"หน้าผาทางเศรษฐศาสตร์" อาจเป็นคำศัพท์ที่ค้นหาความหมายได้ยากหน่อยใน google เพราะเป็นศัพท์ที่ผมบัญญัติขึ้นมาใหม่ แนวคิดคือ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามแนวทฤษฎีเดิมๆ เมื่อไปถึงจุดหนึ่่งจำเป็นจะต้องมีการกลับทิศทาง ก่อให้เกิดสภาพการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้านเศรษฐกิจ อันรวมถึง การคลัง การเงิน และ อัตราแลกเปลี่ยน
Fiscal Cliff "หน้าผาการคลัง" หมายถึง การรัดเข็มขัดการคลังอย่างเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจได้ เรื่องนี้ทางอเมริกาเป็นห่วงมากๆ ว่าอาจเกิดขึ้นได้ในปี 2013 หลังเลือกตั้งประธานาธิบดี หากไม่เร่งรีบแก้ไขกฏหมายด้านลดหย่อนภาษีเสียก่อน
ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อทฤษฎีเคนส์ เดินหน้าไปเรื่อยๆ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ระดับต่ำเนื่องจาก โครงสร้างประชากรเปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่งน้ำ" ทำให้การเติบโตชะลอตัวลงมากโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว หนี้สินภาครัฐต่อ GDP จะวิ่งสูงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องมีการพิจารณาจะ "รัดเข็มขัดการคลัง" อยู่ดี ขึ้นกับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น และ ประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ และ ประเทศอ่อนแอในยูโรโซน (PIIGS) นั้นได้เลือกที่จะเดินตก "หน้าผาการคลัง" ไปแล้วด้วยซ้ำ โดยได้เลือกหนทางรัดเข็มขัดการคลัง และผลลัพธ์คือ เศรษฐกิจเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบ 2 ไปแล้ว
วิธีแก้ไขในเรื่องนี้คือ "การคลังไท้เก๊ก" ที่ใช้แนวคิด "ยืมพลัง" และ "นิ่งคือเคลื่อน" ของกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนบำนาญ มาเพื่อให้เอกชนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้เอง โดยพึ่งพาพลังของภาครัฐลดลง วิธีนี้จึงสามารถจะรัดเข็มขัดการคลังไปพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้
Monetary Cliff "หน้าผาการเงิน" หมายถึง สภาพที่ประเทศต่างๆ ได้พยายามสกัดเงินเฟ้อด้วย การขึ้นอัตราดอกเบี้ย มีการเพิ่มปริมาณเงิน (M2) มากกว่าระดับการเิติบโตทางเศรษฐกิจรวมเงินเฟ้อ (Nominal GDP Growth) ซึ่งเป็นการสร้างภาวะฟองสบู่ให้เกิดขึ้น เมื่อขึ้นดอกเบี้ยก็ยิ่งดึงดูดเงินจากต่างประเทศเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น แทนที่จะสกัดเงินเฟ้อ กลับยิ่งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นจากต้นทุนการเงินที่เพิ่ม และ จากปริมาณเงินที่ไหลเข้ามาเก็งกำไร
เมื่ออัตราดอกเบี้้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปถึงจุดหนึ่งจะเหมือนกับการนำเข็มไปจิ้มลูกโป่ง ซึ่งอันตรายมากๆ ที่มันจะแตกในที่สุด โดยทฤษฎีการเงินเดิมๆ ที่ว่า "ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ" นำมาซึ่งผลลัพธ์ของวิกฤติวาซาบิในญี่ปุ่นปี 1991 แทบไม่น่าเชื่อว่าก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นได้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.5% ไปถึง 6% เพื่อหวังสกัดเงินเฟ้อ แต่ความจริงแล้วมันสกัดการเิติบโตและทำให้ฟองสบู่แตก จนต้องลดดอกเบี้ยลดอย่างเร็วเป็น "หน้าผา" แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก เศรษฐกิจติดอยู่ใน "กับดักสภาพคล่อง" มาถึง 20 ปี นอกจากนี้ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาปี 2008 ก็เช่นเดียวกัน อเมริกาได้ขึ้นดอกเบี่้ยนโยบายจาก 1% ไปจนถึง 5.25% เพื่อหวังสกัดเงินเฟ้อ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นการทำให้ฟองสบู่อสังหาฯ แตกลง และ วิกฤติได้ลุกลามไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน QE ไปส่งผลให้ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดียและีจีน) ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในปี 2010-11 เนื่องจากการดูดซับสภาพคล่องไม่หมดจึงมีการเพิ่มของปริมาณเงิน (M2) วิ่งเร็วมาก ประเทศจีนสูงถึง 28% อินเดียสูงถึง 22% ทั้งๆที่ควรดูแลไม่ให้เกิน 12-15% เท่านั้น เมื่อ บราซิลขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปถึง 12.5% และ อินเดีย 8.5% ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินไปกว่าเศรษฐกิจจะรับได้ ฟองสบู่ก็แตกตัวออก การเติบโตลดลงกว่าระดับศํกยภาพอย่างเร็ว บราซิลเหลือแค่ 0.8% อินเดียเหลือแค่ 5.3% ในไตรมาสล่าสุด ทั้งๆ ที่น่าจะโตได้ระดับ 5% และ 8% ตามลำดับ หากรวมผลจากค่าเงินที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ลงไปแล้วราว 20% แปลได้ว่า GDP ของ 2 ประเทศใหญ่นี้เดินหน้าสู่ภาวะในถดถอยในรูปเงินดอลลาร์ไปแล้ว สถานการณ์อาจเลวร้ายลงกว่านี้ได้อีก โดยเศรษฐกิจ BRIC อาจชะลอตัวถึงขั้นถดถอยเมื่อรวมผลลัพธ์กับวิกฤติในยูโรโซนจะกลายเป็น "วิกฤติหมูหัน" อาจกล่าวได้ว่า BRIC กลายเป็นเหยื่อของมาตรการ QE ที่พิมพ์เงินจำนวนมากออกมาจากประเทศพัฒนาแล้ว
"หน้าผาการเงิน" จึงอันตรายยิ่งนัก การเิดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยหวังสกัดเงินเฟ้อ เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดเพราะมันจะไม่ช่วยสกัดเงินเฟ้อแ่ต่จะสกัดการเติบโตแทน ในที่สุดแล้วจะตกหน้าผากลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด "การเงินไท้เก๊ก" จึงเสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เพราะจะลดต้นทุนทางการเงินลง พร้อมๆ กับ ลดแรงจูงใจการดึงดูดเงินเก็งกำไรจากต่างชาติอีกด้วย นอกจากนี้จะต้องดูแล M2 ให้อยู่ระดับเหมาะสมไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่โดยตั้งมีการตั้งกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันเงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไรและดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออกไป
Forex Cliff "หน้าผาอัตราแลกเปลี่ยน" คือ เมื่อการรักษาการผูกค่าเงินคงที่ไว้ไม่ได้ เงินตราต่างประเทศไหลออกอย่า่งต่อเนื่อง จนต้องมีการลดค่าเงินจากระดับเดิม จะ่ส่งผลให้เกิดวิกฤติค่าเงิน เช่น วิกฤติเตกีล่าในเม็กซิโก และ วิกฤติต้มยำกุ้งในไทย
แนวคิดของทฤษฎีอัตราแลกเปลี่่ยนเดิมๆ คือ การพยามรักษาให้มีเสถียรภาพและคงที่ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับทำให้เสียสมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นอย่างมาก เพราะ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าประเทศอ้างอิง โดย กรีซ ผูกค่าเงินกับ เยอรมัน ย่อมเป็นไปไม่ได้โดยธรรมชาิติอยู่แล้ว เมื่อไปถึงจุดหนึ่งที่ทนไม่ได้ก็ต้องมีการลดค่าเงินลงอยู่ดี และ ความเีสียหายตรงนี้น่าจะถึงระดับวิกฤติ โดย GDP ของไทยนั้นลดลงไป 10% คิดเป็นเงินบาท แต่หากรวมผลกระทบจากค่าเงินที่อ่อนลง 40% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ หมายถึง GDP ไทยสูญหายไปถึง 50% เลยทีเดียวหากคิดเป็นเงินดอลลาร์ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง
