วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เหลื่อมล้ำไท้เก๊ก

นี่คือ ทฤษฎีที่ 3 ของ "รัฐศาสตร์ไท้เก๊ก"   โดยปัญหาของความเหลื่อมล้ำนั้นมีมานานแล้วทั้งในประเทศไทย และ ประเทศอื่นๆ   ลองมาดูว่าเราจะแก้ไขปัญหาในจุดนี้ทั้งในมุมมองของเศรษฐกิจ สังคม อย่างไรกันได้บ้าง

ด้วยวิถีไท้เก๊ก  คือจะเพิ่มแนวทางจาก 2 กลายเป็น 4  โดยปัจจุบันการพัฒนาประเทศไทยเพื่อก้าวสู่ "ศูนย์กลาง AEC"  อีกด้านก็คือพัฒนาเพื่อ "ลดเหลื่อมล้ำ"  แต่ 2 เรื่องนี้ไปด้วยกันได้ยากเหลือเกิน เราจะทำให้ไปด้วยกันได้อย่างไร  มาดูวิธีปัจจุบันก่อน

1.การพัฒนารถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง  โดยใช้ กทม.เป็นศูนย์กลาง  วิ่งไป พิษณุโลก, นครราชสีมา, ระยอง และ หัวหิน   ก็จะพบว่าวิธีนี้จะทำให้ กทม.เป็นศูนย์กลางคมนามคมทั้งทางอากาศ และ ระบบราง  อย่างไรก็ดี  มีโอกาสทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นไปอีก  เพราะ กทม.จะรวมศูนย์ความเจริญเอาไว้ และ ประเทศไทยก็ยังคงเน้นการเติบโตแบบ "โตเดี่ยว" ต่อไปอีกนานในอนาคต

2.การพัฒนาด่านชายแดน และ รถไฟรางคู่   ด้วยวิธีนี้เป็นการกระจายความเจริญออกรอบนอก กทม.และปริมณฑล ไปสู่ชนบทโดยอย่างไรก็ดี   ไม่ได้พัฒนาให้ประเทศไทยก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะเป็นศูนย์กลางของ AEC ได้  

และแล้วเราก็มาดูอีก 2 ทางที่เหลือ  
3. ไม่พัฒนาเป็น "ศูนย์กลาง AEC" และ ยังเพิ่มเหลื่อมล้ำอีกด้วย  เช่น โครงการรถยนต์คันแรก  ไม่เพียงไม่พัฒนาการใช้ระบบรางของประเทศไทย   ยังทำให้เกิดปัญหาการจราจร  ปัญหามลพิษ  และ ปัญหาการใช้น้ำมันฟุ่มเฟือยตามมาอีกมาก   

4. นี่จึงเป็นน่าจะเป็นคำตอบของประเทศไทย คือ การพัฒนาสู่ศูนย์กลาง AEC และ ยังลดความเหลื่อมล้ำด้วย ซึ่งก็คือ วิธีเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาจาก กทม.แบบโตเดี่ยว เพิ่มเป็น  "ไตรนคราแห่งสยาม"  โดยวางตำแหน่งให้  "ขอนแก่นมหานคร" เป็นเมืองหลวงของ AEC เหนือ   และ  "สงขลามหานคร"  เป็นเมืองหน้าด่านเชื่อมโยงกับ AEC ใต้ ซึ่งมี 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย  ซึ่งที่จริงแล้ว AEC ใต้มีขนาดของ GDP สูงกว่า 7 ประเทศที่เหลือถึง 2 เท่าตัว    การสร้าเมืองให้เจริญแบบโตคู่ หรือ โต 3 เมือง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของภูมิภาคลงได้  เช่น  กรณีของประเทศญี่ปุ่นมี โตเกียว โอซาก้า ประเทศเกาหลีใต้ ก็มี โซล ปูซาน   ประเทศจีน ก็มี  ปักกิ่ง  เซี่ยงไฮ้ และ กวางเจา

โดย "ขอนแก่น" ควรลากรถไฟความเร็วสูงเข้าไป 3 เส้นทาง คือ 1.เส้นเหนือใต้  จาก คุนหมิง-เวียงจันทน์-ขอนแก่น-กทม.-ทวาย      2.เส้นตะวันออกตก  จาก ย่างกุ้ง-พิษณุโลก-ขอนแก่น-สะหวันนะเขต-ดานัง  3.เส้นอาคเนย์จาก   ขอนแก่น-นครวัด-พนมเปญ-โฮจิมินห์    แม้จะสร้างเส้นทางยาวขึ้นแต่ประเทศไทยอาจจะจ่ายน้อยลง  นี่คือ แนวคิด "สร้างยาวขึ้นแต่จ่ายน้อยลง"    เพราะเส้นทางเป็นการเชื่อม 6 ประเทศเข้าด้วยกัน  (ไทย จีน ลาว พม่า กัมพูชา และ เวียดนาม)  สามารถจะดึงการร่วมทุนจากเพื่อนบ้านทั้งภาครัฐและเอกชนได้ด้วย   โดยให้ "ขอนแก่น" เป็นศูนย์กลางทั้งทางอากาศและระบบราง   ประชากรก็อาจจะเพิ่มจากล้านกว่ากลายเป็น 5 ล้านคนได้ไม่ยาก   นี่เป็นการสร้างความเจริญให้ขยายตัวออกจาก กทม.ไป  เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคลง

สำหรับภาคใต้  "สงขลา" นั้น  ควรพัฒนาท่าเรือเชื่อมโยงกับ สิงคโปร์และจาร์กาต้า  และ รถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมไปยัง  กัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์  รวมถึง น่าจะจัดเที่ยวบินตรงไปยังเมืองสำคัญของ "อินโดนีเซีย" ที่ถือว่าเป็นพี่เบิ้มของ AEC ด้วย  การวางตำแหน่งให้ "สงขลามหานคร" เป็นเมืองหน้าด่านในการรองรับความเจริญของ AEC ใต้เพื่อส่งเสริมการค้า  การลงทุน  รวมถึงการท่องเที่ยวจะทำให้ภูมิภาคแถบนั้นเจริญขึ้น  ผู้คนอยู่ดีกินดี   ปัญหาการก่อการร้าย 3 จังหวัดภาคใต้ก็น่าจะลดลงไปด้วย  นอกจากลดความเหลื่อมล้ำแล้ว  จะช่วยแก้ไขปัญหาความไม่สงบอีกด้วย   โดย 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็อาจจัดตั้งเป็น "เขตเศรษฐกิจพิเศษ"  ยืมพลังความเจริญด้านทุนและเทคโนโลยีของมาเลเซียมาร่วมพัฒนาด้วยอีกแรง




วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เลือกตั้งไท้เก๊ก

นี่คือทฤษฎีที่ 2 ของ "รัฐศาสตร์ไท้เก๊ก" ต่อเนื่องทฤษฎีแรก "ปรองดองไท้เก๊ก" ซี่งแนะนำให้ทำกิจกรรมสีขาว  ขยายขอบเขตของคนเสื้อขาวออกไปให้มาก  เพื่อสร้างความปรองดองในประเทศ  โดยเฉพาะ "พิธีอโหสิกรรมแห่งชาติ"

