วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประชาธิปไตยไท้เก๊ก

"ประชาธิปไตยไท้เก๊ก"คืออะไร??  เรื่องนี้สรุปสั้นๆ ได้ว่า คือ ประชาธิปไตยแบบที่ ยืมพลัง "ประชามติ"  เพื่อให้อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือประชาชนที่แท้จริง  ไม่ใช่ อยู่ในมือของ นายทุนพรรค หรือ อำมาตย์ หรือว่า ผบ.เหล่าทัพ  ตามระบอบทักษิณ  ระบอบสุเทพ หรือ ระบอบรัฐประหาร

ขณะที่คนเสื้อแดง พยายามสู้เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งแบบเดิมๆ  ได้ สส.หน้าเดิมๆ เป็นไปตาม "ระบอบ ทักษิณ" ที่นายทุนพรรคสามารถสั่งการได้   ขณะที่คนเสื้อเหลือง พยายามโค่นระบอบทักษิณ และใช้ "ระบอบสุเทพ" ที่สภาประชาชนถูกคัดเลือกมาจาก คุณสุเทพและพวก

แนวทางทั้ง 2 นี้ล้วนไม่ใช่คำตอบของชาติ  เพราะว่า จากแบบสำรวจพบว่า คนเสื้อแดงในประเทศมีราว 20% คนเสื้อเหลือง 20% ขณะที่คนอีก 60% ที่เหลือนั้นเป็นคนเสื้อขาว  ดังนั้น การพยายามต่อสู้เพื่อให้ระบอบทักษิณชนะ หรือ ระบอบสุเทพชนะ ก็จะได้รับการสนับสนุนเพียงแค่ 20%  แต่ได้รับการต่อต้านถึง 80%  หรือเป็นอัตราส่วนสนับสนุน : ต่อต้านที่ 2:8  ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและไม่ใช่คำตอบของชาติ  แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือ ทางออกแบบเสื้อเขียวหรือ "ระบอบรัฐประหาร" นี่ยิ่งแล้วใหญ่  คนสนับสนุนน่าจะไม่ถึง 10% ของประชากรด้วยซ้ำ

คำตอบสุดท้าย ซึ่งผมฝันว่าวิญญาณของ อจ.ปรีดี พนมยงค์ ได้ปรบมือชื่นชมยินดีกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมากที่ได้สานต่อเจตนารมย์ของท่านในการทำให้ประชาธิปไตยของไทยนั้นกลายเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที   หลังจากล้มลุกคลุกคลานมานานถึง 82 ปี   สลับเปลี่ยนมือของอำนาจไปเรื่อยระหว่าง  อำมาตย์ ทหาร และ นายทุนพรรค  ผมคาดหวังว่าแนวคิดนี้จะได้รับการสนับสนุน : ต่อต้านราว 8:2  โดยคนเสื้อขาว+เหลืองอ่อน และ แดงอ่อน  น่าจะสนับสนุนแนวคิดนี้   ซึ่งน่าจะเป็น "ทางออกแบบเสื้อขาว" และเป็นคำตอบสุดท้ายให้กับประเทศชาติได้

แนวคิดนี้ยังคงอิงตามกรอบรัฐธรรมนูญเดิม แต่เพิ่มไปอีก 3 เรื่อง คือ 1.สส.ใหม่จะต้องทำสัตยาบันว่าจะโหวตตามผลประชามติเท่านั้้น ไม่ใช่ตามใจนายทุนพรรค   2.จะมีการทำประชามติทุกๆ 6 เดือนเป็นประจำในเรื่องสำคัญๆ  3. หากมีเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมากๆ สามารถจัดทำประชามติได้เลยเร็วที่สุด ดังนั้นหากเป็นเรื่่องไม่สำคัญ สส.ดำเนินการไปได้เลย  นี่จึงเป็นการผสมระหว่าง ประชาธิปไตยทางตรง และ ทางอ้อม เข้าด้วยกัน  เมื่อ สส.ถูกลดบทบาทอำนาจลง  กปปส.ควรเปิดทางให้เลือกตั้งได้ราบรื่นเปิดสภาฯ และจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว

สิ่งนี้จะดีกว่า "ระบอบทักษิณ" เดิมอย่างไรบ้าง  ลองมาดูกัน 3 เรื่อง

1. พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง : ระบอบทักษิณ จะเห็นว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลยกมือกันเต็มสภา  ทั้งๆที่หากใช้ระบอบไท้เก๊ก แล้วด้วยผลประชามติที่ราว 90% ของคนไทยไม่เห็นด้วย  เรื่องแบบนี้ไม่มีทางผ่านสภาผู้แทนฯ มาได้เลย

2. การไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี : ระบอบทักษิณ จะให้การไว้วางใจรัฐมนตรีทุกคนที่ดูเหมือนว่าแม้จะโกงก็ตาม เพราะ จำนวนมือของ สส.ฝ่ายรัฐบาลที่มากกว่านั่นเอง   แต่หากใช้ ระบอบไท้เก๊ก  ด้วยการยืมพลังประชามติ  รัฐมนตรีเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะกระเด็นไปจากเก้าอี้ได้ง่ายๆ

3. นโยบายเสียหายอย่างจำนำข้าว :  ระบอบทักษิณ ยังยื้อนโยบายที่ขาดทุนไปถึง 4 แสนล้านบาทมาได้ยาวนานถึง 4 ฤดูกาลผลิต  หากเป็นระบอบไท้เก๊ก  ด้วยประชามติที่ประชาชนราาว 80% คัดค้านเสียแล้ว  ก็คงขัดขวางนโยบายแบบนี้ได้ตั้งแต่ฤดูแรกแล้ว  เสียหายเพียง 1 แสนล้านบาท  ประหยัดงบความเสียหายจากการทุจริตไปได้ถึง 3 แสนล้านบาท

จาก 3 เรื่องข้างต้น  คงจะเห็นแล้วว่า "ระบอบไท้เก๊ก" นั้นดีกว่า "ระบอบทักษิณ" อย่างไร  นี่เป็นการลดบทบาทอำนาจของ สส.ลงนั่นเอง (เสื้อเหลืองมีเฮ)  ขณะที่ก็น่าจะลดบทบาทและอำนาจขององค์กรอิสระลงด้วย (เสื้อแดงมีเฮ)  ดังนั้น เป็นไปได้ว่าจะได้รับการสนับสนุนทั้งจากคนเสื้อขาว  เสื้อเหลืองอ่อน และ แดงอ่อน อย่างท่วมท้นถึง 80% ของประชากรกันเลยทีเดียว  และ ส่วนการปฏฺิรูปใดๆ ก็ให้ผ่านเสียง "ประชามติ" แล้วโหวตกันในสภาฯ ตามผลลัพธ์นั้นๆ  เรื่องก็จะเดินไปเร็วมาก

ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ท้า กำนันสุเทพ ให้ลองมาทำ "ประชามติ" กันดูไหมว่า คนไทยจะเอา สภาฯ ผู้แทนตามระบอบทักษิณ หรือว่า สภาประชาชนตามระบอบสุเทพ  กันแน่  กำนันสุเทพผู้กล้าหาญกลับไม่กล้าพอที่จะรับคำท้านี้  แต่ผมขอท้ากลับไปทั้ง 2 ฝ่ายเลยว่า เพิ่มตัวเลือก สภาไท้เก๊ก ตามระบอบไท้เก๊ก เข้าไปด้วยได้หรือไม่??  จัดทำไปพร้อมๆ กับ การเลือกตั้ง สว.ทั่วประเทศได้เลย  งบฯที่ใช้คงเพิ่มน้อยมาก ผมเชื่อว่าระบอบใหม่หรือ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" นี้จะชนะด้วยผล "ประชามติ" แน่และ การชนะนี้จะหมายถึงเป็นการชนะของประเทศไทยในการหาทางออกแบบสันติวิธีไปด้วย

สุดท้ายหากเรื่องนี้สามารถพัฒนาต่อยอดจนเป็นทางออกการเมืองของไทยได้แล้ว  คงต้องยกเครดิตความดีงามนี้ให้แก่ ท่านจางซานฟง  ปรมาจารย์มวยไท้เก๊ก  มหาบุรุษผู้ค้นพบว่า ทางออกไม่ได้มีแค่ 2 ทางแบบ "นิ่งคือนิ่ง" และ "เคลื่อนคือเคลื่อน" เท่านั้น  แต่ยังมี "เคลื่อนคือนิ่ง" และ "นิ่งคือเคลื่อน" อีกด้วยรวมเป็น 4 ทางด้วยกัน  และ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" ก็คือ การประยุกต์มาจากแนวทางนี้นั่นเอง




วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จากม็อบ "กปปส." สู่ รหัสปลดล็อก "กปปส."

กปปส.นั้นย่อมาจาก "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"  นำโดยกำนันสุเทพ และเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลรักษาการอยู่ ณ ตอนนี้นั้น  ช่างเป็นความบังเอิญเหลือเกินที่ "กปปส."นั่นเอง ที่เป็นรหัสจะนำไปสู่การปลดล็อกการเมืองประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ก.: กฎกติกา  ในเมื่อ กปปส.เรียกร้องให้รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ "ลาออก" แต่เนื่องจากทำไม่ได้เพราะ ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น   ทางเลี่ยงที่พอจะทำได้ตามกฎกติกาก็คือ "ชินวัตรควรยอมถอยเพื่อชาติ"   คุณยิ่งลักษณ์ควรประกาศ "เว้นวรรคทางการเมือง" เพื่อแลกกับ การที่ลุงกำนันสุเทพจะไม่ขัดขวางเลือกตั้ง  ไม่ปิดล้อมสถานที่ราชการ และ ยุติการชุมนุม   นี่จะเป็นการแลกกันแบบคุ้มๆ  เป็นการลงจากอำนาจ แบบเป็นไปตาม "กฎกติกา"  

ป : ประชาธิปไตย   มองจากมุมของรัฐบาลรักษาการ  การเลือกตั้งจะนำไปสู่ "ประชาธิปไตยตามหลักสากล"  อย่งไรก็ดี  สส.ในประเทศไทยนั้นจะสวมหมวก 2 ใบ คือ ใบหนึ่งคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนหมวกอีกใบหนึ่ง เป็นลูกจ้างของนายทุนพรรค  ดังนั้นนี่อาจเรียกได้ว่าเป็น "ระบอบทักษิณ" นั่นเอง

แต่หากมองจากมุมของ กปปส. ก็พบว่า  การจัดตั้งสภาประชาชน รัฐบาลประชาชน โดยคัดเลือกจากคนกลุ่มเดียวที่มีคุณสุเทพเป็นผู้นำนั้น  แม้จะอ้างว่านี่คือ "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์"  ความจริงแล้วมันคือ "ระบอบสุเทพ" นั่นเอง  

สำหรับคนเสื้อขาว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นจะไม่ชอบใจทั้ง "ระบอบทักษิณ" และ "ระบอบสุเทพ" ดังนั้น ผมได้ทุ่มเทสติปัญญาเพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" (คำแปล: สุดยอดประชาธิปไตย)  ซึ่งสิ่งนี้ก็คือ การนำเอาอำนาจที่แท้จริงกลับสู่มือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ  ส่วน สส.มีอำนาจตามรูปแบบเท่านั้น  โดยอำนาจของ สส.3 เรื่องหลัก คือ 1.เพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมาย 2.เลือกนายกฯ และ 3.ไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี    จะให้อำนาจ 3 เรื่องหลักนี้เป็นไปตาม "ประชามติ" หรือนี่คือประชาธิปไตยแบบทางตรง  ผ่านประชามติ  เพื่อให้อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริงนั่นเอง  สส.มีหน้าที่ยกมือโหวตตามผลของ "ประชามติ" เท่านั้น  ไม่ใช่ตามใจนายทุนพรรรค  นี่คือ ข่าวดีสำหรับคนเสื้อเหลือง เพราะเป็นการ "โค่นระบอบทักษิณ" และ เป็นข่าวดีสำหรับคนเสื้อแดง เพราะ เป็นการ "สกัดระบอบสุเทพ"  

ป: ปฏิรูป  ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการเป็นฝ่ายปฏิรูปประเทศไทย  อย่างไรก็ดี  จะให้มาคุยเจรจาร่วมมือกันเพื่อปฏิรูปนั้นก็คงจะยากเย็น  ผมขอเสนอแนวทางแบบ ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ  ซึ่งจะทำให้เกิดการบูรณาการของการปฏิรูปได้ในทุกภาคส่วน

ต้นน้ำ  คือ ส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย   โดยให้ฝ่าย กปปส.และ พรรคประชาธิปัตย์ที่บอกว่ามีไอเดียในการปฏิรูปมากมาย  จัดการประชุมมาหลายครั้งคงมีเรื่องดีๆ อยู่เต็มหัวแน่นอน  จัดทำแบบสอบถามเพื่อเตรียมทำประชามติทั่วประเทศ  ในการแก้ไขปัญหากฎหมายสำคัญๆ หลายเรื่องได้เลย  

กลางน้ำ คือ อ.อุดมการณ์  ซึ่งจะส่งมอบอุดรการณ์ในการทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่  ด้วยการทำ "ประชามติ"  โดยประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปกฎหมายนั่นเอง

ปลายน้ำ คือ อ.อำนาจ  โดย สส.ใหม่ที่เข้ามาซึ่งส่วนใหญ่น่าจะมาจากพรรคเพื่อไทยนั้น จะมีอำนาจในการยกมือโหวต (ตามผลประชามติ)  เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายคอร์รัปชั่น   กฎหมายผู้ว่าฯ   ปฏิรูปตำรวจ  และอื่นๆ  

ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงมีส่วนร่วมในการ "ปฏิรูปประเทศไทย"  โดยเป็นลักษณะของ ต้นน้ำ-กลางน้ำ และ ปลายน้ำ  ซึ่งหากทำดีๆ กระบวนการทั้งหมดนี้อาจทำให้สำเร็จได้อย่างเร็วภายในเวลา 6 เดือนเท่านั้นเอง

