็มขัดการคลัง จะทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงได้มาก

สำนักการเงินนิยม : ไม่เชื่อในประสิทธิผลของนโยบายการคลัง มองว่าการใช้เงินภาครัฐคือ "เคลื่อนเป็นเคลื่อน" คือ รัฐบาลแย่งเงินจากภาคเอกชนไปใช้จ่าย ค่าตัวทวี จึงมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ดังนั้น การรัดเข็มขัดการคลัง จะไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงมากนัก

พุทธเศรษฐศาสตร์ : ไม่ส่งเสริมให้รัฐบาลกู้หนี้ยืมสินเกินตัว ยอมให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่ต่ำลง การรัดเข็มขัดการคลัง จึงตรงประเด็นกับแนวคิดนี้

สำนักไท้เก๊ก : มองว่ามีบางโครงการของรัฐใช้จ่ายแบบ "เคลื่อนเป็นนิ่ง" คือ นำเงินทั้งจากรัฐบาลและเอกชน ไปจมกับกองทุนบำนาญประเภทต่างๆ ทำให้เงินไม่หมุน ส่งผลให้ค่าตัวทวีติดลบ ดังนั้น หากรัดเข็มขัดการคลังในเรื่องเหล่านั้น จะกลับส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้นต่างหาก เช่น การลดวงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับ LTF, RMF และ ประกันชีวิต หรือ "บัตรบำนาญ999" ที่ยอมให้ผู้ประกันตนยืมเงินออมตนเองได้ 9 ส่วน ดอกเบี้ย 9% และ ผ่อนขั้นต่ำ 0.9%โดยรัฐบาลเก็บภาษีสินเชื่อมาเป็นรายได้เพิ่ม

สำนักนี้มองว่า สำนักเคนส์นั้นประสบกับปัญหาของโครงสร้งประชากรที่เปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่งน้ำ" ทำให้เริ่มใช้ไม่ได้ผล เพราะ ประชากรรุ่นถัดไป (เด็กและเยาวชน) มีจำนวนน้อยเกินไปที่จะมาแบกรักภาระของคนชราที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น การติด "กับดักเคนส์" ที่รัฐบาลเพิ่มหนี้สินเรื่อยๆ โดยเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว จึงจำเป็นต้องอาศัยการ "ยืมพลัง" จากแหล่งอื่น ๆแทนงบประมาณ เช่น จากกองทุนบำนาญ และ แบงก์รัฐ

2. ทฤษฎีการเงิน

สำนักเคนส์ : มองถึงปัญหาของ "กับดักสภาพคล่อง" ที่เศรษฐกิจมีอุปสงค์ไม่เพียงพอ แม้ลดดอกเบี้ยเฉียดศูนย์ เศรษฐกิจก็ไม่ฟื้นตัว ซึ่งปัญหานี้ก็กำลังเกิดอยู่กับประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย

สำนักการเงินนิยม : เชื่อว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศกำลังพัฒนา จะช่วยสกัดเงินเฟ้อได้ และ มุ่งรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ในประเทศพัฒนาแล้ว

พุทธเศรษฐศาสตร์ : อัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับสูงพอควรเพื่อไม่ให้กู้ยืมเงินมากเกินตัว และ ส่งเสริมให้ผู้คนได้ออมเงินมากๆ

สำนักไท้เก๊ก : มองว่า "เงินเฟ้อ" เกิดจากต้นทุนเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะเหตุผลจากอุปสงค์ตึงตัว เนื่องเพราะ การเคลื่อนย้ายแรงงานและเงินทุนเสรีได้ลดข้อจำกัดตรงนี้ไปมากแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ช่วยสกัดเงินเฟ้อ แต่กลับไปเพิ่มอัตราเงินเฟ้อต่างหาก เช่น จีน อินเดีย ไทย สกัดเงินเฟ้อไม่ได้แม้ขึ้นดอกเบี้ย แต่ เงินเฟ้อกลับชะลอตัวลงเมื่อรัฐบาลไทยลดราคาน้ำมันลงมา ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ไม่ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเลยนั้นกลับสามารถสกัดเงินเฟ้อได้อย่างได้ผลดี รวมไปถึง เวียดนาม บราซิล ที่เพิ่งจะลดอัตราดอกเบี้ยลงด้วยเงินเฟ้อก็ชะลอตัวลงตาม

