มีการพูดถึงคำว่า "ปฏิรูป" กันอย่างมากมาย และทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปในหลายๆ ด้าน และ "ปฏิรูปไท้เก๊ก" คือ ทฤษฎีใหม่ที่ผมคิดค้นขึ้นมา แปลตามความหมายจากภาษาจีนก็คือ สุดยอดการปฏิรูป นั่นเอง
ผมคิดว่าในการ "ปฏิรูป" ระดับประเทศนั้นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ 4 อ.ซึ่งจะต้องครบถ้วนถึงจะทำให้เดินหน้าบรรลุผลได้ ก็คือ
1.ไอเดีย : จะปฏิรูปอะไรและมีวิธีการอย่างไรบ้าง
2.อุดมการณ์ : มีความตั้งใจจริงที่จะทำให้ดีขึ้น ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักไม่ใช่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง และอยู่ในกรอบกติกาประชาธิปไตยโดยไม่รุนแรง
3.อำนาจ : อำนาจนิติบัญญัติ และ บริหาร เพื่อเปลี่ยนแปลงกฏหมาย หรือ การกำหนดนโยบายต่างๆ
4.อุปสรรค : การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จแบบขาดคุณธรรม การค้านสุดตัวอย่างไม่ดูเหตุผล การใช้มวลชนแบบผิดกติกา รวมไปถึง องค์กรอิสระบางองค์กรนั้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปได้
และแน่นอนแนวคิดแบบ "ไท้เก๊ก" ก็จะแตกออกเป็น 4 กรณี จากมีแค่ 2 แบบ "นิ่งคือนิ่ง" "เคลื่อนคือเคลือน" โดยเพิ่ม "นิ่งคือเคลื่อน" และ "เคลื่อนคือนิ่ง" เข้าไปด้วย สำหรับ "ปฏิรูปไท้เก๊ก" ก็คือ
1. กลุ่มที่ไม่มีไอเดีย และ อุดมการณ์ และ ไม่มีอำนาจด้วย : นี่คือกลุ่มชาวบ้านทั่วไป
2. กลุ่มที่มีไอเดียและอุดมการณ์ แต่ไม่มีอำนาจ : นี่คือ กลุ่มนักวิชาการ และ ข้าราชการบางส่วน
3. กลุ่มที่ไม่มีไอเดียและอุดมการณ์ แต่มีอำนาจ : นี่คือ กลุ่มนักการเมืองส่วนใหญ่
4. กลุ่มที่มีทั้งไอเดีย อุดมการณ์ และ อำนาจ : กลุ่มนี้น่าสนับสนุนที่สุดให้ทำการปฏิรูปประเทศ อาจเรียกว่าเป็น "นักวิชาการเมือง" ซึ่งเป็นการรวม "นักวิชาการ" และ "นักการเมือง" เข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ดี การทำให้ชาติเสียหายได้อย่างมากนั้นอาจเป็น กลุ่มที่มีอำนาจ มีไอเดีย แต่ไม่มีอุดมการณ์ เช่น "นโยบายจำนำข้าวทุกเม็ดในราคาสูงลิ่ว" ด้วยการออกนโยบายแบบนี้ บวกกับ ไอเดียบรรเจิดในการเปิดช่องให้ทุจริตหลายๆ ทาง เมื่อไม่มีอุดมการณ์ก็หมายถึง ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ แต่ไปคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเสียมากกว่า ประเทศชาติจึงเสียหายจากนโยบายแบบนี้ได้ถึงหลายแสนล้านบาท
ดังนั้น หลังจากได้ไอเดียการปฏิรูป ซึ่งก็ทำกันมาหลายครั้งหลายคนแล้ว การเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อไป จึงมีอยู่ 2 ทางเลือก คือ
1. บีบให้ผู้มีอำนาจ (สส. และ รัฐมนตรี) ต้องกลับมามีอุดมการณ์ด้วยประชามติหรือนโยบายพรรค : เช่น การลงประชามติในเรื่องสำคัญอย่าง ภาษีทรัพย์สิน หรือ การเพิ่มโทษทุจริตคอร์รัปชั่น นั้นเชื่อได้ว่าน่าจะได้คะแนนเกิน 80% ของการลงคะแนนทั้งประเทศเป็นแน่ อย่างไรก็ดี เรื่องพวกนี้มีการขัดแย้งผลประโยชน์กับ สส.ในสภาฯ โดยตรง ดังนั้น สส.จึงไม่ได้ทำตัวให้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง แต่การมี "ประชามติ" จะเป็นการบีบให้ สส.จำเป็นจะต้องยกมือเป็นตัวแทนประชาชนอย่างมีอุดมการณ์ หรือแม้แต่ในศึกเลือกตั้งที่นโยบายพรรค กลายมาเป็นสวัสดิการสังคมเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถูกผลักดันออกมาเป็นการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ เช่น "โครงการบัตรทอง 30 บาท" เป็นต้น
2. เอาอำนาจตำแหน่ง ไปส่งมอบให้ผู้ที่มีไอเดียและอุดมการณ์ : เลือกเอาคนดีคนเก่งขึ้นสู่อำนาจนั่นเอง ก็น่าจะทำให้การปฏิรูปเดินหน้าไปได้อย่างดี แต่ก็ควรต้องอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยด้วย การคัดกรองคุณภาพ สส. และ รัฐมนตรี จะช่วยในเรื่องนี้ได้
ดังนั้นก็ขอสรุปจบตรงนี้ว่า หากจะเดินหน้าปฏฺิรูปก็ให้คำนึงถึง 4อ.ให้ดี ทำองค์ประกอบ 3อ. แรกให้ครบ จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลยนั่นคือ "ไอเดีย" "อุดมการณ์" และ "อำนาจ" นอกจากนี้ พยายามลดทอน "อุปสรรค" ที่ขัดขวางการปฏิรูปให้เหลือน้อยที่สุด
เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-econ.) คือ แนวคิดที่ใช้กฎ 3 ข้อของไท้เก๊กมาช่วย ด้วยการ "รักษาสมดุล" "ยืมพลังสะท้อนพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง" ซึ่งจะช่วยปรับปรุงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันที่้บกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557
กุญแจไท้เก๊ก : ปลดล็อกการเมืองไทย
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยได้มีช่องทางในการปลดล็อกทางการเมือง ซึ่งเวลาก็เหลือน้อยเต็มี ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้ว คือ รัฐบาลรักษาการ และ กปปส. ฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ขณะที่ฝ่ายหลังต้องการให้มีปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ผมในฐานะ "คนเสื้อขาว" ขอเสี่ยงเสนอทางออกปลดล็อกให้กับการเมืองไทย
"ไท้เก๊ก" คือ การสร้างสภาพแบบ "นิ่งคือเคลื่อน" และ "เคลื่อนคือนิ่ง" ซึ่งดูเหมือนทำสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นได้ หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กพ. ฝ่ายรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทยจะพอใจ แต่หากรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ลาออก และ เลื่อนวันเลือกตั้งไปสัก 1 ปี ฝ่าย กปปส.นำโดยคุณสุเทพก็จะพอใจ แนวคิดแบบ "ฟินิกซ์ไท้เก๊ก" ก็คือ การลากเส้นทแยงมุมแบบย้อนแย้งไป จึงได้คำตอบแบบผ่าทางตันว่า เราจะต้องหาวิธีซึ่งจะมีการเลือกตั้งตามหมายกำหนดการเดิม 2 กพ.โดยที่ทำให้ฝ่าย กปปส.พอใจให้ได้
แล้วจะทำอย่างไรละ ?? ข้อเสนอของ "กุญแจไท้เก๊ก" ก็คือ คุณยิ่งลักษณ์ควรออกมาทำ "สัญญาชินวัตร" ว่า หากมีการเลือกตั้งแล้วคะแนนของพรรคเพื่อไทย ได้น้อยกว่าที่เหลือ (พรรคอื่นๆ รวมกับ vote no) นั่นแสดงถึงว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เอา "ระบอบทักษิณ" แล้ว ดังนั้น ตระกูลชินวัตรและญาติ (ชินวัตร ดามาพงษ์ และ วงศ์สวัสดิ์) ขอยอมแพ้และจะขอเว้นวรรคทางการเมืองตลอดอายุสภา โดยแลกกับการเลิกชุมนุมม็อบนกหวีด และ การไม่ขัดขวางการเลือกตั้งอีกต่อไป
ข้อดีสำหรับทางออกปลดล็อกนี้จะเป็นการ win-win-win ทั้ง 3 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายทักษิณและพรรคเพื่อไทย win : พรรคเพื่อไทยน่าจะชนะเลือกตั้งเป็นแน่ ยังได้กุมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ และ บริหารต่อไปได้ โดยอาจให้ รองฯพงษ์เทพ หรือ รองฯ ประชา รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อบริหารรัฐบาลโดยเน้นการปฏิรูปเป็นหลักเป็นเวลา 1-2 ปี
2. ฝ่าย กปปส. และ พรรค ปชป. win : โอกาสที่จะโค่น "ระบอบทักษิณ" ผ่านการเลือกตั้งมีสูงเลย เพราะ การเลือกตั้งครั้งก่อนนั้น พรรคเพือไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 48.4% ขณะที่กระแสคนเสื้อแดงอุดมการณ์จะไม่เลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นก็มีสูง