และสุดท้าย คือ ส.สันติภาพ   ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการนำพาประเทศให้ลดความขัดแย้งไปได้ นำไปสู่สันติภาพ  ให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้  เศรษฐกิจก็จะเริ่มฟิ้นตัว
ด้วยรหัส 4 ตัว กปปส. หรือ กฎกติกา  ประชาธิปไตย  ปฏิรูป และ สันติภาพ นี้เอง  น่าจะนำทางให้ประเทศสามารถแก้ไขวิกฤติการเมืองความขัดแย้งกับ กปปส.ได้  แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาแต่ละฝ่ายจะไม่ได้ที่ตนเองต้องการทั้งหมด  แต่ก็สามารถบรรลุเป้าหมายหลักๆ ของแต่ละฝ่ายไปได้สำหรับพรรคเพื่อไทยคือ   มีการเลือกตั้งราบรื่น จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว    สำหรับ กปปส. คือ สามารถโค่นระบอบทักษิณได้ และ ปฏิรูปประเทศได้   สำหรับคนไทยก็คือ กลับคืนสู่สันติภาพ และ เศรษฐกิจเดินหน้าได้  

ผมขอร้องให้แต่ละฝ่ายได้โปรดพิจารณาแนวคิดเหล่านี้ซึ่งอาจนำไปพัฒนาต่อยอด  เพื่อนำพาประเทศชาติไปสู่ทางออกแบบสันติได้โดยเร็ว   และนำมาซึ่งความสุขความเจริญของประชาชนคนไทยนะครับ  

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์888 : เศรษฐกิจไทยโตได้ 8%


ความจริงแล้ว ผมได้เตรียมยุทธศาสตร์888 นี้ไว้เพื่อโค่นพรรคขนาดยักษ์อย่าง "เพื่อไทย" ที่ได้ทรยศต่อเสียงของประชาชนในกรณี พรบ.นิรโทษกรรม  อย่างไรก็ดี  พรรคใหญ่อีกพรรคที่ไม่ลงต่อสู้ในศึกเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย  ดังนั้น ณ เวลานี้คงไม่ใช่เวลาที่จะคิดช่วยพรรคใด เพราะ การช่วยประเทศไทยต่างหากที่สำคัญ

ยุทธศาสตร์นี้คือ  8 นโยบายทางเศรษฐกิจ  ที่จะทำให้ ศก.ไทยโตได้ 8%  โดยมีขนาดใหญ่กว่านโบบายเดิมของคุณทักษิณ 8 เท่าตัว   แค่อ่านหัวเรื่องเท่านี้ท่านผู้อ่านก็คงคิดว่า "เพ้อเจ้อ" อย่างแน่นอน  แค่สถานการณ์บ้านเมืองปกติก็ยากที่จะทำได้อยู่แล้ว  ตอนนี้สถานการณ์การเมืองแตกแยกขัดแย้งกันอย่างรุนแรง  ซึ่งกระทบต่อการบริโภค การท่องเที่ยว และ การลงทุนอีกมากมายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ถ้าคิดว่าผมได้คาดหวังจากการเบิกจ่ายงบโครงสร้างพื้นฐาน พรบ.2 ล้านล้านบาท และ การบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านนะหรือ  นั่นไม่ใช่หรอกครับ  ดูเหมือนว่า2เรื่องนี้อาจจะไม่ง่ายนักเสียแล้ว  หรือหากคิดว่า ผมคาดหวังจากเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวอย่างเร็ว จนการส่งออกรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก  นั่นก็ไม่ใช่เลย

ถ้าหากจะทำให้โจทย์นี้ยากขึ้นอีกด้วยการบอกว่า  นโยบายเหล่านี้จะไม่เพิ่ม "ภาระการคลัง" ให้กับภาครัฐเลยแม้แต่น้อย  นี่จึงนับเป็นโจทย์ที่ยากอย่างยิ่งปีนี้ 8% จะทำได้อย่างไรกัน  เพราะขนาดอัดงบจำนำข้าวไปถึง 6-7 แสนล้านบาท โครงการรถยนต์คันแรกใช้เงินภาษีไปถึง 1 แสนล้าน  เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังเติบโตเพียง 3% เท่านั้นเอง  โจทย์ยากขนาดนี้เชื่อว่า ไม่เพียงแต่นักเศรษฐศาสตร์ของทั้งภาครัฐและเอกชนเท่านั้น  แม้แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจหลายท่านก็คง "งุนงง" อย่างมากว่ามันจะทำได้จริงๆ นะหรือ เราลองมาดูกันครับ  นโยบายทั้ง 8 ที่ว่านี้ก็คืออะไรกันบ้าง

1.สินเชื่อไท้เก๊ก : ด้วยการยอมให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม  สมาชิก กบข. สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ผู้ถือหน่วย RMF LTF สามารถยืมเงินผ่านแบงก์รัฐ  โดยองค์กรที่บริหารเงินบำนาญเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อได้  โดยอัตราดอกเบี้ยก็อาจกำหนดไว้ราว 9% โดย 6% จ่ายให้กับแบงก์รัฐ 2% เป็นเงินภาษีรัฐ และ 1% เป็นค่าค้ำประกัน  ดังนั้น  คาดว่าจะมีผู้ได้ประโยชน์ราว 8 ล้านคน  สร้างสินเชื่อเฉลี่ยหัวละ 8 หมื่นบาท  เป็นเงินถึง 6.4 แสนล้าน ซึ่งวงเงินนี้ใหญ่กว่ากองทุนหมู่บ้านของพรรคไทยรักไทยถึง 8 เท่าตัว   ประชาชนจากเดิมที่เคยผ่อนสินเชื่อเงินด่วนทั้งในและนอกระบบเดือนละ 3% ก็อาจเหลือแค่ 1% ของยอดสินเชื่อ ทำให้ประหยัดไปได้ 24% ต่อปีเป็นเงิน 1.5 แสนล้านบาท  ประเมินค่าตัวทวีที่ 2 เท่าจะเพิ่ม GDP ได้ 3 แสนล้านบาท  และ รัฐบาลได้ภาษีเพิ่ม 1.3 หมื่นล้าน

2. RMF-LTF ไท้เก๊ก : ลดวงเงินการหักลดหย่อนภาษีของเงิน 2 กองนี้ลงมาจาก 5 แสนบาทเหลือแค่ 1 แสนบาทต่อปี  ด้วยวิธีนี้จะทำให้เงินที่เคยไหลเข้าราว 4 หมื่นล้านต่อปีก็จะกลับไปใช้จ่ายแทนที่จะไหลเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น  ซึ่งจะไปหมุนสร้าง GDP ได้ 8 หมื่นล้านบาท  และ รัฐบาลได้ภาษีเพิ่ม 1 หมื่นล้าน