สำนักนี้มองว่า การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยนั้นควรเป็นไปเพื่อดูแล "อัตราการเติบโต" (GDP growth) ให้เป็นไปตามศักยภาพมากกว่า เพราะอัตราเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้จากนโยบายการเงิน สำหรับประเทศพัฒนาแล้วนั้น แม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง จะติดลบไปมาก แต่ ศก.ก็ยังไม่ฟื้นตัว สิ่งที่น่าจะทำก็คือ การลดอัตราดอกเบี้ยลงให้ต่ำกว่าศูนย์ ถือเป็น "นโยบายการเงินสุดขั้ว" ในด้าน flow จะดึงให้อัตราค่าเช่า อัตราดอกเบี้ยกู้ยืม ซึ่งเป็นภาระของคนชั้นกลางและคนจนนั้นลดลง มีเหลือเงินติดกระเป๋าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ด้าน stock นั้น จะส่งผลสนับสนุนตลาดหุ้น และ ตลาดอสังหาฯ อันจะช่วยส่งเสริมการจ้างงานในธุรกิจการเงิน และ ธุรกิจการก่อสร้างได้ต่อเนื่องไป

3. ทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยน

ทุนนิยม : ระดับอัตราแลกเปลี่ยนควรจะมั่นคง การรวมค่าเงินกันจะช่วยลดต้นทุนการแลกเปลี่ยน ส่งเสริมการค้า และ การลงทุน การผูกค่าเงินกับ "ดอลลาร์" ในประเทศกำลังพัฒนา และ "ระบบเงินยูโร" จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุผลนี้

สำนักไท้เก๊ก: แม้จะเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง และ การลดต้นทุน แต่ก็ไม่ได้มองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่า คือ "ดุลยภาพ" แห่งดุลบัญชีเดินสะพัด และ "อิสรภาพ" ของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เราจึงได้ตั้งทฤษฎีชื่อ "Sanfeng333" เพื่อชี้ประเด็นว่า หากประเทศใดที่ขาดดุลตรงนี้เกิน 3% GDP 3 ปีติดต่อกัน และ มีอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สูงกว่าประเทศอ้างอิง (spread) เกินกว่า 3% นั่นหมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนนั้นไม่เหมาะสมเสียแล้ว จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งหากมีทฤษฎีนี้มาก่อน โลกคงหลีกเลี่ยงวิกฤติเตกีล่าในเม็กซิโก ต้มยำกุ้งในไทย และ อาร์เจนติน่าในปี 2001ได้

ขณะที่ปัญหาปัจจุบันก็จะพบว่า ประเทศ PIIGS ชายขอบกลุ่มยูโรโซนนั้น ไม่เหมาะกับการใช้ค่าเงิน "ยูโร" เนื่องจากแข่งขันไม่ได้ภายใต้ค่าเงินนี้ รวมทั้งประเทศเวียดนามในเอเชียก็มีปัญหาเช่นกัน ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะ การใช้ค่าเงินที่แข็งเกินจริงนานเกินไป จะทำให้ขาดดุลยัญชีเดินสะพัดมากและต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึง การใช้จ่ายเงินเกินตัวและก่อหนี้สินต่างประเทศมากเกินไป อันจะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด

4. ทฤษฎีบำนาญ

ทุนนิยม : มองว่ากองทุนประกันสังคม อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข เช่น ยืดอายุการเริ่มรับบำนาญออกไป หรือว่า ต้องมีการเก็บเงินสมทบเพิ่ม หรือว่า ต้องเพิ่มความเสียงในการลงทุนขึ้น เพื่อไม่ให้เงินกองทุนต้องหมดลงในอนาคตอีก 30 ปี

สำนักไท้เก๊ก : มองทางออกในเรื่องนี้ว่า กองทุนประกันสังคมให้ผู้ประกันตนยืมเงินตนเอง แล้วเก็บค่าค้ำประกันสินเชื่อ จะเพิ่มผลตอบแทนให้กองทุนโดยไม่เสี่ยงเพิ่ม และ ในอนาคต สปส.ต้องสามารถออกพันธบัตรได้ คล้ายๆ กับ พันธบัตรรัฐบาล อาจราวปีละ 1 แสนล้าน เพื่อพยุงสถานการณ์ "วิกฤติแห่งโครงสร้างประชากร" ไปให้ได้เสียก่อน