3. ฝ่ายประชาชนคนไทยและชาติไทย win : บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ทุกฝ่ายไปสู้กันที่ศึกเลือกตั้ง ไม่ได้ลุ้นว่าพรรคใดจะชนะ แต่ลุ้นว่า "ระบอบทักษิณ" จะชนะหรือแพ้ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อ "พิทักษ์ระบอบทักษิณ" อีกฝ่ายสู้เพื่อ "โค่นระบอบทักษิณ"
หากมองที่รัฐบาล ทางเลือกนี้น่าสนใจ เพราะ หากยื้อๆ ไปเหมือนในปัจจุบัน สถานการณ์ก็เสี่ยงต่อความรุนแรงที่สูงขึ้นจนอาจนองเลือดกันได้ และสุดท้ายทหารอาจเข้าแทรกแซงจนถึงขั้นรัฐประหาร ดังนั้น "กุญแจไท้เก๊ก" น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
สำหรับ กปปส.นั้น เมื่อเทียบกับทางเลือก "ปิดกรุงเทพฯ" แล้ว จะสร้างความเดือดร้อนให้กับคน กทม.ไปทั่ว ซึ่งทำให้ กปปส.ถูกเกลียชังอย่างหนัก และจะทำให้ฐานเสียงมวลชนลดลงไปได้อีกมาก โอกาสชนะก็ยังริบหรี่ ทางเลือกกลางๆ อย่าง "กุญแจไท้เก๊ก" น่าจะเป็นทางออกทางลงที่ดีกว่า ด้วยการประกาศชัยชนะ แล้วสลายม็อบไปรณรงค์ "โหวตโน" เพื่อโค่น "ระบอบทักษิณ" น่าจะดูดีมีคุณค่ายิ่งกว่า
ผมอยากจะวิงวอนขอร้องทั้ง 2 ฝายแทนคนไทยทั้งชาติให้ถอยคนละครึ่งก้าว เพื่อเห็นแก่ประโยชน์สุขของชาติบ้านเมือง หนทางปลดล็อกแบบคนเสื้อขาวอย่าง "กุญแจไท้เก๊ก" นี้ โปรดช่วยนำไปพิจารณาด้วยเถอะครับ
วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
มองต่างมุมตลาดหุ้นโลก
ดัชนีหุ้นโลกเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ในตลาดขนาดใหญ่ คือ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น และ ยุโรปนั้นด้านหนึ่งก็ดูเหมือนว่าจะไม่แพงนัก อยู่ในระดับเหมาะสม แต่ในบทความนี้ผมจะนำเสนออีกด้านหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบดู
ดัชนี S&P 500 ได้ขึ้นมาทำจุดสูงสุดอย่างแข็งแกร่งซึ่งดัชนีนี้ใช้แทนหุ้นของอเมริกาได้อย่างดี หากมองดูที่ Bond Yield 10 ปีของอเมริกาที่ 2.7% แล้ว ผลตอบแทนของ Equity Yield ก็อาจบวกเพิ่มอีก 3% เป็น 5.7% (P/E ที่เหมาะสม คือ 17.5 เท่า) ดังนั้น P/E ระดับ 17.0 เท่า ณ ปัจจุบันของดัชนี S&P ก็ยังไม่แพงนัก อย่างไรก็ดีหากมองอีกมุมหนึ่ง โดยดัชนี Nasdaq ซึ่งมีค่า P/E สูงถึง 23.7 เท่า และ ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดเล็ก 2000 ตัวซึ่งมีค่า P/E สูงถึง 32.8 เท่า นี่อาจกล่าวได้ว่ามีฟองสบู่ที่แอบแฝงอยู่ในตลาดหุ้นของอเมริกา
เมื่อดูตลาดหุ้นยูโรป ดัชนีหุ้นเยอรมัน (DAX) มีค่า P/E 15.1 เท่า ดัชนีหุ้นฝรั่งเศส (CAC) อยู่ที่ 18.4 เท่า และ ดัชนีหุ้นอังกฤษ (FTSE) 16.6 เท่า จะเห็นว่าไม่ได้แพงเลยเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ราคาหุ้นอยู่ในระดับเหมาะสม อย่างไรก็ดีเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ไปดูที่ตลาดหุ้นยุโรปชายขอบกลุ่ม PIIIGS ค่า P/E ของดัชนีหุ้นไอร์แลนด์ ที่ 35.5 เท่า ของหุ้นสเปนที่ 56.4 เท่า หุ้นอิตาลีน่าตกใจเพราะสูงถึง 465 เท่า และยิ่งน่าตกใจกว่านั้นเพราะ P/E ของดัชนีหุ้นโปรตุเกส และ กรีซ นั้น "ไม่มี" ซึ่งหมายถึง เมื่อรวมผลกำไรของทั้งตลาดแล้ว ผลกำไรเป็น "ตัวแดง" หรือ "ขาดทุน" นั่นเอง สรุปแล้ว ราคาหุ้นในกลุ่ม PIIGS ได้ตอบสนองการคาดการณ์ว่าจะมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเร็ว อาจกล่าวได้ว่ามีการปั่นฟองสบู่แฝงอยู่ในตลาดหุ้นยุโรปอยู่เช่นกัน
เมื่อมาดูตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ BRICS ดูบ้าง ด้านหนึ่งจะเห็นว่าดัชนีหุ้นรัสเซีย (MICEX) P/E ต่ำมาก 5.9 เท่า ของจีน (CSI300) ก็ต่ำที่ 11.0 เท่า อย่างไรก็ดีเมื่อมองอีกด้านหนึ่งดัชนีหุ้นแอฟริกาใต้ (TOP40) สูงถึง 21.2 และ หุ้นของบราซิล (BOVESPA) สูงถึง 56 เท่ากันเลย นั่นหมายถึงว่า มีฟองสบู่แฝงอยู่ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา และอเมริกาใต้
สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียนั้น มองด้านหนึ่ง SET index มีค่า P/E 15.9 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นมาเลเซีย (KCLI 17.0 เท่า) ถือว่าว่าอยู่ระดับเหมาะสมกับดอกเบี้ยระยะยาวแม้จะแพงไปเล็กน้อย แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นอินเดีย (SENSEX 17.5 เท่า) อินโดนีเซีย (JCI 18.6 เท่า) ซึ่งแม้จะมีค่า P/E สูงกว่าหุ้นไทยและมาเลเซียเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อดูดอกเบี้ยระยะยาวของ 2 ประเทศนี้ซึ่งยืนที่ราว 9% แล้ว อัตราผลตอบแทนของหุ้นที่คาดหวัง (Equity Yield) ก็น่าจะยืนราว 12% ดังนั้น P/E ของตลาดหุ้นทั้ง 2 แห่งนี้ควรยืนแค่ราว 8-9 เท่าแค่นั้นเอง ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าปัจจุบันถึง 50% นี่จึงนับเป็นฟองสบู่อีกเช่นกันในตลาดหุ้นเกิดใหม่ของเอเชีย ซึ่งราคาหุ้นอาจปรับตัวลงได้อีกมาก และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นไทยได้
แล้วมาดูในตลาดหุ้นไทยเองบ้างละ มุมหนึ่ง SET index แม้ว่าจะ P/E จะยืน 15.9 เท่า ดูแพงไปเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยระยะยาวที่ 4% และ ผลตอบแทนตลาดหุ้นที่คาดหวังราว 7% ต่อปี แต่เมื่อไปดูดัชนี MAI ซึ่งค่า P/E สูงถึง 30.3 เท่า นั่นก็คือ แม้แต่ภายในตลาดหุ้นไทยเองก็มี "ฟองสบู่" แฝงตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มขนาดเล็กอยู่ด้วยนั่นเอง
สรุปก็คือว่า ตลาดหุ้นโลกแม้ดูเผินๆ อาจไม่ได้แพงอะไรนักยังดูแข็งแรงดีจากมาตรการ QE แต่จะมี "ฟองสบู่" สินทรัพย์แฝงตัวอยู่เป็นจำนวนมากเกือบแทบทุกภูมิภาคของโลก และเนื่องจากดัชนีหุ้นเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ดังนั้น นี่อาจเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะหากฟองสบู่แตกตัวลงพร้อมกันทั้งหมดแล้วละก็โลกคงจะหลีกเลี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ไปได้ยาก และ เมื่อถึงเวลานั้นหากคนไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันอีกละก็ นั่นอาจถึงเวลาแห่งภาวะ "ล่มสลายหายนะ" ของจริงกันละครับ
ข้อมูล : Bloomberg 15 พ.ย.56
ดัชนี S&P 500 ได้ขึ้นมาทำจุดสูงสุดอย่างแข็งแกร่งซึ่งดัชนีนี้ใช้แทนหุ้นของอเมริกาได้อย่างดี หากมองดูที่ Bond Yield 10 ปีของอเมริกาที่ 2.7% แล้ว ผลตอบแทนของ Equity Yield ก็อาจบวกเพิ่มอีก 3% เป็น 5.7% (P/E ที่เหมาะสม คือ 17.5 เท่า) ดังนั้น P/E ระดับ 17.0 เท่า ณ ปัจจุบันของดัชนี S&P ก็ยังไม่แพงนัก อย่างไรก็ดีหากมองอีกมุมหนึ่ง โดยดัชนี Nasdaq ซึ่งมีค่า P/E สูงถึง 23.7 เท่า และ ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดเล็ก 2000 ตัวซึ่งมีค่า P/E สูงถึง 32.8 เท่า นี่อาจกล่าวได้ว่ามีฟองสบู่ที่แอบแฝงอยู่ในตลาดหุ้นของอเมริกา