3.สลากไท้เก๊ก : หลังจากรัฐบาลได้เงินภาษีเพิ่มมาจาก 2 แหล่งข้างต้นเป็นเงินถึง 2.3 หมื่นล้าน ก็นำมาจัดทำเป็น "สลากไท้เก๊ก"  ออกเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2 พันบาท และ เลขท้าย 3 ตัวรางวัลละ 2 หมื่นบาท ทุกเดือนตามเลขท้ายบัตรประชาชนของคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งราว 48 ล้านคน  นี่จะสร้าง GDP เพิ่ม 5 หมื่นล้านบาท

4.แทนคุณไท้เก๊ก : ในระบบประกันสังคมมีเงินกองทุนเหลือถึงกว่า 1 ล้านล้านบาท  ขณะที่ผู้ประกันตนนั้นมีหลายคนที่มีภาระให้เงินแก่บิดามารดาทุกเดือน  หาก สปส.จ่ายเงินให้กับบิดามารดาผู้ประกันตนซึ่งอายุเกิน 60 ปีคนละ 1 พันบาททุกเดือน  ก็อาจดูแลได้ถึง 3 ล้านคน  ตกเป็นเงิน 3.6 หมื่นล้านต่อปี ไม่มากเลยแม้เทียบกับเงินกองทุนของระบบประกันสังคม และเรื่องนี้ไม่เป็นภาระการคลังเลยแม้แต่น้อย  แต่หมุน GDP เพิ่มได้ 7 หมื่นล้านบาท

5. เลี้ยงบุตรไท้เก๊ก : เพิ่มอายุจาก 0-6 ปี  กลายเป็น 0-12 ปี  ของผู้ประกันตน  จ่ายเดือนละ 400 บาท  ดังนั้นรัฐไม่ต้องใช้เงินเลย แต่นำเงินจากกองทุนประกันสังคมเพิ่มอีกปีละ 5 พันล้านบาท  จะหมุน GDP ได้ราว 1 หมื่นล้านบาท

6. แทรกแซงไท้เก๊ก : กำหนดให้กองทุนบำนาญทั้งหลายต้องลงทุนในสัญญาซื้อเกษตรล่วงหน้าของประเทศไทยโดยเฉพาะ ข้าว และ ยาง  เป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 5% ของสินทรัพย์  เรื่องนี้จะทำให้เกิดการแทรกแซงสินค้าเกษตรเป็นเงินถึง 2 แสนล้านบาท   ทำให้ข้าว และ ยางมีราคาดีขึ้น  โดยที่กองทุนบำนาญให้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยราว 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น  แต่เพิ่มกำลังซื้อได้ถึง 20 เท่าผ่านตลาดล่วงหน้า  เรื่องนี้น่าจะเพิ่มราคาสินค้าเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 10% ดังนั้นเป็น GDP เพิ่มราว 1 แสนล้านบาท

7. ตลาดหุ้นไท้เก๊ก : กำหนดให้กองทุนบำนาญ (ซึ่งมี 4 ล้านล้านบาท จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 15% ของสินทรัพย์  ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยพยุงตลาดหุ้นได้อย่างดี  อาจมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นได้ถึง 2 แสนล้านบาทในปี 2557 ทดแทนการขายออกของต่างชาติได้อย่างดี   อาจเพิ่ม GDP ได้อีก 1 แสนล้านบาท  

8.ข้าวกล่องไท้เก๊ก : เรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เงินภาครํฐ  แต่เนื่องจาก GDP ที่เพิ่มมา 7 รายการรวมแล้ว 7 แสนล้าน (หรือราว 6% GDP)  รัฐจึงมีรายรับจากภาษีเพิ่มขึ้นราว 1.2 แสนล้านบาท (17% ของ GDP ที่เพิ่ม)  สามารถนำมาทำโครงการนี้ได้สบายๆ คือ การทำข้าวกล่องแจก 8 แปดหมื่นหมู่บ้านๆ ละ 100 กล่องทุกวัน  หรือราวๆ 8 ล้านกล่องทุกวัน  เป็นข้าวแบบพื้นๆ เช่น ข้าวไข่เจียว ข้าวกระเพราไก่ เป็นต้น  โดยอาจแจกให้คนละ 2 กล่องทุกวัน  วิธีนี้จะช่วยคนจนโดยตรงได้ถึง 4 ล้านคนต่อวัน  ชาวบ้านก็จะประหยัดค่าอาหาร 2 กล่องไปได้ราววันละ 50 บาท หรือเดือนละ 1500 บาท  ต้นทุนในการจัดโครงการนี้น่าจะตกราว 5 หมื่นล้านบาทต่อปี  แต่ก็ช่วยลดสต็อกข้าวในโกดังลงไปได้บ้างพอสมควร  จะหมุน GDP ได้ราว 1 แสนล้านบาท

เมื่อรวมทั้ง 8 นโยบายจะเห็นว่าสามารถเพิ่ม GDP ได้ถึง  8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นราว 6.5% GDP และ เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับต่ำๆ ปกติคือ 2% ต่อปีอยู่แล้ว  ดังนั้น  เป้าหมายที่เติบโตสูงได้ถึง 8% ต่อปีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ยาก  และ ที่สำคัญก็คือ ด้วยนโยบายเหล่านี้หนี้สินภาครัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียวครับ

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วิกฤติไก่งวง : อย่าห่วงแต่การเมือง

แน่นอนว่าสำหรับประเทศไทยเวลานี้  การเมืองยังคงร้อนระอุ  การเลือกตั้ง 2 กพ.ที่ผ่านไป แม้ไม่มีเรื่องราวปะทะกันมากนัก  แต่ก็ยังมีบางส่วนโดยเฉพาะภาคใต้ที่ไม่สามารถเปิดคูหาให้ลงคะแนนได้  สรุปก็คือมีราว 89.2% ของหน่วยเลือกตั้งที่เปิดให้ลงคะแนนได้  และ 45.8% คือสัดส่วนของประชากรที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  ปัญหาก็คือ ยังคงต้องมีการเลือกตั้งซ่อมเสริม อีกหลายครั้งเพื่อให้ได้ สส.ครบตามจำนวน  และ เปิดสภา และ เลือกนายกฯ ได้ซึ่งอาจกินเวลาอีกหลายเดือน

อย่างไรก็ดี  ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้  ได้สอดแทรกเข้ามา  "วิกฤติไก่งวง"  คือ ชื่อที่ผมตั้งขึ้นเองครึ่งปีก่อนหน้าวิกฤติจริงนี้  เป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่จะเริ่มต้นจากประเทศ "ตุรกี" (อันดับ 17 ของโลก)   โดยวัดจากระดับสัญญาณเตือนภัย "Ruang Alarm" ที่มีค่าย่ำแย่ที่สุดใน 40 ประเทศใหญ่ของโลก  โดยค่านี้เกิดจากผลรวมของ ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP  3 ปีรวมเข้าด้วยกัน   ตุรกีมีค่านี้อยู่ที่ -22.4%   ซึ่งย่ำแย่พอๆ กับ ไทยในวิกฤติต้มยำกุ้ง (-21.2%)   แม้จะดีกว่า กรีซ (-44%) และ ไซปรัส (-34%) ในช่วงก่อนวิกฤติยูโรอยู่บ้างก็ตาม

