การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 4 วิธีดังนี้
1. รับจำนำ : อย่างกรณีของข้าว ณ ปัจจุบัน ซึ่งการจำนำด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก ตันละ 1.5 หมื่นบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนหลายแสนล้านบาท และ มีภาระในการระบายสต๊อกข้าวที่เริ่มเสื่อมสภาพอีกด้วย
2. ประกันราคา : อย่างกรณีของยางแผ่นรมควันที่รัฐบาลเคยสัญญาประกันราคาที่ 90 บาท ขณะที่ชาวสวนยางบางคนก็พอใจ บางคนก็เรียกร้องที่ 95 บาท โดยรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างของราคาให้
3. ชดเชยรายได้ : รัฐบาลได้พยายามเสนอให้จ่ายเงินชดเชยปัจจัยการผลิตให้ 2520 บาทต่อไร่ให้กับชาวสวนยาง ไม่เกิน 25 ไร่ ใช้งบราว 2.1 หมื่นล้าน
4. แทรกแซงตลาดจริง : เช่น ที่ผ่านมาได้ซื้อยางเข้าแทรกแซงตลาดราว 2 หมื่นล้านบาท ได้สต๊อกยาง 2 แสนตันแต่สต๊อกก็มีมูลค่าลดลงเสื่อมค่าลง และ ไม่สามารถพยุงราคาตลาดได้เมื่อจำเป็นต้องระบายสต๊อกออกไป
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด เหล่านี้ล้วนเป็นโมเดลแบบ "ขาดทุนก็คือกำไร" นั่นหมายถึง รัฐบาลยอมขาดทุนเพื่อสร้างกำไรให้กับเกษตรกรทั้งชาวนาชาวสวนนั่นเอง มันจะมีวิธีใหม่ๆ บ้างหรือไม่ เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามเราก็อาจได้คำตอบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นั่นก็คือโมเดลแบบ "กำไรก็คือกำไร" ซึ่งหมายถึงว่า ทั้งรัฐบาลก็มีกำไร และ เกษตรกรก็มีกำไรด้วย แต่มันจะเป็นไปได้ละหรือ ??
กรอบแนวคิดใหม่นี้ก็คือ "แทรกแซงไท้เก๊ก" (คำแปลจากภาษาจีน : สุดยอดการแทรกแซง) ซึ่งเป็น 1 ใน 18 กระบวนท่าของ "การคลังไท้เก๊ก" โดยใช้แนวคิด "ในนิ่งมีเคลือน" และ "สี่ตำลึงปาดพันชั่ง" ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาสำคัญของ "มวยไท้เก๊ก" นั่นเอง คือ ใช้แรงที่น้อยเพื่อยกตลาดขนาดใหญ่มากขึ้นไปได้
ด้วยการจัดตั้ง "กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านตลาดล่วงหน้า" โดยควรเริ่มต้นจากสินค้าเกษตรที่เป็นปัญหา "ยางพารา" ก่อนเลย โดยอาจวางเงินทุนเริ่มต้น 5 พันล้านบาท ด้วยวิธีการแทรกแซงผ่านตลาดล่วงหน้าจะมีข้อดีกว่าการแทรกแซงตลาดแบบเดิมๆ 2 เรื่อง คือ
1. สามารถเพิ่มกำลังซื้อได้ถึง 20 เท่า เช่น กรณีของยาง วางเงินค้ำประกัน 5 พันล้าน จะสามารถแทรกแซงตลาดยางได้ถึง 1 แสนล้านบาท หรือกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตส่วนเกินของยางธรรมชาติที่ประเมินไว้ราว 5 แสนตันต่อปีเสียอีก ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าน่าจะดันราคายางแผ่นรมควันให้ถึง 100 บาทต่อ กก. ได้ไม่ยากนัก ซึ่งนั่นก็จะเป็นระดับราคาที่ชาวสวนยางพอใจ
2. ไม่ต้องเก็บสต๊อกยางจริง : สัญญาซื้อล่วงหน้าจะเป็น "สต๊อกเสมือน" จะสามารถถือไปได้เรื่อยๆ ด้วยการต่อสัญญาแบบ roll over ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเสื่อมคุณภาพของสต๊อก ซึ่งจะต้องถูกบีบให้รีบขายออกมาเมื่อเก็บเกิน 1 ปีเหมือนกรณีสต๊อกข้าว และ ยาง ของรัฐบาลในปัจจุบัน
หากเรื่องนี้เป็นไปตามแผนก็คือ รัฐบาลจะมีผลกำไรจากงานนี้ด้วย เพราะ ไล่ซื้อไปจากราคาต่ำๆ ไปสู่ระดับสูงๆ กว่า 100 บาทต่อ กก.ได้ ขณะที่ชาวสวนยางก็พอใจกับระดับราคานั้นรายได้อาจสูงขึ้น 25% หรือเพิ่มขึ้น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปีกันเลย โดยรัฐบาลก็ไม่ต้องเสียงบฯ 2.1 หมื่นล้านตามแผนเดิม ความจริงแล้วรัฐบาลไทยอาจไม่ต้องซื้อแทรกแซงถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะ เพียงแค่ประกาศว่ารัฐบาลไทยจะแทรกแซงในตลาดล่วงหน้าถึง 1 ล้านตัน และเป็นสต๊อกเสมือนที่จะเก็บไว้นานเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อข่าวแบบนี้ออกไปก็จะมีคนเข้ามาช่วยรัฐบาลไทยซื้อยางจำนวนมากอยู่แล้ว
แต่สำหรับ "ข้าว" นั้นเป็นสินค้าเกษตรที่ท้าทายยิ่งกว่าและเรื่องราวอาจยากกว่าหน่อย เพราะ มีการผลิตข้าวเจ้าทั่วโลกถึง 450 ล้านตันต่อไป ขณะที่ไทยผลิตอยู่ราว 20 ล้านตันเท่านั้น ส่วนข้าวที่เหลือเพื่อทำการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ 8% ของการผลิตรวม ดังนั้น หากจะแทรกแซงจริงๆ อาจต้องทำถึง 10 ล้านตันขึ้นไปหรือราว 1.5 แสนล้านบาทแต่ด้วยนี่เป็นการแทรกแซงผ่านตลาดล่วงหน้า รัฐบาลก็ใส่เงินค้ำประกันแค่ 7.5 พันล้านบาทเท่านั้นเองเพื่อแทรกแซงตลาดข้าวได้ถึง 10 ล้านตัน โดยไม่ต้องเก็บสต๊อกจริงด้วย จะเห็นว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่าใช้เพื่อจำนำข้าวในปัจจุบันลิบลับ
หากสามารถทำแล้วได้ผลดี สิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือ "ยืมพลัง" ทั้งจากภาคประชาชนด้วยการออก "กองทุนรวมสินค้าเกษตรไทย" แบบประหยัดภาษีได้คล้าย LTF, RMF ก็อาจระดมเงินมาได้ราว 1 หมื่นล้าน ทั้งยังอาจ "ยืมพลัง" จากกองทุนบำนาญ โดยอาจกำหนดให้ 1% ของสินทรัพย์ต้องมาลงทุนในสต๊อกสินค้าเกษตรไทยก็เป็นเงินถึง 3.5 หมื่นล้านบาท รวมกัน 2 แหล่งเมื่อคูณด้วยกำลังซื้อ 20 เท่าก็จะสามารถซื้อสต๊อกสินค้าเกษตรไทย (ข้าว ยาง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด มัน และอื่นๆ ) เป็นสินทรัพย์ได้ถึง 9 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
หากแค่นั้นยังไม่สะใจพอ เนื่องจากการพยุงราคาข้าวและยางนั้นจะเป็นผลดีทางรายได้ของชาวนา ในอินเดีย และ เวียดนาม รวมถึง ชาวสวนยาง ของ อินโดนีเซีย และ มาเลเซียด้วย ดังนั้น ควร "ยืมพลัง" ของประเทศคู่แข่งในการขายข้าว และ คู่แข่งในการขายยาง ให้มาร่วมมือในการทำแบบเดียวกัน พลังก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จะส่งผลให้ภูมิภาคนี้สามารถกำหนดทิศทางราคาตลาดโลกได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ด้วยกระบวนการเหล่านี้ จะมีข้อดีทั้ง 4 ด้านเลยก็คือ 1. รัฐบาลไม่ขาดทุนแถมมีกำไรติดไม้ติดมือ ไม่ต้องระบายสต๊อกที่เน่าเสีย แถมไม่ต้องรับมือกับม็อบภาคเกษตรอีกต่อไป 2. ชาวนาชาวสวนพอใจกับราคาที่สูงและมีรายได้ที่สูงขึ้น 3. เป็นการช่วยสร้างธุรกรรมให้ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า AFET 4. ปิดช่องการทุจริตคอรัปชั่นการรั่วไหลของงบประมาณ
หากกรอบแนวคิดใหม่นี้ได้ถูกนำไปใช้และสำเร็จโดยดีนั่นหมายถึง ประเทศไทยจะประหยัดงบประมาณในการอุดหนุนภาคเกษตรที่ปกติแล้วต้องจ่ายถึงกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีไปได้สบายๆ เกษตรกรได้ราคาที่สูงจนน่าพอใจ นอกจากนี้ยังปิดช่องทางทุจริตสำหรับกลุ่มคนที่เล่นกลโกงกับเงินทอนของงบประมาณรั่วไหลอีกด้วย นี่อาจเป็นการเปลี่ยนโมเดลของไทยในรอบหลายสิบปีจาก "ขาดทุนก็คือกำไร" มาเป็น "กำไรก็คือกำไร" ประหยัดเงินรัฐบาลไปแสนล้าน และเกษตรกรกำไรเพิ่มขึ้นอีกแสนล้าน เมื่อเห็นตัวเลขผลประโยชน์ที่สูงขึ้นของชาติแบบนี้แล้ว ผมอดที่จะตื่นเต้นไปกับแนวคิดใหม่นี้ไม่ได้ แล้วท่านผู้อ่านละครับ ??
เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-econ.) คือ แนวคิดที่ใช้กฎ 3 ข้อของไท้เก๊กมาช่วย ด้วยการ "รักษาสมดุล" "ยืมพลังสะท้อนพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง" ซึ่งจะช่วยปรับปรุงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันที่้บกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556
แก้ไขม็อบยาง บางทีง่ายกว่าที่คิด
ม็อบยางที่ปิดทั้งถนน และ รถไฟ เพราะ ราคายางแผ่นดิบ และ รมควัน ตกต่ำนั้น ทำให้ชาวสวนยางจำนวนมากเดือดร้อน จนต้องชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ
การแก้ไขอาจไม่ง่ายนัก เพราะ ราคายางอิงกับตลาดโลก และ รัฐบาลก็แทรกแซงได้แล้วด้วยงบราว 2 หมื่นล้าน ได้ยางมา 2 แสนตันเก็บไปเป็นสต๊อกที่ยากจะขายออกไป และ เมื่ออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งในการขายยางของไทย ประสบกับปัญหาค่าเงินตกต่ำเนื่องจากเงินไหลออก ก็ทำให้ราคายางซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญนั้นก็ตกต่ำตามค่าเงิน
รัฐบาลพยายามช่วยเหลือด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้ 1.2 พันบาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ หรืออาจถึง 25 ไร่ก็เป็นได้ นอกจากนี้ก็มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับโรงงานยาง แต่ก็มีเกษตรกรอีกหลายกลุ่มยังไม่พอใจในเรื่องนี้เพราะต้องการราคาที่สูงมากกว่า และ อาจก่อม็อบใหญ่ปิดถนนสายเอเชียทุกทิศทางทั้งสายเหนือ อีสาน และ ใต้ หรือทั้งประเทศ อาจก่อให้เกิดปัญหาการขนส่งสินค้า และ การเดินทางให้เป็นอัมพาตได้ในวันที่ 3 กย.ที่จะถึงนี้
ทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่านี้จะมีหรือไม่ ?? เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก แนะนำให้ใช้วิธี "ยืมพลัง" ด้วยการให้รัฐบาลออกกฎเพื่อให้กองทุนบำนาญ ซึ่งประกอบไปด้วย สปส. กบข. กสล. และ ประกันชีวิต รวมสินทรัพย์แล้วราว 3.5 ล้านล้านบาท ต้องลงทุนในสัญญาซื้อล่วงหน้าของยางแผ่นรมควัน ไม่ต่ำกว่า 1% ก่อนสิ้นปีนี้ และ ไม่ต่ำกว่า 2% ก่อนกลางปีหน้า แล้วปล่อยให้กลไกของตลาดล่วงหน้าทำงานไปกระทบต่อตลาดจริงอีกที ด้วยวิธีนี้เราจะได้ดีมานด์ยางแบบพิเศษเพิ่มมาอีก 7 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว
เท่านั้นยังไม่พอ เรายังควร "ยืมพลัง" จากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกยางรายใหญ่ ซึ่งก็คือ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย อีกด้วย ด้วยการเสนอแนะให้พวกเขาทำแบบเดียวกัน ด้วยวงเงินที่พอๆ กับไทย ซึ่ง 2 ประเทศนี้ก็มีกองทุนบำนาญขนาดใหญ่อยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้น รวม 3 ประเทศแล้วก็น่าจะได้เงินผลักดันราคายางเป็นมูลค่าสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท หรือยางรมควัน 2.1 ล้านตัน (กก.ละ 100 บาท) ซึ่งดูจากตัวเลขแล้วเป็นยอดที่ใหญ่มากๆ เมื่อดูจากยอดส่งออกยางของประเทศไทยที่ตกราว 2.5 ล้านตันต่อปี
แล้วสมาชิกกองทุนบำนาญเหล่านี้จะโวยวายหรือไม่ ?? แม้การลงทุนจะเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของสินทรัพย์เงินออม ไม่น่าจะมีผลอะไรนักต่อสมาชิกแต่ละคน แต่ก็อาจมีบางคนที่ไม่พอใจก็เป็นได้ว่าทำไมต้องมาแบกรับภาระของชาวสวนยางด้วย รัฐบาลก็อาจเพิ่มเงื่อนไข "รับประกันขาดทุน" ให้กับกองทุนบำนาญเข้าไปด้วย ซึ่งหากขาดทุนจริงๆ รัฐบาลจะชดเชยเงินส่วนต่างให้เลย อันที่จริงแล้วก็ไม่่น่าจะขาดทุนแต่อย่างใด เพราะ ไล่ซื้อตั้งแต่ราคา 75 บาทต่อกก. ไปเรื่อยๆ จนถึง 100 บาทต่อ กก. ราคาเฉลี่ยย่อมต่ำกว่าราคาเป้าหมายสุดท้ายเป็นแน่อยู่แล้ว
ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่อง win-win-win คือ ชาวสวนยางได้ขายยางที่ราคาดีอาจถึง 100 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ กองทุนบำนาญก็ได้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศ เป็นการช่วยเหลือชาติไปด้วย พร้อมๆ กับสินทรัพย์ (ยาง) นั้นซื้อได้ถูกมีกำไรด้วย แถมรัฐบาลยังรับประกันการขาดทุนให้อีกต่างหาก สำหรับรัฐบาลแล้วก็ดีในแง่ที่ไม่ต้องใช้เงินตนเองเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้ประโยชน์จากการ "ยืมพลัง" กองทุนบำนาญ
ในเมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่มีใครเสียประโยชน์ (ยกเว้นผู้ซื้ออย่าง จีน และ ญี่ปุ่น) จะมามัวรออะไรอยู่อีกละครับ..... รีบเร่งพิจารณาในรายละเอียด แล้วรีบประกาศออกไปเพื่อให้ชาวสวนยางได้อุ่นใจว่า มีเงิน 2 แสนล้านพร้อมเข้าแทรกแซงราคายางให้สูงกว่านี้อีกมาก จะได้ตัดสินใจยกเลิกการชุมนุมกันไปเสีย หากราคาไม่ได้ตามที่หวังค่อยมาคุยกันใหม่รอบหน้าครับ
การแก้ไขอาจไม่ง่ายนัก เพราะ ราคายางอิงกับตลาดโลก และ รัฐบาลก็แทรกแซงได้แล้วด้วยงบราว 2 หมื่นล้าน ได้ยางมา 2 แสนตันเก็บไปเป็นสต๊อกที่ยากจะขายออกไป และ เมื่ออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งในการขายยางของไทย ประสบกับปัญหาค่าเงินตกต่ำเนื่องจากเงินไหลออก ก็ทำให้ราคายางซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญนั้นก็ตกต่ำตามค่าเงิน
รัฐบาลพยายามช่วยเหลือด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้ 1.2 พันบาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ หรืออาจถึง 25 ไร่ก็เป็นได้ นอกจากนี้ก็มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับโรงงานยาง แต่ก็มีเกษตรกรอีกหลายกลุ่มยังไม่พอใจในเรื่องนี้เพราะต้องการราคาที่สูงมากกว่า และ อาจก่อม็อบใหญ่ปิดถนนสายเอเชียทุกทิศทางทั้งสายเหนือ อีสาน และ ใต้ หรือทั้งประเทศ อาจก่อให้เกิดปัญหาการขนส่งสินค้า และ การเดินทางให้เป็นอัมพาตได้ในวันที่ 3 กย.ที่จะถึงนี้
ทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่านี้จะมีหรือไม่ ?? เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก แนะนำให้ใช้วิธี "ยืมพลัง" ด้วยการให้รัฐบาลออกกฎเพื่อให้กองทุนบำนาญ ซึ่งประกอบไปด้วย สปส. กบข. กสล. และ ประกันชีวิต รวมสินทรัพย์แล้วราว 3.5 ล้านล้านบาท ต้องลงทุนในสัญญาซื้อล่วงหน้าของยางแผ่นรมควัน ไม่ต่ำกว่า 1% ก่อนสิ้นปีนี้ และ ไม่ต่ำกว่า 2% ก่อนกลางปีหน้า แล้วปล่อยให้กลไกของตลาดล่วงหน้าทำงานไปกระทบต่อตลาดจริงอีกที ด้วยวิธีนี้เราจะได้ดีมานด์ยางแบบพิเศษเพิ่มมาอีก 7 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว
เท่านั้นยังไม่พอ เรายังควร "ยืมพลัง" จากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกยางรายใหญ่ ซึ่งก็คือ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย อีกด้วย ด้วยการเสนอแนะให้พวกเขาทำแบบเดียวกัน ด้วยวงเงินที่พอๆ กับไทย ซึ่ง 2 ประเทศนี้ก็มีกองทุนบำนาญขนาดใหญ่อยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้น รวม 3 ประเทศแล้วก็น่าจะได้เงินผลักดันราคายางเป็นมูลค่าสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท หรือยางรมควัน 2.1 ล้านตัน (กก.ละ 100 บาท) ซึ่งดูจากตัวเลขแล้วเป็นยอดที่ใหญ่มากๆ เมื่อดูจากยอดส่งออกยางของประเทศไทยที่ตกราว 2.5 ล้านตันต่อปี
แล้วสมาชิกกองทุนบำนาญเหล่านี้จะโวยวายหรือไม่ ?? แม้การลงทุนจะเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของสินทรัพย์เงินออม ไม่น่าจะมีผลอะไรนักต่อสมาชิกแต่ละคน แต่ก็อาจมีบางคนที่ไม่พอใจก็เป็นได้ว่าทำไมต้องมาแบกรับภาระของชาวสวนยางด้วย รัฐบาลก็อาจเพิ่มเงื่อนไข "รับประกันขาดทุน" ให้กับกองทุนบำนาญเข้าไปด้วย ซึ่งหากขาดทุนจริงๆ รัฐบาลจะชดเชยเงินส่วนต่างให้เลย อันที่จริงแล้วก็ไม่่น่าจะขาดทุนแต่อย่างใด เพราะ ไล่ซื้อตั้งแต่ราคา 75 บาทต่อกก. ไปเรื่อยๆ จนถึง 100 บาทต่อ กก. ราคาเฉลี่ยย่อมต่ำกว่าราคาเป้าหมายสุดท้ายเป็นแน่อยู่แล้ว
ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่อง win-win-win คือ ชาวสวนยางได้ขายยางที่ราคาดีอาจถึง 100 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ กองทุนบำนาญก็ได้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศ เป็นการช่วยเหลือชาติไปด้วย พร้อมๆ กับสินทรัพย์ (ยาง) นั้นซื้อได้ถูกมีกำไรด้วย แถมรัฐบาลยังรับประกันการขาดทุนให้อีกต่างหาก สำหรับรัฐบาลแล้วก็ดีในแง่ที่ไม่ต้องใช้เงินตนเองเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้ประโยชน์จากการ "ยืมพลัง" กองทุนบำนาญ
ในเมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่มีใครเสียประโยชน์ (ยกเว้นผู้ซื้ออย่าง จีน และ ญี่ปุ่น) จะมามัวรออะไรอยู่อีกละครับ..... รีบเร่งพิจารณาในรายละเอียด แล้วรีบประกาศออกไปเพื่อให้ชาวสวนยางได้อุ่นใจว่า มีเงิน 2 แสนล้านพร้อมเข้าแทรกแซงราคายางให้สูงกว่านี้อีกมาก จะได้ตัดสินใจยกเลิกการชุมนุมกันไปเสีย หากราคาไม่ได้ตามที่หวังค่อยมาคุยกันใหม่รอบหน้าครับ
วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
เศรษฐศาสตร์ไตรภาค
บทความนี้ผมจะได้กล่าวถึง "เศรษฐศาสตร์ไตรภาค" หรือเศรษฐศาสตร์ซึ่งมี 3 ภาค ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นก้าวที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย
1. ภาคก่อวิกฤติ : นี่คือเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เป็นเศรษฐศาสตร์พลังหยาง เน้นการ เติบโต-คึกคัก-ร้อนแรง สร้างความโลภเกินพอดี สร้างฟองสบู่ให้แตกจนเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด แม้มีความพยายามที่จะแก้ไขวิกฤติของภาคเอกชน อย่างวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ด้วยการอัดฉีดเงินภาครัฐเข้าไปมากๆ โดยอเมริกาขาดดุลการคลังตั้งแต่ปี 2009-2012 นั้นเป็นสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 12.1% 10.7% 10.1% และ 8.5% ตามลำดับซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากและตัวเลขหนี้ภาครัฐต่อ GDP นั้นก็วิ่งสูงกว่า 100% ไปแล้ว ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีตัวเลขขาดดุลการคลัง 4 ปีแบบเดียวกันที่ 8.8% 8.7% 9.1% และ 9.2% ตามลำดับขณะที่หนี้ภาครัฐ ต่อ GDP วิ่งสูงกว่า 220%
เมื่อมาดูประเทศในยูโรโซนที่พยายามจะ "รัดเข็มขัด" ดูบ้าง ก็พบว่าประเทศอย่างกรีซ และ สเปน ถึงขั้นเศรษฐกิจถดถอยด้วยการพยายามรัดเข็มขัดการคลัง อย่างไรก็ดี พบว่า ตัวเลขจริงของการขาดดุลการคลังในปี 2012 ก็คือ 10.0% และ 10.6% GDP ตามลำดับ นั่นเรียกว่า "ปฏิทรรศน์ของการรัดเข็มขัด" (paradox of austerity) ซึ่งหมายถึงว่า การพยายามรัดเข็มขัดการคลัง จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลจึงมีรายได้ลดลง ขณะที่ต้องมีภาระด้านประกันสังคมเพื่อช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น พร้อมๆ กับการอัดฉีดเงินเพิ่มทุนเข้าภาคธนาคารอีกด้วย จึงทำให้ผลลัพธ์นั้นออกมาในทิศทางแย้งกับที่ตั้งใจ คือ การขาดดุลการคลังยังสูงมาก และ หนี้สินต่อ GDP ก็คงยังวิ่งสูงต่อไป จึงเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ต่างจากการทุ่มเงินภาครัฐแบบอเมริกา หรือ ญีปุ่น นี่เรียกได้ว่าเป็น "กับดักเคนส์" คือไม่ว่าเลือกทางใดก็ติดกับดักอยู่ดี
เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรมาก ธนาคารกลางก็พิมพ์แบงก์เพิ่มเข้ามาเป็นผู้ช่วยซื้อเพื่อหวังมิให้ดอกเบี้ยที่ออกมานั้นสูงจนเกินไป ทำให้สินทรัพย์ของเฟดโป่งพองไปสูงกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ผ่านมาตรการ QE ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดทุนมหาศาลหากต้องมีการ "ลด" หรือ "เลิก" มาตรการ QE ก็อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ดีดกลับขึ้นไปสูงมาก ทำให้พันธบัตรที่ถือครองเป็นสินทรัพย์นั้นเสื่อมค่าลง จะเห็นได้ว่าการพยายามแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ จึงเป็นเสมือน "ลิงแก้แห" ที่จะส่งผลให้เกิด "วิกฤติการคลัง" ของภาครัฐ และ "วิกฤติการเงิน" ของธนาคารกลางตามมาได้อีกด้วย ยังไม่นับการรวมไปถึง "วิกฤติภาวะโลกร้อน" อีกต่างหาก
2. ภาคป้องกันวิกฤติ : เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ นี่คือเศรษฐศาสตร์พลังหยิน มุ่งเน้น นิ่ง-สงบ-เย็น จะสามารถช่วยป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ดี แต่อาจทำให้เศรษฐกิจโตช้าเกินไป เติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ เมื่อเดินหน้าช้าๆ โอกาสเกิดอุบัติเหตุย่อมน้อยกว่าการวิ่งอย่างเร็วๆ โดยเฉพาะในช่วงทางโค้งอันตราย เศรษฐศาสตร์ในภาคนี้จะควบคุมความโลภไม่ให้เกินขอบเขตที่จะทำให้ไปถึงขั้นฟองสบู่แตก อาจบรรจุเรื่องราวของ ดินน้ำลมไฟและขยะ เป็น "เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม" เรื่องราวของพลังงานฟอสซิลและพลังงานทดแทนเป็น "เศรษฐศาสตร์พลังงาน" ใส่เรื่องราวของ พืชและสัตว์ เป็น "เศรษฐศาสตร์การเกษตร" รวมไปถึง เรื่องราวของคนกลายเป็น "เศรษฐศาสตร์แรงงาน" เข้าไปด้วย แทนที่จะมุ่งเน้นแต่เรื่องของ "เงิน" และ "สินค้า" ตามแนวเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทุนนิยมเดิมๆ
3. ภาคพิชิตวิกฤติ : เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ซึ่งอาจแปลตรงๆ จากภาษาจีนเป็น "เศรษฐศาสตร์ไร้เทียมทาน" นี่เป็นเศรษฐศาสตร์พลังหยินหยาง ใช้หลักการรักษาสมดุล ยืมแรงสะท้อนแรง นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง โดยไม่ใช้วิธีแบบเดิมๆ เช่น "การคลังไท้เก๊ก" นั้นรัฐบาลจะสามารถรัดเข็มขัดการคลังไปพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยการยืมพลังจากแหล่งอื่นๆ แทนที่จะอัดเงินงบประมาณลงไปตรงๆ
หากมีการบรรจุภาค 2 และ 3 เข้าไปเป็นหลักสูตรของนักเรียนชั้นมัธยม เด็กมัธยมโดยเฉลี่ยของไทยก็น่าจะมีความรู้ในด้านเศรษฐศาสตร์ที่เหนือว่า เด็กมัธยมของประเทศอื่นๆ เพราะว่าพวกเขาเรียนกันแค่ภาคแรกภาคเดียว ขณะที่ไทยจะเรียนถึง 3 ภาค หากการปฏิรูปการศึกษา คือ การพยายามทำให้เด็กไทยได้มีความรู้เพื่อตามให้ทันเพื่อนบ้านแล้วละก็ นี่ไม่ใช่แค่การปฏฺิรูปการศึกษา แต่เป็น "ปฏิวัติการศึกษา" เพราะจะทำให้เด็กมัธยมไทยมีความรู้เหนือล้ำกว่าชาติอื่นๆ ในโลกกันเลยทีเดียว แน่นอนว่าเป็นเฉพาะแค่วิชาเดียว ส่วนวิชาคณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์นั้นหนทางคงอีกยาวไกล
อย่างไรก็ดี นี่อาจนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเดินสู่การเป็นผู้นำความรู้เศรษฐศาสตร์ของโลก และ ยังอาจเป็นก้าวย่างแรกที่สำคัญต่อการปฏิวัติการศึกษาไทยอีกด้วย แต่ความฝันอันงดงามยิ่งใหญ่นี้ก็ยากจะเป็นจริง หากไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของท่านผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ
อย่างไรก็ดี นี่อาจนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเดินสู่การเป็นผู้นำความรู้เศรษฐศาสตร์ของโลก และ ยังอาจเป็นก้าวย่างแรกที่สำคัญต่อการปฏิวัติการศึกษาไทยอีกด้วย แต่ความฝันอันงดงามยิ่งใหญ่นี้ก็ยากจะเป็นจริง หากไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของท่านผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ปากีสถาน....งานเข้าเอเชีย
ปากีสถาน คือ ประเทศที่ขนาดของเศรษฐกิจใหญ่กว่าครึงหนึ่งของประเทศไทยเล็กน้อยอยู่ที่ 211 พันล้านดอลลาร์ แต่มีพลเมืองมากถึง 180 ล้านคน หรือเกือบๆ 3 เท่าของประเทศไทย โดยอยู่ติดกับเพื่อนบ้าน คือ ประเทศอินเดีย ซึ่งมีขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าถึง 9 เท่าตัว
ข่าวก็คือ IMF และ ปากีสถานได้มีข้อตกลงที่ IMF จะปล่อยเงินกู้ 5.3 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ปากีสถานมีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ป้องกันวิกฤติดุลบัญชีชำระเงิน โดยเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศนั้นร่อยหรอลงมากกว่า 40% ในช่วงเวลา 1 ปีที่่ผ่านมาเหลือเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ หรือ เหลือไม่ถึง 2 เดือนของการนำเข้า
ทั้งๆที่ ปากีสถาน มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 2% GDP เท่านั้น ประเทศนี้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ จึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ แน่นอนว่าปัญหาสะสมมาตั้งแต่ปี 2008 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์แล้ว โดย IMF ได้เคยปล่อยกู้ให้ปากีสถานหลายครั้งรวมถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ได้หยุดไปในปี 2011 เพราะ ปากีสถานไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลขาดดุลการคลัง การปล่อยกู้รอบใหม่ให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ก็คงมีบางส่วนเพื่อให้ ปากีสถานสามารถมีเงินไปชำระหนี้เก่่าของ IMF ด้วยนั่นเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ ปากีสถาน จะต้องรัดเข็มขัดการคลังอย่างจริงจัง
เมื่อมาดูการคลังของ "ปากีสถาน" ดูบ้าง ก็พบว่า หนี้สินภาครัฐต่อ GDP ยืนที่ 50.4% เท่านั้นเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในยูโรโซน แต่เมื่อมาดู "ดัชนีเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Index) ดูบ้าง ประเทศปากีสถานมีบอนด์ยีลด์ 10 ปีนั้นสูงถึง 12.0% นั่นหมายถึงว่า ค่า Ruang Index สูงถึง 6.0% กันเลย ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงทางการคลังมากๆ เมื่อเทียบกับ ญี่ปุ่นซึ่งแม้มีหนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงถึง 230% แต่มีบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่ 0.86% จึงได้ค่า Ruang Index เพียงแค่ 2.0% จึงอาจกล่าวได้ว่าความจริงแล้วญี่ปุ่นมีความเสี่ยงทางการคลังที่ต่ำกว่า ปากีสถาน อยู่หลายขุม
แล้วเช่นนั้นปัญหาของ "ปากีสถาน" ที่แท้จริงคืออะไร ปัญหาก็คือ ประเทศนี้มีหนี้สินภายนอก (external debt) ที่ถือโดยคนต่างชาติอยู่ถึง 60 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีเงินทุนสำรองฯ เพียง 6 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่ากันถึง 10 เท่าตัว นั่นหมายถึง หากความเชื่อมั่นเสื่อมถอยมีการเรียกคืนเงินกู้อย่างเร็วแล้วละก็ ปากีสถาน จะหาเงินทุนที่ไหนมาชำระหนี้ ??
