ปัจจุบันโลกมี 2 สำนักเศรษฐศาสตร์ใหญ่ๆ ก็คือ 1.สำนักเคนส์ เป็นกลุ่มที่ศรัทธาใน "นโยบายการคลัง" เน้นให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชน แนวคิดนี้เริ่มจากอังกฤษ และ แพร่เข้าไปยังอเมริกาในส่วนที่ติดกับมหาสมุทร จึงเรียกกลุ่มนี้ว่า เศรษฐศาสตร์ "น้ำเค็ม" 2.สำนักการเงินนิยม เป็นกลุ่มที่ศรัทธาใน "นโยบายการเงิน" และ ไม่เชื่อในนโยบายการคลัง โดยคิดว่ารัฐบาลควรเข้ามาแทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมเศรษฐกิจน้อยที่สุด แนวคิดนี้เริ่มจากในอเมริกาด้านใน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชิคาโก้ เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ "น้ำจืด"
คงไม่ต้องถึงกับเรียกว่า เศรษฐศาสตร์ "น้ำกร่อย" แต่ สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก ซึ่งแปลตรงๆ จากภาษาจีนได้ว่า "เศรษฐศาสตร์ขั้นสุดยอด" ใช้แนวคิดของการยืมแรงสะท้อนแรง และ นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง ซึ่งประกอบด้วย 4 ทฤษฎีใหม่ที่หักล้างแนวคิดทฤษฎีการเงินและการคลังแบบเดิมๆ ประกอบไปด้วย "การคลังไท้เก๊ก" "การเงินไท้เก๊ก" "ปริวรรตไท้เก๊ก" และ "บำนาญไท้เก๊ก" น่าจะสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของโลกในอนาคตได้
ข้อเสนอของผมก็คือ หากนำเรื่องนี้บรรจุเข้าไปในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย น่าจะเกิดผลดีต่อ 4 ฝ่ายดังนี้
1. นักศึกษา : นักศึกษาของไทยจะมีความรู้ระดับเหนือชั้นกว่านักศึกษามหาวิทยาลับ top 10 ของโลกกันเลย นี่ดูเหมือนเรื่องที่แม้แต่ฝันยังไม่กล้าจะฝันด้วยซ้ำ แต่ลองคิดดูสิว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านั้นจะรู้จัก "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" (Taiji-Econ.) บ้างไหมละครับ?? หากนักศึกษาไทยถึงแม้เรียนรู้เข้าใจในเรื่องนี้ได้เพียง 5 ส่วน แต่ก็ยังดีกว่านักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นที่มีความรู้ในเรื่องนี้เป็นศูนย์ นี่มิได้เรียกว่า "เหนือชั้น" กว่าหรอกหรือ ??
2. มหาวิทยาลัย : 3 ปีที่ผ่านมาจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS พบว่า จุฬาฯ อันดับแย่ลงไปราว 100 อันดับตกไปอยู่อันดับที่ 239 ของโลก หากมหาวิทยาลัยไทยได้มีการสอนในวิชาที่แทบไม่มีที่ใดในโลกจัดการเรียนการสอนกัน แต่เป็นแนวคิดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก นี่มิใช่เป็นการสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นหรอกหรือ ?? มหาวิทยาลัยที่มีสำนักเศรษฐศาสตร์ล้วนแล้วแต่ติดอันดับ top 10 ทั้งสิ้นอย่าง ฮาร์วาร์ด เคมบริดจ์ พริ้นซ์ตัน หรือ ชิคาโก้ เผลอๆ มหาวิทยาลัยไทยอาจวิ่งดีขึ้นอย่างเร็วจนติดอันดับ top 100 ก็เป็นได้
3.ประเทศไทย : หากมองย้อนหลังกลับไปหลายทศวรรษที่ผ่านมา เคยมีสักวันไหมที่ประเทศไทยจะก้าวล้ำนำหน้าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย 3 ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์
เมื่อดูด้านคมนาคม : ไทยอาจสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 สายเสร็จได้ใน 7 ปี ใช้เงินลงทุนถึง 8 แสนล้านบาท แต่นั่นก็เป็นการเดินตามหลังญี่ปุ่นถึง 55 ปี อย่างไรก็ดี ผมยังสนับสนุนให้สร้างอยู่ดี เพราะการรอไปอีก 45 ปีแล้วสร้างนั้น คนรุ่นลูกอาจไปบอกรุ่นหลานว่า "ดีใจไหมที่ไทยมีรถไฟความเร็วสูงเสียที ลงทุนไปหลายล้านล้านบาท แถมเดินตามหลังญี่ปุ่นแค่ 100 ปีเอง"