แม้อาร์เจนติน่า ดูว่าจะมีปัญหาจากค่าเงินที่อ่อนลงอย่างเร็ว แต่ความจริงแล้วประเทศนี้มีค่าเงินแบบเป็น ทางการ และ ตลาดมืด ซึ่งอยู่ที่ระดับ 8 และ 13 เปโซต่อ 1 ดอลลาร์ตามลำดับ   "ตลาดมืด" นั้นปกติแล้วสะท้อนอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริง  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยหากอัตราเงินเฟ้อที่สูงระดับ 28% ของอาร์เจนตินา จะทำให้ระดับค่าเงินแบบเป็นทางการ  หากมีการผ่อนปรนค่าจำกัดในการซื้อเงินตราต่างประเทศ  จะอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ จากระดับ 8 เปโซไปใกล้เคียงกับ ระดับของ "ตลาดมืด"

ปัญหาของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จริงๆ จึงอยู่ที่ "ตุรกี" นั่นเอง ที่กังวลต่อการไหลออกของเงินทุน จึงประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย Repo แรงมากจากระดับ 4.5% ไป 10% ซึ่งเป็นระดับที่ช็อกผู้ประกอบการอย่างมาก  เพื่อรักษาเงินทุนไว้ไม่ให้ไหลออก  อย่างไรก็ดี  ประเทศตุรกี ตกอยู่ในสภาพที่ "ฟองสบู่แตก" อันเนื่องจาก กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าในช่วงมาตรการ QE จะเปลี่ยนทิศไหลออกไปอย่างเร็วเมื่อมาถึงการลด QE ลง (อาจเทียบเคียงได้กับ BIBF ของไทยช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง)  และ นักลงทุนก็ไม่เชื่อมั่นอยู่ดีเนื่องจาก ปัญหาเรื่องของคดีคอร์รัปชั่น รวมถึง ปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเรื้อรัง   ดัชนีตลาดหุ้น และ ค่าเงิน Lira ยังคงดิ่งลงต่อเนื่อง   โอกาสที่เชื้อโรคนี้จะแพร่กระจายไปยังตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ อย่าง BRICS นั้นมีไม่น้อยเลย และ ประเทศไทยเองย่อมหลีกหนีปัญหานี้ไม่พ้นเช่นกัน

ดังนั้นตอนนี้ไทยเราจึงมีปัญหาทั้ง "วิกฤติม็อบนกหวีด" และ "วิกฤติไก่งวง" เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติทับกันอยู่ ต่อจากนี้ผมจะนำเสนอแผนเพื่อสยบทั้ง 2 วิกฤตินี้   โดยผมเริ่มจากข้อเสนอให้รีบเร่งแก้ไขวิกฤติการเมืองไปก่อนเลย  ด้วยแผน "อรหันต์ไท้เก๊ก" ซึ่งมีกุญแจ 3 ดอก ดังนี้

1. นิมนต์ "พระสงฆ์" ชื่อดังของไทย 9 รูปมาเป็น "คนกลาง" เทศนาธรรมถ่ายทอดสด  เพื่อสลายความขัดแย้งรุนแรงของในประเทศไทย

2. "เริ่มต้น" ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง (ซ่อมเสริม) :  อันที่จริง กปปส.ก็ได้เริ่มเดินหน้าไปแล้ว  ด้วยการจัดทำแบบสอบถามเกี่ยวกับ "ประชามติ"  เราจะทำ "ประชามติ" กันทั่วประเทศ  เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายสำคัญๆ ในหลายเรื่อง  อาจถามว่า  โทษของคดีคอร์รัปชั่นควรทำอย่างไร?  ผู้ว่าฯ ควรมาจากการเลือกตั้งไหม? ตำรวจควรขึ้นกับใคร?   สภาประชาชน หรือว่า สภาผู้แทนฯ ดีกว่ากัน?   นี่จะเป็น "ประชาธิปไตยทางตรง" เพราะ สส.ใหม่จะมีหน้าที่แค่ยกมือตามเสียงของ "ประชามติ" เท่านั้น   ไม่ใช่  ยกมือตามคำสั่งนายทุนพรรค  ดังนั้น กปปส.น่าจะพอใจในเรื่องนี้

3.โค่นระบอบทักษิณ :  คุณยิ่งลักษณ์ควรออกมาทำ "ข้อเสนอชินวัตร" โดยสัญญาว่าจะยอมถอยเพื่อชาติ  หมายถึง  "ชินวัตรและญาติ" จะขอเว้นวรรคทางการเมืองตลอดอายุสภาฯ  หาก คุณสุเทพและพวก  ไม่คัดค้านขัดขวางการเลือกตั้ง และ ยอมสลายม็อบนกหวีดไป   การเลือกนายกฯ อาจใช้วิธี "ประชามติ" ว่าจะเลือกจาก สส.ท่านใดดี  แล้วให้ สส.ยกมือโหวตตามนั้น

ขณะที่ทั่วโลกกำลังจับจ้องวิธีการสลายความขัดแย้งของประเทศไทยอยู่นั้น  ก้าวย่างสำคัญของคุณยิ่งลักษณ์นี้  อาจหมายถึง การยอมสละ "อำนาจ" ที่พึงจะได้รับตามระบอบ  เพื่อแลกกับ 2 สิ่งที่สำคัญกว่า คือ "ประชาธิปไตย" และ "สันติภาพ" ของประเทศไทย  ไม่แน่ว่าความหวังของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพก็อาจอยู่ไม่ไกล

ด้วยกุญแจ 3 ดอกนี้   จะเป็นผลดีต่อทั้ง 4 ฝ่าย ดังนี้คือ
1. ชินวัตร : เลือกตั้งราบรื่น  ได้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว  ได้แสดงความใจกว้าง และ ได้ลุ้นโนเบลสันติภาพ
2. กปปส. :ได้ "เริ่มต้น" ปฏฺิรูปก่อนเลือกตั้ง (ซ่อมเสริม)  และ ได้โค่นระบอบทักษิณ (ยกแรก)
3. คนไทยและประเทศไทย : ได้ประชาธิปไตยทางตรง  ได้ปฏิรูป   ได้สันติสุขความปรองดองกลับคืนมา
4. โลก : ได้ท่องเที่ยว  ลงทุน และ ค้าขายกับไทยอย่างสบายใจดังเดิม

สำหรับแผนในการรับมือ "วิกฤติไก่งวง" ซึ่งเป็นวิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกนั้น ผมมีแผนที่จะได้เขียนในบทความหน้าที่มีชื่อว่า "ยุทธศาสตร์888" ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ 8% โดยหนี้ภาครัฐไม่เพิ่มเลย  แทนที่จะเติบโตราว 3% หรือต่ำกว่าตามที่หลายๆ ฝ่ายได้คาดกันไว้  แน่นอนว่า  นักเศรษฐศาสตร์เกือบทั้งประเทศจะต้องงแน่ๆ  เพราะหลักเศรษฐศาสตร์ธรรมดานั้นจะทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้  แต่ "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" ทำได้สบายมากครับ