ผมจึงได้คิดค้นศัพท์ใหม่และนำเสนอ "การกันสำรองเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Reserve) ซึ่งหมายถึงว่า หากมีการคืนหนี้สินให้ต่างชาติ และ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องแล้ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะสามารถคงอยู่ได้นานกี่ไตรมาส สำหรับ ปากีสถานแม้ว่าจะมีการส่งออก "แรงงาน" ไปทำงานต่างประเทศและมีส่งเงินกลับประเทศอยู่ไม่น้อย แต่ประเทศนี้ก็ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด และ มีการคืนหนี้ภายนอก (external debt) ออกไปราวไตรมาสละ 2.8 พันล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงว่า ประเทศนี้มีเงินไหลออกจาก 2 ส่วนนี้ราวไตรมาสละ 4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ ปากีสถานจึงมีค่า Ruang Reserve ที่ 1.5 เท่านั้นเอง นั่นหมายถึง หากเวลาผ่านไปราว 1.5 ไตรมาส หรือ 4.5 เดือน ปากีสถานก็จะไม่มีเงินทุนสำรองฯ เหลืออยู่เลย ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง IMF จึงต้องรีบยื่นมือเข้ามาช่วยเร่งด่วน
เมื่อเทียบกับ Ruang Alarm ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยของวิกฤติดุลบัญชีเดินสะพัด จะเทียบได้กับ "โรคเบาหวาน" ซึ่งค่อยๆบั่นทอนสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกันนานหลายปีก่อนจะพัง ขณะที่ Ruang Reserve เป็นสัญญาณเตือนแบบ "อุบัติเหตุเลือดไหลไม่หยุด" ซึ่งอาจใช้เวลาไม่กี่ไตรมาสก่อนเศรษฐกิจจะล้มครืนไปได้อย่างเร็ว
แล้วการได้เงินกู้จาก IMF ซึ่งจะต้องรอบอร์ด IMF อนุมัติอีกครั้งในเดือน กย.นั้น จะช่วยปากีสถานได้หรือไม่ ผมคิดว่าก็อาจได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะ เงินส่วนนี้ต้องค่อยๆคืนกลับไปภายใน 36 เดือน แล้วยังต้องคืนหนี้สินเดิมของ IMF ซึ่งยังมีค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ?? ทางแก้ไขที่ยั่งยืนก็คือ การยอมปล่อยให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็วเกินกว่า 20% เพื่อเปลี่ยนการขาดดุลเป็นได้ดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งออกเพิ่มมากขึ้น และนำเข้าลดลง ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปเพื่อได้เงินตราต่างประเทศมาคืนหนี้สิน ความจริงแล้วนี่ก็คือ ทางเดินของประเทศไทยในยุควิกฤติต้มยำกุ้งนั่นเอง คือการต้องยอมให้เศรษฐกิจถดถอยเพื่อเปลี่ยนข้างของบัญชีเดินสะพัด แต่หากเดินตามทางนี้นั่นก็หมายถึง "ปากีสถาน" จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียประเทศแรกๆ เลยที่จะเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ
และหากจะร้องเพลง "16 ปีแห่งความหลัง" นั่นก็อาจพอได้อยู่ เพราะ โครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียใต้ในเวลานี้นั้นคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับเอเชียอาคเนย์เมื่อ 16 ปีก่อนยุควิกฤติต้มยำกุ้งใน 4 ประการ คือ 1. ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง 2.อัตราดอกเบี้ยสูงมากเพื่อดึงเงินทุนต่างชาติไว้ 3. มีหนี้สินภายนอกอยู่เป็นจำนวนมาก และ 4. มีทุนสำรองฯ ที่ค่อนข้างน้อยจึงเสียงต่อภาวะเงินทุนไหลออก
ลำพัง ปากีสถาน ประเทศเดียวคงจะไม่เท่าไหร่ แต่หากแพร่กระจายไปยังเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่าถึง 9 เท่าอย่างประเทศอินเดียแล้ว เรื่องนี้คงน่ากังวลอย่างยิ่ง มีนักวิเคราะห์ต่างชาติบางคนประเมินตามทฤษฎีโดมิโนว่า ประเทศอินเดีย น่าจะเป็น "โดมิโน" ตัวแรกที่จะมีการล้มลง แต่จากสิ่งที่ผมเขียนไว้ข้างต้น "ปากีสถาน" น่าจะเป็นโดมิโนตัวแรกเสียมากกว่า จากนั้นก็จะกระทบไปยัง "อินเดีย" ซึ่งใหญ่กว่ามากแต่มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายกัน จากนั้นก็ลามไปทั่วเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นโดมิโนตัวท้ายๆ แถวแต่ก็ไม่แน่ว่าจะรอดไปได้ ซึ่งหากเกิดเรื่องแบบนั้นจริง ก็คงต้องตั้งชื่อกันว่า "วิกฤติแกงกะหรี่" (Curry Crisis) ละมั้งครับ
ข่าวก็คือ IMF และ ปากีสถานได้มีข้อตกลงที่ IMF จะปล่อยเงินกู้ 5.3 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ปากีสถานมีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ป้องกันวิกฤติดุลบัญชีชำระเงิน โดยเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศนั้นร่อยหรอลงมากกว่า 40% ในช่วงเวลา 1 ปีที่่ผ่านมาเหลือเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ หรือ เหลือไม่ถึง 2 เดือนของการนำเข้า
ทั้งๆที่ ปากีสถาน มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 2% GDP เท่านั้น ประเทศนี้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ จึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ แน่นอนว่าปัญหาสะสมมาตั้งแต่ปี 2008 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์แล้ว โดย IMF ได้เคยปล่อยกู้ให้ปากีสถานหลายครั้งรวมถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ได้หยุดไปในปี 2011 เพราะ ปากีสถานไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลขาดดุลการคลัง การปล่อยกู้รอบใหม่ให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ก็คงมีบางส่วนเพื่อให้ ปากีสถานสามารถมีเงินไปชำระหนี้เก่่าของ IMF ด้วยนั่นเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ ปากีสถาน จะต้องรัดเข็มขัดการคลังอย่างจริงจัง
เมื่อมาดูการคลังของ "ปากีสถาน" ดูบ้าง ก็พบว่า หนี้สินภาครัฐต่อ GDP ยืนที่ 50.4% เท่านั้นเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในยูโรโซน แต่เมื่อมาดู "ดัชนีเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Index) ดูบ้าง ประเทศปากีสถานมีบอนด์ยีลด์ 10 ปีนั้นสูงถึง 12.0% นั่นหมายถึงว่า ค่า Ruang Index สูงถึง 6.0% กันเลย ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงทางการคลังมากๆ เมื่อเทียบกับ ญี่ปุ่นซึ่งแม้มีหนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงถึง 230% แต่มีบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่ 0.86% จึงได้ค่า Ruang Index เพียงแค่ 2.0% จึงอาจกล่าวได้ว่าความจริงแล้วญี่ปุ่นมีความเสี่ยงทางการคลังที่ต่ำกว่า ปากีสถาน อยู่หลายขุม
แล้วเช่นนั้นปัญหาของ "ปากีสถาน" ที่แท้จริงคืออะไร ปัญหาก็คือ ประเทศนี้มีหนี้สินภายนอก (external debt) ที่ถือโดยคนต่างชาติอยู่ถึง 60 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีเงินทุนสำรองฯ เพียง 6 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่ากันถึง 10 เท่าตัว นั่นหมายถึง หากความเชื่อมั่นเสื่อมถอยมีการเรียกคืนเงินกู้อย่างเร็วแล้วละก็ ปากีสถาน จะหาเงินทุนที่ไหนมาชำระหนี้ ??
ผมจึงได้คิดค้นศัพท์ใหม่และนำเสนอ "การกันสำรองเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Reserve) ซึ่งหมายถึงว่า หากมีการคืนหนี้สินให้ต่างชาติ และ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องแล้ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะสามารถคงอยู่ได้นานกี่ไตรมาส สำหรับ ปากีสถานแม้ว่าจะมีการส่งออก "แรงงาน" ไปทำงานต่างประเทศและมีส่งเงินกลับประเทศอยู่ไม่น้อย แต่ประเทศนี้ก็ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด และ มีการคืนหนี้ภายนอก (external debt) ออกไปราวไตรมาสละ 2.8 พันล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงว่า ประเทศนี้มีเงินไหลออกจาก 2 ส่วนนี้ราวไตรมาสละ 4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ ปากีสถานจึงมีค่า Ruang Reserve ที่ 1.5 เท่านั้นเอง นั่นหมายถึง หากเวลาผ่านไปราว 1.5 ไตรมาส หรือ 4.5 เดือน ปากีสถานก็จะไม่มีเงินทุนสำรองฯ เหลืออยู่เลย ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง IMF จึงต้องรีบยื่นมือเข้ามาช่วยเร่งด่วน
เมื่อเทียบกับ Ruang Alarm ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยของวิกฤติดุลบัญชีเดินสะพัด จะเทียบได้กับ "โรคเบาหวาน" ซึ่งค่อยๆบั่นทอนสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกันนานหลายปีก่อนจะพัง ขณะที่ Ruang Reserve เป็นสัญญาณเตือนแบบ "อุบัติเหตุเลือดไหลไม่หยุด" ซึ่งอาจใช้เวลาไม่กี่ไตรมาสก่อนเศรษฐกิจจะล้มครืนไปได้อย่างเร็ว
แล้วการได้เงินกู้จาก IMF ซึ่งจะต้องรอบอร์ด IMF อนุมัติอีกครั้งในเดือน กย.นั้น จะช่วยปากีสถานได้หรือไม่ ผมคิดว่าก็อาจได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะ เงินส่วนนี้ต้องค่อยๆคืนกลับไปภายใน 36 เดือน แล้วยังต้องคืนหนี้สินเดิมของ IMF ซึ่งยังมีค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ?? ทางแก้ไขที่ยั่งยืนก็คือ การยอมปล่อยให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็วเกินกว่า 20% เพื่อเปลี่ยนการขาดดุลเป็นได้ดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งออกเพิ่มมากขึ้น และนำเข้าลดลง ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปเพื่อได้เงินตราต่างประเทศมาคืนหนี้สิน ความจริงแล้วนี่ก็คือ ทางเดินของประเทศไทยในยุควิกฤติต้มยำกุ้งนั่นเอง คือการต้องยอมให้เศรษฐกิจถดถอยเพื่อเปลี่ยนข้างของบัญชีเดินสะพัด แต่หากเดินตามทางนี้นั่นก็หมายถึง "ปากีสถาน" จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียประเทศแรกๆ เลยที่จะเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ
และหากจะร้องเพลง "16 ปีแห่งความหลัง" นั่นก็อาจพอได้อยู่ เพราะ โครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียใต้ในเวลานี้นั้นคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับเอเชียอาคเนย์เมื่อ 16 ปีก่อนยุควิกฤติต้มยำกุ้งใน 4 ประการ คือ 1. ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง 2.อัตราดอกเบี้ยสูงมากเพื่อดึงเงินทุนต่างชาติไว้ 3. มีหนี้สินภายนอกอยู่เป็นจำนวนมาก และ 4. มีทุนสำรองฯ ที่ค่อนข้างน้อยจึงเสียงต่อภาวะเงินทุนไหลออก
ลำพัง ปากีสถาน ประเทศเดียวคงจะไม่เท่าไหร่ แต่หากแพร่กระจายไปยังเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่าถึง 9 เท่าอย่างประเทศอินเดียแล้ว เรื่องนี้คงน่ากังวลอย่างยิ่ง มีนักวิเคราะห์ต่างชาติบางคนประเมินตามทฤษฎีโดมิโนว่า ประเทศอินเดีย น่าจะเป็น "โดมิโน" ตัวแรกที่จะมีการล้มลง แต่จากสิ่งที่ผมเขียนไว้ข้างต้น "ปากีสถาน" น่าจะเป็นโดมิโนตัวแรกเสียมากกว่า จากนั้นก็จะกระทบไปยัง "อินเดีย" ซึ่งใหญ่กว่ามากแต่มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายกัน จากนั้นก็ลามไปทั่วเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นโดมิโนตัวท้ายๆ แถวแต่ก็ไม่แน่ว่าจะรอดไปได้ ซึ่งหากเกิดเรื่องแบบนั้นจริง ก็คงต้องตั้งชื่อกันว่า "วิกฤติแกงกะหรี่" (Curry Crisis) ละมั้งครับ
วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556
จาก ตลาดเกิดใหม่ สู่ ตลาดตายใหม่
"ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Markets) คือ คำศัพท์ที่ท่านผู้อ่านน่าจะรู้จักกันดี ซึ่งหมายถึง ตลาดของประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า 1.5 หมื่นดอลลาร์ และ มีขนาดที่ใหญ่พอสมควร ดังนั้น ประเทศอย่าง BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และ แอฟริกาใต้) ก็จัดอยู่ในนี้ และ แน่นอนย่อมรวม TIP(ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) มาเลเซีย ตุรกี เมกซิโก อียิปต์ อาร์เจนติน่า โคลัมเบีย ชิลี และอื่นๆ เข้าไปด้วย
สำหรับ "ตลาดตายใหม่" (Newly Dying Markets) นั้น คือ ศัพท์ที่ผมได้บัญญัติใหม่ขึ้นมาเอง หมายถึง ตลาดเกิดใหม่ที่ได้ปั่นฟองสบู่ไปสุดรอบแล้ว เมื่อฟองสบู่สินทรัพย์แตกไม่นาน ตลาดหุ้นยังลงจากจุดสูงสุดมาไม่มากและไม่นาน หากเทียบเป็น "ศพ" ก็จัดว่ายังอุ่นๆ อยู่ คือตายมาได้ไม่นานยังใหม่ๆ เลย ซึ่งก็คือ สถานการณ์ของตลาดสินทรัพย์ตอนนี้นั่นเอง โดยต้องถือว่ากระแสเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้เริ่มจากกลางเดือน พฤษภาคม และ น่าจะใช้เวลานานราว 9-12 เดือน สำหรับขาลง เมื่อเทียบกับฟองสบู่สินทรัพย์ขาขึ้นที่กินเวลานานถึง 4 ปี เป็นเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ถึง 3.9 ล้านล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ผมยังได้นิยามศัพท์ "ตลาดตายเก่า" เอาไว้ด้วย ซึ่งหมายถึง ตลาดที่ตายมานานแล้ว เศรษฐกิจยืนๆแบบทรงๆ ทรุดๆ แทบไม่มีการเติบโตของอุปสงค์ โครงสร้างของประชากร และ โครงสร้างเศรษฐกิจ (การคลังและระบบอัตราแลกเปลี่ยน) ที่ไม่เหมาะสม จึงไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแรงได้ ดัชนีตลาดหุ้นของกลุ่มนี้แม้มีการฟื้นตัวมาบ้าง แต่ก็ยังยืนได้ไม่ถึงครึ่งของยอดสูงสุดของปี 2008 ก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งก็ได้แก่ประเทศ PIIGS ในยูโรโซน ทั้ง อิตาลี สเปน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ก็เข้าข่ายนี้ โดยที่ กรีซ นั้นแย่มากๆ ดัชนีหุ้นยังยืนไม่ถึง 1 ใน 5 ของจุดสูงสุด ขณะที่ ไซปรัส ยิ่งน่าตกใจ เพราะยังยืนไม่ได้ถึง 1 ใน 10 ของจุดสูงสุดด้วยซ้ำไป ขณะที่อีกประเทศก็คือ ญี่ปุ่นนั้น แม้ดัชนีหุ้นฟื้นตัวมาบ้าง แต่ก็ยืนอยู่ระดับแค่ 1 ใน 3 ของจุดสูงสุดเมื่อ 23 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง
เราลองมาดูว่า ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา....จะเห็นว่า ดัชนีหุ้นของตลาดเกิดใหม่นั้น ส่อแววเป็น "ตลาดตายใหม่" อย่างเห็นได้ชัดหากเรียง 8 อันดับแรก โดย ตุรกี (-22.4%) กรีซ (-19.8%) ฟิลิปปินส์ (-17.9%) บราซิล (-16.9%) ไทย (-15.1%) อียิปต์ (-14.7%) อินโดนีเซีย (-14.3%) และ จีน(-14.2%)
"มีเกิดก็มีตาย" "มีหยางก็มีหยิน" เมื่อสิ้นสุดของตลาดขาขึ้น (หยาง) ก็แน่นอนว่าจะเริ่มเข้าสู่ตลาดขาลง (หยิน) ดังนั้น การประเมินจากฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่าดัชนี SET Index จะไปที่ 1700-1800 จุด ณ ปลายปี จึงเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปอย่างมาก โดยที่ค่า P/E เฉลี่ยของตลาดเกิดใหม่ MSCI Emerging Index ยืนที่ 9.1 เท่าแค่นั้น โดยประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงๆ ก็จะมีค่า P/E ที่ต่ำมาก เช่น รัสเซียที่ 6 เท่า จีนและตุรกีที่ 10 เท่าเป็นต้น หาก SET จากลงจาก P/E 15.7 เท่าไปเป็นค่าเฉลี่ยที่ 9.1 เท่าเหมือนๆ กับตลาดเกิดใหม่ทั่วไป นั่นอาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากๆ เพราะ นั่นหมายถึง SET Index อาจไปยืนที่ระดับเลข 3 หลักกันเลย
เมื่อมาดูราคาที่ตกลงของตลาดบอนด์ 10 ปีดูบ้าง โดยเรียงลำดับจาก ประเทศที่มีค่าบอนด์ยีลด์สูงขึ้นมากใน 1 เดือนซึ่งหมายถึง ราคาที่ตกลงของบอนด์ระยะยาว ก็อาจเรียง 8 ลำดับแรกได้ดังนี้ กรีซ (สูงขึ้น 2.75%) ตุรกี (2.72%) ไนจีเรีย (2.48%) โคลัมเบีย (2.05%) ฮังการี (1.71%) แอฟริกาใต้ (1.46%) โปรตุเกส (1.31%) และ รัสเซีย (1.18%) สำหรับประเทศไทยตามมาห่างๆที่ +0.68%
การวิ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์อาจส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจได้ถึง 4 ประเด็นดังนี้
1. ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นสำหรับ SME : สภาพคล่องที่ดูเหมือนจะเริ่มลดลง ดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการเข้าถึงแหล่งเงินเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
2. ส่งผลลบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ : ก็ชัดเจนว่า สินเชื่อบ้านนั้นอิงอัตราเบี้ยกับ บอนด์ยีลด์ 10 ปีเป็นหลัก สำหรับสินเชื่อระยะยาวในต่างประเทศ ดังนั้น หากค่านี้วิ่งสูงขึ้นอย่างเร็ว จะกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้จำนองบ้างกับแบงก์ก็จะมีต้นทุนดอกเบี้ย และ ภาระการผ่อนที่สูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน น่าจะส่งผลทั้งยอดขาย และ ราคาของอสังหาริมทรัพย์อยู่ในทิศทางลบได้
3.ส่งผลลบต่อตลาดหุ้น : เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ P/E ของตลาดหุ้นที่เหมาะสมมีค่าลดลงนั่นเอง และ นั่นเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
4.ส่งผลลบต่อการคลัง : โดยค่าดัชนีเรืองศิริกูลชัย (Ruang Index) นั้นจะมีค่าวิ่งสูงขึ้นมากอาจถึงระดับอันตราย เนื่องจาก ดัชนีนี้มีการนำมาค่าบอนด์ยีลด์ 10 ปีเข้าไปร่วมคำนวณด้วย ดังนั้น ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น กำลังมีความเสี่ยงทางการคลังที่สูงขึ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ประเทศอย่าง อิตาลี สเปน ที่เสี่ยงมากๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีอีกประเทศหนึ่งในยูโรโซน คือ "สโลเวเนีย" ที่ค่าบอนด์ยีลด์ 10 ปีนี้สูงถึง 6.93% ซึ่งเป็นระดับอันตรายมาก โดยเชื่อกันว่า หากค่านี้สูงเกิน 7% การออกพันธบัตรรัฐบาลจะทำในตลาดการเงินปกติได้ยาก เพราะต้นทุนสูงจนเกินไป นั่นหมายถึง โอกาสที่ประเทศสโลเวเนียอาจจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก "ทรอยก้า" ภายใน 1-2 เดือนนี้มีอยู่สูงมาก และ นั่นอาจนำมาซึ่งความไม่เชื่อมั่นของตลาดโลกอีกครั้งหนึ่ง
และ สุดท้ายเมื่อดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในรอบ 1 เดือนดูบ้าง เงิน Real ของบราซิล อ่อนลง 7.9% เงินรูปีของอินเดีย 6.9% เงินเปโซของเม็กซิโก 5.6% เงิน Rand ของแอฟริกาใต้ 5.3% เงินรูเบิลของรัสเซีย 5.0% เงิน Lira ของตุรกี 4.6% เปโซฟิลิปินส์ 4.1% และเงินบาทอ่อนลง 3.5% จะเห็นได้ว่าค่าเงินของ "ตลาดเกิดใหม่" นั้น ส่อแววกลายเป็น "ตลาดตายใหม่" อย่างชัดเจน แทนที่จะแข็งค่าขึ้นจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย กลับ อ่อนค่าลงอย่างเร็ว
โดย 4 ปีผ่านมาจนถึงเดือนพฤษภาคมนั้น นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาใน "ตลาดเกิดใหม่" เพื่อหวังกำไร 2 เด้ง คือ ราคาสินทรัพย์ (หุ้นและบอนด์ระยะยาว) ที่เพิ่มสูงขึ้น และ กำไรอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อมาถึงจุดนี้นักลงทุนต่างชาติก็กลับกังวลถึงความเสี่ยงในการขาดทุน 2 เด้งเช่นกัน คือ ราคาสินทรัพย์ทั้งหุ้นและบอนด์ที่ตกลงอย่างเร็ว และ ยังขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย
เมื่อมีการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ประเทศที่มีโครงสร้างอ่อนแอจะโดนก่อน ผมคิดว่า "วิกฤติไก่งวง" จะเริ่มเกิดที่ประเทศ SIT (South Africa , India และ Turkey) ซึ่งมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่อง 3 ปีจน "สัญญาณเตือนภัยเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Alarm) ได้ส่งเสียงเตือนอย่างแรงนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ประเทศเหล่านี้โครงสร้างของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ราวครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่านั้นของ "หนี้สินต่างประเทศ" โดยรวมอีกด้วยซึ่งเป็นโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับไทยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง
นี่จึงมีความเปราะบางอย่างยิ่ง หากกระแสเงินทุนไหลออกจนสร้างความกังวลไปทั้งตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังอาจกระทบไปจนก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในยูโรโซน (โดยเฉพาะ กรีซ ไซปรัส และ สโลเวเนีย) ยิ่งจีนมีสัญญาณของการขาดสภาพคล่อง และ ปัญหาหนี้เสียที่มีเค้าลางอันตรายด้วยแล้ว เหล่านี้อาจรวมตัวกันเป็น "วิกฤติหมูหัน" ในช่วงครึ่งปีหลังได้เลย
ผมเกรงว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมนั้น อาจจะไม่สามารถรับมือได้กับ 2 วิกฤติใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้ เพราะ ข้อจำกัดทั้งด้านการคลัง (หนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงอยู่แล้ว และ บอนด์ยีลด์ 10 ปีก็สูงขึ้นมากด้วย) รวมไปถึง ข้อจำกัดทางการเงิน (อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำมากอยู่แล้ว ขณะที่การพิมพ์แบงก์ผ่านมาตรกร QE ก็ทำไปมากแล้วจนถึงกับต้องพิจารณาปรับลดด้วย) ของประเทศพัฒนาแล้ว
ส่วนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธซึ่งน่าจะใช้ป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีด้วยการดำเนินนโยบายการคลังพอเพียง การเงินพอเพียง และ FX พอเพียงนั้น ก็ดูเหมือนจะล่าช้าเกินไปไม่ทันการณ์เสียแล้ว เพราะ ฟองสบู่สินทรัพย์ของ "ตลาดเกิดใหม่" ได้แตกลงจนกลายเป็น "ตลาดตายใหม่" ไปตั้งแต่ พ.ค.แล้ว และ เศรษฐกิจจริงก็น่าจะตามหลังมาหลังจากนั้นสัก 1-2 เดือน นั่นหมายถึง วิกฤติเศรษฐกิจโลกกำลังคืบคลานมาใกล้มากๆ แล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ดี โลกคงยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะยังมีประกายความหวังเล็กๆ ที่ผมเรียกว่า "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) ซึ่งใช้หลักการยืมแรงสะท้อนแรง และ นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง โดยยืมพลังจากแหล่งที่ "นิ่ง" มาช่วยภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แทนที่รัฐบาลจะทุ่มเงินงบประมาณลงไปตรงๆ สิ่งนี้อาจถูกนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติใหม่ทั้ง 2 นี้ได้นะครับ
ข้อมูล : Bloomberg และ www.tradingeconomics.com (วันที่ 26 มิ.ย.56)
สำหรับ "ตลาดตายใหม่" (Newly Dying Markets) นั้น คือ ศัพท์ที่ผมได้บัญญัติใหม่ขึ้นมาเอง หมายถึง ตลาดเกิดใหม่ที่ได้ปั่นฟองสบู่ไปสุดรอบแล้ว เมื่อฟองสบู่สินทรัพย์แตกไม่นาน ตลาดหุ้นยังลงจากจุดสูงสุดมาไม่มากและไม่นาน หากเทียบเป็น "ศพ" ก็จัดว่ายังอุ่นๆ อยู่ คือตายมาได้ไม่นานยังใหม่ๆ เลย ซึ่งก็คือ สถานการณ์ของตลาดสินทรัพย์ตอนนี้นั่นเอง โดยต้องถือว่ากระแสเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้เริ่มจากกลางเดือน พฤษภาคม และ น่าจะใช้เวลานานราว 9-12 เดือน สำหรับขาลง เมื่อเทียบกับฟองสบู่สินทรัพย์ขาขึ้นที่กินเวลานานถึง 4 ปี เป็นเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ถึง 3.9 ล้านล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ผมยังได้นิยามศัพท์ "ตลาดตายเก่า" เอาไว้ด้วย ซึ่งหมายถึง ตลาดที่ตายมานานแล้ว เศรษฐกิจยืนๆแบบทรงๆ ทรุดๆ แทบไม่มีการเติบโตของอุปสงค์ โครงสร้างของประชากร และ โครงสร้างเศรษฐกิจ (การคลังและระบบอัตราแลกเปลี่ยน) ที่ไม่เหมาะสม จึงไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแรงได้ ดัชนีตลาดหุ้นของกลุ่มนี้แม้มีการฟื้นตัวมาบ้าง แต่ก็ยังยืนได้ไม่ถึงครึ่งของยอดสูงสุดของปี 2008 ก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งก็ได้แก่ประเทศ PIIGS ในยูโรโซน ทั้ง อิตาลี สเปน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ก็เข้าข่ายนี้ โดยที่ กรีซ นั้นแย่มากๆ ดัชนีหุ้นยังยืนไม่ถึง 1 ใน 5 ของจุดสูงสุด ขณะที่ ไซปรัส ยิ่งน่าตกใจ เพราะยังยืนไม่ได้ถึง 1 ใน 10 ของจุดสูงสุดด้วยซ้ำไป ขณะที่อีกประเทศก็คือ ญี่ปุ่นนั้น แม้ดัชนีหุ้นฟื้นตัวมาบ้าง แต่ก็ยืนอยู่ระดับแค่ 1 ใน 3 ของจุดสูงสุดเมื่อ 23 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง
เราลองมาดูว่า ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา....จะเห็นว่า ดัชนีหุ้นของตลาดเกิดใหม่นั้น ส่อแววเป็น "ตลาดตายใหม่" อย่างเห็นได้ชัดหากเรียง 8 อันดับแรก โดย ตุรกี (-22.4%) กรีซ (-19.8%) ฟิลิปปินส์ (-17.9%) บราซิล (-16.9%) ไทย (-15.1%) อียิปต์ (-14.7%) อินโดนีเซีย (-14.3%) และ จีน(-14.2%)
"มีเกิดก็มีตาย" "มีหยางก็มีหยิน" เมื่อสิ้นสุดของตลาดขาขึ้น (หยาง) ก็แน่นอนว่าจะเริ่มเข้าสู่ตลาดขาลง (หยิน) ดังนั้น การประเมินจากฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่าดัชนี SET Index จะไปที่ 1700-1800 จุด ณ ปลายปี จึงเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปอย่างมาก โดยที่ค่า P/E เฉลี่ยของตลาดเกิดใหม่ MSCI Emerging Index ยืนที่ 9.1 เท่าแค่นั้น โดยประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงๆ ก็จะมีค่า P/E ที่ต่ำมาก เช่น รัสเซียที่ 6 เท่า จีนและตุรกีที่ 10 เท่าเป็นต้น หาก SET จากลงจาก P/E 15.7 เท่าไปเป็นค่าเฉลี่ยที่ 9.1 เท่าเหมือนๆ กับตลาดเกิดใหม่ทั่วไป นั่นอาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากๆ เพราะ นั่นหมายถึง SET Index อาจไปยืนที่ระดับเลข 3 หลักกันเลย
การวิ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์อาจส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจได้ถึง 4 ประเด็นดังนี้
1. ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นสำหรับ SME : สภาพคล่องที่ดูเหมือนจะเริ่มลดลง ดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการเข้าถึงแหล่งเงินเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
2. ส่งผลลบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ : ก็ชัดเจนว่า สินเชื่อบ้านนั้นอิงอัตราเบี้ยกับ บอนด์ยีลด์ 10 ปีเป็นหลัก สำหรับสินเชื่อระยะยาวในต่างประเทศ ดังนั้น หากค่านี้วิ่งสูงขึ้นอย่างเร็ว จะกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้จำนองบ้างกับแบงก์ก็จะมีต้นทุนดอกเบี้ย และ ภาระการผ่อนที่สูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน น่าจะส่งผลทั้งยอดขาย และ ราคาของอสังหาริมทรัพย์อยู่ในทิศทางลบได้
3.ส่งผลลบต่อตลาดหุ้น : เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ P/E ของตลาดหุ้นที่เหมาะสมมีค่าลดลงนั่นเอง และ นั่นเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
4.ส่งผลลบต่อการคลัง : โดยค่าดัชนีเรืองศิริกูลชัย (Ruang Index) นั้นจะมีค่าวิ่งสูงขึ้นมากอาจถึงระดับอันตราย เนื่องจาก ดัชนีนี้มีการนำมาค่าบอนด์ยีลด์ 10 ปีเข้าไปร่วมคำนวณด้วย ดังนั้น ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น กำลังมีความเสี่ยงทางการคลังที่สูงขึ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ประเทศอย่าง อิตาลี สเปน ที่เสี่ยงมากๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีอีกประเทศหนึ่งในยูโรโซน คือ "สโลเวเนีย" ที่ค่าบอนด์ยีลด์ 10 ปีนี้สูงถึง 6.93% ซึ่งเป็นระดับอันตรายมาก โดยเชื่อกันว่า หากค่านี้สูงเกิน 7% การออกพันธบัตรรัฐบาลจะทำในตลาดการเงินปกติได้ยาก เพราะต้นทุนสูงจนเกินไป นั่นหมายถึง โอกาสที่ประเทศสโลเวเนียอาจจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก "ทรอยก้า" ภายใน 1-2 เดือนนี้มีอยู่สูงมาก และ นั่นอาจนำมาซึ่งความไม่เชื่อมั่นของตลาดโลกอีกครั้งหนึ่ง
และ สุดท้ายเมื่อดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในรอบ 1 เดือนดูบ้าง เงิน Real ของบราซิล อ่อนลง 7.9% เงินรูปีของอินเดีย 6.9% เงินเปโซของเม็กซิโก 5.6% เงิน Rand ของแอฟริกาใต้ 5.3% เงินรูเบิลของรัสเซีย 5.0% เงิน Lira ของตุรกี 4.6% เปโซฟิลิปินส์ 4.1% และเงินบาทอ่อนลง 3.5% จะเห็นได้ว่าค่าเงินของ "ตลาดเกิดใหม่" นั้น ส่อแววกลายเป็น "ตลาดตายใหม่" อย่างชัดเจน แทนที่จะแข็งค่าขึ้นจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย กลับ อ่อนค่าลงอย่างเร็ว
โดย 4 ปีผ่านมาจนถึงเดือนพฤษภาคมนั้น นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาใน "ตลาดเกิดใหม่" เพื่อหวังกำไร 2 เด้ง คือ ราคาสินทรัพย์ (หุ้นและบอนด์ระยะยาว) ที่เพิ่มสูงขึ้น และ กำไรอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อมาถึงจุดนี้นักลงทุนต่างชาติก็กลับกังวลถึงความเสี่ยงในการขาดทุน 2 เด้งเช่นกัน คือ ราคาสินทรัพย์ทั้งหุ้นและบอนด์ที่ตกลงอย่างเร็ว และ ยังขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย
เมื่อมีการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ประเทศที่มีโครงสร้างอ่อนแอจะโดนก่อน ผมคิดว่า "วิกฤติไก่งวง" จะเริ่มเกิดที่ประเทศ SIT (South Africa , India และ Turkey) ซึ่งมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่อง 3 ปีจน "สัญญาณเตือนภัยเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Alarm) ได้ส่งเสียงเตือนอย่างแรงนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ประเทศเหล่านี้โครงสร้างของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ราวครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่านั้นของ "หนี้สินต่างประเทศ" โดยรวมอีกด้วยซึ่งเป็นโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับไทยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง
นี่จึงมีความเปราะบางอย่างยิ่ง หากกระแสเงินทุนไหลออกจนสร้างความกังวลไปทั้งตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังอาจกระทบไปจนก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในยูโรโซน (โดยเฉพาะ กรีซ ไซปรัส และ สโลเวเนีย) ยิ่งจีนมีสัญญาณของการขาดสภาพคล่อง และ ปัญหาหนี้เสียที่มีเค้าลางอันตรายด้วยแล้ว เหล่านี้อาจรวมตัวกันเป็น "วิกฤติหมูหัน" ในช่วงครึ่งปีหลังได้เลย