เมื่อดูตลาดหุ้นยูโรป ดัชนีหุ้นเยอรมัน (DAX) มีค่า P/E 15.1 เท่า ดัชนีหุ้นฝรั่งเศส (CAC) อยู่ที่ 18.4 เท่า และ ดัชนีหุ้นอังกฤษ (FTSE) 16.6 เท่า จะเห็นว่าไม่ได้แพงเลยเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ราคาหุ้นอยู่ในระดับเหมาะสม อย่างไรก็ดีเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ไปดูที่ตลาดหุ้นยุโรปชายขอบกลุ่ม PIIIGS ค่า P/E ของดัชนีหุ้นไอร์แลนด์ ที่ 35.5 เท่า ของหุ้นสเปนที่ 56.4 เท่า หุ้นอิตาลีน่าตกใจเพราะสูงถึง 465 เท่า และยิ่งน่าตกใจกว่านั้นเพราะ P/E ของดัชนีหุ้นโปรตุเกส และ กรีซ นั้น "ไม่มี" ซึ่งหมายถึง เมื่อรวมผลกำไรของทั้งตลาดแล้ว ผลกำไรเป็น "ตัวแดง" หรือ "ขาดทุน" นั่นเอง สรุปแล้ว ราคาหุ้นในกลุ่ม PIIGS ได้ตอบสนองการคาดการณ์ว่าจะมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเร็ว อาจกล่าวได้ว่ามีการปั่นฟองสบู่แฝงอยู่ในตลาดหุ้นยุโรปอยู่เช่นกัน
เมื่อมาดูตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ BRICS ดูบ้าง ด้านหนึ่งจะเห็นว่าดัชนีหุ้นรัสเซีย (MICEX) P/E ต่ำมาก 5.9 เท่า ของจีน (CSI300) ก็ต่ำที่ 11.0 เท่า อย่างไรก็ดีเมื่อมองอีกด้านหนึ่งดัชนีหุ้นแอฟริกาใต้ (TOP40) สูงถึง 21.2 และ หุ้นของบราซิล (BOVESPA) สูงถึง 56 เท่ากันเลย นั่นหมายถึงว่า มีฟองสบู่แฝงอยู่ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา และอเมริกาใต้
สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียนั้น มองด้านหนึ่ง SET index มีค่า P/E 15.9 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นมาเลเซีย (KCLI 17.0 เท่า) ถือว่าว่าอยู่ระดับเหมาะสมกับดอกเบี้ยระยะยาวแม้จะแพงไปเล็กน้อย แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นอินเดีย (SENSEX 17.5 เท่า) อินโดนีเซีย (JCI 18.6 เท่า) ซึ่งแม้จะมีค่า P/E สูงกว่าหุ้นไทยและมาเลเซียเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อดูดอกเบี้ยระยะยาวของ 2 ประเทศนี้ซึ่งยืนที่ราว 9% แล้ว อัตราผลตอบแทนของหุ้นที่คาดหวัง (Equity Yield) ก็น่าจะยืนราว 12% ดังนั้น P/E ของตลาดหุ้นทั้ง 2 แห่งนี้ควรยืนแค่ราว 8-9 เท่าแค่นั้นเอง ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าปัจจุบันถึง 50% นี่จึงนับเป็นฟองสบู่อีกเช่นกันในตลาดหุ้นเกิดใหม่ของเอเชีย ซึ่งราคาหุ้นอาจปรับตัวลงได้อีกมาก และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นไทยได้
แล้วมาดูในตลาดหุ้นไทยเองบ้างละ มุมหนึ่ง SET index แม้ว่าจะ P/E จะยืน 15.9 เท่า ดูแพงไปเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยระยะยาวที่ 4% และ ผลตอบแทนตลาดหุ้นที่คาดหวังราว 7% ต่อปี แต่เมื่อไปดูดัชนี MAI ซึ่งค่า P/E สูงถึง 30.3 เท่า นั่นก็คือ แม้แต่ภายในตลาดหุ้นไทยเองก็มี "ฟองสบู่" แฝงตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มขนาดเล็กอยู่ด้วยนั่นเอง
สรุปก็คือว่า ตลาดหุ้นโลกแม้ดูเผินๆ อาจไม่ได้แพงอะไรนักยังดูแข็งแรงดีจากมาตรการ QE แต่จะมี "ฟองสบู่" สินทรัพย์แฝงตัวอยู่เป็นจำนวนมากเกือบแทบทุกภูมิภาคของโลก และเนื่องจากดัชนีหุ้นเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ดังนั้น นี่อาจเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะหากฟองสบู่แตกตัวลงพร้อมกันทั้งหมดแล้วละก็โลกคงจะหลีกเลี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ไปได้ยาก และ เมื่อถึงเวลานั้นหากคนไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันอีกละก็ นั่นอาจถึงเวลาแห่งภาวะ "ล่มสลายหายนะ" ของจริงกันละครับ
ข้อมูล : Bloomberg 15 พ.ย.56
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สติและอโหสิกรรม คือ คำตอบสุดท้าย
บทความนี้เขียนด้วยความมุ่งหมายอันดีต่อประเทศชาติ ไม่ได้หวังเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เพื่อให้คนไทยได้ฉุกคิดว่าจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของชาติอย่างไรกันดีก่อนจะเกิดความรุนแรง
ความขัดแย้งทางการเมืองได้มีต่อเนื่องมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2548 โดยหลายครั้งที่ความรุนแรงมากจนเสียเลือดเสียเนื้อ ประเทศไทยได้มองข้ามจุดแข็งของชาติในเรื่องหนึ่งหรือเปล่า ที่สามารถนำมาใช้เพื่อคลายปมขัดแย้งนี้ได้ สิ่งนั้นก็คือ "พุทธศาสนา" ไงครับ
แม้ว่า วุฒิสภาฯ ได้เดินหน้าคว่ำร่าง พรบ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอยไปแล้ว และ พรรคร่วมรัฐบาลได้ลงสัตยาบันจะไม่นำร่าง พรบ.นิรโทษฯ มาพิจารณาอีกก็ตาม เรื่องที่ทำนี้ก็เหมือนการดึงฟืนออกจากกองไฟ แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะดับไฟลงได้ การเดินหน้าระดมมวลชนเสื้อแดงมาชนด้วย ก็คงเหมือนการก่อไฟเพิ่มอีกกองหนึ่ง คำตอบสุดท้ายของความขัดแย้งนี้น่าจะเป็นการใช้ "น้ำ" เพื่อดับไฟแห่งความโกรธแค้นที่สุมในใจของคนไทยลงต่างหาก
แทนที่จะใช้คำว่า "นิรโทษกรรม" หรือว่า "ล้างผิด" ผมเลือกใช้คำว่า "อโหสิกรรม" แทนที่จะใช้คำว่า "ปรองดอง" หรือว่า "สมานฉันท์" ผมขอใช้คำว่า "สามัคคี" แต่นี่คงไม่ใช้แค่เปลี่ยนวาทกรรมแล้วเรื่องราวจะจบลงไปได้
หากเป็นแนวคิดของศาสนาพราหมณ์ตามมหากาพย์มหาภารตะ พระกฤษณะกล่าวว่า "รบเถิด อรชุน" เพราะถึงจะสู้รบแพ้ก็ยังได้ขึ้นสวรรค์ แต่หากเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็คงตรัสว่า "หยุดเถอะ อรชุน" เพราะไม่ว่าจะสู้รบแพ้หรือชนะ แต่การฆ่าคนหลายร้อยหลายพันคนนั้นเป็นบาปมหันต์ จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นนับได้ว่าเป็นแนวคิดคนละขั้วกันเลย และ เนื่องจากพวกเราส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ไม่ใช่ ชาวพราหมณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช่นนี้ก็ควรให้ความสนใจกับแนวคิดของ "ปางห้ามญาติ" มากกว่าแนวคิดของ "มหาภารตะ"
หลักการก็คือว่า ดึง "สติ" ของคนไทยกลับมา ใช้หลักการ "อโหสิกรรม" เพื่อทำให้ใจเย็นลง ผมขอเสนอให้จัดงาน "วันสามัคคีแห่งชาติ" อย่างเร็วที่สุด โดยในงานนี้จะมุ่งเน้นการ "แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง" เน้นประเด็นของการรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่คนไทยมีร่วมกัน ขณะที่ความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองก็สงวนเอาไว้ก่อน เป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นขออภัย-ให้อภัยกัน และเริ่มต้นความสามัคคีในชาติ
โดยพิธีก็อาจเริ่มด้วยการเชิญตัวแทนของทุกสีทุกฝ่ายเข้ามา สวดมนต์ร่วมกัน ร้องเพลงชาติร่วมกัน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกัน ฟังพระเทศน์ในเรื่องประโยชน์ของ "การอโหสิกรรมและความสามัคคี" จากนั้นก็อาจมีพิธีแขวน "เสื้อแดง หน้ากากขาว มือตบ นกหวีด" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจรัฐ มีการประกาศวาระแห่งชาติที่จะเดินหน้าร่วมกันในเรื่อง "การต่อต้านคอรัปชั่น การขจัดสิ้นยาเสพติด และ การปฏิรูปการศึกษา" เป็นต้น มีการ "ขออโหสิกรรม" ต่อชาติและประชาชนคนไทยที่ในอดีตอาจได้กระทำผิดพลาดไปบ้าง และ สุดท้ายก็อาจจัดให้มีการร้องเพลง "สามัคคีชุมนุม" ร่วมกันเพื่อเริ่มต้นสร้างความสามัคคีในชาติ
เมื่อจิตใจของคนไทยเย็นลงแล้วก็จะสามารถคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ว่าเรื่องใดควรอภัยให้กันได้ เรื่องใดให้อภัยกันไม่ได้ แล้วจึงจัดทำเป็น "พรบ.สามัคคีแห่งชาติ" ในภายหลังเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม น่าจะดีกว่าการปล่อยให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จริงไหมครับ ??