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

อรหันต์ไท้เก๊ก : ปลดล็อกการเมืองไทยภาค 2

หลังจากได้นำเสนอแนวความคิด "กุญแจไท้เก๊ก" เพื่อปลดล็อกการเมืองไทยไปแล้ว  ปรากฏว่าคงยังไม่โดนใจทั้ง 2 ฝ่าย  จึงไม่สามารถผ่าทางตันทางการเมืองไปได้  ผมจึงเสี่ยงขอเสนอรอบ 2 มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนเพื่อให้โอกาสจะได้รับการตอบรับจากทั้งฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ในปัจจุบันของรัฐบาลรักษาการ และ กปปส.มีสูงขึ้น

สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มมีความรุนแรงยิ่งขึ้น  หลังจากมีระเบิดเกิดขึ้นที่ ถ.บรรทัดทอง และ อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีคนตาย  และ บาดเจ็บจำนวนมาก  ประเทศจำเป็นต้องเร่งรีบหาทางออกโดยด่วน และ เนื่องจาก "ไท้เก๊ก" คือ แนวคิดที่แตกจากธรรมดา 2 ทางเป็น 4 ทาง  เราจึงอาจพบทางออกได้แบบนี้
โดยเริ่มจาก "คนกลาง" ก่อน แบบธรรมดามี 2 ทาง

1. จากสถาบันวิชาการ : นี่คือ "ฝ่ายบุ๋น" โดยนักวิชาการจากสำนักต่างๆ พยายามเสนอทางออก  อย่างไรก็ดี  ขณะที่รัฐบาลต้องการเลือกตั้ง 2 กพ. และ ปฺฏิรูปหลังเลือกตั้ง   ขณะที่ กปปส.ต้องการเลื่อนเลื่อนตั้งไปโดยต้องมีการปฏฺิรูปก่อน  จึงยังหาคำตอบที่โดนใจทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้   และในปัจจุบันก็มีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนจนถึงกับต้องถามกันว่า  นักวิชาการ "สีไหน" จะมาช่วยได้

2. จากสถาบันความมั่นคง : นี่คือ "ฝ่ายบู๊"  หรือ ทหารนั่นเองครับ  เนื่องจากมีอำนาจกำลังทหารอยู่ในมือ จึงมีอำนาจการต่อรองสูง  อาจกล่าวได้ว่ากำลังเล่นบท "ลิโป้"  ในกรณีห้ามทัพ เล่าปี่ กับ อ้วนสุด คือ หากใครล้ำเส้นสร้างความรุนแรงขึ้นก่อน  กองทัพพร้อมจะไปยืนอยู่อีกฝ่าย

3-4 จึงเป็นคนกลางที่ไม่ธรรมดานะครับ
3. สถาบันพระมหากษัตริย์ : เป็นพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงท่านเป็นอย่างสูง  ซึ่งคนไทยรวมไปถึงชาวต่างชาติล้วนซาบซึ้งประทับใจในบทบาท และ พระราชดำรัสในห้วงวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตยุค ตุลาวิปโยค 2516 และ พฤษภาทมิฬ 2535

4. สถาบันศาสนา : อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่า "พุทธศาสนา" คือจุดแข็งของประเทศไทย แต่อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยแทบไม่ได้ใช้จุดแข็งนี้เพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองอย่างจริงจังเลย   แนวคิดตรงนี้ข้อเสนอของผมก็คือ "ยืมพลัง" ความดีของศาสนานะครับ   เชิญพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง 7 รูป  ผู้นำศาสนาคริสต์ 1 ท่าน  และ ผู้นำศาสนาอิสลาม 1 ท่าน  รวมเป็น 9 ท่าน มาเทศน์ หรือ ให้ข้อคิดกับคนไทยในธรรมะที่่ลดความเกลียดชัง  ลดความรุนแรง  ลดความขัดแย้ง  มีเมตตากรุณาต่อกัน  โดยประโยคสุดท้ายอาจเป็น  "อาตมาขอบิณฑบาตความขัดแย้ง ความรุนแรงในชาติเถอะ"  ประมาณนั้นละครับ

อย่างไรก็ดีด้วยเหตุผลเพียงนี้จะให้สลายม็อบนกหวีดไปง่ายๆ โดยไม่มีอะไรติดมือ และ ไปเลือกตั้งกันวันที่ 2 กพ. นั่นคงไม่ใช่ทางออกที่สมบูรณ์นัก  แนวคิดผ่าทางตันอย่างหนึ่ง คือ "หากเลื่อนเลือกตั้ง 3 เดือน ปฏิรูปเล็กน้อย  แล้วให้ กปปส.สลายม็อบ" แต่ก็ไม่ได้มีรับการตอบรับจากฝ่าย กปปส. ทางที่ดีกว่าก็คือ แนวคิดแบบไท้เก๊ก  ด้วยการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมซึ่งรัฐบาลรักษาการพอใจ และ ทำให้ กปปส.พอใจให้ได้ด้วย  โดยสิ่งที่ กปปส.เรียกร้องนั้นแบ่งเป็น 2 อย่างคือ

1. ปฏิรูปก่อน : รัฐบาลรักษาการควรจัดให้เลย  ด้วยการมอบหมายให้ กปปส. และ พรรค ปชป. เป็นผู้นำในการเดินหน้าปฏิรูปไปเลย  ด้วยการจัดทำรูปแบบสอบถามของ "ประชามติ"  ว่าจะปฏิรูปอะไรบ้าง เช่น  ระดับโทษและอายุความของการคอร์รัปปชั่น   โทษของการซื้อสิทธิขายเสียง   ผู้ว่าฯ ควรมาจากเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง   ควรเก็บภาษีทรัพย์สินไหม  ถ้ากล้าๆ หน่อยก็คือประชาชนจะเอาสภาคนดี (สภาประชาชน) ไหม??  ให้เวลาไปเลย 1-2 เดือน ทำออกมาให้สำเร็จ นี่คือเรื่องสำคัญเพราะ เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปนั่นเอง   ผลลัพธ์ของ "ประชามติ" ที่ประชาชนได้ใช้อำนาจของตนเองเลือกแล้วนั้น  จะถูกส่งต่อให้กับ สส.ใหม่ (ส่วนใหญ่น่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย)  ซึ่งได้ทำ "สัตยาบัน" ไว้แล้วว่าจะโหวตตามผล "ประชามติ"  แม้จะขัดกับผลประโยชน์ส่วนตนของ สส.ก็ตาม  และนี่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้และ ปฏิรูปในทางที่ดีขึ้นได้

2.โค่นระบอบทักษิณ : รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ควรออกมาทำ "เทียบเชิญชินวัตร" ซึ่งหมายถึง การส่งเทียบเชิญไปยังคนไทยทั้งประเทศให้มาโหวตกัน  ว่าจะเอา (เลือกพรรคเพือไทย) หรือไม่เอา (เลือกพรรคอื่นๆ รวม โหวตโน)  "ระบอบทักษิณ" กันแน่  หากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนน้อยกว่าที่เหลือทั้งหมดจะถือว่า "ระบอบทักษิณ" แพ้  ดังนั้น  "ชินวัตรและญาติ" ขอยอมถอยเพื่อชาติ  จะไม่รับตำแหน่งนายกฯ และ รัฐมนตรีใดๆ ตลอดอายุสภาใหม่