ผมเกรงว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมนั้น อาจจะไม่สามารถรับมือได้กับ 2 วิกฤติใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้ เพราะ ข้อจำกัดทั้งด้านการคลัง (หนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงอยู่แล้ว และ บอนด์ยีลด์ 10 ปีก็สูงขึ้นมากด้วย) รวมไปถึง ข้อจำกัดทางการเงิน (อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำมากอยู่แล้ว ขณะที่การพิมพ์แบงก์ผ่านมาตรกร QE ก็ทำไปมากแล้วจนถึงกับต้องพิจารณาปรับลดด้วย) ของประเทศพัฒนาแล้ว
ส่วนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธซึ่งน่าจะใช้ป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีด้วยการดำเนินนโยบายการคลังพอเพียง การเงินพอเพียง และ FX พอเพียงนั้น ก็ดูเหมือนจะล่าช้าเกินไปไม่ทันการณ์เสียแล้ว เพราะ ฟองสบู่สินทรัพย์ของ "ตลาดเกิดใหม่" ได้แตกลงจนกลายเป็น "ตลาดตายใหม่" ไปตั้งแต่ พ.ค.แล้ว และ เศรษฐกิจจริงก็น่าจะตามหลังมาหลังจากนั้นสัก 1-2 เดือน นั่นหมายถึง วิกฤติเศรษฐกิจโลกกำลังคืบคลานมาใกล้มากๆ แล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ดี โลกคงยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะยังมีประกายความหวังเล็กๆ ที่ผมเรียกว่า "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) ซึ่งใช้หลักการยืมแรงสะท้อนแรง และ นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง โดยยืมพลังจากแหล่งที่ "นิ่ง" มาช่วยภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แทนที่รัฐบาลจะทุ่มเงินงบประมาณลงไปตรงๆ สิ่งนี้อาจถูกนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติใหม่ทั้ง 2 นี้ได้นะครับ
ข้อมูล : Bloomberg และ www.tradingeconomics.com (วันที่ 26 มิ.ย.56)
วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556
จาก TIP สู่ SIT วิกฤติไก่งวง
หากประเทศ TIP หมายถึง ไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ แล้ว SIT ละคืออะไร ?? นี่เป็นกลุ่มประเทศที่ผมตั้งชื่อให้เอง หมายถึง ประเทศกำลังพัฒนาที่มีขนาดใหญ่พอสมควร แต่เน้นการพึ่งพิงเงินต่างชาติอย่างมาก และ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ซึ่งก็คือ แอฟริกาใต้ อินเดีย และ ตุรกี นั่นเอง
โดยประเทศ SIT มีโครงสร้างของเศรษฐกิจคล้ายคลึงกับ TIP ในช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งเป็นอย่างมาก คือ ต้องพยายามให้ดอกเบี้ยสูงไว้เพื่อดึงดูดเงินต่างชาติเอาไว้ ขณะที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดระดับสูง ปัญหาก็คือว่าตั้งแต่เดือน พ.ค. ความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงอย่างเร็วในประเทศตลาดเกิดใหม่นี้ โดยค่าเงิน Rand ของ แอฟริกาใต้นั้นอ่อนค่าลง 11% ในเดือน พ.ค.เพียงเดือนเดียว และ เงิน Lira ของตุรกี และ Rupee ของอินเดียก็อ่อนค่าลงไปราว 5% โดยเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็ชะลอตัวลงอย่างเร็ว โดยอินเดียเติบโตต่ำสุดในรอบทศวรรษที่ 4.8% ขณะที่แอฟริกาใต้ และ ตุรกี ซึ่งเคยเติบโตระดับสูงนั้น ก็เติบโตเพียง 1-2% เท่านั้นเอง
โดยประเทศ SIT มีโครงสร้างของเศรษฐกิจคล้ายคลึงกับ TIP ในช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งเป็นอย่างมาก คือ ต้องพยายามให้ดอกเบี้ยสูงไว้เพื่อดึงดูดเงินต่างชาติเอาไว้ ขณะที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดระดับสูง ปัญหาก็คือว่าตั้งแต่เดือน พ.ค. ความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงอย่างเร็วในประเทศตลาดเกิดใหม่นี้ โดยค่าเงิน Rand ของ แอฟริกาใต้นั้นอ่อนค่าลง 11% ในเดือน พ.ค.เพียงเดือนเดียว และ เงิน Lira ของตุรกี และ Rupee ของอินเดียก็อ่อนค่าลงไปราว 5% โดยเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็ชะลอตัวลงอย่างเร็ว โดยอินเดียเติบโตต่ำสุดในรอบทศวรรษที่ 4.8% ขณะที่แอฟริกาใต้ และ ตุรกี ซึ่งเคยเติบโตระดับสูงนั้น ก็เติบโตเพียง 1-2% เท่านั้นเอง
ประเทศ SIT จึงต้องพยายามลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว อย่างไรก็ดี นี่คือภาวะหนีเสือปะจระเข้ (dilemma) ของนโยบาย คือ หากดอกเบี้ยสูงเศรษฐกิจก็จะแย่ ขณะที่เมื่อลดดอกเบี้ยลงเงินทุนต่างชาติก็จะไหลออก เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้ความน่าสนใจลดลงไปด้วย มีการขายพันธบัตรของ 3 ประเทศออกมาทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีได้ดีดขึ้นสูงกว่าระดับ 7% เมื่อเกิดความไม่เชื่อมั่นขึ้นในใจของนักลงทุนต่างชาติ ประเทศเหล่านี้จะหาเงินทุนที่ไหนไปไฟแนนซ์ส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ??
ผมได้เคยตั้งค่าตัวชี้วัด "สัญญาเตือนภัยเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Alarm) ไว้แล้ว ซึ่งเป็นรวมค่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3 ปีย้อนหลัง ก็จะพบว่า แอฟริกาใต้มีค่า -12.5% GDP อินเดียมีค่านี้ที่ -12.1% GDP ซึ่งจัดว่ามีความเสี่ยงของวิกฤติในระดับสูง ขณะที่ ตุรกี นั้นมีค่านี้ที่ -22.4% GDP จัดว่ามีความเสี่ยงของวิกฤติเศรษฐกิจที่สูงมาก
เมื่อรวมเข้ากับวิกฤติทางการเมืองใน "ตุรกี" ที่มีการประท้วงของภาคประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลปะทะกับตำรวจด้วยความรุนแรง หากเรื่องนี้เกิดกับประเทศไทยตลาดหุ้นก็อาจลงสัก 1-2% แต่ตลาดหุ้นอิสตัลบูลในตุรกีนั้นกลับร่วงแรงถึง 10.5% ภายในวันเดียว นั่นแสดงถึงความเชื่อมั่นที่เปราะบางมากๆ
ยิ่งมีเมื่อความกังวลว่า อเมริกาอาจลดปริมาณ QE ลงในเร็ววันนี้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่าง SIT น่าจะประสบปัญหาการหาเงินทุนไปไฟแนนซ์ส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เมื่อ SIT แปลว่า "นั่ง" ประเทศเหล่านี้เปรียบเสมือนนั่งอยู่บนเก้าอี้เงินทุนต่างชาติ 4 ขา คือ 1.ตลาดบอนด์ทั้งระยะสั้นและยาว 2.ตลาดหุ้น 3.ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 4.การลงทุนโดยตรง (FDI) ขาของเก้าอี้ก็เริ่มหักไปทีละขา จาก 4 เหลือ 3 เหลือ 2 เหลือ 1 สุดท้ายแล้วคงไม่เหลือขาเก้าอี้ของเงินทุนต่างชาติอีกเลย เศรษฐกิจก็จะล้มระเนระนาดในแบบเดียวกับที่ประเทศ TIP เคยประสบกับ วิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อ 16 ปีที่ผ่านมาแล้วนั่นเอง
การเรียงลำดับของวิกฤตินั้ันแบ่งเป็น 3 เฟส คือ 1.วิกฤติดุลบัญชีเดินสะพัด 2.วิกฤติเศรษฐกิจ และ 3.วิกฤติการคลัง สำหรับเฟสแรกนั้นเศรษฐกิจยังแทบไม่ส่ออาการใดๆ เลยเพียงแต่มีหนี้สินต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น สำหรับประเทศ SIT อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในเฟสแรกที่กำลังเดินเข้าสู่เฟส 2
ดังนั้น ผมจึงได้ตั้งชื่อวิกฤติที่จะเริ่มต้นจากตุรกีนี้ว่า "วิกฤติไก่งวง" (Turkey Crisis) โดยได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป จากนั้น แรงระเบิดของฟองสบู่แตกใน "ตุรกี" จะไปกระแทกให้ข้อต่อที่อ่อนแอสุด (weakest link) ซึ่งก็คือ กรีซ และ ไซปรัส ให้หลุดออกจาก "โซ่ตรวนเงินยูโร" โดยเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้ก็อ่อนแออยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก และท่านผู้นำอาจต้องเปลี่ยนใจยอมรับต่อชะตากรรมว่าไม่สามารถนำพาประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้หากยังใช้ค่าเงินยูโรต่อไป เหตุการณ์เหล่านี้เองอาจจะนำมาซึ่งความไม่เชื่อมั่นในยูโรโซน ประกอบกับฟองสบู่การลงทุนเกินขอบเขตทั้งอสังหาริมทรัพย์ และ โรงงานของจีนน่าจะแตกพอดี จึงนำไปสู่ "วิกฤติหมูหัน" (Roasted Pig Crisis) ซึ่งน่าจะเริ่มก่อตัวขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ ดังนั้น กระแสเงินทุนอาจจะหันหลังให้กับตลาดเกิดใหม่ตั้งแต่เดือน พ.ค.ไปนานจนถึงสิ้นปีกันเลย
สำหรับประเทศไทยนั้น เดือน เม.ย. ที่ผ่านมาไทยได้มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.36 พันล้านดอลลาร์ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้ดูแลนโยบายการเงิน การคลัง การค้า และ การลงทุน คงจะดูแลประเทศเป็นอย่างดีไม่ให้ต้องเดินเข้าสู่เฟสแรกของวิกฤติ เพราะหากยังปล่อยให้ไทยขาดดุลหนักหน่วงเช่นนี้ไปอีกสักระยะแล้วละก็ ประเทศ SIT อาจต้องเปลี่ยนใหม่เป็น SITT (รวม Thailand ด้วย) และ ประเทศไทยที่เคยร่วมโต๊ะกิน "ต้มยำกุ้ง" อาจต้องร่วมโต๊ะเพื่อกิน "ไก่งวง" และ "หมูหัน" กันอีกด้วยนะครับ
การเรียงลำดับของวิกฤตินั้ันแบ่งเป็น 3 เฟส คือ 1.วิกฤติดุลบัญชีเดินสะพัด 2.วิกฤติเศรษฐกิจ และ 3.วิกฤติการคลัง สำหรับเฟสแรกนั้นเศรษฐกิจยังแทบไม่ส่ออาการใดๆ เลยเพียงแต่มีหนี้สินต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น สำหรับประเทศ SIT อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในเฟสแรกที่กำลังเดินเข้าสู่เฟส 2
ดังนั้น ผมจึงได้ตั้งชื่อวิกฤติที่จะเริ่มต้นจากตุรกีนี้ว่า "วิกฤติไก่งวง" (Turkey Crisis) โดยได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป จากนั้น แรงระเบิดของฟองสบู่แตกใน "ตุรกี" จะไปกระแทกให้ข้อต่อที่อ่อนแอสุด (weakest link) ซึ่งก็คือ กรีซ และ ไซปรัส ให้หลุดออกจาก "โซ่ตรวนเงินยูโร" โดยเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้ก็อ่อนแออยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก และท่านผู้นำอาจต้องเปลี่ยนใจยอมรับต่อชะตากรรมว่าไม่สามารถนำพาประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้หากยังใช้ค่าเงินยูโรต่อไป เหตุการณ์เหล่านี้เองอาจจะนำมาซึ่งความไม่เชื่อมั่นในยูโรโซน ประกอบกับฟองสบู่การลงทุนเกินขอบเขตทั้งอสังหาริมทรัพย์ และ โรงงานของจีนน่าจะแตกพอดี จึงนำไปสู่ "วิกฤติหมูหัน" (Roasted Pig Crisis) ซึ่งน่าจะเริ่มก่อตัวขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ ดังนั้น กระแสเงินทุนอาจจะหันหลังให้กับตลาดเกิดใหม่ตั้งแต่เดือน พ.ค.ไปนานจนถึงสิ้นปีกันเลย