เมื่อดูด้านการสื่อสาร : การลงทุน 3G 4G อาจใช้เงินเป็นแสนล้านบาท แต่คงไม่ต้องเทียบกับญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ เพราะไทยเรายังตามหลังประเทศลาวด้วยซ้ำไป
เมื่อดูด้านการศึกษา : คงไม่ต้องไปเทียบอะไรกับ 3 ประเทศนั้น ใช้งบกระทรวงศึกษาฯ ถึงปีละ 5 แสนล้านบาทแต่ไทยยังคงเหนื่อยกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนอยู่เลย
แต่สำหรับเรื่องนี้ หากมีการบรรจุ "สำนักเศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" เข้าไปในหลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์แล้วละนี่จะแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะ 3 ประเทศนั้นไม่ได้มีสำนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศตนเองเลย ตอนนี้ก็ยังคงใช้แนวคิดของสำนักเคนส์ และ สำนักการเงินนิยม กันอยู่ ดังนั้นจึงอาจแปลได้ว่า ไทยได้เดินนำหน้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์ ไปแล้วอย่างน้อยก็ 1 ก้าว โดยแทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำ น่าทึ่งไหมละครับ ??
4. โลก : เนื่องจาก "เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก" เป็นความรู้ใหม่ของโลกซึ่งน่าจะนำไปใช้เพื่อปลดล็อก 4 กับดักเศรษฐกิจพิษร้ายแรงของโลกคือ "กับดักเคนส์" "กับดักเงินเฟ้อ" "กับดักยูโร" และ "กับดักประกันสังคม" ได้ หากทำได้สำเร็จนี่นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ต่อโลกของเรา
ผมจึงขอเรียนเชิญท่านคณบดีเศรษฐศาตร์ และท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทยผู้มีวิสัยทัศน์ชั้นยอดมาร่วมกันสานฝันอันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยและเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน ลองติดต่อเข้ามานะครับ prawitruang@gmail.com
สุดท้ายผมขอฝากคำพูดอมตะของ สตีฟ จ็อบส์ไว้ตรงนี้ "กลุ่มคนที่บ้าพอจะเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกได้ คือพวกที่่จะทำได้จริง"
เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-econ.) คือ แนวคิดที่ใช้กฎ 3 ข้อของไท้เก๊กมาช่วย ด้วยการ "รักษาสมดุล" "ยืมพลังสะท้อนพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง" ซึ่งจะช่วยปรับปรุงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันที่้บกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สมการเปลี่ยนโลกเศรษฐศาสตร์
หากเป็นวิชาฟิสิกส์แล้วละก็ คงต้องยกให้ 2 สมการนี้ที่มีอิทธิพลต่อโลกอย่างมากก็คือ 1. F = ma ของนิวตัน โดยหากไม่มีแรงมากระทำ (F=0) แล้ว วัตถุย่อมหยุดนิ่งหรือเคลื่อนด้วยความเร็วคงที่ (ความเร่ง a=0) ซึ่งนี่ก็คือ กฏของนิวตันนั่นเอง และสมการ 2. E = mc^2 ของไอน์สไตน์ ที่บอกว่า มวลสารสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานมหาศาลได้ ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบิดนิวเคลียร์ และ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