Forex ไท้เก๊ก จึงเป็นทางแก้ไขโดยให้ดูแลดุลบัญชีเดินสะัพัดอย่าให้ขาดดุลเกินกว่า 3% ต่อปีติดต่อกัน 3 ปี และ ดูแลอัตราดอกเบี้ยระยะยาวไม่ให้เกิดส่วนต่าง (premium) เกินกว่า 3% กับประเทศอ้างอิง กรณีของเงินยูโรนั้น การกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของ อิตาลี และ สเปน ลงเพื่อให้ใช้ระบบ "ยูโร" ต่อไปโดยการยืมพลังจาก CDS นั้นอาจพอเป็นไปได้ แต่สำหรับกรีซแล้วเป็นนั่นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย การนำค่าเงิน 3 สกุลที่เหมาะสมมาใช้กับแต่ละกลุ่มประเทศ เช่น Eura Euri และ Euro ก็อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า
จะเห็นได้ว่าแนวคิดของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมๆ นั้นไม่เพียงแต่ไม่สามารถนำพาเศรษฐกิจโลกให้เดินออกจากเขาวงกตแห่ง "กับดักเศรษฐกิจ" ได้เท่านั้น เมื่อมองย้อนอดีตดูกลับพบว่า "ป้ายบอกทาง" เหล่านั้นล้าสมัยและผิดพลาด มักจะนำพาให้ประเทศต่างๆ เดินหน้าไปสู่ "หน้าผาทางเศรษฐศาสตร์" และ ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้งหลายหน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คนขับซึ่งปกติมักจะมีความเชี่ยวชาญชำนาญอยู่แล้ว แต่ปัญหากลับอยู่ที่ "ป้ายบอกทาง" ต่างหาก บางทีโลกอาจต้องพิจารณาการนำทางด้วย GPS ที่ทันสมัยกว่าป้ายบอกทางแบบเดิมๆ และ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบนั้นครับ
เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-econ.) คือ แนวคิดที่ใช้กฎ 3 ข้อของไท้เก๊กมาช่วย ด้วยการ "รักษาสมดุล" "ยืมพลังสะท้อนพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง" ซึ่งจะช่วยปรับปรุงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันที่้บกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วิกฤติหมูหัน กับ สารพันทฤษฎี
วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2012 ผมขอเรียกว่า "วิกฤติหมูหัน" ซึ่งเกิดจากชื่อของอาหารจีน โดยประเทศจีนจะเกิดภาวะฟองสบู่แตก hard landing เมื่อรวมกับ PIIGS ซึ่งเป็นประเทศอ่อนแอในเขตยูโรโซน จึงได้ชื่อนี้ขึ้นมา การรวมวิกฤติ 2 ภูมิภาคเข้าด้วยกันทำให้โลกเดินเข้าสู่เขตแดนอันตรายยิ่ง
"กับดักเคนส์" คือ สภาพที่ไม่ว่าจะทุ่มงบประมาณเข้าไปมากๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจหรือว่าจะรัดเข็มขัดการคลัง ยอมให้เศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม ภาครัฐยังคงต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อ GDP สูงขึ้นอยู่ดี การใช้ทฤษฎีการคลังของเคนส์แบบเดิมๆ ทำให้ติด "กับดักเคนส์" อย่างเลี่ยงไม่ได้ และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศพัฒนาแล้วทั้งปวง เพราะ โครงสร้างประชากรได้เปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่งน้ำ" ทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งจะรับภาระเสียภาษีนั้นมีไม่มากพอ ขณะเดียวกัน คนชราซึ่งเป็นภาระของภาครัฐกลับมีสัดส่วนที่สูงขึ้น การแก้ไข "กับดักเคนส์" จึงไม่อาจใช้ทฤษฎีการคลังเดิมๆ ได้ แต่จำเป็นต้องใช้ ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก ซึ่งเป็นการยืมพลังของกองทุนบำนาญมาช่วย จึงทำให้สามารถรัดเข็มขัดการคลัง เดินหน้าไปพร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
"กับดักเงินเฟ้อ" คือ สภาพที่เมื่อเศรษฐกิจดีเป็นฟองสบู่ เงินเฟ้อจะสูงขึ้นและ รัฐบาลของประเทศต่างๆ จะใช้ทฤษฎีการเงินเดิมๆ เพื่อสกัดเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ย กลับส่งผลตรงกันข้ามทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีกจาก ต้นทุนการเงิน และ ค่าเช่าที่สูงขึ้น จนไปถึงจุดหนึ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงมาก (ญี่ปุ่น เคยวิ่งไปถึง 6% ก่อนวิกฤติวาซาบิ ปี 1991 และ อเมริกาเคยวิ่งไปถึง 5% ก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008) ดอกเบี้ยไม่สกัดเงินเฟ้อ แต่มันสกัดการเติบโต (growth) ทำให้เศรษฐกิจฟองสบู่แตกตัวลง และ สิ่งเดิมๆ นั้นกำลังเกิดขึ้นกับประเทศจีน และ อินเดีย
แนวคิดใหม่ก็คือ เราไม่ควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เพราะว่ามันไม่ช่วย แต่มันจะสกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน อาจส่งผลให้ฟองสบู่แตกได้ ส่วนการป้องกันภาวะฟองสบู่นั้น ธนาคารกลางจะต้องดูแล ปริมาณเงิน (M2) ให้มีการเติบโตใกล้เคียงกับ Nominal GDP Growth
ผมขอนำเสนอดัชนีชี้วัดฟองสบู่เรียกว่า "อัตราส่วนประวิทย์" (Prawit Ratio) ซึ่งคิดจากค่าการเติบโตของ M2 เทียบกับ Nominal GDP Growth ค่านี้ควรอยู่ราวๆ 100% ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ญี่ปุ่น และ อเมริกา เคยปล่อยให้ M2 เติบโตถึง 11-12% ต่อปี ซึ่งทำให้ค่า Prawit Ratio อยู่สูงราว 150% จึงนำพาไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกในปี 1991 และ 2008 ในที่สุด และ เมื่อมาดูที่จีนเคยปล่อยให้ Prawit Ratio ก็ยืนสูงกว่า 200% ในปี 2009 โดน M2 เติบโตถึง 28% จึงอาจกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงที่จะเกิด hard landing ในประเทศจีนนั้นไม่ใช่ 10% อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปคาดไว้ แต่น่าจะสูงถึงกว่า 90% เลยทีเดียว หากพิจารณาจากดัชนีชี้วัดฟองสบู่ Prawit Ratio และ ตัวเลขของดัชนีตลาดหุ้นจีน รวมไปถึง ตัวเลขการนำเข้าที่ติดลบ ก็บ่งชี้ถึงการชะลอตัวอย่างเร็วของเศรษฐกิจจีน
สำหรับการแก้ไขปัญหาของประเทศพัฒนาแล้วด้วย ทฤษฎีการเงินเดิมๆ ก็คือ การลดอัตราดอกเบี้ยติดดิน และ การทำ QE แต่หากไม่มีอุปสงค์จริงที่เพียงพอแล้ว เงินจะกองจมอยู่ในระบบแบงก์เช่นเดิม ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ปรมาจารย์เคนส์ตั้งชื่อไว้ว่า "กับดักสภาพคล่อง" คือ แม้อัตราดอกเบี้ยจะต่ำมาก แต่การบริโภคและการลงทุนก็ยังไม่ฟื้นตัวแต่อย่างใด
สำหรับทฤษฎีใหม่ "การเงินไท้เก๊ก" จะหาทางป้องกันฟองสบู่แต่ต้นมือ ด้วยการดูแล M2 ไม่ให้เกิดฟองสบู่ึของราคาสินทรัพย์ และ จะไม่นำเข็มแหลมๆ ไปจิ้มลูกโป่ง ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และ หากสุดท้ายฟองสบู่แตกแล้วจริงๆ ทฤษฎีนี้แนะให้ทำการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำกว่าศูนย์ไปเลย ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงมาได้อีก อันจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์จริง ทั้งการบริโภคการลงทุนให้ฟื้นตัวได้ในที่สุด
"กับดักยูโร" เกิดขึ้นจากทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยนสกุลร่วม ที่มุ่งหวังให้การส่งเสริมการค้าการลงทุนที่ทำให้ประหยัดต้นทุนในการแลกเปลี่ยน แต่อันที่จริงแล้วก็คือ การผูกค่าเงินนั่นเอง โดยกรีซ และ เยอรมันได้ผูกค่าเงินไว้ด้วยกัน โดยได้มองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดและความสามารถในการแข่งขัน ทฤษฎีใหม่ที่เรียกวา "FX ไท้เก๊ก" จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดจุดอ่อนนี้
โดยประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 3% เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน รวมถึง อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงกว่าประเทศอ้างอิงกว่า 3% นั่นหมายถึง ประเทศนั้นๆ น่าจะมีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนไม่เหมาะสมเสียแล้ว จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนให้อ่อนลงเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออกที่ดีขึ้น หากสามารถแตกเงินยูโร ออกเป็น 3 สกุล คือ Eura Euri และ Euro เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มประเทศได้ ก็จะทำให้เกิดความสมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัด และยังรักษาเอกภาพของกลุ่มยูโรโซนไว้ได้ด้วย