ความขัดแย้งทางการเมืองได้มีต่อเนื่องมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2548 โดยหลายครั้งที่ความรุนแรงมากจนเสียเลือดเสียเนื้อ ประเทศไทยได้มองข้ามจุดแข็งของชาติในเรื่องหนึ่งหรือเปล่า ที่สามารถนำมาใช้เพื่อคลายปมขัดแย้งนี้ได้ สิ่งนั้นก็คือ "พุทธศาสนา" ไงครับ
แม้ว่า วุฒิสภาฯ ได้เดินหน้าคว่ำร่าง พรบ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอยไปแล้ว และ พรรคร่วมรัฐบาลได้ลงสัตยาบันจะไม่นำร่าง พรบ.นิรโทษฯ มาพิจารณาอีกก็ตาม เรื่องที่ทำนี้ก็เหมือนการดึงฟืนออกจากกองไฟ แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะดับไฟลงได้ การเดินหน้าระดมมวลชนเสื้อแดงมาชนด้วย ก็คงเหมือนการก่อไฟเพิ่มอีกกองหนึ่ง คำตอบสุดท้ายของความขัดแย้งนี้น่าจะเป็นการใช้ "น้ำ" เพื่อดับไฟแห่งความโกรธแค้นที่สุมในใจของคนไทยลงต่างหาก
แทนที่จะใช้คำว่า "นิรโทษกรรม" หรือว่า "ล้างผิด" ผมเลือกใช้คำว่า "อโหสิกรรม" แทนที่จะใช้คำว่า "ปรองดอง" หรือว่า "สมานฉันท์" ผมขอใช้คำว่า "สามัคคี" แต่นี่คงไม่ใช้แค่เปลี่ยนวาทกรรมแล้วเรื่องราวจะจบลงไปได้
หากเป็นแนวคิดของศาสนาพราหมณ์ตามมหากาพย์มหาภารตะ พระกฤษณะกล่าวว่า "รบเถิด อรชุน" เพราะถึงจะสู้รบแพ้ก็ยังได้ขึ้นสวรรค์ แต่หากเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็คงตรัสว่า "หยุดเถอะ อรชุน" เพราะไม่ว่าจะสู้รบแพ้หรือชนะ แต่การฆ่าคนหลายร้อยหลายพันคนนั้นเป็นบาปมหันต์ จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นนับได้ว่าเป็นแนวคิดคนละขั้วกันเลย และ เนื่องจากพวกเราส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ไม่ใช่ ชาวพราหมณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช่นนี้ก็ควรให้ความสนใจกับแนวคิดของ "ปางห้ามญาติ" มากกว่าแนวคิดของ "มหาภารตะ"
หลักการก็คือว่า ดึง "สติ" ของคนไทยกลับมา ใช้หลักการ "อโหสิกรรม" เพื่อทำให้ใจเย็นลง ผมขอเสนอให้จัดงาน "วันสามัคคีแห่งชาติ" อย่างเร็วที่สุด โดยในงานนี้จะมุ่งเน้นการ "แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง" เน้นประเด็นของการรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่คนไทยมีร่วมกัน ขณะที่ความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองก็สงวนเอาไว้ก่อน เป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นขออภัย-ให้อภัยกัน และเริ่มต้นความสามัคคีในชาติ
โดยพิธีก็อาจเริ่มด้วยการเชิญตัวแทนของทุกสีทุกฝ่ายเข้ามา สวดมนต์ร่วมกัน ร้องเพลงชาติร่วมกัน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกัน ฟังพระเทศน์ในเรื่องประโยชน์ของ "การอโหสิกรรมและความสามัคคี" จากนั้นก็อาจมีพิธีแขวน "เสื้อแดง หน้ากากขาว มือตบ นกหวีด" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจรัฐ มีการประกาศวาระแห่งชาติที่จะเดินหน้าร่วมกันในเรื่อง "การต่อต้านคอรัปชั่น การขจัดสิ้นยาเสพติด และ การปฏิรูปการศึกษา" เป็นต้น มีการ "ขออโหสิกรรม" ต่อชาติและประชาชนคนไทยที่ในอดีตอาจได้กระทำผิดพลาดไปบ้าง และ สุดท้ายก็อาจจัดให้มีการร้องเพลง "สามัคคีชุมนุม" ร่วมกันเพื่อเริ่มต้นสร้างความสามัคคีในชาติ
เมื่อจิตใจของคนไทยเย็นลงแล้วก็จะสามารถคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ว่าเรื่องใดควรอภัยให้กันได้ เรื่องใดให้อภัยกันไม่ได้ แล้วจึงจัดทำเป็น "พรบ.สามัคคีแห่งชาติ" ในภายหลังเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม น่าจะดีกว่าการปล่อยให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จริงไหมครับ ??
วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สำนักเศรษฐศาสตร์... เพื่อชาติ
ปัจจุบันโลกมี 2 สำนักเศรษฐศาสตร์ใหญ่ๆ ก็คือ 1.สำนักเคนส์ เป็นกลุ่มที่ศรัทธาใน "นโยบายการคลัง" เน้นให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชน แนวคิดนี้เริ่มจากอังกฤษ และ แพร่เข้าไปยังอเมริกาในส่วนที่ติดกับมหาสมุทร จึงเรียกกลุ่มนี้ว่า เศรษฐศาสตร์ "น้ำเค็ม" 2.สำนักการเงินนิยม เป็นกลุ่มที่ศรัทธาใน "นโยบายการเงิน" และ ไม่เชื่อในนโยบายการคลัง โดยคิดว่ารัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมเศรษฐกิจน้อยที่สุด แนวคิดนี้เริ่มจากในอเมริกาด้านใน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชิคาโก้ เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ "น้ำจืด"
คงไม่ต้องถึงกับเรียกว่า เศรษฐศาสตร์ "น้ำกร่อย" แต่ สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก ซึ่งแปลตรงๆ จากภาษาจีนได้ว่า "เศรษฐศาสตร์ขั้นสุดยอด" ใช้แนวคิดของการยืมแรงสะท้อนแรง และ นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง ซึ่งประกอบด้วย 4 ทฤษฎีใหม่ที่หักล้างแนวคิดทฤษฎีการเงินและการคลังแบบเดิมๆ ประกอบไปด้วย "การคลังไท้เก๊ก" "การเงินไท้เก๊ก" "ปริวรรตไท้เก๊ก" และ "บำนาญไท้เก๊ก" น่าจะสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของโลกในอนาคตได้
ข้อเสนอของผมก็คือ หากนำเรื่องนี้บรรจุเข้าไปในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย น่าจะเกิดผลดีต่อ 4 ฝ่ายดังนี้
1. นักศึกษา : นักศึกษาของไทยจะมีความรู้ระดับเหนือชั้นกว่านักศึกษามหาวิทยาลับ top 10 ของโลกกันเลย นี่ดูเหมือนเรื่องที่แม้แต่ฝันยังไม่กล้าจะฝันด้วยซ้ำ แต่ลองคิดดูสิว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านั้นจะรู้จัก "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) บ้างไหมละครับ?? หากนักศึกษาไทยถึงแม้เรียนรู้เข้าใจในเรื่องนี้ได้เพียง 5 ส่วน แต่ก็ยังดีกว่านักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นที่มีความรู้ในเรื่องนี้เป็นศูนย์ นี่มิได้เรียกว่า "เหนือชั้น" กว่าหรอกหรือ ??
2. มหาวิทยาลัย : 3 ปีที่ผ่านมาจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS พบว่า จุฬาฯ อันดับแย่ลงไปราว 100 อันดับตกไปอยู่อันดับที่ 239 ของโลก หากมหาวิทยาลัยไทยได้มีการสอนในวิชาที่แทบไม่มีที่ใดในโลกจัดการเรียนการสอนกัน แต่เป็นแนวคิดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก นี่มิใช่เป็นการสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นหรอกหรือ ?? มหาวิทยาลัยที่มีสำนักเศรษฐศาสตร์ล้วนแล้วแต่ติดอันดับ top 10 ทั้งสิ้นอย่าง ฮาร์วาร์ด เคมบริดจ์ พริ้นซ์ตัน หรือ ชิคาโก้ เผลอๆ มหาวิทยาลัยไทยอาจวิ่งดีขึ้นอย่างเร็วจนติดอันดับ top 100 ก็เป็นได้
3.ประเทศไทย : หากมองย้อนหลังกลับไปหลายทศวรรษที่ผ่านมา เคยมีสักวันไหมที่ประเทศไทยจะก้าวล้ำนำหน้าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย 3 ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์
เมื่อดูด้านคมนาคม : ไทยอาจสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 สายเสร็จได้ใน 7 ปี ใช้เงินลงทุนถึง 8 แสนล้านบาท แต่นั่นก็เป็นการเดินตามหลังญี่ปุ่นถึง 55 ปี อย่างไรก็ดี ผมยังสนับสนุนให้สร้างอยู่ดี เพราะการรอไปอีก 45 ปีแล้วสร้างนั้น คนรุ่นลูกอาจไปบอกรุ่นหลานว่า "ดีใจไหมที่ไทยมีรถไฟความเร็วสูงเสียที ลงทุนไปหลายล้านล้านบาท แถมเดินตามหลังญี่ปุ่นแค่ 100 ปีเอง"
เมื่อดูด้านการสื่อสาร : การลงทุน 3G 4G อาจใช้เงินเป็นแสนล้านบาท แต่คงไม่ต้องเทียบกับญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ เพราะไทยเรายังตามหลังประเทศลาวด้วยซ้ำไป
เมื่อดูด้านการศึกษา : คงไม่ต้องไปเทียบอะไรกับ 3 ประเทศนั้น ใช้งบกระทรวงศึกษาฯ ถึงปีละ 5 แสนล้านบาทแต่ไทยยังคงเหนื่อยกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนอยู่เลย
แต่สำหรับเรื่องนี้ หากมีการบรรจุ "สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" เข้าไปในหลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์แล้วละนี่จะแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะ 3 ประเทศนั้นไม่ได้มีสำนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศตนเองเลย ตอนนี้ก็ยังคงใช้แนวคิดของสำนักเคนส์ และ สำนักการเงินนิยม กันอยู่ ดังนั้นจึงอาจแปลได้ว่า ไทยได้เดินนำหน้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์ ไปแล้วอย่างน้อยก็ 1 ก้าว โดยแทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำ น่าทึ่งไหมละครับ ??