ผลลัพธ์การเลือกตั้งครั้งก่อน 2554 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 47.0%  (คะแนนทั้งหมดรวมโหวตโน)  ขณะที่มีกระแสคนเสื้อแดงอุดมการณ์คงไม่เลือกพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้  ดังนั้น หากประเมินคร่าวๆ  กปปส. น่าจะชนะเป็นต่อราว  3 : 1  โอกาสโค่นระบอบทักษิณในยกแรกก็ไม่ไกลแล้ว  ไปรณรงค์เลือก "โหวตโน" จะมีคุณค่ากว่าการชัตดาวน์ กทม.  มีคุณค่ากว่าการขัดขวางการเลือกตั้ง หรือ ไม่ไปเลือกตั้งเอาเลย  เพราะ 1 คะแนนเสียงที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นจะมีน้ำหนักในการ "โค่นระบอบทักษิณ" ได้ด้วย

ผมเชื่อว่านี่จะเป็น หนทางปลดล็อกการเมืองที่เหมาะสมสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้อย่างราบรื่น  ซึ่งจะทำให้เกิด win-win-win-win ถึง 4 ฝ่าย

1. รัฐบาลรักษาการได้เลือกตั้งตามแผนเดิม และ พรรคเพื่อไทยยังคงได้อำนาจนิติบัญญัติ และ บริหาร
2. กปปส. จะได้เป็นผู้นำการปฏิรูป และ ยังได้โค่น "ระบอบทักษิณ"  ระดับหนึ่งด้วย
3. คนไทยทั้งชาติได้เลือกตั้งอย่างราบรื่น  สังคมกลับมาสู่สันติภาพ  เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว
4. สำหรับโลกที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย ได้ท่องเที่ยว  ค้าขาย และ ลงทุนกับประเทศไทยได้อย่างสบายใจ  โล่งใจ  โดยเฉพาะในภูมิภาค AEC นี้

ผมขอร้องวิงวอนแทนคนไทยส่วนใหญ่  เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ win-win แต่เป็น win-win-win-win  ขอให้ทั้งรัฐบาลรักษาการ และ กปปส.ได้โปรดพิจารณาข้อเสนอนี้ด้วยครับ


วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

ปฏิรูปไท้เก๊ก

มีการพูดถึงคำว่า "ปฏิรูป" กันอย่างมากมาย และทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปในหลายๆ ด้าน  และ "ปฏิรูปไท้เก๊ก" คือ ทฤษฎีใหม่ที่ผมคิดค้นขึ้นมา แปลตามความหมายจากภาษาจีนก็คือ สุดยอดการปฏิรูป นั่นเอง

ผมคิดว่าในการ "ปฏิรูป" ระดับประเทศนั้นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ 4 อ.ซึ่งจะต้องครบถ้วนถึงจะทำให้เดินหน้าบรรลุผลได้ ก็คือ
1.ไอเดีย : จะปฏิรูปอะไรและมีวิธีการอย่างไรบ้าง
2.อุดมการณ์ : มีความตั้งใจจริงที่จะทำให้ดีขึ้น ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักไม่ใช่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง  และอยู่ในกรอบกติกาประชาธิปไตยโดยไม่รุนแรง
3.อำนาจ : อำนาจนิติบัญญัติ และ บริหาร เพื่อเปลี่ยนแปลงกฏหมาย หรือ การกำหนดนโยบายต่างๆ
4.อุปสรรค : การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จแบบขาดคุณธรรม  การค้านสุดตัวอย่างไม่ดูเหตุผล  การใช้มวลชนแบบผิดกติกา  รวมไปถึง องค์กรอิสระบางองค์กรนั้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปได้

และแน่นอนแนวคิดแบบ "ไท้เก๊ก" ก็จะแตกออกเป็น 4 กรณี จากมีแค่ 2 แบบ "นิ่งคือนิ่ง"  "เคลื่อนคือเคลือน"  โดยเพิ่ม "นิ่งคือเคลื่อน" และ "เคลื่อนคือนิ่ง"  เข้าไปด้วย  สำหรับ "ปฏิรูปไท้เก๊ก" ก็คือ

1. กลุ่มที่ไม่มีไอเดีย และ อุดมการณ์ และ ไม่มีอำนาจด้วย : นี่คือกลุ่มชาวบ้านทั่วไป
2. กลุ่มที่มีไอเดียและอุดมการณ์  แต่ไม่มีอำนาจ : นี่คือ กลุ่มนักวิชาการ และ ข้าราชการบางส่วน
3. กลุ่มที่ไม่มีไอเดียและอุดมการณ์  แต่มีอำนาจ : นี่คือ กลุ่มนักการเมืองส่วนใหญ่
4. กลุ่มที่มีทั้งไอเดีย อุดมการณ์ และ อำนาจ : กลุ่มนี้น่าสนับสนุนที่สุดให้ทำการปฏิรูปประเทศ  อาจเรียกว่าเป็น "นักวิชาการเมือง"  ซึ่งเป็นการรวม "นักวิชาการ" และ "นักการเมือง" เข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ดี  การทำให้ชาติเสียหายได้อย่างมากนั้นอาจเป็น กลุ่มที่มีอำนาจ มีไอเดีย แต่ไม่มีอุดมการณ์  เช่น "นโยบายจำนำข้าวทุกเม็ดในราคาสูงลิ่ว"  ด้วยการออกนโยบายแบบนี้  บวกกับ ไอเดียบรรเจิดในการเปิดช่องให้ทุจริตหลายๆ ทาง  เมื่อไม่มีอุดมการณ์ก็หมายถึง ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ แต่ไปคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเสียมากกว่า   ประเทศชาติจึงเสียหายจากนโยบายแบบนี้ได้ถึงหลายแสนล้านบาท

ดังนั้น หลังจากได้ไอเดียการปฏิรูป  ซึ่งก็ทำกันมาหลายครั้งหลายคนแล้ว  การเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อไป  จึงมีอยู่ 2 ทางเลือก คือ

1. บีบให้ผู้มีอำนาจ (สส. และ รัฐมนตรี) ต้องกลับมามีอุดมการณ์ด้วยประชามติหรือนโยบายพรรค :  เช่น การลงประชามติในเรื่องสำคัญอย่าง ภาษีทรัพย์สิน หรือ การเพิ่มโทษทุจริตคอร์รัปชั่น  นั้นเชื่อได้ว่าน่าจะได้คะแนนเกิน 80% ของการลงคะแนนทั้งประเทศเป็นแน่ อย่างไรก็ดี เรื่องพวกนี้มีการขัดแย้งผลประโยชน์กับ สส.ในสภาฯ  โดยตรง  ดังนั้น สส.จึงไม่ได้ทำตัวให้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง  แต่การมี "ประชามติ" จะเป็นการบีบให้ สส.จำเป็นจะต้องยกมือเป็นตัวแทนประชาชนอย่างมีอุดมการณ์  หรือแม้แต่ในศึกเลือกตั้งที่นโยบายพรรค  กลายมาเป็นสวัสดิการสังคมเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถูกผลักดันออกมาเป็นการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ  เช่น "โครงการบัตรทอง 30 บาท"  เป็นต้น