วิกฤติหมูหัน เกิดจาก "กับดักเศรษฐกิจ" มาผูกรวมกันหลายเรื่องส่งผลให้ภาะวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นในประเทศแถบยุโรปก่อน จากนั้นด้วยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกันทั่วโลก จึงส่งผลต่อเนื่องมายังประเทศต่างๆ ทั้งในอเมริกา และ เอเชีย โดยเฉพาะ "จีน" การแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ ต้องละแนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมๆ เสีย แล้วเปิดมุมมองให้กับ ทฤษฎีใหม่ๆ ของ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" อาจเป็นคำตอบเพื่อแก้ไขวิกฤติระดับโลกครั้งนี้
"กับดักเคนส์" คือ สภาพที่ไม่ว่าจะทุ่มงบประมาณเข้าไปมากๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจหรือว่าจะรัดเข็มขัดการคลัง ยอมให้เศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม ภาครัฐยังคงต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อ GDP สูงขึ้นอยู่ดี การใช้ทฤษฎีการคลังของเคนส์แบบเดิมๆ ทำให้ติด "กับดักเคนส์" อย่างเลี่ยงไม่ได้ และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศพัฒนาแล้วทั้งปวง เพราะ โครงสร้างประชากรได้เปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่งน้ำ" ทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งจะรับภาระเสียภาษีนั้นมีไม่มากพอ ขณะเดียวกัน คนชราซึ่งเป็นภาระของภาครัฐกลับมีสัดส่วนที่สูงขึ้น การแก้ไข "กับดักเคนส์" จึงไม่อาจใช้ทฤษฎีการคลังเดิมๆ ได้ แต่จำเป็นต้องใช้ ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก ซึ่งเป็นการยืมพลังของกองทุนบำนาญมาช่วย จึงทำให้สามารถรัดเข็มขัดการคลัง เดินหน้าไปพร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
"กับดักเงินเฟ้อ" คือ สภาพที่เมื่อเศรษฐกิจดีเป็นฟองสบู่ เงินเฟ้อจะสูงขึ้นและ รัฐบาลของประเทศต่างๆ จะใช้ทฤษฎีการเงินเดิมๆ เพื่อสกัดเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ย กลับส่งผลตรงกันข้ามทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีกจาก ต้นทุนการเงิน และ ค่าเช่าที่สูงขึ้น จนไปถึงจุดหนึ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงมาก (ญี่ปุ่น เคยวิ่งไปถึง 6% ก่อนวิกฤติวาซาบิ ปี 1991 และ อเมริกาเคยวิ่งไปถึง 5% ก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008) ดอกเบี้ยไม่สกัดเงินเฟ้อ แต่มันสกัดการเติบโต (growth) ทำให้เศรษฐกิจฟองสบู่แตกตัวลง และ สิ่งเดิมๆ นั้นกำลังเกิดขึ้นกับประเทศจีน และ อินเดีย
แนวคิดใหม่ก็คือ เราไม่ควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เพราะว่ามันไม่ช่วย แต่มันจะสกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน อาจส่งผลให้ฟองสบู่แตกได้ ส่วนการป้องกันภาวะฟองสบู่นั้น ธนาคารกลางจะต้องดูแล ปริมาณเงิน (M2) ให้มีการเติบโตใกล้เคียงกับ Nominal GDP Growth
ผมขอนำเสนอดัชนีชี้วัดฟองสบู่เรียกว่า "อัตราส่วนประวิทย์" (Prawit Ratio) ซึ่งคิดจากค่าการเติบโตของ M2 เทียบกับ Nominal GDP Growth ค่านี้ควรอยู่ราวๆ 100% ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ญี่ปุ่น และ อเมริกา เคยปล่อยให้ M2 เติบโตถึง 11-12% ต่อปี ซึ่งทำให้ค่า Prawit Ratio อยู่สูงราว 150% จึงนำพาไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกในปี 1991 และ 2008 ในที่สุด และ เมื่อมาดูที่จีนเคยปล่อยให้ Prawit Ratio ก็ยืนสูงกว่า 200% ในปี 2009 โดน M2 เติบโตถึง 28% จึงอาจกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงที่จะเกิด hard landing ในประเทศจีนนั้นไม่ใช่ 10% อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปคาดไว้ แต่น่าจะสูงถึงกว่า 90% เลยทีเดียว หากพิจารณาจากดัชนีชี้วัดฟองสบู่ Prawit Ratio และ ตัวเลขของดัชนีตลาดหุ้นจีน รวมไปถึง ตัวเลขการนำเข้าที่ติดลบ ก็บ่งชี้ถึงการชะลอตัวอย่างเร็วของเศรษฐกิจจีน
สำหรับการแก้ไขปัญหาของประเทศพัฒนาแล้วด้วย ทฤษฎีการเงินเดิมๆ ก็คือ การลดอัตราดอกเบี้ยติดดิน และ การทำ QE แต่หากไม่มีอุปสงค์จริงที่เพียงพอแล้ว เงินจะกองจมอยู่ในระบบแบงก์เช่นเดิม ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ปรมาจารย์เคนส์ตั้งชื่อไว้ว่า "กับดักสภาพคล่อง" คือ แม้อัตราดอกเบี้ยจะต่ำมาก แต่การบริโภคและการลงทุนก็ยังไม่ฟื้นตัวแต่อย่างใด
สำหรับทฤษฎีใหม่ "การเงินไท้เก๊ก" จะหาทางป้องกันฟองสบู่แต่ต้นมือ ด้วยการดูแล M2 ไม่ให้เกิดฟองสบู่ึของราคาสินทรัพย์ และ จะไม่นำเข็มแหลมๆ ไปจิ้มลูกโป่ง ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และ หากสุดท้ายฟองสบู่แตกแล้วจริงๆ ทฤษฎีนี้แนะให้ทำการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำกว่าศูนย์ไปเลย ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงมาได้อีก อันจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์จริง ทั้งการบริโภคการลงทุนให้ฟื้นตัวได้ในที่สุด
"กับดักยูโร" เกิดขึ้นจากทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยนสกุลร่วม ที่มุ่งหวังให้การส่งเสริมการค้าการลงทุนที่ทำให้ประหยัดต้นทุนในการแลกเปลี่ยน แต่อันที่จริงแล้วก็คือ การผูกค่าเงินนั่นเอง โดยกรีซ และ เยอรมันได้ผูกค่าเงินไว้ด้วยกัน โดยได้มองข้ามสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดและความสามารถในการแข่งขัน ทฤษฎีใหม่ที่เรียกวา "FX ไท้เก๊ก" จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดจุดอ่อนนี้
โดยประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 3% เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน รวมถึง อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงกว่าประเทศอ้างอิงกว่า 3% นั่นหมายถึง ประเทศนั้นๆ น่าจะมีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนไม่เหมาะสมเสียแล้ว จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนให้อ่อนลงเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออกที่ดีขึ้น หากสามารถแตกเงินยูโร ออกเป็น 3 สกุล คือ Eura Euri และ Euro เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มประเทศได้ ก็จะทำให้เกิดความสมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัด และยังรักษาเอกภาพของกลุ่มยูโรโซนไว้ได้ด้วย
วิกฤติหมูหัน เกิดจาก "กับดักเศรษฐกิจ" มาผูกรวมกันหลายเรื่องส่งผลให้ภาะวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นในประเทศแถบยุโรปก่อน จากนั้นด้วยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกันทั่วโลก จึงส่งผลต่อเนื่องมายังประเทศต่างๆ ทั้งในอเมริกา และ เอเชีย โดยเฉพาะ "จีน" การแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ ต้องละแนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมๆ เสีย แล้วเปิดมุมมองให้กับ ทฤษฎีใหม่ๆ ของ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" อาจเป็นคำตอบเพื่อแก้ไขวิกฤติระดับโลกครั้งนี้
วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
8 ทฤษฎีวิถีไท้เก๊ก