4. โลก : เนื่องจาก "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" เป็นความรู้ใหม่ของโลกซึ่งน่าจะนำไปใช้เพื่อปลดล็อก 4 กับดักเศรษฐกิจพิษร้ายแรงของโลกคือ "กับดักเคนส์" "กับดักเงินเฟ้อ" "กับดักยูโร" และ "กับดักประกันสังคม" ได้ หากทำได้สำเร็จนี่นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ต่อโลกของเรา
ผมจึงขอเรียนเชิญท่านคณบดีเศรษฐศาตร์ และท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทยผู้มีวิสัยทัศน์ชั้นยอดมาร่วมกันสานฝันอันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยและเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน ลองติดต่อเข้ามานะครับ prawitruang@gmail.com
สุดท้ายผมขอฝากคำพูดอมตะของ สตีฟ จ็อบส์ไว้ตรงนี้ "กลุ่มคนที่บ้าพอจะเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกได้ คือพวกที่่จะทำได้จริง"
คงไม่ต้องถึงกับเรียกว่า เศรษฐศาสตร์ "น้ำกร่อย" แต่ สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก ซึ่งแปลตรงๆ จากภาษาจีนได้ว่า "เศรษฐศาสตร์ขั้นสุดยอด" ใช้แนวคิดของการยืมแรงสะท้อนแรง และ นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง ซึ่งประกอบด้วย 4 ทฤษฎีใหม่ที่หักล้างแนวคิดทฤษฎีการเงินและการคลังแบบเดิมๆ ประกอบไปด้วย "การคลังไท้เก๊ก" "การเงินไท้เก๊ก" "ปริวรรตไท้เก๊ก" และ "บำนาญไท้เก๊ก" น่าจะสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของโลกในอนาคตได้
ข้อเสนอของผมก็คือ หากนำเรื่องนี้บรรจุเข้าไปในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย น่าจะเกิดผลดีต่อ 4 ฝ่ายดังนี้
1. นักศึกษา : นักศึกษาของไทยจะมีความรู้ระดับเหนือชั้นกว่านักศึกษามหาวิทยาลับ top 10 ของโลกกันเลย นี่ดูเหมือนเรื่องที่แม้แต่ฝันยังไม่กล้าจะฝันด้วยซ้ำ แต่ลองคิดดูสิว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านั้นจะรู้จัก "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) บ้างไหมละครับ?? หากนักศึกษาไทยถึงแม้เรียนรู้เข้าใจในเรื่องนี้ได้เพียง 5 ส่วน แต่ก็ยังดีกว่านักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นที่มีความรู้ในเรื่องนี้เป็นศูนย์ นี่มิได้เรียกว่า "เหนือชั้น" กว่าหรอกหรือ ??
2. มหาวิทยาลัย : 3 ปีที่ผ่านมาจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS พบว่า จุฬาฯ อันดับแย่ลงไปราว 100 อันดับตกไปอยู่อันดับที่ 239 ของโลก หากมหาวิทยาลัยไทยได้มีการสอนในวิชาที่แทบไม่มีที่ใดในโลกจัดการเรียนการสอนกัน แต่เป็นแนวคิดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก นี่มิใช่เป็นการสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นหรอกหรือ ?? มหาวิทยาลัยที่มีสำนักเศรษฐศาสตร์ล้วนแล้วแต่ติดอันดับ top 10 ทั้งสิ้นอย่าง ฮาร์วาร์ด เคมบริดจ์ พริ้นซ์ตัน หรือ ชิคาโก้ เผลอๆ มหาวิทยาลัยไทยอาจวิ่งดีขึ้นอย่างเร็วจนติดอันดับ top 100 ก็เป็นได้
3.ประเทศไทย : หากมองย้อนหลังกลับไปหลายทศวรรษที่ผ่านมา เคยมีสักวันไหมที่ประเทศไทยจะก้าวล้ำนำหน้าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย 3 ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์
เมื่อดูด้านคมนาคม : ไทยอาจสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 สายเสร็จได้ใน 7 ปี ใช้เงินลงทุนถึง 8 แสนล้านบาท แต่นั่นก็เป็นการเดินตามหลังญี่ปุ่นถึง 55 ปี อย่างไรก็ดี ผมยังสนับสนุนให้สร้างอยู่ดี เพราะการรอไปอีก 45 ปีแล้วสร้างนั้น คนรุ่นลูกอาจไปบอกรุ่นหลานว่า "ดีใจไหมที่ไทยมีรถไฟความเร็วสูงเสียที ลงทุนไปหลายล้านล้านบาท แถมเดินตามหลังญี่ปุ่นแค่ 100 ปีเอง"
เมื่อดูด้านการสื่อสาร : การลงทุน 3G 4G อาจใช้เงินเป็นแสนล้านบาท แต่คงไม่ต้องเทียบกับญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ เพราะไทยเรายังตามหลังประเทศลาวด้วยซ้ำไป
เมื่อดูด้านการศึกษา : คงไม่ต้องไปเทียบอะไรกับ 3 ประเทศนั้น ใช้งบกระทรวงศึกษาฯ ถึงปีละ 5 แสนล้านบาทแต่ไทยยังคงเหนื่อยกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนอยู่เลย
แต่สำหรับเรื่องนี้ หากมีการบรรจุ "สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" เข้าไปในหลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์แล้วละนี่จะแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะ 3 ประเทศนั้นไม่ได้มีสำนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศตนเองเลย ตอนนี้ก็ยังคงใช้แนวคิดของสำนักเคนส์ และ สำนักการเงินนิยม กันอยู่ ดังนั้นจึงอาจแปลได้ว่า ไทยได้เดินนำหน้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์ ไปแล้วอย่างน้อยก็ 1 ก้าว โดยแทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำ น่าทึ่งไหมละครับ ??
4. โลก : เนื่องจาก "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" เป็นความรู้ใหม่ของโลกซึ่งน่าจะนำไปใช้เพื่อปลดล็อก 4 กับดักเศรษฐกิจพิษร้ายแรงของโลกคือ "กับดักเคนส์" "กับดักเงินเฟ้อ" "กับดักยูโร" และ "กับดักประกันสังคม" ได้ หากทำได้สำเร็จนี่นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ต่อโลกของเรา
ผมจึงขอเรียนเชิญท่านคณบดีเศรษฐศาตร์ และท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทยผู้มีวิสัยทัศน์ชั้นยอดมาร่วมกันสานฝันอันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยและเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน ลองติดต่อเข้ามานะครับ prawitruang@gmail.com
สุดท้ายผมขอฝากคำพูดอมตะของ สตีฟ จ็อบส์ไว้ตรงนี้ "กลุ่มคนที่บ้าพอจะเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกได้ คือพวกที่่จะทำได้จริง"
วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สมการเปลี่ยนโลกเศรษฐศาสตร์
หากเป็นวิชาฟิสิกส์แล้วละก็ คงต้องยกให้ 2 สมการนี้ที่มีอิทธิพลต่อโลกอย่างมากก็คือ 1. F = ma ของนิวตัน โดยหากไม่มีแรงมากระทำ (F=0) แล้ว วัตถุย่อมหยุดนิ่งหรือเคลื่อนด้วยความเร็วคงที่ (ความเร่ง a=0) ซึ่งนี่ก็คือ กฏของนิวตันนั่นเอง และสมการ 2. E = mc^2 ของไอน์สไตน์ ที่บอกว่า มวลสารสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานมหาศาลได้ ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบิดนิวเคลียร์ และ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
สำหรับก่อนวิกฤติในยูโรโซนก็เช่นกัน กรีซ และ สเปน มีอัตราเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศเยอรมัน และ เนเธอร์แลนด์ ดังนั้นค่าเงินควรอ่อนลงในระยะยาว แต่เมื่อทั้งหมดผูกค่าเงินด้วย "ยูโร" ระบบจึงเดินหน้าไปไม่ได้ กรีซและสเปน จึงต้องพบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากวิกฤติการคลังเป็นต้นเหตุแต่อย่างใด แต่เกิดจากใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่แย้งกับ "สมการ" นั่นเอง โดยก่อนหน้านี้ สเปน ไอร์แลนด์ นั้นมีหนี้ภาครัฐ ต่อ GDP ที่ต่ำมากอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สมการนี้ยังชี้ว่าอย่ามองโลกในแง่ดีเกินไปนักสำหรับประเทศเกิดใหม่ หากคิดว่า อินเดีย จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเยอรมัน อินโดนีเซียจะวิ่งแซงอังกฤษ ภายในไม่กี่ปีละก็ควรคิดให้ดีเสียก่อนอีกรอบเพราะว่า ประเทศที่มีเงินเฟ้อสูงอย่าง อินเดีย อินโดนีเซียนั้น สมการนี้บ่งชี้ว่าในระยะยาวแล้วค่าเงินยังคงต้องอ่อนลงไปกว่านี้ได้อีกมาก นั่นหมายถึง GDP หากคิดเป็นดอลลาร์แล้วอาจไม่วิ่งเร็ววิ่งสูงอย่างที่กระแสคาดการณ์กันมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้
ส่วนสมการ MV = PQ ของ มิลตัน ฟรีดแมนบิดาแห่งสำนักการเงินบ้างเล่า สมการชี้ประเด็นว่า หากมีการเพิ่มปริมาณเงิน (M) ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ GDP (Q) สูงขึ้น และ อัตราเงินเฟ้อ (P) สูงขึ้นด้วย แต่ว่าผมไม่คิดเช่นนั้น ผมคิดว่า M ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้การหมุนของเงิน (V) ลดลงโดยอัตโนมัติ เงินจะไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ทีเป็น stock ไม่ได้เข้าสู่เศรษฐกิจจริงที่เป็น flow มากนัก
ผมจึงเปลี่ยนสมการการเงินเป็น อัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน = อัตราการเพิ่มของ GDP + อัตราเงินเฟ้อ + อัตราการไหลเข้าสุทธิในตลาดสินทรัพย์ สมการนี้จึงเป็นตัวชี้ว่าทำไม Fed ได้เพิ่มเงินถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลล์ แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกาจึงไม่แข็งแรง เงินเฟ้อก็ต่ำ แต่ตลาดบ้าน และ ตลาดหุ้นของอเมริกากลับแข็งแกร่ง