สำหรับก่อนวิกฤติในยูโรโซนก็เช่นกัน กรีซ และ สเปน มีอัตราเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศเยอรมัน และ เนเธอร์แลนด์ ดังนั้นค่าเงินควรอ่อนลงในระยะยาว แต่เมื่อทั้งหมดผูกค่าเงินด้วย "ยูโร" ระบบจึงเดินหน้าไปไม่ได้ กรีซและสเปน จึงต้องพบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากวิกฤติการคลังเป็นต้นเหตุแต่อย่างใด แต่เกิดจากใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่แย้งกับ "สมการ" นั่นเอง โดยก่อนหน้านี้ สเปน ไอร์แลนด์ นั้นมีหนี้ภาครัฐ ต่อ GDP ที่ต่ำมากอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สมการนี้ยังชี้ว่าอย่ามองโลกในแง่ดีเกินไปนักสำหรับประเทศเกิดใหม่ หากคิดว่า อินเดีย จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเยอรมัน อินโดนีเซียจะวิ่งแซงอังกฤษ ภายในไม่กี่ปีละก็ควรคิดให้ดีเสียก่อนอีกรอบเพราะว่า ประเทศที่มีเงินเฟ้อสูงอย่าง อินเดีย อินโดนีเซียนั้น สมการนี้บ่งชี้ว่าในระยะยาวแล้วค่าเงินยังคงต้องอ่อนลงไปกว่านี้ได้อีกมาก นั่นหมายถึง GDP หากคิดเป็นดอลลาร์แล้วอาจไม่วิ่งเร็ววิ่งสูงอย่างที่กระแสคาดการณ์กันมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้
ส่วนสมการ MV = PQ ของ มิลตัน ฟรีดแมนบิดาแห่งสำนักการเงินบ้างเล่า สมการชี้ประเด็นว่า หากมีการเพิ่มปริมาณเงิน (M) ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ GDP (Q) สูงขึ้น และ อัตราเงินเฟ้อ (P) สูงขึ้นด้วย แต่ว่าผมไม่คิดเช่นนั้น ผมคิดว่า M ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้การหมุนของเงิน (V) ลดลงโดยอัตโนมัติ เงินจะไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ทีเป็น stock ไม่ได้เข้าสู่เศรษฐกิจจริงที่เป็น flow มากนัก
ผมจึงเปลี่ยนสมการการเงินเป็น อัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน = อัตราการเพิ่มของ GDP + อัตราเงินเฟ้อ + อัตราการไหลเข้าสุทธิในตลาดสินทรัพย์ สมการนี้จึงเป็นตัวชี้ว่าทำไม Fed ได้เพิ่มเงินถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลล์ แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกาจึงไม่แข็งแรง เงินเฟ้อก็ต่ำ แต่ตลาดบ้าน และ ตลาดหุ้นของอเมริกากลับแข็งแกร่ง
เมื่อดูอัตราการเพิ่มของปริมาณเงิน M2 อยู่ที่ 6.5% ต่อปีของสหรัฐฯ จึงเท่ากับ การเพิ่มของ GDP (1.6%) บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อ (1.5%) ขณะที่อีก 3.4% นั้นเงินไหลสุทธิเข้าไปยังตลาดสินทรัพย์ (บ้าน และ หุ้น) จะเห็นว่าปริมาณเงินที่เพิ่มไหลเข้าไปสู่ส่วนที่เป็น stock มากกว่า flow เสียอีก ซึ่งสมการใหม่นี้จะทำให้อธิบายผลของการเปลียนแปลงปริมาณเงินได้ดีขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังได้กล่าวอีกว่า "การเมืองคือเรื่องชั่วคราว สมการสิถาวร" นั่นดูเหมือนจะเป็นจริง เพราะ สมการของนิวตันนั้นใช้มาหลายศตวรรษแล้ว และเชื่อว่าอีก 100 ปีข้างหน้า สมการของไอน์สไตน์ก็จะยังคงอยู่คู่กับโลกต่อไปอีกเป็นแน่
ถ้าหากเป็นด้านวิชาปรัชญาตะวันออกบ้างละ สมการของพระพุทธเจ้าก็อาจเป็น "ไม่ทุกข์ = ไม่สุข" หากไม่มีตัวตนเสียแล้วจะละความสุขความทุกข์ทางโลกได้ นี่คงเป็นแก่นของพุทธศาสนา ส่วนสมการของท่านเล่าจื่อเจ้าลัทธเต๋านั่นอาจเป็น "หยิน = หยาง" แล้ว สมการของท่านจางซานฟงปรมาจารย์มวยไท้เก๊กก็อาจเป็น "นิ่ง = เคลื่อน" ส่วนสมการของท่านเติ้งเสี่ยวผิง ก็คงเป็น "แมวดำ=แมวขาว" จับหนูเก่งก็ใช้ได้ เหล่านี้คือ สมการด้านปรัชญาลึกซึ้งโดยคิดย้อนแย้งกับสามัญสำนึกแต่สำคัญกับโลกมาก