หากเปรียบเทียบ "ทุนนิยม" กับ "พุทธเศรษฐศาสตร์" แล้ว อย่างแรกจะเน้นที่คำ "เติบโต-คึกคัก-ร้อนแรง" เป็นเศรษฐศาสตร์พลังหยาง เน้นบริโภคนิยม มุ่งประสิทธิภาพของการผลิตเพื่อลดต้นทุน รวมไปถึง ทำลายทรัพยการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มาก เพราะ มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของฟรี ข้อเสีย คือ ความโลภที่มากเกินไปจะก่อให้ฟองสบู่แตกจากการใช้จ่ายเงินเกินตัว เกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ง่าย และ การใช้นโยบายการคลังการเงินต่างๆ เหมือนกับ "ยาแผนตะวันตก" รักษาเป็นจุดๆ แต่มีผลข้างเคียงส่งผลเสียในด้านอื่นได้

"พุทธเศรษฐศาสตร์" คือ เศรษฐศาสตร์พลังหยิน จะสรุปที่คำว่า "นิ่ง-สงบ-เย็น" ไม่มุ่งเติบโต บริโภคแต่น้อย มุ่งการเก็บออม มุ่งที่ประสิทธิภาพการบริโภค คือ บริโภคน้อยแต่มีความสุขมาก จะมองว่า ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งมีค่ามากมหาศาล ไม่ควรไปทำลายแม้จะได้ผลกำไรสูงก็ตาม ข้อเสีย คือ เศรษฐกิจอาจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้ระดับการเติบโต และ รายได้ของประชากรตามตัวเลขแบบ "ทุนนิยม" วิ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดีสิ่งนี้เปรียบได้กับ "วัคซีน" จะใช้ป้องกันโรคที่จะเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ผลดี

เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก คือ เศรษฐศาสตร์เพื่อรักษาสมดุลหยิน-หยาง โดยอิงกับปรัชญาเต๋า รักษาสมดุลของ "ทุนนิยม" และ "พุทธเศรษฐศาสตร์" เปรียบได้กับ "แพทย์แผนจีน" ซึ่งใช้หลักการรักษาสมดุลของร่่างกาย

แน่นอนว่า หากเราสามารถป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ ด้วยวัคซีน "พุทธเศรษฐศาสตร์" เสียแล้ว ก็คงไม่จำเป็นต้องมี "ยารักษา" แต่อย่างใด อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ปัจจุบันก็คือ ตอนนี้โลกกำลังติดโรคอยู่ และ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" อาจเป็นยาที่ใช้รักษาได้ผลดีกว่า เมื่อเทียบกับ ยาแผนตะวันตก หรือ ทฤษฎีการเงินการคลังของระบบทุนนิยมปัจจุบัน

ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมแห่งปรัชญา และ วัฒนธรรม ของตะวันตก จีน และ อินเดียมาช้านาน คนไทยจึงควรจะภาคภูมิใจได้ว่า ตอนนี้เรามีทั้ง "พุทธเศรษฐศาสตร์" ซึ่งใช้ปรัชญาขั้นสูงของอินเดีย (พุทธศาสนา) มาเพื่อช่วยปัองกันวิกฤติเศรษฐกิจ และ เรายังมีทั้ง "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" ซึ่งใช้ปรัชญาขั้นสูงของจีน (เต๋า และ ไท้เก๊ก) มาเพื่อช่วยเยียวยาผลของวิกฤติเศรษฐกิจโดยเน้นที่การสร้างสมดุลแห่งหยิน-หยาง หากได้ผลจริงนั่นอาจหมายถึง การฟื้น GDP เศรษฐกิจโลกให้สูงขึ้น ช่วยชะลอหนี้ภาครัฐทั่วโลก รวมไปถึงการฟื้นตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก อันอาจมีมูลค่าสูงถึง "หลายล้านล้านดอลลาร์" เลยทีเดียว

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก

สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก

ปกติแล้วสมดุลการคลัง (Fiscal Balance) จะหมายถึง รายได้ของภาครัฐจากภาษี และ เงินสมทบจากรัฐวิสาหกิจ หักออกจาก การใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งโดยปกติแล้วในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ มักจะทำงบการคลังแบบขาดดุล เพื่อช่วยเหลือประชาชนผ่านระบบสวัสดิการภาครัฐ จึงส่งผลให้ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย มีปัญหาหนี้ภาครัฐที่สูงมากๆ จนเป็นปัญหาตอนนี้

สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Balance) คือ การจัดแนวคิดแบบใหม่ โดยคิดว่า สมดุลนี้เกิดขึ้นเมื่อ อัตราการเพิ่มของหนี้สาธารณะภาครัฐ สมดุลกับ การเพิ่มของ GDP รวมกับอัตราเงินเฟ้อ (nominal GDP growth) เช่น สำหรับประเทศไทย หากขาดดุลการคลัง 4.2 แสนล้าน หมายถึง การเพิ่มหนี้ภาครัฐราว 10% หากเงินก้อนนี้ไปทำให้ ศก.เติบโตได้ 6% และ เงินเฟ้อที่ 4% ก็หมายถึง nominal GDP growth จะอยู่ที่ 10% สมดุลกับหนี้สินภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เปลี่ยนแปลง จึงเกิดสมดุลใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นสมดุลของหนี้สิน ต่อ รายได้ (GDP) ให้อยู่ในระดับเดิม ซึ่งไม่ทำให้ฐานะการคลังย่ำแย่ลงแต่อย่างใด ขณะที่สามารถขาดดุลการคลังได้มากพอสมควร เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว จะมี GDP เติบโตในระดับต่ำ และ เงินเฟ้อก็ต่ำด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันด้วยโครงสร้างประชากรแล้ว มีภาระในการดูแลสุขภาพ ประกันสังคม และ สวัสดิการของคนชราเป็นจำนวนมาก ทำให้ขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูง โดยที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้มากเพียงพอ หนี้สาธารณะต่อ GDP จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจะเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า "กับดักเคนส์" โดย ญี่ปุ่น อาจเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มติดกับดักหนี้มาได้ราว 20 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศในกลุ่มยูโรโซน อังกฤษ และ อเมริกา ก็เริ่มติดกับดักนี้มาได้ราว 3 ปี
ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย หรือ อเมริกาใต้ กลับไม่พบเหตุการณ์เช่นนี้

สำหรับวิธีการปลดล็อค "กับดักเคนส์" นั้น ไม่สามารถแก้ไขด้วยการรัดเข็มขัดการคลังแบบพื้นๆ อย่างที่ประเทศกรีซทำอยู่ได้ เพราะ หากทำเช่นนั้นจะส่งในทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย อัตราส่วนหนี้สินภาครัฐต่อ GDP จึงจะยังวิ่งสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีก เหมือนเช่นกรณีของกรีซ ที่สูงขึ้นถึงระดับ 160% แล้ว แต่หากยังคงขาดดุลการคลังมากๆ กระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เหมือน อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น สัดส่วนนี้ก็ไม่ได้ลดลง แต่กลับวิ่งสูงขึ้นเช่นกัน เพราะ เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่ไม่สูงพอ เมื่อเทียบกับการขาดดุลการคลัง ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้จึงยากมาก...และ ผมก็ต้องใช้เวลาอยู่หลายปีจึงจะคิดหาทางออกได้ ซึ่งนั่นก็คือ "การคลังไท้เก๊ก" นั่นเอง

โดยหลักการก็คือ การยืมพลังจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะ กองทุนบำนาญ มาช่วยเหลือรัฐบาล จึงไม่ต้องใช้งบประมาณโดยตรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รัฐยังอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย จากการเปลี่ยนสภาพ "ในนิ่งมีเคลื่อน" จึงทำให้สิ่งที่นอนนิ่งๆ จมเป็นกองทุนซึ่งแทบไม่มีผลต่อ GDP มาเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหว ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุน ก็จะส่งผลรัฐบาล สามารถรัดเข็มขัดพร้อมๆ ไปกับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากเป็นกรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เดิมๆ แล้ว เรื่องนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย

หากจะยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมก็เช่น

1.การลดวงเงินหักลดหย่อนภาษี สำหรับ LTF, RMF สำรองเลี้ยงชีพ และ ประกันชีวิตลงมา รัฐบาลก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น (รัดเข็มขัดการคลัง) ในเวลาเดียวกัน ชนชั้นกลางและเศรษฐีก็จะนำเงินไปใช้จ่ายเพื่อบริโภคและลงทุนได้เพิ่มขึ้น เกิดการหมุนเวียน (กระตุ้นเศรษฐกิจ)

2.บัตรบำนาญ999 โดยให้ยืมเงินตนเองได้ 9 ส่วนจากกองทุนบำนาญ (ประกันสังคม กบข. สำรองเลี้ยงชีพ LTF RMF) โดยรัฐบาลเก็บเงินค่าค้ำประกันเงินกู้ด้วย (ราว 1.5%) ดังนั้น รัฐบาลก็จะมีรายได้เพิ่ม (รัดเข็มขัด) ในเวลาเดียวกัน สินเชื่อที่ปล่อยผ่านกองทุนบำนาญเหล่านี้ ซึ่งอาจสูงถึง 5 แสนล้าน ก็เข้าไปช่วยกระตุ้น ศก.ได้ด้วย