2. เอาอำนาจตำแหน่ง ไปส่งมอบให้ผู้ที่มีไอเดียและอุดมการณ์ : เลือกเอาคนดีคนเก่งขึ้นสู่อำนาจนั่นเอง  ก็น่าจะทำให้การปฏิรูปเดินหน้าไปได้อย่างดี  แต่ก็ควรต้องอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยด้วย  การคัดกรองคุณภาพ สส. และ รัฐมนตรี จะช่วยในเรื่องนี้ได้

ดังนั้นก็ขอสรุปจบตรงนี้ว่า  หากจะเดินหน้าปฏฺิรูปก็ให้คำนึงถึง 4อ.ให้ดี  ทำองค์ประกอบ 3อ. แรกให้ครบ จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลยนั่นคือ  "ไอเดีย"  "อุดมการณ์" และ "อำนาจ"  นอกจากนี้ พยายามลดทอน "อุปสรรค" ที่ขัดขวางการปฏิรูปให้เหลือน้อยที่สุด


วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

กุญแจไท้เก๊ก : ปลดล็อกการเมืองไทย

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยได้มีช่องทางในการปลดล็อกทางการเมือง  ซึ่งเวลาก็เหลือน้อยเต็มี  ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้ว คือ รัฐบาลรักษาการ และ กปปส.  ฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป  ขณะที่ฝ่ายหลังต้องการให้มีปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง  ผมในฐานะ "คนเสื้อขาว" ขอเสี่ยงเสนอทางออกปลดล็อกให้กับการเมืองไทย

"ไท้เก๊ก" คือ การสร้างสภาพแบบ "นิ่งคือเคลื่อน" และ "เคลื่อนคือนิ่ง" ซึ่งดูเหมือนทำสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นได้   หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กพ. ฝ่ายรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทยจะพอใจ   แต่หากรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ลาออก และ เลื่อนวันเลือกตั้งไปสัก 1 ปี  ฝ่าย กปปส.นำโดยคุณสุเทพก็จะพอใจ  แนวคิดแบบ "ฟินิกซ์ไท้เก๊ก"  ก็คือ การลากเส้นทแยงมุมแบบย้อนแย้งไป  จึงได้คำตอบแบบผ่าทางตันว่า  เราจะต้องหาวิธีซึ่งจะมีการเลือกตั้งตามหมายกำหนดการเดิม 2 กพ.โดยที่ทำให้ฝ่าย กปปส.พอใจให้ได้

แล้วจะทำอย่างไรละ ??  ข้อเสนอของ "กุญแจไท้เก๊ก" ก็คือ คุณยิ่งลักษณ์ควรออกมาทำ "สัญญาชินวัตร" ว่า  หากมีการเลือกตั้งแล้วคะแนนของพรรคเพื่อไทย  ได้น้อยกว่าที่เหลือ (พรรคอื่นๆ รวมกับ vote no)  นั่นแสดงถึงว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เอา "ระบอบทักษิณ" แล้ว  ดังนั้น ตระกูลชินวัตรและญาติ  (ชินวัตร ดามาพงษ์ และ วงศ์สวัสดิ์)  ขอยอมแพ้และจะขอเว้นวรรคทางการเมืองตลอดอายุสภา  โดยแลกกับการเลิกชุมนุมม็อบนกหวีด และ การไม่ขัดขวางการเลือกตั้งอีกต่อไป  

ข้อดีสำหรับทางออกปลดล็อกนี้จะเป็นการ win-win-win ทั้ง 3 ฝ่าย คือ

1. ฝ่ายทักษิณและพรรคเพื่อไทย win : พรรคเพื่อไทยน่าจะชนะเลือกตั้งเป็นแน่ ยังได้กุมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ และ บริหารต่อไปได้  โดยอาจให้ รองฯพงษ์เทพ หรือ รองฯ ประชา  รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  เพื่อบริหารรัฐบาลโดยเน้นการปฏิรูปเป็นหลักเป็นเวลา 1-2 ปี 

2. ฝ่าย กปปส. และ พรรค ปชป. win : โอกาสที่จะโค่น "ระบอบทักษิณ" ผ่านการเลือกตั้งมีสูงเลย เพราะ การเลือกตั้งครั้งก่อนนั้น พรรคเพือไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 48.4%  ขณะที่กระแสคนเสื้อแดงอุดมการณ์จะไม่เลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นก็มีสูง  

3. ฝ่ายประชาชนคนไทยและชาติไทย win : บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข  ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ทุกฝ่ายไปสู้กันที่ศึกเลือกตั้ง  ไม่ได้ลุ้นว่าพรรคใดจะชนะ  แต่ลุ้นว่า "ระบอบทักษิณ" จะชนะหรือแพ้ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้  โดยฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อ "พิทักษ์ระบอบทักษิณ" อีกฝ่ายสู้เพื่อ "โค่นระบอบทักษิณ"  

หากมองที่รัฐบาล ทางเลือกนี้น่าสนใจ เพราะ หากยื้อๆ ไปเหมือนในปัจจุบัน สถานการณ์ก็เสี่ยงต่อความรุนแรงที่สูงขึ้นจนอาจนองเลือดกันได้  และสุดท้ายทหารอาจเข้าแทรกแซงจนถึงขั้นรัฐประหาร   ดังนั้น "กุญแจไท้เก๊ก" น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  

สำหรับ กปปส.นั้น เมื่อเทียบกับทางเลือก "ปิดกรุงเทพฯ" แล้ว  จะสร้างความเดือดร้อนให้กับคน กทม.ไปทั่ว ซึ่งทำให้ กปปส.ถูกเกลียชังอย่างหนัก  และจะทำให้ฐานเสียงมวลชนลดลงไปได้อีกมาก  โอกาสชนะก็ยังริบหรี่   ทางเลือกกลางๆ อย่าง "กุญแจไท้เก๊ก" น่าจะเป็นทางออกทางลงที่ดีกว่า  ด้วยการประกาศชัยชนะ แล้วสลายม็อบไปรณรงค์ "โหวตโน" เพื่อโค่น "ระบอบทักษิณ" น่าจะดูดีมีคุณค่ายิ่งกว่า

ผมอยากจะวิงวอนขอร้องทั้ง 2 ฝายแทนคนไทยทั้งชาติให้ถอยคนละครึ่งก้าว  เพื่อเห็นแก่ประโยชน์สุขของชาติบ้านเมือง  หนทางปลดล็อกแบบคนเสื้อขาวอย่าง "กุญแจไท้เก๊ก" นี้  โปรดช่วยนำไปพิจารณาด้วยเถอะครับ