ในที่สุดผมไ้ด้คิดค้นทฤษฎีใหม่ออกมาได้ 8 ทฤษฎี โดยเป็น 4 ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ คือ การคลังไท้เก๊ก การเงินไท้เก๊ก FX ไท้เก๊ก และ บำนาญไท้เก๊ก อีก 2 ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์คือ เลือกตั้งไท้เก๊ก และ ปรองดองไท้เก๊ก และมี 1 ทฤษฎีด้านการลงทุน คือ หุ้นเงาไท้เก๊ก และ สุดท้าย คือ ทฤษฎีเพื่อการศึกษาในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เรียกว่า ฟินิกซ์ไท้เก๊ก ถ้ามีเวลาจะค่อยๆ ลงรายละเอียดไว้ครับ
ทางเศรษฐศาสตร์คงไม่ต้องลงรายละเอียดแล้ว เพราะ เขียนไปมาก
เลือกตั้งไท้เก๊ก คือ การเลือกตั้งแบบไม่ต้องใช้เงิน โดยเลือกแบบ 2 ขั้น คือ เลือกจากตัวแทนชุมชนก่อน แล้วใช้วิธีจับสลากเอา แบบนี้ก็ไม่ตั้องใช้เงินเลยเพื่อการเลือกตั้ง การซื้อเสียงจะหายไปหมด และ เราจะได้ตัวแทนที่เป็นชาวบ้านจริงๆ ไม่ใช่นายทุนเข้ามาเป็น สส. พวกเขาก็จะทำเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง ตรงไปตรงมา เป็นคนดี
ปรองดองไท้เก๊ก คือ แนวคิดที่ออกจากกรอบเดิมที่ว่า หากทักษิณได้ อำมาตย์จะเสีย และ หากทักษิณเสียอำมาตย์จะได้ หากเป็นกรอบที่ ทั้งทักษิณได้อำมาตย์ได้ นั่นจึงเป็นคำตอบของการปรองดอง โดยควรเริ่มจากการอโหสิกรรมเสียก่อน จัดพิธีแบบนี้ขึ้นมาเพื่อลดความโกรธต่อฝ่ายตรงข้ามของคนไทยด้วยกันเอง จากนั้น คุณทักษิณกลับมาติดคุก แต่จัดแบบ ไม่ลำบาก ไม่นานและไม่เสี่ยง ก็จัดอย่างหรูให้เลย ภายใน 4 เดือนก็เขียนหนังสือ "วิถีชินวัตร" ซึ่งก็คงมีคนรอมากมาย เชิญพระมาเทศน์ทุกสัปดาห์ที่คุกพร้อมออกอากาศในเรื่องของการให้อภัย การสำนักผิด ความสามัคคี เป็นต้น ก็เป็นการชุบตัวว่า คุณทักษิณเปลี่ยนจากคนเลวเป็นคนดีแล้ว จากนั้น เราก็ทำเรื่องเสนอให้ ป๋าเปรม และ คุณทักษิณ รับรางวัลโนเบลร่วมกัน ในฐานะที่ร่วมกันสร้างสันติภาพในประเทศไทย นี่คือ การเดินตามแนวทางแบบ Mandela Model เลยครับ
หุ้นเงาไท้เก๊ก : ปกติแล้วหุ้นที่ P/E ต่ำก็จะมี growth ต่ำด้วยเป็น value stocks และ หุ้น P/E สูงก็มี growth สูง คือ growth stocks แต่หุ้นเงา คือ หุ้นที่มี P/E ต่ำ แต่มี growth สูง ก็เลือกๆ มา ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก ๆในการลงทุนอาจเป็น 100% หรือกว่านั้นได้ไม่ยาก เพราะ จะได้ผลจากค่า P/E ที่ปรับสูงขึ้น และ จากค่า E ที่สูงขึ้นด้วย
สุดท้าย คือ ฟินิกซ์ไท้เก๊ก คือ ทฤษฎีที่เอาไว้สร้างทฤษฎีใหม่ โดยลากเส้นทแยงมุมจากกรอบความรู้เดิม เป็นการคิดสวนทางกับความรู้เดิม เติมกลายเป็นปีก 2 ข้างของความรู้เดิมๆ เราก็จะได้กรอบความรู้ใหม่ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก และ เป็นประโยชน์ต่อโลกได้อย่างมากด้วย
วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
4 กับดัก 4 ปฏิทรรศน์
จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็น "บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค" ได้จัดตั้งชื่อสภาพที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆ ติดดิน สภาพคล่องล้นเหลือ แต่ผู้คนก็ยังไม่กล้าจะลงทุนหรือบริโภค นั่นคือ "กับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ขณะที่ได้ชี้ถึงสาเหตุแห่งปัญหานั้นคือ ปฏิทรรศน์ของความมัธยัสถ์ (Paradox of Thrift) หมายถึง เมื่อทุกๆ คนพยายามออมเงินมากขึ้น จะทำให้การใช้จ่ายรวมลดลง ทำให้รายได้ของแต่ละคนลดลงไปด้วย ทำให้ไม่สามารจะออมเงินได้ในที่สุด เช่น รัฐบาลของหลายประเทศพยายามทำเรื่องนี้อยู่ แต่กลับพบว่าการรัดเข็มขัดการคลังนั้นส่งผลทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจกลับแย่ลง รายได้ภาษีลดลง จนในที่สุดแล้วไม่สามารถรัดเข็มขัดการคลังตามเป้าหมายได้
สำหรับ 4 ทฤษฎีใหม่ของเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊กนั้น แต่ละทฤษฎีก็ประกอบไปด้วย "กับดัก" ซึ่งเป็นตัวปัญหา และ "ปฏิทรรศน์" ซึ่งเป็นเหตุแห่งปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น ก่อนจะได้หนทางแก้ไขปัญหาเป็น 4 ทฤษฎี 4 ด้านของศาสตร์แขนงใหม่นี้
ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก : ปัญหาด้านการคลังที่กำลังปวดหัวอยู่ทั่วโลกนี้คือ "กับดักเคนส์" (Keynes Trap) หมายถึงสภาพที่รัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเลือกทาง รัดเข็มขัดการคลัง หรือ คลายเข็มขัดการคลัง ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้หนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงขึ้นทั้งสิ้น ในประเทศที่อ่อนแอในยูโรโซน ก็โดนเรื่องนี้เล่นงานอย่างหนัก ส่วนสาเหตุของเรืื่องนี้นั้น หลายๆ คนอาจคิดว่าเป็นเพราะ นโยบายประชานิยมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว สาเหตุของเรื่องนี้คือ "โครงสร้างประชากร" เป็นผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งประชาชน ภาคเอกชน และ รัฐบาลต่างต้องเร่งกันเตรียมเงินเพื่อบำนาญกันอย่างเต็มที่ เมื่อรัฐบาลทุ่มเงินลงไปทั้งสมทบเงินทางตรง หรือ ให้ลดหย่อนภาษีเป็นการสมทบเงินทางอ้อมก็ดี เหล่านี้เป็นการใช้เงินรัฐแบบ "เคลื่อนเป็นนิ่ง" แม้จะเป็นการสร้างความมั่นคงระยะยาว แต่แทนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับทำให้เศรษฐกิจแย่ลง นอกจากนี้เงินกองทุนบำนาญ ลงทุนราว 70-80% ในพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์กองทุนบำนาญจึงหมายถึง หนี้สินที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐไปด้วย ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "ปฏิทรรศน์ของกองทุนบำนาญ" (Paradox of Pension)
ทฤษฎีการเงินไท้เก๊ก : การที่ธนาคารกลางก็ประสบกับปัญหา "กับดักเงินเฟ้อ" (Inflation Trap) โดยหลักๆ แล้วปัญหามาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ธนาคากลางเชื่อว่าจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยชะลอสินเชื่อ แต่ในทางตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยนั้นส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินให้สูงขึ้นไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าต่อเนื่องไป ผลลัพธ์จึงอาจมาทิศทางตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจไว้ได้ ผมเรียกว่า "ปฏิทรรศน์ของดอกเบี้ย" (Paradox of Interest)
ทฤษฎี FX ไท้เก๊ก : การที่ธนาคารกลางพยายามดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่อยู่กับ "ยูโร" จึงเกิดปัญหาของ "กับดักยูโร" (Euro Trap) คือ ประเทศที่อ่อนแอไม่สามารถแ่ข่งขันได้ เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง และ สร้างหนี้สินต่างประเทศจำนวนมาก เมื่อความเชื่อมั่นลดลง เงินเริ่มไหลออกนอกประเทศ ก็จะเกิดปัญหามากมายจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงิน สิ่งนี้มีต้นเหตุมาจาก การพยายามรักษาอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ โดยหวังให้มีเสถียรภาพความมั่นคง แต่ในทางตรงกันข้ามการผูกค่าเงินกลับส่งผลให้เสียสมดุลด้านต่างประเทศ และ กลับส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในที่สุด ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "ปฏิทรรศน์ของการผูกค่าเงิน" (Paradox of Peg)