นี่อาจเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาภาระหนี้การคลังของเหล่าประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งกำลังปวดหัวกันอยู่ในปัจจุบัน แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ถึงแม้ไทยจะขาดดุลการคลังมากถึง 4 แสนล้านบาท.... แต่หากทำให้เศรษฐกิจโตเพียงพอก็จะเป็น "สมดุลการคลังแบบไท้เก๊ก" ไม่น่ากังวลแต่อย่างใดเลย

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

4ทฤษฎีใหม่ ใช้พิชิตวิกฤติโลก

4ทฤษฎีใหม่ ใช้พิชิตวิกฤติโลก

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ได้เริ่มกังวลต่อการเกิดเศรษฐกิจถดถอยรอบใหม่โดยเฉพาะในเขตยูโรโซนที่ค่อนข้างชัดเจน โดยนโยบายการเงิน และ การคลัง ได้ถูกใช้ไปเกือบจะหมดทุกกระบวนท่าแล้ว แต่ตัวเลขเศรษฐกิจกลับเริ่มแย่ลง และ ประเทศจีนก็ส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวรวมถึงอาจเกิดปัญหาฟองสบู่อสังหาฯ แตกได้อีกด้วย ดังนั้น โลกอาจต้องเตรียมทฤษฎีใหม่ไว้เพื่อป้องกันและรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจใหม่ครั้งนี้

เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ประกอบไปด้วย 4 ทฤษฎีใหม่ใน 4 ด้านสำคัญของเศรษฐศาสตร์ คือ การเงิน การคลัง อัตราแลกเปลี่ยน และ เงินบำนาญ โดยอาจจำแนกได้ดังนี้

1.ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก (Taiji Fiscal Theory) เป็นทฤษฎีการ "ยืมแรงสะท้อนแรง" จากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะจากกองทุนบำนาญ และ แบงก์รัฐมาช่วยรัฐบาล ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มโดยตรง ใช้แนวคิดของไท้เก๊กคือ "ในนิ่งมีเคลื่อน" ด้วยการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในโครงการประเภท "เคลื่อนเป็นนิ่ง" หรือ โครงการที่มีค่าตัวทวีติดลบ ด้วยทฤษฎีนี้จะช่วยปลดล็อค "กับดักเคนส์" (สภาพที่สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องโดยเศรษฐกิจแทบไม่กระเตื้อง ไม่ว่าจะรัดเข็มขัดหรือคลายเข็มขัดก็ตาม) ทำให้สามารถรัดเข็มขัดการคลัง พร้อมๆ ไปกับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ (austerity with stimulus) ทั้งๆที่ในกรอบทฤษฎีการคลังปัจจุบัน 2 เรื่องนี้ขัดแย้งกัน ทำพร้อมไปด้วยกันไม่ได้เลย

ปัจจุบันทฤษฎีเคนส์ ได้ถูกลอกเลียนแบบเฉพาะ "เปลือกนอก" แต่ "จิตวิญญาณ"ของเคนส์ ไม่ได้ตามมาด้วย 3 เรื่อง

- ทฤษฎีเคนส์ เชื่อในเรื่องของการย้ายเงินจาก "คนรวยสู่คนจน" ผ่านพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ปัจจุบัน รัฐบาลทั่วโลกกลับใช้วิธีย้ายเงินจาก "คนจนสู่คนรวย" โดยผู้ประกันตน และ ข้าราชการรายได้น้อย ถูกบังคับออมเงินผ่านระบบประกันสังคม และกบข. โดยราว 70-80% ของเงินนั้นไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล โดยเงินจำนวนมากวิ่งเข้ากระเป๋านายทุนรับเหมาก่อสร้าง รวมไปถึง ตกหล่นเข้ากระเป๋านักการเมือง และ ข้าราชการขี้ฉ้อ ไปกับการคอร์รัปชั่น

- ทฤษฎีเคนส์ เชื่อในแนวคิด "ในนิ่งมีเคลื่อน" คือเงินฝากเฉยๆ ในธนาคารถูกนำมาใช้ลงทุนโดยภาครัฐ แต่ปัจจบันเปลี่ยนเป็นแนวคิด "ในเคลื่อนมีนิ่ง" คือ นำเอาการใช้จ่ายของภาครัฐไปออมกับ กองทุนบำนาญเงินออมต่างๆ จมเงินไว้เฉยๆ โดยไม่ทำให้เกิดการหมุนรอบเศรษฐกิจแต่อย่างใด