เนื่องจาก "แนวคิดวิถีไท้เก๊ก" นั้น  จะขยายจาก 2 ทางแบบสามัญ "นิ่งคือนิ่ง" และ "เคลื่อนคือเคลื่อน" เพิ่มเป็น 4 ทางโดยเพิ่ม "นิ่งคือเคลื่อน" และ "เคลื่อนคือนิ่ง" เข้าไปด้วย   โดยเส้นทางใหม่หนึ่งจะแย่กว่าเดิม  ขณะที่เส้นทางใหม่ที่ดีกว่าเดิมซึ่งน่าจะเป็น "คำตอบสุดท้าย"

การเลือกตั้งในปัจจุบันนั้นจะเป็นว่ามี 2 วิธี คือ
1. ระบบแบ่งเขต  ซึ่งก็คือ  การ "แต่งตั้ง-เลือกตั้ง"  คือ ต้องมีการแต่งตั้งเข้ามาเป็นผู้สมัคร สส.ก่อนโดยกรรมการพรรคการเมือง  หลังจากนั้นจึงให้มีการเลือกตั้งโดยประชาชน
2. ระบบบัญชีรายชื่อ  คือการ "เลือกตั้ง-แต่งตั้ง" โดยให้ประชาชนเลือกตั้งเทคะแนนก่อนว่าแต่ละพรรคการเมืองจะสามารถแต่งตั้ง สส.เข้าไปในสภาฯ ได้กี่คน  

เมื่อมีการ "แต่งตั้ง" เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้ง 2 กรณี  ดังนั้น  สส.ส่วนใหญ่จึงเป็นเหล่านายทุนหรือลิ่วล้อของนายทุน  ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ   ซึ่งเมื่อมีการลงทุนทางการเมือง  นายทุนเหล่านี้บวกลบคูณหารเพื่อให้มีกำไรทางการเมืองเกิดขึ้น.... การคอรัปชั่นจึงเป็นปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้อย่างยากเย็น

คราวนี้เรามาลองดูอีก 2 วิธีใหม่ของระบบไท้เก๊กดูบ้าง
3. ระบบแต่งตั้ง 2 ชั้น "แต่งตั้ง-แต่งตั้ง"   เช่น  คมช.แต่งตั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.)  วิธีแบบนี้ดูๆ แล้วก็ไม่ได้ใหม่อะไรนัก  ดูแย่กว่า2ระบบเดิมด้วยซ้ำ   ห่างไกลจะคำว่า "ประชาธิปไตย"  เพราะ ไม่มีส่วนของการเลือกตั้งเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย

4. ระบบเลือกตั้ง 2 ชั้น "เลือกตั้ง-เลือกตั้ง"   วิธีนี้จึงเป็น "คำตอบสุดท้าย" ที่น่าจะเหมาะสมสำหรับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย   จะเป็น สส.ได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนเลย  เราจะได้สส.หน้าใหม่ที่แตกต่างไปจาก 2 พันคนหน้าเดิมๆ  

วิธีการก็คือ  เลือกตั้งขั้นแรกในระดับหมู่บ้านก่อน 8 หมื่นหมู่บ้าน  เลือกมาสัก 3 คนที่มีคุณสมบัติครบในการเป็น สส.  ก็จะได้ตัวแทนหมู่บ้านที่เป็นคนดีคนเก่งระดับหนึ่ง  ซึ่งจะเป็นระดับ "ชาวบ้าน" ไม่ใช่ระดับ "นายทุน"  เราก็จะได้ตัวผู้สมัครเข้ามาราว 2.4 แสนคน

จากนั้น ก็ให้ สวรรค์เป็นคนเลือกในขั้นสุดท้ายด้วยการ "จับสลาก"  จาก 2.4 แสนคนนั้นโดยอาจกำหนดให้ระบบนี้เป็นสัก 25% ของจำนวนสส.ทั้งหมดก่อน (125 คน)   สส.ระบบแบ่งเขตเหลือ 50% และ ระบบบัญชีรายชื่อ 25%  เราก็จะได้ตัวแทนของประชาชนที่เป็น "ชาวบ้าน" เข้าไปทำหน้าที่ตัวแทนจริงๆ  ไม่ใช่ได้นายทุนหรือลิ่วล้อนายทุนเข้าไปทำหน้าที่ สส.เพื่อปรับเปลี่ยนกฎหมายของประเทศ   เมื่อไม่มีการลงทุนทางการเมืองเลย  เชื่อได้ว่าการถอนทุนทางการเมืองก็น่าจะลดลงไปด้วย   อนาคตหากระบบนี้ดีจริงเหมาะสมจริง  ก็ควรเพิ่มสัดส่วนของจำนวน สส.ด้วยระบบนี้เข้าไปให้มากยิ่งขึ้น

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้  คงต้องพบกับปัญหาใหญ่ นั่นก็คือ สส.ปัจจุบันหน้าเดิมๆ จะยอมเสียอำนาจให้แก่ "ชาวบ้าน" เข้ามานั่งในสภาฯ  ละหรือ??  เพราะคงต้องมีการแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งอยู่หลายมาตราเพื่อให้ผ่านเรื่องนี้ออกมาได้   อย่างไรก็ดี  ในเมื่อบางกลุ่มมีแนวคิดจะ "แช่แข็งนักการเมือง" อยู่แล้ว   นี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่จะนำเสนอเพื่อเป็นทางออกของประเทศก็เป็นได้ครับ

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปรองดองไท้เก๊ก

หลังจากที่ผมได้คิดค้นทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก  ซึ่งนับเป็น1 ใน 4 ทฤษฎีใหม่ของ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก"  สิ่งใหม่นี้สามารถจะแก้ปมเงื่อนตายของทฤษฎีเคนส์  หรือ"กับดักเคนส์" ได้   และ ผมคิดว่าเราน่าจะประยุกต์สิ่งนี้มาใช้เพื่อแก้ปมเงื่อนตายของการเมืองไทย หรือ "กับดักเหลืองแดง" ได้ด้วยเช่นกัน  เนื่องจาก ไท้เก๊ก แปลเป็นอังกฤษว่า "supreme ultimate"  ดังนั้น "ปรองดองไท้เก๊ก"  อาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า  "ทฤษฎีสุดยอดปรองดอง"  ซึ่งนี่นับเป็น 1 ใน 4 ทฤษฎีใหม่ของ "รัฐศาสตร์ไท้เก๊ก" ซึ่งผมอาจจะได้นำเสนอทฤษฎีที่เหลือต่อไปในอนาคต

ก่อนอื่นผมขอยืนยันว่าไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย  แต่มีความมุ่งหวังในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการเห็นประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้โดยมีความขัดแย้งความอาฆาตพยาบาทลดลงโดยใช้หลักการของไท้เก๊กมาช่วย    แนวคิดแบบปกติสามัญแล้ว  "นิ่งก็คือนิ่ง"  "เคลื่อนก็คือเคลื่อน"  แต่ในแนวคิดของไท้เก๊กจะเพิ่มมาอีก 2 แนวทาง นั่นก็คือ "นิ่งคือเคลื่อน" และ "เคลื่อนคือนิ่ง"   แทนที่จะมี 2 แนวทาง จึงเพิ่มได้เป็น 4 แนวทาง  ดังนั้น  "การคลังไท้เก๊ก"  ซึ่งใช้แนวคิด "นิ่งคือเคลื่อน" จึงทำให้สามารถรัดเข็มขัดการคลังไปพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วยการยืมพลัง   โดยที่ทฤษฎีการคลังแบบเคนส์จะทำเรื่องเช่นนี้ไม่ได้เลย