สำหรับประเทศไทยนั้น เดือน เม.ย. ที่ผ่านมาไทยได้มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.36 พันล้านดอลลาร์ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้ดูแลนโยบายการเงิน การคลัง การค้า และ การลงทุน คงจะดูแลประเทศเป็นอย่างดีไม่ให้ต้องเดินเข้าสู่เฟสแรกของวิกฤติ เพราะหากยังปล่อยให้ไทยขาดดุลหนักหน่วงเช่นนี้ไปอีกสักระยะแล้วละก็ ประเทศ SIT อาจต้องเปลี่ยนใหม่เป็น SITT (รวม Thailand ด้วย) และ ประเทศไทยที่เคยร่วมโต๊ะกิน "ต้มยำกุ้ง" อาจต้องร่วมโต๊ะเพื่อกิน "ไก่งวง" และ "หมูหัน" กันอีกด้วยนะครับ
วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ปฏิทรรศน์ของ QE
ปฏิทรรศน์ของ QE (Paradox of QE) คำว่า paradox นั้นในภาษาจีนคือ "เหมาตุ้น" และ ในภาษาญี่ปุ่นคือ "มุจุง" ตามนิทานโล่และหอกวิเศษ โดยพ่อค้าบอกว่า โล่วิเศษสามารถป้องกันหอกแหลมได้ทุกชนิด ขณะที่หอกวิเศษนั้นเล่าสามารถทิ่มแทงโล่ได้ทะลุหมด นั้นจึงเป็นการ "ย้อนแย้ง" กันเอง หรือศัพท์ทางวิชาการก็คือ "ปฏิทรรศน์" สำหรับ QE นั้นอาจมี "ปฏิทรรศน์" ได้ถึง 3 เรื่อง โดยแม้จะมีเหตุมีผลทั้ง 2 ข้างแต่ย้อนแย้งกันเองดังนี้
1. ความเชื่อเดิม : มาตรการ QE จะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปซื้อพันธบัตรน่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวนั้นลดลง
ความเชื่อใหม่ : แต่ผลลัพธ์ความจริงก็คือ ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น และ เศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัว จึงเกิดแรงสะท้อนกลับ เคลื่อนย้ายเงินออกจากตลาดพันธบัตร เข้าสู่ ตลาดหุ้นแทน ผลลัพธ์ก็คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของอเมริกาน้้นได้วิ่งจาก 1.6% ไปเป็น 2.1% ขณะที่ของญี่ปุ่นนั้นก็กลับวิ่งจาก 0.5% ไปแตะที่ระดับ 1.0%
QE จึงทั้งทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวทั้งต่ำลง และ สูงขึ้นด้วย นี่คือ ปฏิทรรศน์
2. ความเชื่อเดิม : มาตรการ QE จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ตามสมการการเงิน MV = PQ หากเพิ่มปริมาณเงิน (M) เข้าไปแล้วน่าจะมีผลต่อราคาสินค้า (P) อยู่บ้าง
ความเชื่อใหม่ : แต่ผลลัพธ์จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น อัตราเงินเฟ้อของอเมริกาได้ลดลงจากระดับกว่า 2% เหลือล่าสุดเพียง 1.1% เท่านั้นเอง และญี่ปุ่นนั้นความจริงก็ใช้ QE มากว่า 10 ปีแล้วกลับมีอัตราเงินเฟ้อระดับ ติดลบ 0.7% ไม่ได้ใกล้เคียงกับระดับ 2% ตามที่วาดฝันไว้เลย เหตุผลก็อาจเป็นเพราะปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมานั้นไหลเข้าในส่วนของ stock ซึ่งเป็นตลาดเงิน ตลาดทุน และ อสังหาริมทรัพย์ และ แทบไม่ได้ไหลเข้าไปในส่วนที่เป็น flow หรือ GDP เลย หรืออาจเกิดจากการที่ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้นจากสภาพคล่องล้นระบบ ขณะที่กำลังการผลิตทั้งเครื่องจักร และ กำลังคนก็เหลือเฟือ เมื่อมีการผลิตเพิ่มจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยนั้นลดต่ำลง ซึ่งมีผลให้เงินเฟ้อลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น
QE จึงทำให้อัตราเงินเฟ้อทั้งสูงขึ้น และ ต่ำลง นี่คือ "ปฏิทรรศน์" เช่นกัน
3. ความเชื่อเดิม : มาตรการ QE จะช่วยให้ดอกเบี้ยต่ำลง ตลาดหุ้นวิ่งดี กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
ความเชื่อใหม่ : แต่จะเห็นจาก 2 ข้อแรก คือ ผลลัพธ์จริงที่ว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกลับต่ำลง และจากการเปลี่ยนแปลง 2 ค่านี้จึงได้ผลลัพธ์ว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) จะมีค่าสูงขึ้นมาก โดยญี่ปุ่นนั้นอยู่ระดับ 1.6% (ดอกเบี้ยระยะยาว 0.9% อัตราเงินเฟ้อ -0.7%) ซึ่งนับได้ว่าสูงสุดของประเทศพัฒนาแล้ว ยกเว้น PIIGS ขณะที่อเมริกาก็เพิ่มขึ้นจากระดับติดลบกลายมาเป็น 1% แล้ว (ดอกเบี้ยระยะยาว 2.1% อัตราเงินเฟ้อ 1.1%) และ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่สูงขึ้นมากนี้ิย่อมส่งผลลบต่อเศรษฐกิจแทนที่จะส่งผลบวกในระยะยาว
ดังนั้น QE จึงทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และ แย่ลง ซึ่งก็คือ ปฏิทรรศน์ อีกเช่นกัน
ผมได้เรียกชื่อใหม่ของ QE ว่าเป็น "สเตียรอยด์การเงิน" (Financial Steroid) ซึ่งหมายถึงว่าเป็นยาที่ให้ผลดีในระยะสั้นๆ แต่ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และ การหยุดยาหรือลดยาอย่างเร็วนั้น ก็จะส่งกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย
หากคนของธนาคารกลางอเมริกา และ ญี่ปุ่นได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะตื่นเต้นตกใจเป็นอันมาก จนถึงกับต้องเรียกประชุมด่วน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจาณาถึงผลลัพธ์ของมาตรการ QE ว่าจะยังเป็นไปตามความเชื่อเดิมของทฤษฎีการเงินเดิมๆ อยู่ หรือว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาตามความเชื่อใหม่ ของ "ทฤษฎีการเงินไท้เก๊ก" ซึ่งใช้แนวคิดแบบ "ย้อนแย้งสะท้อนแรง" กันแน่ ซึ่งเรื่องนี้อาจมีความสำคัญมากต่อมุมมองของมาตรการ QE และการปรับเปลี่ยนมาตรการ QE ในอนาคตกันเลยทีเดียว
1. ความเชื่อเดิม : มาตรการ QE จะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปซื้อพันธบัตรน่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวนั้นลดลง
ความเชื่อใหม่ : แต่ผลลัพธ์ความจริงก็คือ ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น และ เศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัว จึงเกิดแรงสะท้อนกลับ เคลื่อนย้ายเงินออกจากตลาดพันธบัตร เข้าสู่ ตลาดหุ้นแทน ผลลัพธ์ก็คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของอเมริกาน้้นได้วิ่งจาก 1.6% ไปเป็น 2.1% ขณะที่ของญี่ปุ่นนั้นก็กลับวิ่งจาก 0.5% ไปแตะที่ระดับ 1.0%
QE จึงทั้งทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวทั้งต่ำลง และ สูงขึ้นด้วย นี่คือ ปฏิทรรศน์
2. ความเชื่อเดิม : มาตรการ QE จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ตามสมการการเงิน MV = PQ หากเพิ่มปริมาณเงิน (M) เข้าไปแล้วน่าจะมีผลต่อราคาสินค้า (P) อยู่บ้าง
ความเชื่อใหม่ : แต่ผลลัพธ์จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น อัตราเงินเฟ้อของอเมริกาได้ลดลงจากระดับกว่า 2% เหลือล่าสุดเพียง 1.1% เท่านั้นเอง และญี่ปุ่นนั้นความจริงก็ใช้ QE มากว่า 10 ปีแล้วกลับมีอัตราเงินเฟ้อระดับ ติดลบ 0.7% ไม่ได้ใกล้เคียงกับระดับ 2% ตามที่วาดฝันไว้เลย เหตุผลก็อาจเป็นเพราะปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมานั้นไหลเข้าในส่วนของ stock ซึ่งเป็นตลาดเงิน ตลาดทุน และ อสังหาริมทรัพย์ และ แทบไม่ได้ไหลเข้าไปในส่วนที่เป็น flow หรือ GDP เลย หรืออาจเกิดจากการที่ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้นจากสภาพคล่องล้นระบบ ขณะที่กำลังการผลิตทั้งเครื่องจักร และ กำลังคนก็เหลือเฟือ เมื่อมีการผลิตเพิ่มจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยนั้นลดต่ำลง ซึ่งมีผลให้เงินเฟ้อลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น
QE จึงทำให้อัตราเงินเฟ้อทั้งสูงขึ้น และ ต่ำลง นี่คือ "ปฏิทรรศน์" เช่นกัน
3. ความเชื่อเดิม : มาตรการ QE จะช่วยให้ดอกเบี้ยต่ำลง ตลาดหุ้นวิ่งดี กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
ความเชื่อใหม่ : แต่จะเห็นจาก 2 ข้อแรก คือ ผลลัพธ์จริงที่ว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกลับต่ำลง และจากการเปลี่ยนแปลง 2 ค่านี้จึงได้ผลลัพธ์ว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) จะมีค่าสูงขึ้นมาก โดยญี่ปุ่นนั้นอยู่ระดับ 1.6% (ดอกเบี้ยระยะยาว 0.9% อัตราเงินเฟ้อ -0.7%) ซึ่งนับได้ว่าสูงสุดของประเทศพัฒนาแล้ว ยกเว้น PIIGS ขณะที่อเมริกาก็เพิ่มขึ้นจากระดับติดลบกลายมาเป็น 1% แล้ว (ดอกเบี้ยระยะยาว 2.1% อัตราเงินเฟ้อ 1.1%) และ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่สูงขึ้นมากนี้ิย่อมส่งผลลบต่อเศรษฐกิจแทนที่จะส่งผลบวกในระยะยาว
ดังนั้น QE จึงทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และ แย่ลง ซึ่งก็คือ ปฏิทรรศน์ อีกเช่นกัน
ผมได้เรียกชื่อใหม่ของ QE ว่าเป็น "สเตียรอยด์การเงิน" (Financial Steroid) ซึ่งหมายถึงว่าเป็นยาที่ให้ผลดีในระยะสั้นๆ แต่ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และ การหยุดยาหรือลดยาอย่างเร็วนั้น ก็จะส่งกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย
หากคนของธนาคารกลางอเมริกา และ ญี่ปุ่นได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะตื่นเต้นตกใจเป็นอันมาก จนถึงกับต้องเรียกประชุมด่วน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจาณาถึงผลลัพธ์ของมาตรการ QE ว่าจะยังเป็นไปตามความเชื่อเดิมของทฤษฎีการเงินเดิมๆ อยู่ หรือว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาตามความเชื่อใหม่ ของ "ทฤษฎีการเงินไท้เก๊ก" ซึ่งใช้แนวคิดแบบ "ย้อนแย้งสะท้อนแรง" กันแน่ ซึ่งเรื่องนี้อาจมีความสำคัญมากต่อมุมมองของมาตรการ QE และการปรับเปลี่ยนมาตรการ QE ในอนาคตกันเลยทีเดียว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)