- ทฤษฎีเคนส์ มีแนวคิดของอนาคตว่า "ภาระตกที่กลุ่มใหญ่ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเล็ก" คือ ให้คนกลุ่มใหญ่โดยเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นฐานของ "พีระมิด" เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงาน และ ช่วยเหลือคนชราซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็กของสังคม ขณะที่ปัจจุบันกลายเป็นแนวคิด "ภาระตกที่คนกลุ่มเล็ก เพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มใหญ่" เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนเป็น "โอ่งน้ำ" เด็กและเยาชนจึงเป็นกลุ่มเล็กของสังคม เด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นลดลงทุกปี ขณะที่คนชราเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน ด้วยแนวโน้มเช่นนี้ ทฤษฎีเคนส์จึงเปลี่ยนไปจากในอดีตอย่างมาก และ ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เคนส์คาดหวัง

2.ทฤษฎีการเงินไท้เก๊ก (Taiji Monetary Theory) คือ แนวคิดที่เชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายของนโยบายการเงิน ก็เพื่อดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หาใช่เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อไม่

2.1 การขึ้น หรือ ลด อัตราดอกเบี้ย จึงเป็นไปเพื่อ ชะลอ หรือ กระตุ้น เศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามระดับศักยภาพ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สกัดเงินเฟ้อ แต่เป็นการสกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ปัญหาเงินเฟ้อแย่ลงด้วยซ้ำ จากผลต้นทุนดอกเบี้ยที่ส่งไปยังผู้ผลิตและประชาชนที่ติดหนี้ เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นก็ยิ่งต้องขึ้นดอกเบี้ยและก็ยิ่งทำให้เงินเฟ้อ เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาจึงติด "กับดักเงินเฟ้อ"

2.2 สำหรับประเทศพัฒนาแล้วนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยติดดินแต่เศรษบกิจก็ยังไม่ฟื้นตัว จึงได้มีแนวคิดใหม่แบบ "การเงินสุดขั้ว" ด้วยการเสนอให้ธนาคารกลาง ลดอัตราดอกเบี้ยลงมาถึงระดับ "ติดลบ" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะช่วยลดภาระของชนชั้นกลางและคนจนในเรื่องของค่าเช่า และ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง เหลือเงินไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น วิธีนี้จะผลักดันสภาพคล่องที่นอนจมในระบบแบงก์ออกไป เพื่อส่งเสริมการบริโภคและลงทุน รวมไปถึง การฟื้นฟูการจ้างงาน และ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย จึงช่วยปลดล็อค "กับดักสภาพคล่อง"

3.FX ไท้เก๊ก หรือ ทฤษฎีซานฟง 333 (Sanfeng 333 Theory) ผมตั้งชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติแด่ปรมาจารย์มวยไท้เก๊ก เป็นแนวคิดเพื่อใช้เตือน และ แก้ไขวิกฤติจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมาะสม คือ พิจารณการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหากเกินกว่า 3% GDP ต่อเนื่องกัน 3 ปี และ ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีมีส่วนต่าง (spread) จากประเทศอ้างอิงหลัก (อเมริกา หรือ เยอรมัน)เกินกว่า 3% นั่นสะท้อนว่า ประเทศนั้นๆ มีการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจตนเองเสียแล้ว

ด้วยทฤษฎีนี้โลกก็น่าจะหลีกเลี่ยงวิกฤติ เตกีล่าในเม็กซิโก และ ต้มยำกุ้งในไทย รวมถึง วิกฤติในอาร์เจนติน่า ได้ไม่ยาก เพราะ ด้วยระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เหมาะสม ทำให้ค่าเงินแข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง หมายถึง การใช้จ่ายเงินเกินตัวอย่างต่อเนื่อง นำพาไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด โดยสถานการณ์นี้กำลังเกิดกับ ประเทศชายขอบยูโรโซน (กรีซ โปรตุเกส สเปน อิตาลี) รวมไปถึง ประเทศเวียดนามในเอเชียอีกด้วย ทฤษฎีนี้จะช่วยปลดล็อค "กับดักยูโร" ได้

ทฤษฎีนี้จะชี้ประเด็นได้ว่า "เงินยูโร" คือ ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของโลกที่ผูกประเทศที่แตกต่างกันมากไว้ด้วยกัน โดยมองในประเด็นของการลดต้นทุนการแลกเปลี่ยนเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน อย่างไรก็ดี ได้มองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ "ความสมดุล" หากแบ่งเงินเป็น 3 สกุล แข็งแรง-ปานกลาง-อ่อนแอ เป็น Euro, Euro-BIS (เบลเยี่ยม อิตาลี สเปน) และ Euro-PIG (โปรตุเกส ไอร์แลนด กรีซ)โดยลดค่าเงินลง 10% สำหรับ Euro-BIS และ 20% สำหรับ Euro-PIG ก็จะช่วยลดหนี้ภาครัฐของกรีซลงได้กว่า 30% GDP และจะช่วยให้ดึงสมดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศอ่อนแอกลับมาได้ จึงลดการพึ่งพิงหนี้สินต่างประเทศลง นี่จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ไม่ใช่การซื้อเวลาด้วยการสนับสนุนเงินกู้ผ่าน EU, EFSF และ IMF อย่างที่ผ่านมา