แล้วถ้าเรามาเข้าเรื่องด้านเศรษฐศาสตร์กันดูบ้าง อุปสงค์ = อุปทาน คือ สมการที่เริ่มมาตั้งแต่ก่อตั้งวิชาเศรษฐศาตร์ทุนนิยมคลาสสิค โดย อดัม สมิธ เมื่อ 200 ปีก่อนและ เซย์ ก็ได้นำไปตั้งเป็น "กฏของเซย์" แต่ เคนส์ได้หักล้างสมการนี้เสียและบอกว่า บางเวลาอาจเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน หรือ อุปทานส่วนเกินได้ เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป หรือ เศรษฐกิจตกต่ำมากๆ
ยังมีสมการที่สร้างโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา เออร์วิง ฟิชเชอร์ (บิดาแห่งทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยน) ได้สร้างสมการที่เรียกว่า Fisher Effect ทีน่าสนใจมาก โดยได้ตั้งไว้ดังนี้ อัตราดอกเบี้ย = อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง + อัตราเงินเฟ้อที่คาดหวัง และ International Fisher Effect ที่เขียนไว้ว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน = ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย นั่นหมายถึง ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง ก็ควรมีอัตราดอกเบี้ยสูงด้วย และ ค่าเงินก็ควรอ่อนลงในระยะยาว
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงต้นเหตุแห่งวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้ง เช่น เตกีล่า และ ต้มยำกุ้ง โดยก่อนวิกฤตินั้น เม็กซิโก และ ไทย ล้วนมีเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอเมริกา แต่ค่าเงินเปโซ และ เงินบาทดันไปผูกกับเงินดอลลาร์ไว้ ซึ่งมันเป็นการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบแย้งสมการเต็มๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด การใช้ค่าเงินที่แข็งเกินจริงทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง และเมื่อความเชื่อมั่นถดถอย เงินทุนไหลออก ก็จำเป็นต้องลดค่าเงินลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับก่อนวิกฤติในยูโรโซนก็เช่นกัน กรีซ และ สเปน มีอัตราเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศเยอรมัน และ เนเธอร์แลนด์ ดังนั้นค่าเงินควรอ่อนลงในระยะยาว แต่เมื่อทั้งหมดผูกค่าเงินด้วย "ยูโร" ระบบจึงเดินหน้าไปไม่ได้ กรีซและสเปน จึงต้องพบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากวิกฤติการคลังเป็นต้นเหตุแต่อย่างใด แต่เกิดจากใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่แย้งกับ "สมการ" นั่นเอง โดยก่อนหน้านี้ สเปน ไอร์แลนด์ นั้นมีหนี้ภาครัฐ ต่อ GDP ที่ต่ำมากอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สมการนี้ยังชี้ว่าอย่ามองโลกในแง่ดีเกินไปนักสำหรับประเทศเกิดใหม่ หากคิดว่า อินเดีย จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเยอรมัน อินโดนีเซียจะวิ่งแซงอังกฤษ ภายในไม่กี่ปีละก็ควรคิดให้ดีเสียก่อนอีกรอบเพราะว่า ประเทศที่มีเงินเฟ้อสูงอย่าง อินเดีย อินโดนีเซียนั้น สมการนี้บ่งชี้ว่าในระยะยาวแล้วค่าเงินยังคงต้องอ่อนลงไปกว่านี้ได้อีกมาก นั่นหมายถึง GDP หากคิดเป็นดอลลาร์แล้วอาจไม่วิ่งเร็ววิ่งสูงอย่างที่กระแสคาดการณ์กันมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้