สิ่งนี้แม้จะคล้ายคลึงกับ "วิถีแมนเดลา" หรือ "ทางเลือกที่ 3"  ซึ่งชี้แนะว่า เราควรเลือกทางตรงกลาง ไม่ใช่ ประตูซ้ายหรือประตูขวาที่ปิดตาย  แต่แนวคิดนี้จะทำให้มีทางเลือกทั้งหมด 4 ทางด้วยกัน  ไม่เลือกทั้งประตูซ้ายและขวา  แต่ควรเลือก "ช่องบน" หรือ "ขอบล่าง"  ประตูต่างหากเป็นทางออก

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเมืองไทย ??   หากคิดแบบสามัญ  การเลือกแนวทางสีแดง  ก็จะทำให้ขัดใจ "คนเสื้อเหลือง"  เช่น  การเดินหน้าพรบ.ปรองดองนิรโทษกรรม  แต่ หากจะเลือกแนวทางสีเหลือง   แช่แข็งนักการเมือง ล้มรัฐบาล  ขอพระราชทานนายกฯ ม.7  ก็จะขัดใจ  "คนเสื้อแดง"    ดังนั้น การเลือกแนวทางการเมืองแบบ "เหลือง-แดง" ย่อมขัดใจกลุ่มคนฝั่งตรงข้ามเสมอ  และ นั่นจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมไทย   โดยเหลืองเน้นการอนุรักษ์  ส่วนแดงเน้นการเปลี่ยนแปลง  ยากที่จะมาบรรจบกันได้  แต่ไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะดีกว่าเดิมเสมอไป    (การเปลี่ยนแปลงบางอย่างผิดทิศทางหรือเร็วเกินไป  เช่น การจำนำข้าวทุกเมล็ดราคาสูงลิ่ว  หรือ ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ  ก็ดูเหมือนจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลดี)  

ด้วยหลักของไท้เก๊กจึงมีอีก 2 แนวทางที่เพิ่มขึ้นมา คือ "สีดำ"  "สีขาว" โดย "สีดำ" เป็นแนวทางที่ขัดใจทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง  เช่น การกระทำของชายชุดดำ  ที่มุ่งกระทำผิดกฎหมายโดยได้รับการจ้างวานมา  เพื่อก่อวินาศกรรม และ ลอบสังหาร เมื่อถึงจุดที่ฝ่ายต้านรัฐบาลหมดหวังจะเจรจาอย่างสันติ  การต่อสู้กับภาครัฐก็อาจเดินมาถึงแนวทาง "สีดำ"  ได้  แม้แต่ เนลสัน แมนเดลา  รัฐบุรุษของโลกผู้ได้รางวัลโนเบลสันติภาพ  ก็ยังเคยเดินเส้นทางนี้  ด้วยการก่อวินาศกรรมในประเทศตนเองเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลเหยียดผิวมาแล้วเช่นกัน

ดังนั้นทางออกสู่ความปรองดองที่แท้จริง จึงน่าจะเป็น "สีขาว"  หากเราเติมสีขาวเข้าไปมากๆ เข้า  เหลืองเข้มก็จะกลายเป็นเหลืองอ่อน  แดงเข้มก็จะกลายเป็นแดงอ่อน  ไม่ถึงกับ "สลายสี"  แต่เป็นการ "เจือจางสี"  ต่างหาก  โดยโพลล่าสุดในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ   ประชาชนที่ไม่เชียร์ทั้ง 2 ฝ่ายมีถึง 56%  นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าคนไทยส่วนใหญ่เลือก "สีขาว"  ไม่ต้องการเป็นคู่ขัดแย้ง  และผมก็เป็น 1 ในนั้นด้วย

หากดำเนินกิจกรรมการเมืองให้คนเสื้อขาวพอใจ  ส่วนคนเสื้อเหลืองและเสื้้อแดง พอยอมรับได้ ....  มันมีวิธีการแบบนั้นด้วยหรือ ??   หาก ดช.นปช. ชกต่อยกับ ดช.ปชป.ก็ดี   ดช.พท.ชกต่อยกับ ดช.อพส.ก็ดี ในโรงเรียนจนเจ็บทั้งคู่ และ ข้าวของเสียหายอย่างมาก   เราควรจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ....  แทนที่จะไปค้นหาความจริงว่า  ใครออกกี่หมัด  เตะไปกี่ครั้ง  มีการใช้เข่าและศอกด้วยไหม??   ทางแก้ไขดีๆของโรงเรียนคือจะถือว่าผิดทั้งคู่  ให้ต่างฝ่ายต่างขอโทษ และ ให้อภัยกัน และ ขอโทษต่อโรงเรียนด้วย   ส่วนโรงเรียนก็ลงโทษตามกฎแต่ก็พร้อมจะให้อภัยทั้งคู่

หากมองในแง่ "ยืมพลัง"  เราน่าจะยืมพลังความนิยมของละครยอดฮิต "บ่วง" และ "แรงเงา" ก็จะเห็นว่า การล้างแค้นเอาคืนแบบ "ตาต่อตาฟันต่อฟัน" ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้หมดไปได้   สิ่งที่ทำแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้เบ็ดเสร็จนั้น คือ "การอโหสิกรรม"  ต่างหาก   การขออภัยและการให้อภัยต่อฝ่ายตรงข้าม  ขออภัยต่อประชาชน และ ขออภัยต่อประเทศชาติ   เป็นสิ่งที่ควรจะได้กระทำอย่างเป็นรูปธรรมในสิ่งที่ผิดพลาดถึง 6 ปีที่ผ่านมา  แน่นอนว่าสิ่งนี้จะแตกต่างจาก "การนิรโทษกรรม"  โดยแต่ละบุคคลต้องรับโทษตามกฎหมายกันไป  แต่การลดความโกรธความเกลียดความพยาบาทในจิตใจของคนไทยคงสักครึ่ง  เป็นเรื่องที่ควรเร่งรีบกระทำ

ดังนั้น  "พิธิอโหสิกรรมแห่งชาติ" คือ สิ่งที่ควรรีบจัดขึ้นก่อนสิ้นปีเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แด่คนไทยก็น่าจะเหมาะสม  นิมนต์พระท่านมาเทศน์เรื่องความสำคัญของการอโหสิกรรม   เชิญตัวละครสำคัญระดับแกนนำของพันธมิตรฯ   นปช.  และ 2 พรรคการเมืองใหญ่  มาแลกดอกไม้สีขาวกันคนละดอก  และ สวมเสื้อขาวลายธงไตรรงค์ทับเสื้อเดิมๆ   สำหรับ  "คนที่คุณก็รู็ว่าใคร" ซึ่งอยู่ต่างแดนนั้น  ช่วยส่งวีดีโอลิงก์ และ ลูกๆ มาเป็นตัวแทนด้วยก็ดีนะครับ

ผมเชื่อว่าบริษัทจัดอีเวนต์พร้อมจะทำพิธีกรรมนี้ให้ซึ้งมากๆ  จนคนไทยน้ำตานองท่วมแผ่นดิน  ควรเผยแพร่ภาพนี้ออกไปทั่วโลก  เพื่อประกาศว่าคนไทยพร้อมเดินก้าวแรกสู่การปรองดองที่แท้จริง  และ   หากเราเดินก้าวแรกได้อย่างถูกต้องงดงาม   ก็น่าจะหวังได้ว่าก้าวต่อๆ ไปน่าจะเป็นเส้นทางที่สดใสกว่าปัจจุบัน