เชื่อได้ว่า หากผู้นำประเทศพัฒนาแล้วทั้งยุโรป อเมริกา และ ญี่ปุ่น ได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เพราะ 3 ทฤษฎีใหม่ข้างต้นคือ การปลดล็อค "กับดักเศรษฐกิจ" ที่ผูกมัดเศรษฐกิจของพวกเขามานานหลายปี อันเนื่องจากดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เก่าๆ ผิดพลาด

4.ทฤษฎีบำนาญไท้เก๊ก (Taiji Pension Theory) คือ ทฤษฎีที่พยายามดูแลกองทุนบำนาญอย่างประกันสังคม ให้สามารถรักษาเงินกองทุนให้เพียงพอต่อการจ่ายบำนาญชราภาพได้ โดยไม่หมดลงภายใน 30 ปีข้างหน้าอย่างที่คาดการณ์กันไว้ หากเป็นทฤษฎีปัจจุบัน กองทุนประกันสังคมต้องเพิ่มเงินสมทบ หรือ ยืดอายุการเริ่มต้นจ่ายบำนาญ หรือ เสี่ยงลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อผู้ประกันตน

แต่ด้วยทฤษฎีใหม่ เช่น การยอมให้ผู้ประกันตนสามารถยืมเงินตนเองได้ 9 ส่วน (บัตรบำนาญ999) โดยให้ สปส.เก็บค่าค้ำประกันเงินกู้ราว 1.5% ของยอดเงิน ก็จะเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนให้กับกองทุนประกันสังคมโดยไม่ต้องมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย และหากยังไม่เพียงพออีก ในอีก 15-20 ปีข้างหน้าสิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือ การออกพันธบัตร สปส.ราวปีละ 1-2 แสนล้าน ซึ่งเป็นแนวคิดคล้ายกับทฤษฎีเคนส์ คือ กองทุนประกันสังคมสามารถกู้ยืมเงินได้ เพื่อรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการจ่ายเบี้ยบำนาญชราภาพ ประคองสถานการณ์ไว้จนกว่า โครงสร้างประชากรจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นในที่สุด นี่คือการปลดล็อค "กับดักประกันสังคม" นั่นเอง

ทั้ง 4 ทฤษฎีนี้ จึงสามารถถูกนำไปใช้เพื่อปลดล็อค "กับดักเคนส์" ของประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ให้สามารถรัดเข็มขัดการคลังพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ปลดล็อค "กับดักสภาพคล่อง"ผ่านนโยบายการเงินสุดขั้วอีกด้วย นอกจากนี้ยังไปใช้เพื่อปลดล็อค "กับดักยูโร" ในเขตยูโรโซน ปลดล็อค "กับดักเงินเฟ้อ"ในประเทศกำลังพัฒนาด้วยการลดแทนการขึ้นดอกเบี้ย และ สุดท้ายคือปลดล็อค "กับดักประกันสังคม" ที่ผู้ประกันตนทั้งออมเงินและกู้เงินในเวลาเดียวกันและทำให้จนลงเรื่อยๆจากส่วนต่างดอกเบี้ย แถมเงินกองทุนจะหมดลงในเวลา 30 ปีข้างหน้า นี่จึงเป็นการปลดล็อค 5 กับดักอันตรายนี้ได้ทั้งหมด และ ช่วยกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลกเอาไว้ได้

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จาก "ทฤษฎี 2 สูง" สู่ "หายนะ 6 สูง"

ทฤษฎี 2 สูง อันโด่งดังของท่านเจ้าสัว ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลใหม่ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่น รวมไปถึง การรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมให้ เกษตรกรมีรายได้ "สูง" และ คนทำงานได้ค่าแรงและเงินเดือน "สูง" ขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของทฤษฎี 2 สูงนั่นเอง