ส่วนสมการ MV = PQ ของ มิลตัน ฟรีดแมนบิดาแห่งสำนักการเงินบ้างเล่า สมการชี้ประเด็นว่า หากมีการเพิ่มปริมาณเงิน (M) ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ GDP (Q) สูงขึ้น และ อัตราเงินเฟ้อ (P) สูงขึ้นด้วย แต่ว่าผมไม่คิดเช่นนั้น ผมคิดว่า M ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้การหมุนของเงิน (V) ลดลงโดยอัตโนมัติ เงินจะไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ทีเป็น stock ไม่ได้เข้าสู่เศรษฐกิจจริงที่เป็น flow มากนัก
ผมจึงเปลี่ยนสมการการเงินเป็น อัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน = อัตราการเพิ่มของ GDP + อัตราเงินเฟ้อ + อัตราการไหลเข้าสุทธิในตลาดสินทรัพย์ สมการนี้จึงเป็นตัวชี้ว่าทำไม Fed ได้เพิ่มเงินถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลล์ แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกาจึงไม่แข็งแรง เงินเฟ้อก็ต่ำ แต่ตลาดบ้าน และ ตลาดหุ้นของอเมริกากลับแข็งแกร่ง
เมื่อดูอัตราการเพิ่มของปริมาณเงิน M2 อยู่ที่ 6.5% ต่อปีของสหรัฐฯ จึงเท่ากับ การเพิ่มของ GDP (1.6%) บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อ (1.5%) ขณะที่อีก 3.4% นั้นเงินไหลสุทธิเข้าไปยังตลาดสินทรัพย์ (บ้าน และ หุ้น) จะเห็นว่าปริมาณเงินที่เพิ่มไหลเข้าไปสู่ส่วนที่เป็น stock มากกว่า flow เสียอีก ซึ่งสมการใหม่นี้จะทำให้อธิบายผลของการเปลียนแปลงปริมาณเงินได้ดีขึ้นกว่าเดิม
และก็มาเข้าถึงประเด็นสำคัญ โดยยังจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้สร้างสมการไว้แบบนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงของ GDP = m * การเปลี่ยนแปลงของ G โดย m คือ ค่าตัวทวีการคลังซึ่งมีค่ามากกว่า 1 ดังนั้นหากรัฐทุ่มงบประมาณเข้าไปมากๆ และ เลือกโครงการที่มีค่าตัวทวีสูงๆ ก็จะเป็นผลบวกต่อศรษฐกิจได้มาก ซึ่งเรื่องนี้ยอดเยี่ยมเมื่อ 80 ปีก่อนในยุคที่เชื่อกันว่ารัฐบาลไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ ปล่อยให้กลไกตลาดของภาคเอกชนทำงานไปจะดีกว่า สมการได้เปลี่ยนมุมมองของเศรษฐศาสตร์มหภาคกันเลย
แต่ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายตั้งแต่ อเมริกา ญี่ปุ่น ยูโรโซน ล้วนแล้วแต่ติด "กับดักเคนส์" คือ ไม่ว่าจะเลือกทาง "รัดเข็มขัด" หรือ "คลายเข็มขัด" เศรษฐกิจก็ไม่เติบโตมากพอจะทันกับหนี้สินภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ หนี้ภาครัฐ ต่อ GDP ยังคงวิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
ผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ทฤษฎีเคนส์ต้องติด "กับดักเคนส์" ก็คือ "โครงสร้างประชากร" ที่เปลี่ยนจาก "พีระมิด" เป็น "โอ่งน้ำ" โดยที่รัฐต้องแบกรับภาระของผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งด้านเงินบำนาญ และ ประกันสุขภาพ ขณะที่เด็กรุ่นใหม่มีน้อยลงทำให้ประชากรที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงานน้อยลง รัฐจึงเก็บภาษีได้จากประชากรกลุ่มที่เล็กลงนั่นเอง
ผมจึงได้คิดสมการขึ้นมาใหม่บ้าง นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงของ GDP = m * การเปลี่ยนแปลงของ Gp โดยที่ Gp คือ G pension เป็นส่วนหนึ่งของ G ที่ใช้เพื่อสมทบเงินเข้ากองทุนบำนาญ และ การให้หักลดหย่อนภาษีสำหรับเงินออมบำนาญ และ m (ตัวทวี) มีค่าติดลบ นี่คือ การเปิดช่องให้ประเทศพัฒนาแล้วที่มีวิกฤติการคลัง จะสามารถรัดเข็มขัดไปพร้อมๆ กับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้