ทฤษฎีบำนาญไท้เก๊ก : ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมพยายามเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากผู้ประกันตนจนเงินไม่พอใช้ เกิดเป็น "กับดักประกันสังคม" (Social Security Trap) ยิ่งออมก็ยิ่งจน เพราะ เงินผลตอบแทนของประกันสังคมคิดเป็นเปอร์เซนต์แล้วจะต่ำกว่าการยืมเงินจากบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลอยู่มาก การสมทบเงินมากขึ้นโดยหวังว่าจะสร้างความมั่งคั่งมั่นคงให้กับผู้ประกันตน แต่สุดท้ายแล้วผลกลับออกมาตรงกันข้าม โดยผู้ประกันตนซึ่งส่วนใหญ่รายได้น้อยนั้นจะกลับมีเงินไม่พอใช้ ต้องไปกู้ยืมเงินจากแบงก์และนอนแบงก์ ในอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว ทำให้จนลงๆ ไปเรื่อยๆ สาเหตุตรงนี้เองผมเรียกว่า "ปฏิทรรศน์ของการสมทบเงิน" (Paradox of Contribution)
จะเห็นว่าทุกทฤษฎีใหม่ันั้น ได้มีการสร้างตัวปัญหา และ ต้นเหตุแห่งปัญหานั้น คล้ายๆ กับ ปรมาจารย์ "เคนส์" ที่ได้สร้างศัพท์ใหม่อย่าง "กับดักสภาพคล่อง" และ "ปฏิทรรศน์ของความมัธยัสถ์" ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะ การรู้ถึงสาเหตุของปัญหาอย่างแน่ชัด จึงจะนำไปสู่ทฤษฎีเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้
สำหรับ 4 ทฤษฎีใหม่ของเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊กนั้น แต่ละทฤษฎีก็ประกอบไปด้วย "กับดัก" ซึ่งเป็นตัวปัญหา และ "ปฏิทรรศน์" ซึ่งเป็นเหตุแห่งปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น ก่อนจะได้หนทางแก้ไขปัญหาเป็น 4 ทฤษฎี 4 ด้านของศาสตร์แขนงใหม่นี้
ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก : ปัญหาด้านการคลังที่กำลังปวดหัวอยู่ทั่วโลกนี้คือ "กับดักเคนส์" (Keynes Trap) หมายถึงสภาพที่รัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเลือกทาง รัดเข็มขัดการคลัง หรือ คลายเข็มขัดการคลัง ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้หนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงขึ้นทั้งสิ้น ในประเทศที่อ่อนแอในยูโรโซน ก็โดนเรื่องนี้เล่นงานอย่างหนัก ส่วนสาเหตุของเรืื่องนี้นั้น หลายๆ คนอาจคิดว่าเป็นเพราะ นโยบายประชานิยมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว สาเหตุของเรื่องนี้คือ "โครงสร้างประชากร" เป็นผู้สูงอายุมากขึ้น ทั้งประชาชน ภาคเอกชน และ รัฐบาลต่างต้องเร่งกันเตรียมเงินเพื่อบำนาญกันอย่างเต็มที่ เมื่อรัฐบาลทุ่มเงินลงไปทั้งสมทบเงินทางตรง หรือ ให้ลดหย่อนภาษีเป็นการสมทบเงินทางอ้อมก็ดี เหล่านี้เป็นการใช้เงินรัฐแบบ "เคลื่อนเป็นนิ่ง" แม้จะเป็นการสร้างความมั่นคงระยะยาว แต่แทนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับทำให้เศรษฐกิจแย่ลง นอกจากนี้เงินกองทุนบำนาญ ลงทุนราว 70-80% ในพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์กองทุนบำนาญจึงหมายถึง หนี้สินที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐไปด้วย ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "ปฏิทรรศน์ของกองทุนบำนาญ" (Paradox of Pension)
ทฤษฎีการเงินไท้เก๊ก : การที่ธนาคารกลางก็ประสบกับปัญหา "กับดักเงินเฟ้อ" (Inflation Trap) โดยหลักๆ แล้วปัญหามาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ธนาคากลางเชื่อว่าจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยชะลอสินเชื่อ แต่ในทางตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยนั้นส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินให้สูงขึ้นไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าต่อเนื่องไป ผลลัพธ์จึงอาจมาทิศทางตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจไว้ได้ ผมเรียกว่า "ปฏิทรรศน์ของดอกเบี้ย" (Paradox of Interest)
ทฤษฎี FX ไท้เก๊ก : การที่ธนาคารกลางพยายามดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่อยู่กับ "ยูโร" จึงเกิดปัญหาของ "กับดักยูโร" (Euro Trap) คือ ประเทศที่อ่อนแอไม่สามารถแ่ข่งขันได้ เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง และ สร้างหนี้สินต่างประเทศจำนวนมาก เมื่อความเชื่อมั่นลดลง เงินเริ่มไหลออกนอกประเทศ ก็จะเกิดปัญหามากมายจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงิน สิ่งนี้มีต้นเหตุมาจาก การพยายามรักษาอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ โดยหวังให้มีเสถียรภาพความมั่นคง แต่ในทางตรงกันข้ามการผูกค่าเงินกลับส่งผลให้เสียสมดุลด้านต่างประเทศ และ กลับส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในที่สุด ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "ปฏิทรรศน์ของการผูกค่าเงิน" (Paradox of Peg)
ทฤษฎีบำนาญไท้เก๊ก : ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมพยายามเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากผู้ประกันตนจนเงินไม่พอใช้ เกิดเป็น "กับดักประกันสังคม" (Social Security Trap) ยิ่งออมก็ยิ่งจน เพราะ เงินผลตอบแทนของประกันสังคมคิดเป็นเปอร์เซนต์แล้วจะต่ำกว่าการยืมเงินจากบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลอยู่มาก การสมทบเงินมากขึ้นโดยหวังว่าจะสร้างความมั่งคั่งมั่นคงให้กับผู้ประกันตน แต่สุดท้ายแล้วผลกลับออกมาตรงกันข้าม โดยผู้ประกันตนซึ่งส่วนใหญ่รายได้น้อยนั้นจะกลับมีเงินไม่พอใช้ ต้องไปกู้ยืมเงินจากแบงก์และนอนแบงก์ ในอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว ทำให้จนลงๆ ไปเรื่อยๆ สาเหตุตรงนี้เองผมเรียกว่า "ปฏิทรรศน์ของการสมทบเงิน" (Paradox of Contribution)
จะเห็นว่าทุกทฤษฎีใหม่ันั้น ได้มีการสร้างตัวปัญหา และ ต้นเหตุแห่งปัญหานั้น คล้ายๆ กับ ปรมาจารย์ "เคนส์" ที่ได้สร้างศัพท์ใหม่อย่าง "กับดักสภาพคล่อง" และ "ปฏิทรรศน์ของความมัธยัสถ์" ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะ การรู้ถึงสาเหตุของปัญหาอย่างแน่ชัด จึงจะนำไปสู่ทฤษฎีเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้
วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ประกันสังคม ตัวถล่มเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 1937
หลังจากปี 1930 โลกได้เข้าสู่สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก โดยการค้าระหว่างประเทศลดลงกว่า 50% และ การว่างงานได้สูงขึ้นถึง 25% แม้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยจนมาระัดับที่ต่ำมากๆ แต่ผลลัพธ์ก็คือยังเกิดภาวะที่ยากลำบากอย่างยิ่ง จนเกือบถึงขั้นล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจทุนนิยม
จนกระทั่งจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้เสนอให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เพิ่มงบประมาณเ้ข้าไปแบบขาดดุลจำนวนมาก เพื่อสร้างอุปสงค์ให้เพียงพอเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้โดยญีุ่ปุ่นก่อน หลังจากนั้นก็อเมริกาและยุโรป นำมาใช้ต่อมา อเมริกามีการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพียง 3% GDP ในปี 1929 ได้เพิ่มมาเป็นถึง 40% GDP ในยุคถัดมาโดยประธานาธิบดีรูสเวลต์
อย่างไรก็ดี เมื่อถึงปี 1937 ประธานาธิบดีรูสเวต์เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจนกำลังการผลิตกลับมาเหมือนปี 1929 จึงได้เดินหน้ารัดเข็มขัดการคลังนปีนั้น กลับพบว่า 1 ปีหลังจากนั้นเศรษฐกิจดิ่งตัวลงอย่างเร็ว การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงถึงเกือบ 30% ภายในไม่กี่เดือน โดยเฉพาะสินค้าคงทนยิ่งลดลงหนัก อัตราการว่างงานเพิ่มจาก 14.3% ในปี 1937 สูงขึ้นเป็น 19.0% ในปี 1938 เพิ่มจาก 5 ล้านคนเป็น 12 ล้านคน ภายการผลิตก็ลดจากระดับสูงสุดปี 1937 ถึง 37%