สิ่งที่รัฐบาลควรทำก็คือ
1. ไม่ทำในสิ่งที่ัขัดใจ "คนเสื้อขาว" การทำเช่นนั้นจะทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมาก
2. พยายามจัดกิจกรรม "สีขาว" ให้มากขึ้น  เช่น  การร่วมแสดงความจงรักภักดีพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศในวันเฉลิมฯก็เป็นหนึ่งในนั้น   พิธีอโหสิกรรมแห่งชาติก็เป็นหนึ่งในนั้น  นิมนต์พระเทศน์ออกรายการโทรทัศน์ถึงประโยชน์ของการอโหสิกรรมและความสามัคคีก็เป็นหนึ่งในนั้น  หากคิดไม่ค่อยออกจริงๆ ก็ควรจัดประกวดเรียงความ "เราจะปรองดองกันได้อย่างไร ??"  ในระดับนักเรียน นักศึกษา และ ประชาชนทั่วไป   ก็น่าจะได้ไอเดียดีๆ นับร้อย   ยืมพลังสมองของคนทั้งประเทศมาช่วย
3. เปิดประตูการเจรจาเพื่อสันติอยู่ตลอดเวลา   เพราะ  หากปิดประตูนี้เสียแล้ว  นั่นหมายถึง การผลักให้ฝ่ายต้านรัฐบาลเลือกเดินเส้นทาง "สีดำ" ด้วยการก่อการร้าย  วินาศกรรม หรือ  ลอบสังหาร

แนวคิดนี้อาจประยุกต์นำไปใช้กับสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ด้วย  ไทยได้เสียงบประมาณถึง 1.8 แสนล้านบาทเพื่อดูแลความสงบ  แต่ก็ยังมีความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก  มันจะดีกว่าไหมหากนำเงินนั้นไปพัฒนาพื้นที่ให้เจริญ  อยู่กันอย่างสันติ   โดยอาจจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ  เขตวัฒนธรรมพิเศษ หรือแม้แต่เขตปกครองพิเศษ  ก็คงจะดีกว่ามาก  และอาจ  "ยืมพลัง" ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจมาเลเซียมาร่วมพัฒนาด้วยก็น่าจะดีมากๆ นะครับ


วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิกฤติครั้งใหม่นี้ อาจมีข่าวดีการศึกษาไทย

วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2013 นี้   ผมใช้ชื่อว่า "วิกฤติหมูหัน"  ซึ่งเป็นเกิดการทรุดตัวของยุโรปและจีนรวมกันเป็นหลัก   ขณะที่ ศจ.รูบินี  ตั้งชื่อไว้แล้วว่า "Perfect Storm"  และ สำนักข่าวต่างประเทศบางแห่งตั้งชื่อเตรียมไว้แล้วว่า  "วิกฤติ 3D : Double Dip Depression"

ไม่ว่าจะใช้ชื่อเช่นไร  อาการของปีหน้าน่าจะสาหัสมากๆ  เพราะ ยุโรปยังคงแก้ไขปัญหาผิดทางด้วยการมองปัญหายูโรโซนเพียงแค่ "หนี้การคลัง"  จึงบีบให้ประเทศอ่อนแอรัดเข็มขัดการคลังอย่างแรงทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ   แม้ว่าทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือ ยอมให้กรีซ และ PIIGS ทั้งหมดออกจากเงินยูโรเพื่อสร้างสมดุล   แต่จะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในระยะสั้น  โดยมีการคาดการณ์ความเสียหายได้ถึง 17 ล้านล้านยูโร    สำหรับญี่ปุ่นนั้นเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยหลังจากการมีข้อพิพาทหมู่เกาะกับจีนทำให้ดีมานด์ของสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นลดฮวบ    ส่วนอเมริกาก็จะมีปัญหาของ "หน้าผาการคลัง" คงตกลงด้วยการรัดเข็มขัดอยู่บ้างซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจอาจถึงขั้นถดถอยอยู่ดี   และ  จีนซึ่งส่งออกไปยัง 3 ประเทศนี้เป็นหลักก็คงหลีกหนีความเสียหายไปไม่พ้น  ดัชนีตลาดหุ้นซึ่งเป็นตัวชี้นำเศรษฐกิจล่วงหน้ายืนที่ระดับบริเวณต่ำสุดในรอบ 4 ปีดังนั้นส่อแววว่า จีนน่าจะ hard landing

คราวนี้มาถึงวิธีการรับมือวิกฤติ  โดยนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์  นั้นเชื่อในนโยบายการคลังแนะว่า รัฐบาลควรทุ่มงบประมาณเข้าไปไม่อั้น  ไม่ต้องแคร์ถึงหนี้สินภาครัฐแต่อย่างใด   กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการรัดเข็มขัดการคลังรวมไปถึง QE ด้วย   ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักการเงินนิยมนั้นเชื่อมั่นเฉพาะในนโยบายการเงิน  แนะนำว่ารัฐบาลควรรัดเข็มขัดการคลังเพราะ เชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเท่าใดนัก  และ ธนาคารกลางควรคงดอกเบี้ยต่ำๆ ต่อไปพร้อมๆ กับเดินหน้าทำ QE ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี  ด้วยข้อจำกัดทางนโยบายการคลังและการเงิน การจะหวังว่าวิธีการแบบเดิมๆ จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวกลับมาได้นั้นคงไม่ง่าย   "สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" ซึ่งเป็นสำนักเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียบูรพา  ที่ได้นำเอาภูมิปัญญาตะวันออก (เต๋าและไท้เก๊ก)  เข้าไปผสมผสานกับ ภูมิปัญญาตะวันตก (ทุนนิยม) สร้างขึ้นมาเป็น 4 ทฤษฎีใหม่ คือ การคลังไท้เก๊ก  การเงินไท้เก๊ก  FX ไท้เก๊ก และ บำนาญไท้เก๊ก  โดย "การคลังไท้เก๊ก"  เป็นแนวคิดที่หักล้างทฤษฎีการคลังของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค)  แบบเดิมๆ  เป็นการเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างมากถึงขั้น  "การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์"  (paradigm shift)  กันเลยทีเดียว

ผมและสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คือ ฝ่ายผลิตสำหรับองค์ความรู้ใหม่นี้   หาก กระทรวงศีกษาฯ รับหน้าที่เป็นฝ่ายการตลาด  เพื่อนำมาความรู้ใหม่ของโลกนี้เข้าบรรจุในหลักสูตรของชั้น ม.6  (ราว5 แสนคน)  และ ปริญญาตรีสายสังคมศาสตร์ปี 2  (ราว 2 แสนคน)  ก็จะทำให้นักเรียนนักศึกษาไทยได้เข้าใจถึงประเด็นที่ผิดพลาดของเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ร่ำเรียนกันมานาน   ดังนั้น  ประเทศไทยก็อาจได้เยาวชนราว 7 แสนคนต่อปีที่จะมีความรู้ก้าวล้ำนำหน้านักศึกษาของมหาวิทยาลัยระดับท็อปเทนของโลกเสียอีก  และ ความรู้ใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโลก  อันจะมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลกถึง 7 พันล้านคน  ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกเองก็แทบจะหาคำตอบดีๆ ให้กับวิกฤติเศรษฐกิจโลกไม่ได้   แต่เยาวชนไทยจะสามารถตอบได้เป็นฉากๆ  อย่างง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ

ผมจะไม่เรียกสิ่งนี้ว่า "การปฏิรูปการศึกษา" เพื่อให้เยาวชนไทยมีความรู้วิ่งไล่ทันเพื่อนบ้านใน AEC อย่างมาเลเซีย หรือ สิงคโปร์  แต่นี่จะเป็น "การปฏิวัติการศึกษา"  เพื่อให้เยาวชนไทยมีความรู้ก้าวล้ำนำหน้ากว่า  เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อังกฤษและอเมริกา  กลายเป็นผู้นำของโลกด้านความรู้ใหม่ทางเศรษฐศาสตร์กันเลย   ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาฯ หากอ่านมาถึงบรรทัดนี้  ก็อาจต้องขยี้ตาแล้วกลับไปอ่านใหม่ว่ามันจะไปได้ขนาดนั้นเลยหรือ ??    "ถ้าพวกท่านบ้าพอที่คิดว่าจะพลิกโลกการศึกษาของไทยได้  บางทีพวกท่านน่าจะทำได้จริง" (ดัดแปลงจากโฆษณา Think Different ของ Apple)    ผมเชื่อว่านี่นับเป็นโอกาสทองในรอบศตวรรษที่ประเทศไทยจะเริ่มก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกด้านทฤษฎีความรู้ใหม่ๆ   โดยในอนาคตอาจมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้คิดหักล้าง 4 ทฤษฎีใหม่ที่ผมคิดค้นขึ้น  แล้วสร้างเป็นทฤษฎีใหม่ๆ อีกสัก 8 ทฤษฎีก็เป็นได้   ท่านรมว.ศึกษาฯ คงไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป  และน่าจะทำเรื่องนี้ให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลชุดนี้เป็นแน่  หากทำสำเร็จท่านก็อาจได้รับสมญานาม "บิดาแห่งการปฏิวัติการศึกษาไทย"

แต่หากนักเรียนนักศึกษาคนใด  ไม่อยากทนรอความเชื่องช้าของระบบราชการแบบไทยๆ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปีเรียนจบกันไปหลายรุ่น  จากความรูัใหม่ๆ ของโลกก็อาจกลายเป็นความรู้เก่าๆ ไปเสีย  ผมขอแนะนำให้รีบไปหาอ่านหนังสือ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก"  (Taiji-Econ. : ศาสตร์แขนงใหม่กู้วิกฤติโลก)  เพื่อนำหน้าคนอื่นอยู่สักก้าวนะครับ


วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

2013 : ไฟลามทุ่ง

ย้อนอดีตกลับไปหลังเกิด "วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์"  ปี 2008 ทั่วทั้งโลกต่างเร่งระดมกันใช้นโยบายการคลัง  ซึ่งเป็นการ "ใช้น้ำ" จำนวนมหาศาลเพื่อเร่งดับไฟที่ลุกโหม   ซึ่งก็พอจะทำให้ไฟดับได้เกือบสนิท  แต่อย่างไรก็ดี  ยังมีประเทศหนึ่งที่เรียกได้ว่าอ่อนแอที่สุด   กลายเป็นศูนย์กลางของการลุกไหม้ครั้งใหม่ นั่นก็คือ "กรีซ" โดยประเทศนี้ได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรอบ 2 (double dip recession)  ก่อนประเทศอื่นๆ  ในโลกตั้งแต่ปี 2010

หลังจากนั้น  วิกฤติหนี้ยุโรป  ซึ่งความจริงแล้วต้นเหตุไม่ใช่ "หนี้การคลัง" แต่เป็น "หนี้สินต่างประเทศ" อันเนื่องมาจาก "กับดักยูโร" ที่ผูกประเทศอ่อนแอและแข็งแรงไว้ด้วยกัน  ส่งผลให้เกิดการเสียสมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัด และ เกิดการสะสมหนี้ต่างประเทศจำนวนมากในประเทศอ่อนแอของยูโรโซน (PIIGS)   โดยไฟได้ลุกลามจาก  กรีซ  ไปยังประเทศ PIIGS อื่นๆ  จนเข้าสู่ภาวะถดถอยไปด้วยแล้วเช่นกันในปี 2011-2012 อันเนื่องมาจากการรัดเข็มขัดการคลังของ สเปน และอิตาลี   ในปัจจุบันไฟก็เริ่มจะลามเข้าสู่แกนกลางของยูโรโซน อย่าง เบลเยี่ยม และ ฝรั่งเศส  ท้ายที่สุดเยอมนีก็ยากจะรอดไปได้  

สำหรับ ญี่ปุ่นนั้น หลังจากมีปัญหาพิพาทกับ จีน  ทำให้อุณภูมิทางเศรษฐกิจสูงขึ้น จนลุกติดไฟไปด้วยแล้วเช่นกัน  เศรษฐกิจมีโอกาสสูงมากที่จะถดถอยได้อีกครั้งหนึ่ง  ด้วยข้อจำกัดทั้งนโยบายการเงินและการคลัง

การรัดเข็มขัดอย่างรุนแรงระดับ 4% GDP ที่หวั่นเกรงกันในชื่อ "หน้าผาการคลัง"  (Fiscal Cliff)  ของอเมริกา ก็เป็นสัญญาณที่อันตรายอย่างมาก  ถึงแม้สามารถจะตกลงกันได้  ก็ยังคงอาจเป็นการรัดเข็มขัดการคลังราว 2% GDP หรือครึ่งหนึ่งของแผนเดิม  โดยอาจเรียกเป็น "ทางลาดการคลัง" (Fiscal Slope)  ก็ยังคงเป็นระดับที่อันตรายอยู่ดี  เพราะ นี่เป็นการใช้น้ำที่น้อยลง ขณะที่ไฟลุกโหมแรงขึ้นจากเพื่อนบ้านทั้ง ยุโรป และ ญี่ปุ่น

หากเราเชื่อตามสุภาษิตโบราณเดิมๆ ว่า "น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ"  และ โดยทฤษฎีเคนส์ก็เชื่อตามนั้น  จะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกอาจเดินหน้าเข้าสู่แดนอันตรายอย่างยิ่ง  เพราะ ยุโรป นั้นตัดสินใจไปแล้วว่าจะ "รัดเข็มการคลัง" กันทั้งภูมิภาค  ส่วนอเมริกา และ ญี่ปุ่นก็ดูเหมือนว่าจะต้องทำตามไปบ้างด้วยข้อจำกัดที่หนี้สินภาครัฐเริ่มสูงเกินจะควบคุมแล้ว   บทสรุปก็คือ การใช้น้ำน้อยลงเพื่อสกัดไฟที่ดูเหมือนจะลุกลามรุนแรงขึ้นซึ่งน่าจะสกัดไฟไว้ไม่อยู่   นั่นคือ  รัดเข็มขัดการคลังและยอมให้เศรษฐกิจถดถอย