เมื่อดูอัตราการเพิ่มของปริมาณเงิน M2 อยู่ที่ 6.5% ต่อปีของสหรัฐฯ จึงเท่ากับ การเพิ่มของ GDP (1.6%) บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อ (1.5%) ขณะที่อีก 3.4% นั้นเงินไหลสุทธิเข้าไปยังตลาดสินทรัพย์ (บ้าน และ หุ้น) จะเห็นว่าปริมาณเงินที่เพิ่มไหลเข้าไปสู่ส่วนที่เป็น stock มากกว่า flow เสียอีก ซึ่งสมการใหม่นี้จะทำให้อธิบายผลของการเปลียนแปลงปริมาณเงินได้ดีขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังได้กล่าวอีกว่า "การเมืองคือเรื่องชั่วคราว สมการสิถาวร" นั่นดูเหมือนจะเป็นจริง เพราะ สมการของนิวตันนั้นใช้มาหลายศตวรรษแล้ว และเชื่อว่าอีก 100 ปีข้างหน้า สมการของไอน์สไตน์ก็จะยังคงอยู่คู่กับโลกต่อไปอีกเป็นแน่
ถ้าหากเป็นด้านวิชาปรัชญาตะวันออกบ้างละ สมการของพระพุทธเจ้าก็อาจเป็น "ไม่ทุกข์ = ไม่สุข" หากไม่มีตัวตนเสียแล้วจะละความสุขความทุกข์ทางโลกได้ นี่คงเป็นแก่นของพุทธศาสนา ส่วนสมการของท่านเล่าจื่อเจ้าลัทธเต๋านั่นอาจเป็น "หยิน = หยาง" แล้ว สมการของท่านจางซานฟงปรมาจารย์มวยไท้เก๊กก็อาจเป็น "นิ่ง = เคลื่อน" ส่วนสมการของท่านเติ้งเสี่ยวผิง ก็คงเป็น "แมวดำ=แมวขาว" จับหนูเก่งก็ใช้ได้ เหล่านี้คือ สมการด้านปรัชญาลึกซึ้งโดยคิดย้อนแย้งกับสามัญสำนึกแต่สำคัญกับโลกมาก
แล้วถ้าเรามาเข้าเรื่องด้านเศรษฐศาสตร์กันดูบ้าง อุปสงค์ = อุปทาน คือ สมการที่เริ่มมาตั้งแต่ก่อตั้งวิชาเศรษฐศาตร์ทุนนิยมคลาสสิค โดย อดัม สมิธ เมื่อ 200 ปีก่อนและ เซย์ ก็ได้นำไปตั้งเป็น "กฏของเซย์" แต่ เคนส์ได้หักล้างสมการนี้เสียและบอกว่า บางเวลาอาจเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน หรือ อุปทานส่วนเกินได้ เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป หรือ เศรษฐกิจตกต่ำมากๆ
ยังมีสมการที่สร้างโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา เออร์วิง ฟิชเชอร์ (บิดาแห่งทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยน) ได้สร้างสมการที่เรียกว่า Fisher Effect ทีน่าสนใจมาก โดยได้ตั้งไว้ดังนี้ อัตราดอกเบี้ย = อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง + อัตราเงินเฟ้อที่คาดหวัง และ International Fisher Effect ที่เขียนไว้ว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน = ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย นั่นหมายถึง ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง ก็ควรมีอัตราดอกเบี้ยสูงด้วย และ ค่าเงินก็ควรอ่อนลงในระยะยาว
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงต้นเหตุแห่งวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้ง เช่น เตกีล่า และ ต้มยำกุ้ง โดยก่อนวิกฤตินั้น เม็กซิโก และ ไทย ล้วนมีเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอเมริกา แต่ค่าเงินเปโซ และ เงินบาทดันไปผูกกับเงินดอลลาร์ไว้ ซึ่งมันเป็นการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบแย้งสมการเต็มๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด การใช้ค่าเงินที่แข็งเกินจริงทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง และเมื่อความเชื่อมั่นถดถอย เงินทุนไหลออก ก็จำเป็นต้องลดค่าเงินลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับก่อนวิกฤติในยูโรโซนก็เช่นกัน กรีซ และ สเปน มีอัตราเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศเยอรมัน และ เนเธอร์แลนด์ ดังนั้นค่าเงินควรอ่อนลงในระยะยาว แต่เมื่อทั้งหมดผูกค่าเงินด้วย "ยูโร" ระบบจึงเดินหน้าไปไม่ได้ กรีซและสเปน จึงต้องพบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากวิกฤติการคลังเป็นต้นเหตุแต่อย่างใด แต่เกิดจากใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่แย้งกับ "สมการ" นั่นเอง โดยก่อนหน้านี้ สเปน ไอร์แลนด์ นั้นมีหนี้ภาครัฐ ต่อ GDP ที่ต่ำมากอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สมการนี้ยังชี้ว่าอย่ามองโลกในแง่ดีเกินไปนักสำหรับประเทศเกิดใหม่ หากคิดว่า อินเดีย จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเยอรมัน อินโดนีเซียจะวิ่งแซงอังกฤษ ภายในไม่กี่ปีละก็ควรคิดให้ดีเสียก่อนอีกรอบเพราะว่า ประเทศที่มีเงินเฟ้อสูงอย่าง อินเดีย อินโดนีเซียนั้น สมการนี้บ่งชี้ว่าในระยะยาวแล้วค่าเงินยังคงต้องอ่อนลงไปกว่านี้ได้อีกมาก นั่นหมายถึง GDP หากคิดเป็นดอลลาร์แล้วอาจไม่วิ่งเร็ววิ่งสูงอย่างที่กระแสคาดการณ์กันมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้
ส่วนสมการ MV = PQ ของ มิลตัน ฟรีดแมนบิดาแห่งสำนักการเงินบ้างเล่า สมการชี้ประเด็นว่า หากมีการเพิ่มปริมาณเงิน (M) ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ GDP (Q) สูงขึ้น และ อัตราเงินเฟ้อ (P) สูงขึ้นด้วย แต่ว่าผมไม่คิดเช่นนั้น ผมคิดว่า M ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้การหมุนของเงิน (V) ลดลงโดยอัตโนมัติ เงินจะไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ทีเป็น stock ไม่ได้เข้าสู่เศรษฐกิจจริงที่เป็น flow มากนัก
ผมจึงเปลี่ยนสมการการเงินเป็น อัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน = อัตราการเพิ่มของ GDP + อัตราเงินเฟ้อ + อัตราการไหลเข้าสุทธิในตลาดสินทรัพย์ สมการนี้จึงเป็นตัวชี้ว่าทำไม Fed ได้เพิ่มเงินถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลล์ แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกาจึงไม่แข็งแรง เงินเฟ้อก็ต่ำ แต่ตลาดบ้าน และ ตลาดหุ้นของอเมริกากลับแข็งแกร่ง
เมื่อดูอัตราการเพิ่มของปริมาณเงิน M2 อยู่ที่ 6.5% ต่อปีของสหรัฐฯ จึงเท่ากับ การเพิ่มของ GDP (1.6%) บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อ (1.5%) ขณะที่อีก 3.4% นั้นเงินไหลสุทธิเข้าไปยังตลาดสินทรัพย์ (บ้าน และ หุ้น) จะเห็นว่าปริมาณเงินที่เพิ่มไหลเข้าไปสู่ส่วนที่เป็น stock มากกว่า flow เสียอีก ซึ่งสมการใหม่นี้จะทำให้อธิบายผลของการเปลียนแปลงปริมาณเงินได้ดีขึ้นกว่าเดิม
และก็มาเข้าถึงประเด็นสำคัญ โดยยังจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้สร้างสมการไว้แบบนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงของ GDP = m * การเปลี่ยนแปลงของ G โดย m คือ ค่าตัวทวีการคลังซึ่งมีค่ามากกว่า 1 ดังนั้นหากรัฐทุ่มงบประมาณเข้าไปมากๆ และ เลือกโครงการที่มีค่าตัวทวีสูงๆ ก็จะเป็นผลบวกต่อศรษฐกิจได้มาก ซึ่งเรื่องนี้ยอดเยี่ยมเมื่อ 80 ปีก่อนในยุคที่เชื่อกันว่ารัฐบาลไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ ปล่อยให้กลไกตลาดของภาคเอกชนทำงานไปจะดีกว่า สมการได้เปลี่ยนมุมมองของเศรษฐศาสตร์มหภาคกันเลย
แต่ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายตั้งแต่ อเมริกา ญี่ปุ่น ยูโรโซน ล้วนแล้วแต่ติด "กับดักเคนส์" คือ ไม่ว่าจะเลือกทาง "รัดเข็มขัด" หรือ "คลายเข็มขัด" เศรษฐกิจก็ไม่เติบโตมากพอจะทันกับหนี้สินภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ หนี้ภาครัฐ ต่อ GDP ยังคงวิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
ผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ทฤษฎีเคนส์ต้องติด "กับดักเคนส์" ก็คือ "โครงสร้างประชากร" ที่เปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่งน้ำ" โดยที่รัฐต้องแบกรับภาระของผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งด้านเงินบำนาญ และ ประกันสุขภาพ ขณะที่เด็กรุ่นใหม่มีน้อยลงทำให้ประชากรที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงานน้อยลง รัฐจึงเก็บภาษีได้จากประชากรกลุ่มที่เล็กลงนั่นเอง
ผมจึงได้คิดสมการขึ้นมาใหม่บ้าง นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงของ GDP = m * การเปลี่ยนแปลงของ Gp โดยที่ Gp คือ G pension เป็นส่วนหนึ่งของ G ที่ใช้เพื่อสมทบเงินเข้ากองทุนบำนาญ และ การให้หักลดหย่อนภาษีสำหรับเงินออมบำนาญ และ m (ตัวทวี) มีค่าติดลบ นี่คือ การเปิดช่องให้ประเทศพัฒนาแล้วที่มีวิกฤติการคลัง จะสามารถรัดเข็มขัดไปพร้อมๆ กับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้
ท่านผู้นำของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมไปถึงท่านผู้นำของยูโรโซน หากได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงจะตื่นเต้นดีใจอย่างมาก เพราะ แนวทางการดูแลวิกฤติการคลังไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วยนั้นอาจอยู่ที่สมการข้างต้นนี่เอง โดยเฉพาะสหรัฐฯ นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้เจรจาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในเรื่องเพดานหนี้ได้เลย โดยแนวคิดแบบย้อนแย้งนี้จะไม่สามารถทำได้เลยในโลกเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสำนักเคนส์ หรือ สำนักนีโอคลาสสิกก็ตาม นี่มิได้เป็นการ "เปลี่ยนโลกเศรษฐศาสตร์" หรอกหรือ ??