ถึงกระนั้น ศจ.แบร์โล (Robert Barro) ไ้ด้ชี้ประเด็นว่านั่นไม่ใช่เพราะ ผลจากการรัดเข็มขัดของนโยบายการคลัง เขาเืชื่อว่าค่าตัวทวี (multiplier) ของทฤษฎีเคนส์นั้นมีค่าเข้าใกล้ศูนย์ โดยรัฐบาลจะมาแย่งเงินจากภาคเอกชนไป และ ในปี 1937 นั้น รัฐบาลรัดเข็มขัดเพียงแค่ 1% GDP แต่กลับทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลงได้ถึง 4.8% แม้แต่ที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เองก็ไม่เชื่อว่าค่าตัวทวีจะสูงได้ขนาดนั้น
ผมคิดว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเศรษฐกิจถดถอยลงอย่างเร็วระหว่างปี 1937-38 อาจเป็น "พรบ.ประกันสังคม" นั่นเอง การบังคับใช้ พรบ.ประกันสังคมในปี 1937 ได้บังคับให้ผู้ใช้แรงงาน บริษัทและรัฐบาลต้องร่วมกันสมทบเงินเพื่อออมเงินในระยะยาว แม้เืรื่องนี้จะเหมาะสมอย่างยิ่งเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตระยะยาว แต่ระยะสั้นๆ แล้ว จะทำให้กำลังซื้อของผู้ใช้แรงงานลดลด เพราะ "ไม่มีของฟรีในโลก" เป็นการทำ "เคลื่อนเป็นนิ่ง" สิ่งนี้เองน่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการถดถอยเป็นรอบที่ 2 ในช่วงเวลานั้น
เช่นเดียวกับประเทศไทย หลังจากมีการเ็ก็บเงินสมทบเพิ่มจาก 1% เป็น 3% เป็น 5% เข้าระบบประกันสังคม ก็ส่งผลประเทศไทยมีระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม การลดเงินสมทบเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อบรรเทาจากผลกระทบของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และ วิกฤติอุทกภัยครั้งใหญ่ ก็พบว่าสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ได้ การดำเนินนโยบายด้านประกันสังคมอาจต้องชั่งน้ำหนักถึง "อนาคต" และ "ปัจจุบัน" ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
จนกระทั่งจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้เสนอให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เพิ่มงบประมาณเ้ข้าไปแบบขาดดุลจำนวนมาก เพื่อสร้างอุปสงค์ให้เพียงพอเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้โดยญีุ่ปุ่นก่อน หลังจากนั้นก็อเมริกาและยุโรป นำมาใช้ต่อมา อเมริกามีการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพียง 3% GDP ในปี 1929 ได้เพิ่มมาเป็นถึง 40% GDP ในยุคถัดมาโดยประธานาธิบดีรูสเวลต์
อย่างไรก็ดี เมื่อถึงปี 1937 ประธานาธิบดีรูสเวต์เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจนกำลังการผลิตกลับมาเหมือนปี 1929 จึงได้เดินหน้ารัดเข็มขัดการคลังนปีนั้น กลับพบว่า 1 ปีหลังจากนั้นเศรษฐกิจดิ่งตัวลงอย่างเร็ว การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงถึงเกือบ 30% ภายในไม่กี่เดือน โดยเฉพาะสินค้าคงทนยิ่งลดลงหนัก อัตราการว่างงานเพิ่มจาก 14.3% ในปี 1937 สูงขึ้นเป็น 19.0% ในปี 1938 เพิ่มจาก 5 ล้านคนเป็น 12 ล้านคน ภายการผลิตก็ลดจากระดับสูงสุดปี 1937 ถึง 37%
ถึงกระนั้น ศจ.แบร์โล (Robert Barro) ไ้ด้ชี้ประเด็นว่านั่นไม่ใช่เพราะ ผลจากการรัดเข็มขัดของนโยบายการคลัง เขาเืชื่อว่าค่าตัวทวี (multiplier) ของทฤษฎีเคนส์นั้นมีค่าเข้าใกล้ศูนย์ โดยรัฐบาลจะมาแย่งเงินจากภาคเอกชนไป และ ในปี 1937 นั้น รัฐบาลรัดเข็มขัดเพียงแค่ 1% GDP แต่กลับทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลงได้ถึง 4.8% แม้แต่ที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เองก็ไม่เชื่อว่าค่าตัวทวีจะสูงได้ขนาดนั้น
ผมคิดว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเศรษฐกิจถดถอยลงอย่างเร็วระหว่างปี 1937-38 อาจเป็น "พรบ.ประกันสังคม" นั่นเอง การบังคับใช้ พรบ.ประกันสังคมในปี 1937 ได้บังคับให้ผู้ใช้แรงงาน บริษัทและรัฐบาลต้องร่วมกันสมทบเงินเพื่อออมเงินในระยะยาว แม้เืรื่องนี้จะเหมาะสมอย่างยิ่งเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตระยะยาว แต่ระยะสั้นๆ แล้ว จะทำให้กำลังซื้อของผู้ใช้แรงงานลดลด เพราะ "ไม่มีของฟรีในโลก" เป็นการทำ "เคลื่อนเป็นนิ่ง" สิ่งนี้เองน่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการถดถอยเป็นรอบที่ 2 ในช่วงเวลานั้น
เช่นเดียวกับประเทศไทย หลังจากมีการเ็ก็บเงินสมทบเพิ่มจาก 1% เป็น 3% เป็น 5% เข้าระบบประกันสังคม ก็ส่งผลประเทศไทยมีระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม การลดเงินสมทบเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อบรรเทาจากผลกระทบของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และ วิกฤติอุทกภัยครั้งใหญ่ ก็พบว่าสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ได้ การดำเนินนโยบายด้านประกันสังคมอาจต้องชั่งน้ำหนักถึง "อนาคต" และ "ปัจจุบัน" ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555
CDS : จากระเบิดเวลาสู่ยาถอนพิษวิกฤติยูโร
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่ ตัวแสบอย่าง CDS (Credit Default Swap) หรือ ตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนี้ จะมาเป็น "ยาถอนพิษ" วิกฤติยูโรรอบนี้ได้อย่างไรกัน ??
หลักการของเรื่องนี้ก็คือ "ใช้พิษสกัดพิษ" ตามแบบจอมยุทธในหนังจีนกำลังภายในนั่นเอง และเป็นวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วมากด้วย โดยพิษจาก CDS ที่ถูกปั่นโดยนักเก็งกำไร ทำให้พันธบัตร 10 ปีของ สเปน และ อิตาลี มี Yield ที่สูงขึ้นมากเกือบ 7% เราจะใช้ CDS เพื่อสกัดพิษของ CDS นั้น
สำหรับการออก "ยูโรบอนด์" นั้น นายกฯ เยอรมันพยายามต่อต้านเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะ ไม่อยากให้ภาระหนี้ทั้งหมดในเขตยูโรโซน มาตกอยู่บนบ่าของ เยอรมัน เป็นหลัก แต่การออก CDS นั้น ผลจะแตกต่างกันไป เพราะ จะได้ผลตอบแทนเป็นเงินกลับคืนมาด้วย
โดยหากยอมให้ประเทศใหญ่ 3 ประเทศในยูโรโซนที่มีเครดิต AAA คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส และ เนเธอร์แลนด์ สามารถขาย CDS เพื่อค้ำประกันพันธบัตรรัฐบาล PIIGS ได้ในราคายุติธรรมกว่าตลาด สำหรับประเทศอิตาลีและสเปน อาจกำหนดไว้ที่ 400 bps หรือ 4% ไว้ก่อน โดยที่ ไอร์แลนด์ และ โปรตุเกส อาจกำหนดไว้ที่ 6% เป็นต้น และอาจกำหนดขั้นสูงของการค้ำประกันไม่เกิน 50% GDP ของประเทศ PIIGS วิธีเช่นนี้จะทำให้ yield ของพันธบัตร PIIGS ลดลงอย่างเร็ว เมื่อตลาดเริ่มสงบแล้ว อาจปรับ CDS ให้ค่อยๆ ลดลง 0.5% ทุกไตรมาส เมื่อเวลาผ่านไปปีครึ่ง CDS ก็อาจลดเหลือแค่ 1% เท่านั้นเอง รัฐบาลเยอรมันจะกลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาด CDS และ เป็นผู้กำหนดความเสี่ยงของพันธบัตรของ PIIGS เอง แทนที่จะปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในมือของนักเก็งกำไร
นั่นหมายถึง เยอรมันค้ำประกันหนี้ก็จริง แต่ยังได้รับผลตอบแทนค่าค้ำประกันกลับคืนมาด้วย หากค้ำประกันพันธบัตรราว 5 แสนล้านยูโรให้กับสเปนและอิตาลี ก็จะได้เงินกลับมาถึง 2 หมื่นล้านยูโรต่อปี หรือ พอๆ กับดอกเบี้ยจ่ายของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมันทั้งปีเลยทีเดียว
การทำเช่นนี้จะเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 5 ตัว
1. สำหรับเยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ จะมีรายได้เข้ารัฐมากขึ้น ทำให้การปฏิรูปการคลังเดินหน้าดี