ท่านผู้นำของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมไปถึงท่านผู้นำของยูโรโซน หากได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงจะตื่นเต้นดีใจอย่างมาก เพราะ แนวทางการดูแลวิกฤติการคลังไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วยนั้นอาจอยู่ที่สมการข้างต้นนี่เอง โดยเฉพาะสหรัฐฯ นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้เจรจาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในเรื่องเพดานหนี้ได้เลย โดยแนวคิดแบบย้อนแย้งนี้จะไม่สามารถทำได้เลยในโลกเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสำนักเคนส์ หรือ สำนักนีโอคลาสสิกก็ตาม นี่มิได้เป็นการ "เปลี่ยนโลกเศรษฐศาสตร์" หรอกหรือ ??
ท่านผู้นำของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมไปถึงท่านผู้นำของยูโรโซน หากได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงจะตื่นเต้นดีใจอย่างมาก เพราะ แนวทางการดูแลวิกฤติการคลังไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วยนั้นอาจอยู่ที่สมการข้างต้นนี่เอง โดยเฉพาะสหรัฐฯ นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้เจรจาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในเรื่องเพดานหนี้ได้เลย โดยแนวคิดแบบย้อนแย้งนี้จะไม่สามารถทำได้เลยในโลกเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสำนักเคนส์ หรือ สำนักนีโอคลาสสิกก็ตาม นี่มิได้เป็นการ "เปลี่ยนโลกเศรษฐศาสตร์" หรอกหรือ ??
แล้วท่านผู้อ่านละ....มีสมการที่จะใช้เปลี่ยนโลกบ้างหรือเปล่าครับ ??
วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556
เส้นทางการหักล้างทฤษฎีเศรษฐศาสตร์
หากเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คงต้องใช้เวลานานหลายศตวรรษกว่าจะหักล้างทฤษฎีกันได้ เช่น โคเปอร์นิคัส หักล้าง ทฤษฎี "โลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล" ของปโตเลมี หรือ กาลิเลโอ หักล้างทฤษฎีของอริสโตเติล ด้วยการทดลองโยนก้อนหินที่หอเอนปิซา หรือแม้แต่ไอน์สไตน์ หักล้างทฤษฎีของนิวตันก็ตาม
แต่สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น มีความเป็น "วิทยาศาสตร์" น้อยกว่า และมีความเป็น "สังคมศาสตร์" มากกว่า ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมเสรีได้ก่อกำเนิดโดย อดัม สมิธ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์) ราว 200 ปี แต่มีการพยายามหักล้างทฤษฎีของศาสตร์นี้ในหลายรูปแบบมากมาย ตัวอย่างเช่น
คาร์ล มาร์กซ์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์) ได้พยายามชี้ประเด็นว่า ปัจจัยการผลิตทั้ง "ทุน ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ" นั้น ควรอยู่ในการดูแลของภาครัฐเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ควรปล่อยให้ภาคเอกชนจัดการ เพราะจะก่อให้เกิดเอาเปรียบจากชนชั้นนายทุนและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมาก อย่างไรก็ดี ด้วยระบบ "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" นั้้น การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ สินค้าไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เศรษฐกิจซบเซาตกต่ำ เช่นกรณีของพม่า และ เกาหลีเหนือ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน ท่านเติ้งเสี่ยวผิงได้นำเอา "ทฤษฎีแมวดำแมวขาว" โดยพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ "ทุนนิยม" แม้การเมืองจะเป็นแบบ "คอมมิวนิสต์" ก็ตาม จนทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างน่ามหัศจรรย์มาหลายสิบปี เมื่อถึงเวลานี้จึงอาจกล่าวได้ว่า "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" พ่ายแพ้แก่ "เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม" แม้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะยังคงอยู่ก็ตาม