ท่านผู้นำของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมไปถึงท่านผู้นำของยูโรโซน หากได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงจะตื่นเต้นดีใจอย่างมาก เพราะ แนวทางการดูแลวิกฤติการคลังไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วยนั้นอาจอยู่ที่สมการข้างต้นนี่เอง โดยเฉพาะสหรัฐฯ นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้เจรจาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในเรื่องเพดานหนี้ได้เลย โดยแนวคิดแบบย้อนแย้งนี้จะไม่สามารถทำได้เลยในโลกเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสำนักเคนส์ หรือ สำนักนีโอคลาสสิกก็ตาม นี่มิได้เป็นการ "เปลี่ยนโลกเศรษฐศาสตร์" หรอกหรือ ??
แล้วท่านผู้อ่านละ....มีสมการที่จะใช้เปลี่ยนโลกบ้างหรือเปล่าครับ ??
วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556
เส้นทางการหักล้างทฤษฎีเศรษฐศาสตร์
หากเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คงต้องใช้เวลานานหลายศตวรรษกว่าจะหักล้างทฤษฎีกันได้ เช่น โคเปอร์นิคัส หักล้าง ทฤษฎี "โลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล" ของปโตเลมี หรือ กาลิเลโอ หักล้างทฤษฎีของอริสโตเติล ด้วยการทดลองโยนก้อนหินที่หอเอนปิซา หรือแม้แต่ไอน์สไตน์ หักล้างทฤษฎีของนิวตันก็ตาม
แต่สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น มีความเป็น "วิทยาศาสตร์" น้อยกว่า และมีความเป็น "สังคมศาสตร์" มากกว่า ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมเสรีได้ก่อกำเนิดโดย อดัม สมิธ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์) ราว 200 ปี แต่มีการพยายามหักล้างทฤษฎีของศาสตร์นี้ในหลายรูปแบบมากมาย ตัวอย่างเช่น
คาร์ล มาร์กซ์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์) ได้พยายามชี้ประเด็นว่า ปัจจัยการผลิตทั้ง "ทุน ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ" นั้น ควรอยู่ในการดูแลของภาครัฐเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ควรปล่อยให้ภาคเอกชนจัดการ เพราะจะก่อให้เกิดเอาเปรียบจากชนชั้นนายทุนและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมาก อย่างไรก็ดี ด้วยระบบ "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" นั้้น การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ สินค้าไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เศรษฐกิจซบเซาตกต่ำ เช่นกรณีของพม่า และ เกาหลีเหนือ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน ท่านเติ้งเสี่ยวผิงได้นำเอา "ทฤษฎีแมวดำแมวขาว" โดยพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ "ทุนนิยม" แม้การเมืองจะเป็นแบบ "คอมมิวนิสต์" ก็ตาม จนทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างน่ามหัศจรรย์มาหลายสิบปี เมื่อถึงเวลานี้จึงอาจกล่าวได้ว่า "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" พ่ายแพ้แก่ "เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม" แม้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะยังคงอยู่ก็ตาม
แต่สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น มีความเป็น "วิทยาศาสตร์" น้อยกว่า และมีความเป็น "สังคมศาสตร์" มากกว่า ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมเสรีได้ก่อกำเนิดโดย อดัม สมิธ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์) ราว 200 ปี แต่มีการพยายามหักล้างทฤษฎีของศาสตร์นี้ในหลายรูปแบบมากมาย ตัวอย่างเช่น
คาร์ล มาร์กซ์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์) ได้พยายามชี้ประเด็นว่า ปัจจัยการผลิตทั้ง "ทุน ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ" นั้น ควรอยู่ในการดูแลของภาครัฐเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ควรปล่อยให้ภาคเอกชนจัดการ เพราะจะก่อให้เกิดเอาเปรียบจากชนชั้นนายทุนและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมาก อย่างไรก็ดี ด้วยระบบ "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" นั้้น การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ สินค้าไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เศรษฐกิจซบเซาตกต่ำ เช่นกรณีของพม่า และ เกาหลีเหนือ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน ท่านเติ้งเสี่ยวผิงได้นำเอา "ทฤษฎีแมวดำแมวขาว" โดยพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ "ทุนนิยม" แม้การเมืองจะเป็นแบบ "คอมมิวนิสต์" ก็ตาม จนทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างน่ามหัศจรรย์มาหลายสิบปี เมื่อถึงเวลานี้จึงอาจกล่าวได้ว่า "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" พ่ายแพ้แก่ "เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม" แม้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะยังคงอยู่ก็ตาม
และเมื่อมาถึงยุคของ อี.เอฟ.ชูมาร์กเกอร์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ) ได้มุ่งประเด็นไปที่ "การเพิ่มประสิทธิภาพการบริโภค" แทนที่ "การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต" เพื่อให้เกิดอรรถประโยชน์สูง หากทำได้สำเร็จ ก็หมายถึง การบริโภคที่น้อยลง ใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่มีความพึงพอใจสูงขึ้น แม้ว่าโลกได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติมากมาย จนผู้คนเริ่มคุ้นชินกับ "การบริโภคน้อยลง แต่มีความสุขมากขึ้น" ได้แล้วก็ตาม การเดินหน้าไปตามแนวทางนี้ อาจหมายถึง การใช้จ่ายที่น้อยลง GDP ลดลง เศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ผู้คนมีความสุขมากขึ้น สิ่งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็น "ศาสนศาสตร์" ไปมากกว่า "เศรษฐศาสตร์" ถึงแม้จะหักล้าง "ทุนนิยม" ซึ่งเป็นกระแสหลักยังไม่สำเร็จ แต่ความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนและความเสียหายของเศรษฐกิจจากความโลภที่เกินขอบเขต ก็น่าจะส่งผลให้ "เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ" ดูดีมีน้ำหนักมากขึ้นในอนาคตเป็นแน่
แล้วภายในแวดวงของ "ทุนนิยม" บ้างละ อดัม สมิธ เน้นที่คำว่า "แข่งขันเสรี" ปล่อยให้ "มือที่มองไม่เห็น" ทำงานแล้วจะทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดได้เอง แต่ จอห์น แนช (บิดาแห่งทฤษฎีเกม) ได้แทนที่ "การแข่งขัน" ด้วย "การร่วมมือ" ต่างหากที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่่ดีกว่าเป็น "win-win" ตามแนวคิดของ ทฤษฎีเกม และ ดุลยภาพแนช (Nash Equilibrium) ซึ่งเป็นไปตามเรื่องราวในภาพยนตร์ A Beautiful Mind นั่นเอง และ รางวัลโนเบลก็ดูเหมือนเป็นตัวบ่งชี้ว่าเขาได้หักล้างทฤษฎีของอดัม สมิธ จริง
ส่วน จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค) ไม่เห็นด้วยกับคำว่า "เสรี" แต่การที่รัฐบาลเข้าไป "แทรกแซง" โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำต่างหากที่จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า สิ่งนี้ได้พัฒนากลายเป็นทฤษฎีการคลัง หรือ "ทฤษฎีเคนส์" มาจนถึงปัจจุบัน โดยเคนส์ บอกว่า "ค่าตัวทวี" (multiplier) นั้นจะมากกว่า 1 หมายถึง การที่รัฐบาลใส่เงินเข้าไปจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนบริโภค และ ลงทุนตามมาด้วย
แน่นอนว่าแนวคิดแบบนี้ก็ถูกโต้แย้งโดย มิลตัน ฟรีดแมน (บิดาแห่งสำนักการเงินนิยม) ที่ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นจะไปแย่งเงินของภาคเอกชน (crowding out) ซึ่งจะทำให้สุดท้ายแล้ว "ค่าตัวทวี" จะเหลืออยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เท่านั้นเอง
โดยในกรอบทฤษฎีเคนส์นั้น G = Gc+Gi คือ การใช้จ่ายของภาครัฐนั้น มีเพื่อการบริโภค และ การลงทุนเท่านั้น โดยเคนส์เชื่อว่า เมื่อเพิ่ม G ก็ดึงให้เอกชนเพิ่มการบริโภค และ ลงทุน (C และ I) เพิ่มตามไปด้วย ขณะที่ฟรีดแมนบอกว่าการเพิ่ม G จะไปแย่งเงินเอกชนส่งผลให้ C และ I ลดลงต่างหาก