2. สำหรับประเทศ PIIGS จะมีต้นทุนการออกพันธบัตรลดลงอย่างเร็ว ทำให้รายจ่ายการคลังลดลง รัดเข็มขัดการคลังได้ และ เมื่อความเสี่ยงลดลง สภาพการไหลออกของเงินทุนก็จะดีขึ้นด้วย
3. เป็นการช่วยสถาบันการเงินในภูมิภาค เพราะ หลายแบงก์ได้ยืมเงิน ECB มาลงทุนพันธบัตรอิตาลี และ สเปน เป็นจำนวนมาก และ เกิดการขาดทุนหนักเพราะ การดิ่งลงของราคาพันธบัตร (Yield สูงขึ้นหมายถึง ราคาที่ลดลง) การออก CDS แบบนี้มา จะช่วยให้ yield ลดลง ราคาพันธบัตรดีขึ้น และ อาจกลับมาเป็นกำไรได้
4. เป็นการดัดหลังนักเก็งกำไรไปในตัว เพราะ คนกลุ่มนี้ได้กำไรจาก CDS ที่ราคาวิ่งสูงขึ้นอย่างเร็ว สร้างกำไรหลายเท่าตัวบนความเสียหายของระบบการเงินยูโร การแทรกแซงตลาด CDS โดยภาครัฐจะ ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพ และ ไม่ถูกนักเก็งกำไรเล่นงานได้ง่าย
5. เรื่องนี้ไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่ยูโรเดียว การขาย CDS ออกไปนั้น จะได้เงินเข้ามา แทนที่จะใช้เงินทุนจำนวนมากหลายแสนล้านยูโร หากตั้งกองทุนเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตร
ผู้นำยูโรโซนหากอ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เพราะ นี่คือ วิธีแก้ไขอย่างเร็วและง่าย ในระยะสั้นๆ 1-2 ปีวิธีนี้น่าจะเหมะสม แต่ผมเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว การแบ่งเงินยูโรเป็น 3 สกุล ยังน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ
หลักการของเรื่องนี้ก็คือ "ใช้พิษสกัดพิษ" ตามแบบจอมยุทธในหนังจีนกำลังภายในนั่นเอง และเป็นวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วมากด้วย โดยพิษจาก CDS ที่ถูกปั่นโดยนักเก็งกำไร ทำให้พันธบัตร 10 ปีของ สเปน และ อิตาลี มี Yield ที่สูงขึ้นมากเกือบ 7% เราจะใช้ CDS เพื่อสกัดพิษของ CDS นั้น
สำหรับการออก "ยูโรบอนด์" นั้น นายกฯ เยอรมันพยายามต่อต้านเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะ ไม่อยากให้ภาระหนี้ทั้งหมดในเขตยูโรโซน มาตกอยู่บนบ่าของ เยอรมัน เป็นหลัก แต่การออก CDS นั้น ผลจะแตกต่างกันไป เพราะ จะได้ผลตอบแทนเป็นเงินกลับคืนมาด้วย
โดยหากยอมให้ประเทศใหญ่ 3 ประเทศในยูโรโซนที่มีเครดิต AAA คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส และ เนเธอร์แลนด์ สามารถขาย CDS เพื่อค้ำประกันพันธบัตรรัฐบาล PIIGS ได้ในราคายุติธรรมกว่าตลาด สำหรับประเทศอิตาลีและสเปน อาจกำหนดไว้ที่ 400 bps หรือ 4% ไว้ก่อน โดยที่ ไอร์แลนด์ และ โปรตุเกส อาจกำหนดไว้ที่ 6% เป็นต้น และอาจกำหนดขั้นสูงของการค้ำประกันไม่เกิน 50% GDP ของประเทศ PIIGS วิธีเช่นนี้จะทำให้ yield ของพันธบัตร PIIGS ลดลงอย่างเร็ว เมื่อตลาดเริ่มสงบแล้ว อาจปรับ CDS ให้ค่อยๆ ลดลง 0.5% ทุกไตรมาส เมื่อเวลาผ่านไปปีครึ่ง CDS ก็อาจลดเหลือแค่ 1% เท่านั้นเอง รัฐบาลเยอรมันจะกลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาด CDS และ เป็นผู้กำหนดความเสี่ยงของพันธบัตรของ PIIGS เอง แทนที่จะปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในมือของนักเก็งกำไร
นั่นหมายถึง เยอรมันค้ำประกันหนี้ก็จริง แต่ยังได้รับผลตอบแทนค่าค้ำประกันกลับคืนมาด้วย หากค้ำประกันพันธบัตรราว 5 แสนล้านยูโรให้กับสเปนและอิตาลี ก็จะได้เงินกลับมาถึง 2 หมื่นล้านยูโรต่อปี หรือ พอๆ กับดอกเบี้ยจ่ายของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมันทั้งปีเลยทีเดียว
การทำเช่นนี้จะเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 5 ตัว
1. สำหรับเยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ จะมีรายได้เข้ารัฐมากขึ้น ทำให้การปฏิรูปการคลังเดินหน้าดี
2. สำหรับประเทศ PIIGS จะมีต้นทุนการออกพันธบัตรลดลงอย่างเร็ว ทำให้รายจ่ายการคลังลดลง รัดเข็มขัดการคลังได้ และ เมื่อความเสี่ยงลดลง สภาพการไหลออกของเงินทุนก็จะดีขึ้นด้วย
3. เป็นการช่วยสถาบันการเงินในภูมิภาค เพราะ หลายแบงก์ได้ยืมเงิน ECB มาลงทุนพันธบัตรอิตาลี และ สเปน เป็นจำนวนมาก และ เกิดการขาดทุนหนักเพราะ การดิ่งลงของราคาพันธบัตร (Yield สูงขึ้นหมายถึง ราคาที่ลดลง) การออก CDS แบบนี้มา จะช่วยให้ yield ลดลง ราคาพันธบัตรดีขึ้น และ อาจกลับมาเป็นกำไรได้
4. เป็นการดัดหลังนักเก็งกำไรไปในตัว เพราะ คนกลุ่มนี้ได้กำไรจาก CDS ที่ราคาวิ่งสูงขึ้นอย่างเร็ว สร้างกำไรหลายเท่าตัวบนความเสียหายของระบบการเงินยูโร การแทรกแซงตลาด CDS โดยภาครัฐจะ ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพ และ ไม่ถูกนักเก็งกำไรเล่นงานได้ง่าย
5. เรื่องนี้ไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่ยูโรเดียว การขาย CDS ออกไปนั้น จะได้เงินเข้ามา แทนที่จะใช้เงินทุนจำนวนมากหลายแสนล้านยูโร หากตั้งกองทุนเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตร
ผู้นำยูโรโซนหากอ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เพราะ นี่คือ วิธีแก้ไขอย่างเร็วและง่าย ในระยะสั้นๆ 1-2 ปีวิธีนี้น่าจะเหมะสม แต่ผมเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว การแบ่งเงินยูโรเป็น 3 สกุล ยังน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ
วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ยูโรโซนแย่ หากไม่แน่วแน่ แก้ไขในสิ่งผิด
การพยายามเร่งประเทศอ่อนแอให้รัดเข็มขัดปฏิรูปการคลัง รวมไปการอัดฉีดเงินผ่าน EFSF และ ESM เพื่อช่วยเหลือแบงก์ในสเปนก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นแค่การซื้อเวลาเท่านั้น ต้นเหตุที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใดเลย สิ่งที่ยูโรโซนจะต้องทำก็คือ "การปฏิรูปเงินยูโร" ต่างหาก
ก่อนอื่นต้องยอมรับเสียก่อนว่า "เงินยูโร" คือต้นเหตุของวิกฤติในยูโรโซน โดยการผูกค่าเงินประเทศแข็งแรงไว้กับประเทศอ่อนแอนั้น จะทำให้ประเทศอ่อนแอ (PIIGS่) มีเศรษฐกิจที่ออกห่างจากจุดดุลยภาพออกไปเรื่อยๆ ยิ่งทิ้งไว้นายยิ่งเป็นปัญหา การผูกค่าเงินโดยหวังให้ค่าเงินมั่นคงมีเสถียรภาพนั้น ในระยะยาวแล้วกลับทำให้เศรษฐกิจเสียดุลยภาพและขาดเสถียภาพต่างหาก ผมตั้งชื่อให้ว่า Paradox of Peg (ความขัดแย้งของการผูกค่าเงิน)
International Fisher Effect คือ ทฤษฎีการเงินระหว่างประเทศที่ชี้ว่า ในระยะยาวประเทศที่มีเงินอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า (กรีซ) ค่าเงินจะต้องชดเชยลงด้วยการอ่อนลงของค่าเงิน แต่การผูกค่าเงินกับประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ (เยอรมัน) เป็นเงินยูโร ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ การใช้เงินยูโรหากเป็นแค่ 2-3 ปีแรกจะไม่มีปัญหาอะไรนัก แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านไปเกิน 10 ปี PIIGS จะเสียดุลยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ หากประเมินอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 12 ปีของกรีซอยู่ที่ 3% ขณะที่เยอรมัน 1.5% หมายถึง ข้าวของในกรีซมีราคาสูงขึ้นเร็วกว่าในเยอรมันไปแล้วราว 20% ในช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินของกรีซ ควรจะอ่อนลงด้วยอัตราเดียวกัน ค่าเงินที่เหมาะสมกับกรีซ ควรอ่อนค่ากว่าปัจจุบัน 20% เช่นกัน .... แต่ "ยูโร" เป็นตัวบีบไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นตามทฤษฎีนี้