แต่สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น มีความเป็น "วิทยาศาสตร์" น้อยกว่า และมีความเป็น "สังคมศาสตร์" มากกว่า ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมเสรีได้ก่อกำเนิดโดย อดัม สมิธ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์) ราว 200 ปี แต่มีการพยายามหักล้างทฤษฎีของศาสตร์นี้ในหลายรูปแบบมากมาย ตัวอย่างเช่น
คาร์ล มาร์กซ์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์) ได้พยายามชี้ประเด็นว่า ปัจจัยการผลิตทั้ง "ทุน ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ" นั้น ควรอยู่ในการดูแลของภาครัฐเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ควรปล่อยให้ภาคเอกชนจัดการ เพราะจะก่อให้เกิดเอาเปรียบจากชนชั้นนายทุนและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมาก อย่างไรก็ดี ด้วยระบบ "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" นั้้น การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ สินค้าไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เศรษฐกิจซบเซาตกต่ำ เช่นกรณีของพม่า และ เกาหลีเหนือ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน ท่านเติ้งเสี่ยวผิงได้นำเอา "ทฤษฎีแมวดำแมวขาว" โดยพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ "ทุนนิยม" แม้การเมืองจะเป็นแบบ "คอมมิวนิสต์" ก็ตาม จนทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างน่ามหัศจรรย์มาหลายสิบปี เมื่อถึงเวลานี้จึงอาจกล่าวได้ว่า "เศรษฐศาสตร์คอมมิวนิสต์" พ่ายแพ้แก่ "เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม" แม้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะยังคงอยู่ก็ตาม
และเมื่อมาถึงยุคของ อี.เอฟ.ชูมาร์กเกอร์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ) ได้มุ่งประเด็นไปที่ "การเพิ่มประสิทธิภาพการบริโภค" แทนที่ "การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต" เพื่อให้เกิดอรรถประโยชน์สูง หากทำได้สำเร็จ ก็หมายถึง การบริโภคที่น้อยลง ใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่มีความพึงพอใจสูงขึ้น แม้ว่าโลกได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติมากมาย จนผู้คนเริ่มคุ้นชินกับ "การบริโภคน้อยลง แต่มีความสุขมากขึ้น" ได้แล้วก็ตาม การเดินหน้าไปตามแนวทางนี้ อาจหมายถึง การใช้จ่ายที่น้อยลง GDP ลดลง เศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ผู้คนมีความสุขมากขึ้น สิ่งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็น "ศาสนศาสตร์" ไปมากกว่า "เศรษฐศาสตร์" ถึงแม้จะหักล้าง "ทุนนิยม" ซึ่งเป็นกระแสหลักยังไม่สำเร็จ แต่ความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนและความเสียหายของเศรษฐกิจจากความโลภที่เกินขอบเขต ก็น่าจะส่งผลให้ "เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ" ดูดีมีน้ำหนักมากขึ้นในอนาคตเป็นแน่