แต่สำหรับ "ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก" G = Gc+Gi+Gs+Gp ซึ่งกว้างออกไปกว่าเดิมนั้น แล้วสมการที่ยาวขึ้นนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้างละ
Gs : G stock ซึ่งหมายถึง การที่รัฐบาลนำเงินไปใช้เพื่อการเก็บสต็อกสินค้าบางอย่างที่เสื่อมค่าลงไปได้ เงินไม่หมุน และ ค่าตัวทวีจะต่ำมาก
เรื่องนี้ทำให้เข้าใจได้ว่ากรณีของการจำนำข้าว แม้รัฐบาลเพื่อไทยใช้เงินถึง 6.7 แสนล้านบาทเพื่อรับจำนำข้าว พร้อมเก็บสต็อกถึงเกือบ 20 ล้านตัน แต่ผลทางเศรษฐกิจนั้นน่าจะแค่พอๆ กับรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ใช้ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรราว 6-7 หมื่นล้านต่อปี นั่นก็เพราะว่า Gs มี "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำมากนั่นเอง
นอกจากนี้กรณีการนำเงิน 2 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อยางราว 2 แสนตันเก็บเป็นสต็อกเพื่อพยุงราคายางก็เช่นกัน จะเห็นว่าผลประโยชน์ที่ตกกับชาวสวนยางนั้นก็มีน้อยมาก
ยังรวมไปถึงโครงการ "รถยนต์คันแรก" ที่กลายเป็น สต็อกรถยนต์ มีผู้จองสิทธิแต่ไม่มารับรถก็มาก ผ่อนไม่รอดก็เยอะ ไม่ใช่การบริโภคแบบครั้งเดียวจบ แต่มีภาะที่ต้องดูแลผ่อนค่างวดไปอีกหลายปี จนลดทอนกำลังซื้อของคนชั้นกลางไปไม่น้อยเลย
ไม่เพียงแต่ "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำเพราะเงินไม่หมุนเท่านั้น แต่การเสื่อมค่าของสต็อก และ การเปิดช่องให้ทุจริตได้ก็ดูเหมือนจะทำให้นโยบายการคลังแบบ Gs ของรัฐบาลดูแย่ไปเลย
ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ Gp หรือ G pension ซึ่งหมายถึง การที่ภาครัฐส่งเงินสมทบ หรือ ให้วงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนบำนาญอย่าง กบข.ประกันสังคม RMF, LTF และ ประกันชีวิต การที่รัฐบาลใช้เงินมากขึ้น ทำให้มีการออมเข้ามาในกองทุนบำนาญมากขึ้นด้วย แม้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตแต่นั่นกลับทำให้การใช้จ่ายในปัจจุบันลดลง ค่าตัวทวีของ Gp จึงถึงขั้น "ติดลบ" ซึ่งเรื่องนี้หักล้างทฤษฎีของเคนส์ที่ว่าตัวทวีมากกว่า 1 และ ยังหักล้างแนวคิดการคลังของกลุ่มการเงินนิยมที่บอกว่าค่าตัวทวีอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 อีกด้วย
นั่นหมายถึง หากรัฐบาลรัดเข็มขัดการคลังในส่วนนี้จะกลับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่สามารถจะเป็นไปได้เลยในกรอบทฤษฎีเคนส์ ดังนั้น "การคลังไท้เก๊ก" จึงเป็นการหักล้าง "ทฤษฎีเคนส์" เต็มๆ และ เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้ประเทศซึ่งมีวิกฤติการคลังอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่นและ ยูโรโซน อาจรวมถึงประเทศไทยในอนาคตนั้น สามารถหาช่องทางที่จะ "รัดเข็มขัดการคลัง" พร้อมๆ ไปกับการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ได้ด้วย
และเนื่องจากปรมาจารย์ "เคนส์" คือ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค ดังนั้น การหักล้างทฤษฎีเคนส์ จึงอาจหมายความว่า โลกได้เวลาที่จะต้องเขียนตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคกันใหม่แล้ว คิดแบบนั้นไหมครับ ??
ส่วน จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค) ไม่เห็นด้วยกับคำว่า "เสรี" แต่การที่รัฐบาลเข้าไป "แทรกแซง" โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำต่างหากที่จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า สิ่งนี้ได้พัฒนากลายเป็นทฤษฎีการคลัง หรือ "ทฤษฎีเคนส์" มาจนถึงปัจจุบัน โดยเคนส์ บอกว่า "ค่าตัวทวี" (multiplier) นั้นจะมากกว่า 1 หมายถึง การที่รัฐบาลใส่เงินเข้าไปจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนบริโภค และ ลงทุนตามมาด้วย
แน่นอนว่าแนวคิดแบบนี้ก็ถูกโต้แย้งโดย มิลตัน ฟรีดแมน (บิดาแห่งสำนักการเงินนิยม) ที่ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นจะไปแย่งเงินของภาคเอกชน (crowding out) ซึ่งจะทำให้สุดท้ายแล้ว "ค่าตัวทวี" จะเหลืออยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เท่านั้นเอง
โดยในกรอบทฤษฎีเคนส์นั้น G = Gc+Gi คือ การใช้จ่ายของภาครัฐนั้น มีเพื่อการบริโภค และ การลงทุนเท่านั้น โดยเคนส์เชื่อว่า เมื่อเพิ่ม G ก็ดึงให้เอกชนเพิ่มการบริโภค และ ลงทุน (C และ I) เพิ่มตามไปด้วย ขณะที่ฟรีดแมนบอกว่าการเพิ่ม G จะไปแย่งเงินเอกชนส่งผลให้ C และ I ลดลงต่างหาก
แต่สำหรับ "ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก" G = Gc+Gi+Gs+Gp ซึ่งกว้างออกไปกว่าเดิมนั้น แล้วสมการที่ยาวขึ้นนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้างละ
Gs : G stock ซึ่งหมายถึง การที่รัฐบาลนำเงินไปใช้เพื่อการเก็บสต็อกสินค้าบางอย่างที่เสื่อมค่าลงไปได้ เงินไม่หมุน และ ค่าตัวทวีจะต่ำมาก
เรื่องนี้ทำให้เข้าใจได้ว่ากรณีของการจำนำข้าว แม้รัฐบาลเพื่อไทยใช้เงินถึง 6.7 แสนล้านบาทเพื่อรับจำนำข้าว พร้อมเก็บสต็อกถึงเกือบ 20 ล้านตัน แต่ผลทางเศรษฐกิจนั้นน่าจะแค่พอๆ กับรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ใช้ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรราว 6-7 หมื่นล้านต่อปี นั่นก็เพราะว่า Gs มี "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำมากนั่นเอง
นอกจากนี้กรณีการนำเงิน 2 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อยางราว 2 แสนตันเก็บเป็นสต็อกเพื่อพยุงราคายางก็เช่นกัน จะเห็นว่าผลประโยชน์ที่ตกกับชาวสวนยางนั้นก็มีน้อยมาก
ยังรวมไปถึงโครงการ "รถยนต์คันแรก" ที่กลายเป็น สต็อกรถยนต์ มีผู้จองสิทธิแต่ไม่มารับรถก็มาก ผ่อนไม่รอดก็เยอะ ไม่ใช่การบริโภคแบบครั้งเดียวจบ แต่มีภาะที่ต้องดูแลผ่อนค่างวดไปอีกหลายปี จนลดทอนกำลังซื้อของคนชั้นกลางไปไม่น้อยเลย
ไม่เพียงแต่ "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำเพราะเงินไม่หมุนเท่านั้น แต่การเสื่อมค่าของสต็อก และ การเปิดช่องให้ทุจริตได้ก็ดูเหมือนจะทำให้นโยบายการคลังแบบ Gs ของรัฐบาลดูแย่ไปเลย
ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ Gp หรือ G pension ซึ่งหมายถึง การที่ภาครัฐส่งเงินสมทบ หรือ ให้วงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนบำนาญอย่าง กบข.ประกันสังคม RMF, LTF และ ประกันชีวิต การที่รัฐบาลใช้เงินมากขึ้น ทำให้มีการออมเข้ามาในกองทุนบำนาญมากขึ้นด้วย แม้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตแต่นั่นกลับทำให้การใช้จ่ายในปัจจุบันลดลง ค่าตัวทวีของ Gp จึงถึงขั้น "ติดลบ" ซึ่งเรื่องนี้หักล้างทฤษฎีของเคนส์ที่ว่าตัวทวีมากกว่า 1 และ ยังหักล้างแนวคิดการคลังของกลุ่มการเงินนิยมที่บอกว่าค่าตัวทวีอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 อีกด้วย
นั่นหมายถึง หากรัฐบาลรัดเข็มขัดการคลังในส่วนนี้จะกลับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่สามารถจะเป็นไปได้เลยในกรอบทฤษฎีเคนส์ ดังนั้น "การคลังไท้เก๊ก" จึงเป็นการหักล้าง "ทฤษฎีเคนส์" เต็มๆ และ เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้ประเทศซึ่งมีวิกฤติการคลังอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่นและ ยูโรโซน อาจรวมถึงประเทศไทยในอนาคตนั้น สามารถหาช่องทางที่จะ "รัดเข็มขัดการคลัง" พร้อมๆ ไปกับการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ได้ด้วย
และเนื่องจากปรมาจารย์ "เคนส์" คือ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค ดังนั้น การหักล้างทฤษฎีเคนส์ จึงอาจหมายความว่า โลกได้เวลาที่จะต้องเขียนตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคกันใหม่แล้ว คิดแบบนั้นไหมครับ ??
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)