โดยปกติเมื่อเศรษฐกิจถดถอย ประเทศต่างๆ จะปรับตัว การนำเข้าจะลดลงทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเข้าสู่สมดุล หรือ เป็นบวก แต่นั่นไม่ใช่กับประเทศ PIIGS ซึ่งแม้ ศก.จะเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว แต่ค่าเงินที่ปรับตัวลดลงไม่ได้ ยังคงผูกกับ "ยูโร" จึงทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบหนักๆ ต่อไป โดย กรีซ โปรตุเกส สเปน และ อิตาลี ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 9.8% 6.4% 3.5% และ 3.2% ตามลำดับในปี 2011 ซึ่งนั่นหมายถึง แม้ประเทศเหล่านี้พยายามรัดเข็มขัดการคลังจนเศรษฐกิจถดถอย การว่างงานสูงกว่า 20% แล้วก็ตาม PIIGS ยังคงใช้จ่ายเงินเกินตัวอยู่อย่างมาก หนี้สินต่างประเทศยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเรื่องน่ากังวลมากๆ เพราะ ประเทศเหล่านี้ยังพึ่งพามากขึ้น ยังยืนบนเงินกู้ของประเทศแข็งแรงมากขึ้น แทนที่จะพยายามหาวิธียืนบนขาของตนเองให้ได้
การปล่อยเงินกู้ไม่ว่าจะมาจาก ECB, IMF, EFSF หรือ ESM ก็ตาม ก็เหมือนการใช้ "พลังเงิน" จำนวนมาก เพื่อนำช้อนมาคนน้ำและน้ำมันเข้าด้วยกัน แล้วใช้วาทกรรมว่า "พวกเรายังคงเป็นหนึ่งเดียว" เรื่องแบบนี้คงหลอกคนในยูโรโซนและคนทั่วโลกได้อีกไม่นานนักเป็นแน่
สิ่งที่ดีกว่าก็คือ การรีบแก้ไขในสิ่งผิด ยอมรับว่า "ยูโร" คือ สิ่งผิดพลาดและเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง ทำให้ PIIGS ใช้เงินเกินตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สร้างหนี้่ต่างประเทศจำนวนมาก มีการปล่อยกู้จนเกิดฟองสบู่แตก ภาครัฐจึงต้องเข้าไปรับหนี้แทนภาคเอกชนด้วยการเพิ่มทุนเข้าไปในแบงก์ พร้อมๆ กับประคองเศรษฐกิจไว้ด้วย การขาดดุลการคลังและหนี้สินภาครัฐจึงพองตัวขึ้น เมื่อความเชื่อมั่นถดถอยลง เงินไหลออกนอกประเทศ ดอกเบี้ยพันธบัตรจึงวิ่งขึ้นสูงลิ่ว เศรษฐกิจก็ถดถอยต่อเนื่อง เมื่อไม่สามารถลดค่าเงินลงได้ ทุกอย่างจึงมืดมิดยิ่งนัก เหมือนเดินเข้าสู่อุโมงค์โดยไม่มีหวังเห็นแสงสว่าง
"การปฏิรูปเงินยูโร" จึงเป็นทางออกสุดท้าย ด้วยการแตกเงินยูโรเป็น 3 สกุล เพื่อรองรับกลุ่มประเทศอ่อนแอ กลางๆ และแข็งแรง โดยอาจใช้ชื่อเป็น Eura Euri และ Euro ซึ่งเป็นแนวทางให้ PIIGS หยุดใช้เงินยูโร โดยใช้เงินที่อ่อนค่าลงเพื่อฟื้นเศรษฐกิจและดึงดุลยภาพกลับมาได้ แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงอยู่ในยูโรโซนต่อไป โดย ECB ดูแลค่าเงินทั้ง 3 สกุล นอกจากนี้ก็พยามยามชวนประเทศใน EU ที่อยู่นอกยูโรโซนอีก 10 ประเทศ มาเลือกใช้ค่าเงินสกุลร่วมที่เหมาะสม 1 ใน 3 สกุลนั้น ก็จะทำให้ "ยูโรโซน" มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นแทนที่จะเล็กลง ผมคิดว่ามีแต่วิธีแบบนี้เท่านั้น จึงจะทำให้ยุโรปกลับมามีเสถียรภาพ มีดุลยภาพ และ มีเอกภาพได้อีกครั้งหนึ่ง
ก่อนอื่นต้องยอมรับเสียก่อนว่า "เงินยูโร" คือต้นเหตุของวิกฤติในยูโรโซน โดยการผูกค่าเงินประเทศแข็งแรงไว้กับประเทศอ่อนแอนั้น จะทำให้ประเทศอ่อนแอ (PIIGS่) มีเศรษฐกิจที่ออกห่างจากจุดดุลยภาพออกไปเรื่อยๆ ยิ่งทิ้งไว้นายยิ่งเป็นปัญหา การผูกค่าเงินโดยหวังให้ค่าเงินมั่นคงมีเสถียรภาพนั้น ในระยะยาวแล้วกลับทำให้เศรษฐกิจเสียดุลยภาพและขาดเสถียภาพต่างหาก ผมตั้งชื่อให้ว่า Paradox of Peg (ความขัดแย้งของการผูกค่าเงิน)
International Fisher Effect คือ ทฤษฎีการเงินระหว่างประเทศที่ชี้ว่า ในระยะยาวประเทศที่มีเงินอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า (กรีซ) ค่าเงินจะต้องชดเชยลงด้วยการอ่อนลงของค่าเงิน แต่การผูกค่าเงินกับประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ (เยอรมัน) เป็นเงินยูโร ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ การใช้เงินยูโรหากเป็นแค่ 2-3 ปีแรกจะไม่มีปัญหาอะไรนัก แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านไปเกิน 10 ปี PIIGS จะเสียดุลยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ หากประเมินอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 12 ปีของกรีซอยู่ที่ 3% ขณะที่เยอรมัน 1.5% หมายถึง ข้าวของในกรีซมีราคาสูงขึ้นเร็วกว่าในเยอรมันไปแล้วราว 20% ในช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินของกรีซ ควรจะอ่อนลงด้วยอัตราเดียวกัน ค่าเงินที่เหมาะสมกับกรีซ ควรอ่อนค่ากว่าปัจจุบัน 20% เช่นกัน .... แต่ "ยูโร" เป็นตัวบีบไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นตามทฤษฎีนี้
โดยปกติเมื่อเศรษฐกิจถดถอย ประเทศต่างๆ จะปรับตัว การนำเข้าจะลดลงทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเข้าสู่สมดุล หรือ เป็นบวก แต่นั่นไม่ใช่กับประเทศ PIIGS ซึ่งแม้ ศก.จะเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว แต่ค่าเงินที่ปรับตัวลดลงไม่ได้ ยังคงผูกกับ "ยูโร" จึงทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบหนักๆ ต่อไป โดย กรีซ โปรตุเกส สเปน และ อิตาลี ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 9.8% 6.4% 3.5% และ 3.2% ตามลำดับในปี 2011 ซึ่งนั่นหมายถึง แม้ประเทศเหล่านี้พยายามรัดเข็มขัดการคลังจนเศรษฐกิจถดถอย การว่างงานสูงกว่า 20% แล้วก็ตาม PIIGS ยังคงใช้จ่ายเงินเกินตัวอยู่อย่างมาก หนี้สินต่างประเทศยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเรื่องน่ากังวลมากๆ เพราะ ประเทศเหล่านี้ยังพึ่งพามากขึ้น ยังยืนบนเงินกู้ของประเทศแข็งแรงมากขึ้น แทนที่จะพยายามหาวิธียืนบนขาของตนเองให้ได้
การปล่อยเงินกู้ไม่ว่าจะมาจาก ECB, IMF, EFSF หรือ ESM ก็ตาม ก็เหมือนการใช้ "พลังเงิน" จำนวนมาก เพื่อนำช้อนมาคนน้ำและน้ำมันเข้าด้วยกัน แล้วใช้วาทกรรมว่า "พวกเรายังคงเป็นหนึ่งเดียว" เรื่องแบบนี้คงหลอกคนในยูโรโซนและคนทั่วโลกได้อีกไม่นานนักเป็นแน่
สิ่งที่ดีกว่าก็คือ การรีบแก้ไขในสิ่งผิด ยอมรับว่า "ยูโร" คือ สิ่งผิดพลาดและเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง ทำให้ PIIGS ใช้เงินเกินตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สร้างหนี้่ต่างประเทศจำนวนมาก มีการปล่อยกู้จนเกิดฟองสบู่แตก ภาครัฐจึงต้องเข้าไปรับหนี้แทนภาคเอกชนด้วยการเพิ่มทุนเข้าไปในแบงก์ พร้อมๆ กับประคองเศรษฐกิจไว้ด้วย การขาดดุลการคลังและหนี้สินภาครัฐจึงพองตัวขึ้น เมื่อความเชื่อมั่นถดถอยลง เงินไหลออกนอกประเทศ ดอกเบี้ยพันธบัตรจึงวิ่งขึ้นสูงลิ่ว เศรษฐกิจก็ถดถอยต่อเนื่อง เมื่อไม่สามารถลดค่าเงินลงได้ ทุกอย่างจึงมืดมิดยิ่งนัก เหมือนเดินเข้าสู่อุโมงค์โดยไม่มีหวังเห็นแสงสว่าง
"การปฏิรูปเงินยูโร" จึงเป็นทางออกสุดท้าย ด้วยการแตกเงินยูโรเป็น 3 สกุล เพื่อรองรับกลุ่มประเทศอ่อนแอ กลางๆ และแข็งแรง โดยอาจใช้ชื่อเป็น Eura Euri และ Euro ซึ่งเป็นแนวทางให้ PIIGS หยุดใช้เงินยูโร โดยใช้เงินที่อ่อนค่าลงเพื่อฟื้นเศรษฐกิจและดึงดุลยภาพกลับมาได้ แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงอยู่ในยูโรโซนต่อไป โดย ECB ดูแลค่าเงินทั้ง 3 สกุล นอกจากนี้ก็พยามยามชวนประเทศใน EU ที่อยู่นอกยูโรโซนอีก 10 ประเทศ มาเลือกใช้ค่าเงินสกุลร่วมที่เหมาะสม 1 ใน 3 สกุลนั้น ก็จะทำให้ "ยูโรโซน" มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นแทนที่จะเล็กลง ผมคิดว่ามีแต่วิธีแบบนี้เท่านั้น จึงจะทำให้ยุโรปกลับมามีเสถียรภาพ มีดุลยภาพ และ มีเอกภาพได้อีกครั้งหนึ่ง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)