แต่หากจะใช้น้ำมากขึ้นเพื่อดับไฟ  ก็ดูเหมือนจะมีข้อจำกัดทางการคลัง  โดยเฉพาะในประเทศอ่อนแอที่พึ่งพิงเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น ประเทศในกลุ่ม PIIGS ซึ่งจะไม่สามารถฉีดน้ำแบบไม่อั้นอย่างทีเคนส์แนะนำได้อีกแล้ว  และ ไม่ว่าจะเลือกทาง "รัดเข็มขัด" หรือ "คลายเข็มขัด" จะเลือกใช้ "น้ำน้อย" หรือ "น้ำมาก" ก็ดี  หนี้สาธารณะ ต่อ GDP  ยังคงเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และ ฐานะการคลังก็แย่ลงเรื่อยๆ อยู่ดี  สำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่มี GDP เติบโตอยู่ในระดับต่ำ และ โครงสร้างประชากรเป็นสังคมผู้สูงอายุ   นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "กับดักเคนส์"  

ดังนั้น  หากคิดอยู่ในกรอบรอบนี้เศรษฐกิจโลกเสร็จแน่ๆ   แต่หากเราคิดนอกกรอบออกไปก็จะพบว่า  มันไม่ได้มีเพียงน้ำเท่านั้นที่สกัดไฟได้   "การยืมพลัง" ของสารเคมีในถังดับเพลิงก็อาจช่วยสกัดไฟไว้ได้เช่นกัน   ถูกต้องแล้วนี่คือแนวคิดของ "การคลังไท้เก๊ก" นั่นเอง  ด้วยวิธีการยืมพลังนี้  จะทำให้เราสามารถ  "ใช้น้ำน้อยลงแต่สกัดไฟได้ดีขึ้น"   การยืมพลังจากกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะ กองทุนบำนาญ  น่าจะช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วแก้ไขวิกฤติการคลัง ไปพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วย

และ สำหรับปัญหาในยุโรปที่ติด "กับดักยูโร" ด้วยนั้น ก็คงต้องใช้  "FX ไท้เก๊ก"  มาช่วยเหลือด้วยเพื่อให้แต่ละประเทศสามารถใช้ค่าเงินที่เหมาะสมและดึงสมดุลกลับคืนมาได้   แทนที่จะยืนกระต่ายขาเดียวรักษาระบบยูโรแบบไร้สมดุลเช่นนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ ทั้งภูมิภาค  

สรุปก็คือ  โลกกำลังจะลุกเป็นไฟในลักษณะ "ไฟลามทุ่ง"  โดนเริ่มจาก "กรีซ" ลามไปยัง PIIGS  และ จะตอนนี้เริ่มลามไปยัง  ฝรั่งเศส  เยอรมนี และ ญี่ปุ่น   โดยประเทศที่อ่อนแอเติบโตช้ามีหญ้าแห้งมากหน่อย มีการใช้น้ำสกัดไฟน้อยหน่อยก็จะลุกไหม้ติดไฟได้เร็วกว่า  แต่สุดท้ายประเทศไทยที่แม้หญ้ายังเขียวอยู่ก็คงหนีรอดเหตุการณ์แบบนี้ไปได้ยากเช่นกัน   ผมจึงได้รวบรวมความคิดเป็น 4 ทฤษฎีใหม่กลายเป็นหนังสือ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก"  (Taiji-Econ.)   เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจแบบ "ไฟลามทุ่ง"  ที่กำลังจะมาถึงนี้   หากสนใจก็ลองหาอ่านดูได้นะครับ


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ECB : ผู้ไม่เข้าใจในปัญหา

ทำไมเรื่องนี้จึงมีความสำคัญมากๆ   การที่ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB)  พูดว่า "ผมจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระบบยูโรไว้"   อาจสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนส่วนใหญ่   แต่กับนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจถึงที่มาที่ไปของปัญหาแล้ว   ประโยคนี้น่าหวั่นวิตกเป็นอย่างยิ่ง  เปรียบเสมือนการพูดว่า "ผมจะพยายามแก้ไขปัญหาทุกวิถีทาง  เพื่อรักษาต้นตอของปัญหาไว้"  นั่นเอง   ECB ได้เข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงในยูโรโซนจริงหรือ ??

หากการไม่เข้าใจถึง "สมุทัย" แล้ว  ยิ่งไม่ต้องพูดถึง "มรรค" และ "นิโรธ" กันเลย  การที่ ECB มองว่าปัญหาทั้งมวลในยูโรโซน  นั้นเกิดจากการขาดดุลการคลังที่สูง รวมไปถึงหนี้ภาครัฐที่สูงเกินไป  นั้นเป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุ  ตัวอย่างเช่น  ทำไมสเปน ซึ่งมีหนี้ภาครัฐเพียง 69% GDP  จึงมีปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสกว่า  อังกฤษ (85%)  อเมริกา (103%)  และ ญี่ปุ่น (212%)  อย่างมาก   ถึงแม้จะดูที่การขาดดุลการคลัง  สเปนที่ 4.5% นั้นก็ต่ำกว่าระดับ 7-8% GDP  ของประเทศยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 นั้นอยู่หลายขุม

เหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงในยูโรโซนก็คือ "ระบบเงินยูโร" นั่นเอง  ด้วยการผูกค่าเงินประเทศแข็งแรงกับประเทศอ่อนแอไว้ด้วยกัน   ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศอ่อนแอ (PIIGS)  ขาดดุลอย่างมาก   ส่งผลให้หนี้สินต่างประเทศสะสมต่อเนื่อง   เป็นลักษณะอาการเดียวกันกับ วิกฤติเตกีล่าของเม็กซิโก และ วิกฤติต้มยำกุ้งของไทย  ต่างหาก

เมื่อมองเหตุแห่งปัญหาผิดๆ  ก็เลยแก้ไขปัญหาแบบผิดๆ เช่น
- แทนที่จะให้  กรีซ ได้ใช้ค่าเงินที่เหมาะสม  ECB กลับให้กรีซทนใช้ค่าเงินที่ไม่เหมาะสม (เงินยูโร) ต่อไป  ทั้งๆที่ค่าเงินที่เหมาะสมในการสร้างสมดุลบัญชีเดินสะพัดได้ค่าเงินควรจะอ่อนกว่านี้ราว 20-25%  
- แทนที่จะให้กรีซ สร้างสมดุลกับต่างประเทศได้  ปรากฏว่าการดำรงเงินยูโรไว้  ทำให้กรีซ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 9.8% GDP  ในปี 2011  แม้เศรษฐกิจจะย่ำแย่มากๆ แล้วก็ตาม  เมื่อดูจากการขาดดุลสะสมที่่มากกว่า 5% GDP ต่อเนื่องกัน 12 ปีแล้ว  อาจกล่าวได้ว่าอาการของวิกฤติในกรีซ ดูจะย่ำแย่กว่า วิกฤติต้มยำกุ้งของไทยเสียอีก  
- แทนที่จะมุ่งทำให้เศรษฐกิจกรีซฟื้นตัว  กลับบังคับให้ "รัดเข็มขัดการคลัง"  ทำให้เกิดการว่างงานมากขึ้นเรื่อยๆ สูงกว่าระดับ 25% ไปแล้ว  และ ไม่มีวี่แววจะดีขึ้นแต่อย่างใด  ประชาชนจำนวนมากต้องไปคุ้ยถังขยะเพื่อหาอาหารใส่ท้องกิน  จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีการประท้วงอย่างรุนแรงทั่วประเทศ

"การรัดเข็มขัด" จะส่งผลให้เศรษฐกิจแย่ลง  รายได้รัฐบาลลดลงไปด้วย  จึงทำให้ไม่สามารถรัดเข็มขัดได้ตามแผน   ซึ่งเป็นปัญหาที่เรียกว่า "ปฏิทรรศน์ของการรัดเข็มขัด"  (paradox of austerity)  ซึ่งเคนส์ก็ได้เตือนเรื่องแบบนี้ไว้แล้วถึง 80 ปีก่อนหน้านี้   

หากจะวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาก็คือ  "โลกอยู่ในภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง  เพราะ ปล่อยให้องค์กรที่ไม่เข้าใจถึงต้นตอปัญหาที่แท้จริง  เข้ารับผิดชอบดูแลแก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในยุโรป   การแก้ไขปัญหาจึงผิดทิศผิดทาง และ ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง"  

ทางออกของเรื่องนี้คือ การใช้ทฤษฎีใหม่อย่าง "FX ไท้เก๊ก" เพื่อให้ PIIGS ได้ใช้ค่าเงินที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศตนเอง  โดยการแบ่งค่าเงินเป็น 3 ระดับ Eura Euri และ Euro ก็น่าจะเป็นเรื่องที่จะช่วยสร้างทั้ง ดุลยภาพ และ เอกภาพในยุโรปได้   ส่วน "การคลังไท้เก๊ก" ก็ควรนำมาเชื่อเพื่อให้ประเทศ กรีซ สเปน สามารถรัดเข็มขัดการคลัง  ไปพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้  โดยใช้แนวคิด "การยืมพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน" มาช่วย   ซึ่งเรื่องนี้เป็นแนวคิดนอกกรอบของทฤษฎีเคนส์แบบเดิมๆ  

สำหรับประเทศอเมริกา และ ญี่ปุ่นนั้น  จำเป็นต้องรัดเข็มขัดการคลังในปี 2013 เพราะหนี้สินภาครัฐเริ่มสูงเกินไปแล้ว  แม้จะไม่ถึงขั้น "หน้าผาการคลัง" (fiscal cliff)  แต่ก็น่าจะเป็นระดับ  "ทางลาดการคลัง" (fiscal slope)  และ การรัดเข็มการคลังราว 3 แสนล้านเหรียญ สรอ. หรือราว 2% GDP ของสหรัฐอเมริกา ก็อาจผลักให้ประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรอบ 2 ได้ไม่ยาก  ซึ่งก็เป็นสถานการณ์ที่ไม่ต่างกับญี่ปุ่นนัก  

"วิกฤติหมูหัน" จึงเดินหน้ามาเยือนโลกของเราอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก  และ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมๆ ทั้งการคลัง การเงิน อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันไม่สามารถต่อกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผมจึงได้คิดค้นทฤษฎีใหม่ออกมา 4 ทฤษฎี  ประกอบกันขึ้นเป็นศาสตร์แขนงใหม่ของโลก  "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก"  (Taiji-Econ.)   กลายเป็นรูปเล่มแล้วด้วยการสนับสนุนของ "กรุงเทพธุรกิจ"   ซึ่งหากแปล "ไท้เก๊ก" เป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "supreme ultimate"   ดังนั้น  ศาสตร์ใหม่นี้ก็คือ  "เศรษฐศาสตร์ขั้นสุดยอด"  นั่นเอง

ผมเชื่่อมั่น 99.99% ว่า  นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเกือบทุกท่านไม่รู้จักว่า "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" คืออะไรและมีประโยชน์อะไรต่อเศรษฐกิจโลก   นี่นับเป็นโอกาสซึ่งมีเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่นักศึกษาและคนไทยจะสามารถมีความรู้ทฤษฎีใหม่ๆ ที่ล้ำหน้ากว่าชาติใดๆ ในโลก   โดยศาสตร์แขนงใหม่นี้อาจเป็นก้าวแรกของ "การปฏิวัติการศึกษาไทย"  ก็เป็นได้   หากสนใจก็ลองหาอ่านดูนะครับ  

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ฟีนิกซ์ไท้เก๊ก : ทฤษฎีเด็ดใช้ปฏิวัติการศึกษาไทย

หลังจากที่ผมได้คิดค้น 4 ทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์ คือ การคลังไท้เก๊ก  การเงินไท้เก๊ก  FX ไท้เก๊ก และ บำนาญไท้เก๊ก จนประกอบกันเป็นศาสตร์แขนงใหม่ "เศรษฐศาสตร์ไทเ้ก๊ก" เรียบร้อยแล้ว   ผมกลับได้พบรูปแบบของการสร้างทฤษฎีใหม่  ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาของประเทศไทย  ผมให้ชื่อมันว่า "ทฤษฎีฟีนิกซ์ไท้เก๊ก"  (Taiji Phoenix Thoery)  โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็นนี่คือ ทฤษฎีเพื่อสร้างทฤษฎีใหม่

หากคิดว่านี่เป็นการเลียนแบบ "ภาคีนกฟีนิกซ์" ในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ละก็  คิดผิดแล้วครับ  เพราะว่า ผมและเพื่อนๆ ได้จัดตั้งกลุ่มฟีนิกซ์  มีเป้าหมายเพื่อพิชิต "ข้อสอบเอ็นทรานซ์" มาตั้งแต่สมัยเตรียมอุดมฯ เมื่อ 30 ปีก่อนแล้ว  เค้าโครงเรื่องคล้ายๆ กันนี้เกิดก่อน  เจ.เค.โรลลิ่ง จะสร้างพล็อตเรื่องให้การรวมกลุ่ม "ภาคีนกฟีนิกซ์"  เพื่อหาทางพิชิตเจ้าแห่งศาสตร์มืดลอร์ดโวลเดอร์เมอร์นานหลายปีทีเดียว

แนวคิดของทฤษฎีนี้ก็คือ  จากกรอบแนวคิดของคนธรรมดา  ประกอบไปด้วย 4 จุดสร้างเป็นสี่เหลี่ยม  หากเราลากเส้นทแยงมุมเชื่อมความสัมพันธ์แบบย้อนแย้ง  ทะลุกรอบแนวคิดเดิมๆ  วาดเป็น "ปีกนกฟีนิกซ์" ขึ้นมา  จึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์  (paradigm shift)   แต่เป็นการติดปีกให้กับกรอบความรู้เดิม   สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้  

ยกตัวอย่างเช่น  คนธรรมดาจะคิดว่า "สุขคือไม่ทุกข์ และ ไม่สุขคือทุกข์"  นี่คือกรอบแนวคิดปกติ  หากเราลากเส้นทแยงมุมตีทะลุกรอบเดิม  สร้างเป็น "ปีกนกฟีนิกซ์" ขึ้นมา  ก็จะได้ว่า  "สุขคือทุกข์ และ ไม่สุขคือไม่ทุกข์"  นี่ืคือ ความรู้ใหม่ในยุคสมัยนั้น  พระพุทธเ้จ้าได้้ค้นพบ  โดยเป็นการกล่าวถึงลักษณะของจิตใจที่กระเพื่อมหรือว่านิ่งๆ   ความรู้ใหม่นี้เองได้กลายมาเป็น "ศาสนาพุทธ" ในปัจจุบัน