อย่างไรก็ดี อาจมีปัญหายิงใหญ่ตามมาได้ถึง 6 เรื่อง ดังนี้

1. เงินเฟ้อสูง : หากมีการขึ้นค่าแรง และ ขึ้นราคาข้าวจริงๆ เกือบเท่าตัว ก็อาจส่งผลได้มากต่อ อัตราเงินเฟ้อ จากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องในลักษณะของการขยายวงของเงินเฟ้อ (inflation spiral) ทำให้เงินเฟ้อกระทบต่อเนื่อง ไม่เพียงเฉพาะค่าแรง แต่อาจมาจากต้นทุนวัตถุดิบ และ ชิ้นส่วนของสินค้าอีกด้วย ดังนั้น เงินเฟ้ออาจสูงถึง 10% ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

2. อัตราดอกเบี้ยสูง : สำหรับ ธปท.แล้ว ยังคงเชื่อในทฤษฎีการเงินเดิมๆ คือ ต้องพยายามขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ใกล้เคียงกับ อัตราเงินเฟ้อ โดยหวังว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะสามารถสกัดเงินเฟ้อได้ โดยที่ความเป็นจริงแล้ว มันกลับเร่งอัตราเงินเฟ้อขึ้นไปต่างหาก โดยจากสมการ nominal rate (อัตราดอกเบี้ย)= real rate (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง)+ inflation (อัตราเงินเฟ้อ) การขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอจากจะมีส่วนทำให้ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้น (ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจชะลอลง) ยังมีส่วนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกด้วย โดยหลักฐานเชิงประจักษ์ก็คือ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และไทย ซึ่งมุ่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ กลับไม่เห็นผล อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ อินโดนีเซีย นั้นหยุดขึ้นดอกเบี้ยมานานแล้ว เงินเฟ้อกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นแนวคิดแบบไท้เก๊กด้วยการใช้ "หยุดนิ่งสยบเคลื่อนไหว" นั่นเอง

ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงขึ้น และ ธปท.ก็คงเดินหน้านโยบายแบบเดิมๆ คือ ขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ตามเงินเฟ้อ โดยเชื่อว่าจะสกัดเงินเฟ้อได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว มันทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นต่างหาก เงินเฟ้อจึงไม่ชะลอตัวลงแต่กลับเร่งตัวขึ้น เราจึงอาจเห็นอัตราดอกเบี้ย 10% ก็เป็นได้

3.เงินบาทอัตราสูง: การขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ปกติแล้วตามทฤษฎีในระยะยาวจะถูกชดเชยด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง หรือว่า ค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับตัวเลขที่สูงขึ้นจาก 30 บาทก็อาจเป็น 33 บาท ยิ่งส่งผลให้เงินเฟ้อเป็นภาระหนักหนาต่อไปจนยากที่จะเยียวยา โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าลงกว่า 10% ได้เลย

4.อัตราว่างงานสูง : เมื่อต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินบาทแข็งค่าเร็ว ธุรกิจส่งออก SME ก็อาจปลดคนงานออกสัก 20% เช่น จากเคยทำ 10 คนก็เหลือแค่ 8 คน หรืออาจมีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวที่หลบเลี่ยงกฎหมายได้เพื่อลดต้นทุน บางแห่งสู้ไม่ไหวจริงๆ ก็อาจปิดกิจการไป ซึ่งนั่นหมายถึง การว่างงานอาจวิ่งเร็วเป็นจรวด จากระดับไม่ถึง 1% ตอนนี้ขึ้นไปสูงกว่า 10% ได้เลย

5.หนี้สาธารณะสูง : การเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ รวมไปถึงเงินรับจำนำข้าว จำเป็นต้องใช้เงินถึงหลายแสนล้าน อาจทำให้ปริมาณหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นได้อย่างเร็วกว่า 10% ง่ายๆ

6.ขาดดุลการค้าสูง : เมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงทำให้การส่งออกเริ่มมีปัญหา ขณะที่การนำเข้าก็มากเพราะ คนงานมีรายได้ดีขึ้น จึงมีโอกาสสูงที่ประเทศไทยอาจพลิกจากได้ดุลการค้าเป็น ขาดดุลการค้า เปลี่ยนไปได้ถึง 10% GDP ก็อาจเป็นไปได้

ทฤษฎี 2 สูง อาจจะผลักดันให้ค่าทั้ง 6(อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย อัตราว่างงาน อัตราเงินบาท อัตราการเพิ่มหนี้ภาครัฐ และ การขาดดุลการค้า) สูงขึ้นเป็นเลข 2 หลักได้ ซึ่งนั่นก็จะทำให้การใช้คำว่า "หายนะ 6 สูง" ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินนโยบายที่เสี่ยงต่อเศรษฐกิจเช่นนั้น ก็ฝากให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าด้วยความรอบคอบด้วยครับ