นอกจากนี้  คนธรรมดาจะคิดว่า "นิ่งคือนิ่ง เคลื่อนคือเคลื่อน"  นี่่คือกรอบแนวคิดปกติ  จนกระทั่งปรมาจารย์จางซานฟง  ได้ค้นพบความรู้ใหม่ว่า "นิ่งคือเคลื่อน  เคลื่อนคือนิ่ง"  (อาจแปลได้ว่า  ในนิ่งมีเคลื่อน  ในเคลื่อนมีนิ่ง)   และ ได้กลายมาเป็น "มวยไท้เก๊ก" ที่โด่งดังตั้งแต่ 800 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน  ที่จริงแล้วท่านน่าจะได้รับการยกย่องให้เป็น   บิดาแห่งวิชาฟิสิกส์  ด้วยซ้ำ   มิใช่ กาลิเลโอ หรือว่า นิวตัน  เนื่องจากวางรากฐานของการหยุดนิ่งการเคลื่อนที่  การยืมแรงสะท้อนแรง  เอาไว้ทั้งหมด   และ เล่าจื๊อ ก็ได้กลายมาเป็น "ปรมาจารย์แห่งเต๋า" ก็เพราะได้ค้นพบว่า  "หยินคือหยาง หยางคือหยิน" นั่นเอง

คนธรรมดาจะคิดว่า "สสารคือสสาร และ พลังงานคือพลังงาน"  นี่คือ กรอบแนวคิดปกติ   จนกระทั่ง  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ได้ค้นพบว่า "สสารคือพลังงาน   พลังงานคือสสาร"  ท่านจึงได้กลายเป็น บิดาแห่งฟิสิกส์นิวเคลียร์ไป  และ สมการอันโด่งดังนั้นก็ัยังคงยืนยงมาถึงปัจจุบัน

ทางด้านเศรษฐศาสตร์   กรอบความรู้เดิมคือ "หากรัดเข็มขัดการคลังเศรษฐกิจจะแย่ลง   หากทุ่มงบประมาณไปเศรษฐกิจจะดีขึ้น"   การใช้แนวคิดแบบย้อนแย้งแบบ จึงเกิดเป็น "การคลังไท้เก๊ก" ที่สามารถจะรัดเข็มขัดการคลัง พร้อมๆ กับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้โดยการยืมพลังจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะ กองทุนบำนาญ   ความรู้ใหม่ชี้ว่า  สำนักเคนส์บอกว่า ค่าตัวทวีสูงกว่า 1 นั้นเป็นจริง เพราะ ในอดีต 80 ปีก่อนนั้นกองทุนบำนาญต่างๆ ไม่มี  จึงไม่มีตัวดูดพลังของนโยบายการคลัง  และ สำนักนีโอคลาสสิคที่บอกว่า ค่าตัวทวีอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 นั้นก็เป็นจริงอีก เพราะ ปัจจุบันกองทุนบำนาญต่างๆ มีมากมาย  รัฐบาลใส่เงินทั้งสมทบโดยตรง  สมทบอ้อม (หักลดหย่อนภาษี)  หรือ การจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตร ก็ล้วนทำให้เงินเหล่านั้นเปลี่ยนสภาพเป็นนิ่งในกองทุน  ไม่ได้มาหมุนเศรษฐกิจแต่อย่างใด   การค้นพบว่าบางโครงการนั้นมีค่าตัวทวี "ติดลบ" กันเลย  การรัดเข็มขัดในโครงการเหล่านี้จึงช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้

ผมใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะคิดค้น "การคลังไท้เก๊ก"  ออกมาได้ (แต่ยังมีนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลหลายท่านที่ยังเดินวนๆ อยู่ในกรอบความรู้ของเคนส์อยู่เลย)  หากผมรู้เรื่องราวของ "ฟีนิกซ์ไท้เก๊ก" มาก่อน  ก็คงไม่ต้องหลงทางไปนานขนาดนั้น   อาจย่นระยะเวลาเหลือแค่ 8 วินาทีเท่านั้นเอง

"ฟีนิกซ์ไท้เก๊ก"  จึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะ  หากบทความนี้ได้เผยแพร่ออกไปจะทำให้ย่นระยะเวลาการคิดทฤษฎีใหม่ๆ ลงได้มาก    ภายใน 1 ปีก็อาจมีคนไทยคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ ให้กับโลกได้เป็นร้อยทฤษฎี   บางคนอาจกำลังเรียนอยู่ระดับมัธยมหรือเป็นนักศึกษาด้วยซ้ำ  ไม่เพียงแต่ทำให้ไทยได้เป็นผู้นำด้านความรู้วิชาการในกลุ่มประเทศ AEC เท่านั้น   แต่ยังนำหน้าประเทศจีนและญี่ปุ่นอีกด้วย

นอกจากนี้  วิทยาการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะฯ)   วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (แพทยศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์ เภสัชศาสตร์)  รวมไปถึงด้านสังคมศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์  รัฐศาสตร์  นิติศาสตร์)  ชาวตะวันตกได้ก้าวหน้าอย่างมากและถ่ายทอดให้กับเอเชียมาหลายร้อยปี    โดยอาจเริ่มมาตั้งแต่สมัยกาลิเลโอ (บิดาแห่งวิทยาศาตร์ยุคใหม่) ได้ทำการทดลองโยนก้อนหินที่หอเอนปิซ่าเมื่อ 500 ปีก่อนหน้านี้   ไม่แน่ว่าไทยอาจเปลี่ยนสถานะจากการเป็นลูกศิษย์หลานศิษย์ของฝรั่ง  กลายมาเป็น  อาจารย์เพื่อถ่ายทอดวิทยาการให้แก่ชาวตะวันตกบ้างก็เป็นได้

ความคิดที่ไม่ได้ไปสู่การกระทำนั้นบางทีมันก็ไร้ประโยชน์  นั่นก็อาจจะจริง  แต่ลองมองย้อนไปดูเราจะพบว่า  คนเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคนรู้จัก จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ในฐานะ "บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค"  ขณะที่คนนำทฤษฎีเคนส์ไปใช้คนแรกนั้นน่าจะเป็น  อดีต รมว.คลังของญี่ปุ่น สามารถฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นในยุคนั้นภายในปีเดียว เขาได้รับฉายา "เคนส์แห่งญี่ปุ่น"  แต่มีคนเรียนเศรษฐศาสตร์รู้จักชื่อของเขากี่คน .....   คนเรียนฟิสิกส์ทุกคนรู้จัก  อัลเบิร์ต ไอสไตน์  ในฐานะ "บิดาแห่งฟิสิกส์นิวเคลียร์" แต่ถามว่ามีกี่คนที่รู้จักชื่อของคนสร้างระเบิดนิวเคลียร์ และ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ??   โลกให้เครดิตแก่ "นักคิด" หรือ "นักทำ" มากกว่ากันละครับ ??

การศึกษาไทยที่ปฏิรูปอย่างไรก็ไม่สำเร็จเสียที  หายใจรวยรินใกล้สิ้นชีพ  ก็อาจฟื้นชีวิตขึ้นมาใหม่กลายเป็น "นกฟีินิกซ์" ที่สดใสได้อย่างเหลือเชื่อ  นี่อาจเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนการศึกษาโดยสิ้นเชิง เพราะ ความรู้เก่าๆ เดิมๆ นั้นหาได้จาก google และ youtube หมดแล้ว   นี่ไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ไทยวิ่งตามหลังเพื่อนบ้านได้ทัน  แต่เป็นการ "ปฏิวัติการศึกษา" เพื่อให้ไทยขึ้นไปอยู่ระดับแนวหน้าด้านวิทยาการของโลกกันเลยทีเดียว  ......  ฝันไกลไปหน่อยไหมครับ ??