แล้วภายในแวดวงของ "ทุนนิยม" บ้างละ อดัม สมิธ เน้นที่คำว่า "แข่งขันเสรี" ปล่อยให้ "มือที่มองไม่เห็น" ทำงานแล้วจะทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดได้เอง แต่ จอห์น แนช (บิดาแห่งทฤษฎีเกม) ได้แทนที่ "การแข่งขัน" ด้วย "การร่วมมือ" ต่างหากที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่่ดีกว่าเป็น "win-win" ตามแนวคิดของ ทฤษฎีเกม และ ดุลยภาพแนช (Nash Equilibrium) ซึ่งเป็นไปตามเรื่องราวในภาพยนตร์ A Beautiful Mind นั่นเอง และ รางวัลโนเบลก็ดูเหมือนเป็นตัวบ่งชี้ว่าเขาได้หักล้างทฤษฎีของอดัม สมิธ จริง
ส่วน จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค) ไม่เห็นด้วยกับคำว่า "เสรี" แต่การที่รัฐบาลเข้าไป "แทรกแซง" โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำต่างหากที่จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า สิ่งนี้ได้พัฒนากลายเป็นทฤษฎีการคลัง หรือ "ทฤษฎีเคนส์" มาจนถึงปัจจุบัน โดยเคนส์ บอกว่า "ค่าตัวทวี" (multiplier) นั้นจะมากกว่า 1 หมายถึง การที่รัฐบาลใส่เงินเข้าไปจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนบริโภค และ ลงทุนตามมาด้วย
แน่นอนว่าแนวคิดแบบนี้ก็ถูกโต้แย้งโดย มิลตัน ฟรีดแมน (บิดาแห่งสำนักการเงินนิยม) ที่ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นจะไปแย่งเงินของภาคเอกชน (crowding out) ซึ่งจะทำให้สุดท้ายแล้ว "ค่าตัวทวี" จะเหลืออยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เท่านั้นเอง
โดยในกรอบทฤษฎีเคนส์นั้น G = Gc+Gi คือ การใช้จ่ายของภาครัฐนั้น มีเพื่อการบริโภค และ การลงทุนเท่านั้น โดยเคนส์เชื่อว่า เมื่อเพิ่ม G ก็ดึงให้เอกชนเพิ่มการบริโภค และ ลงทุน (C และ I) เพิ่มตามไปด้วย ขณะที่ฟรีดแมนบอกว่าการเพิ่ม G จะไปแย่งเงินเอกชนส่งผลให้ C และ I ลดลงต่างหาก
แต่สำหรับ "ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก" G = Gc+Gi+Gs+Gp ซึ่งกว้างออกไปกว่าเดิมนั้น แล้วสมการที่ยาวขึ้นนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้างละ
Gs : G stock ซึ่งหมายถึง การที่รัฐบาลนำเงินไปใช้เพื่อการเก็บสต็อกสินค้าบางอย่างที่เสื่อมค่าลงไปได้ เงินไม่หมุน และ ค่าตัวทวีจะต่ำมาก
เรื่องนี้ทำให้เข้าใจได้ว่ากรณีของการจำนำข้าว แม้รัฐบาลเพื่อไทยใช้เงินถึง 6.7 แสนล้านบาทเพื่อรับจำนำข้าว พร้อมเก็บสต็อกถึงเกือบ 20 ล้านตัน แต่ผลทางเศรษฐกิจนั้นน่าจะแค่พอๆ กับรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ใช้ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรราว 6-7 หมื่นล้านต่อปี นั่นก็เพราะว่า Gs มี "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำมากนั่นเอง
นอกจากนี้กรณีการนำเงิน 2 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อยางราว 2 แสนตันเก็บเป็นสต็อกเพื่อพยุงราคายางก็เช่นกัน จะเห็นว่าผลประโยชน์ที่ตกกับชาวสวนยางนั้นก็มีน้อยมาก
ยังรวมไปถึงโครงการ "รถยนต์คันแรก" ที่กลายเป็น สต็อกรถยนต์ มีผู้จองสิทธิแต่ไม่มารับรถก็มาก ผ่อนไม่รอดก็เยอะ ไม่ใช่การบริโภคแบบครั้งเดียวจบ แต่มีภาะที่ต้องดูแลผ่อนค่างวดไปอีกหลายปี จนลดทอนกำลังซื้อของคนชั้นกลางไปไม่น้อยเลย
ไม่เพียงแต่ "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำเพราะเงินไม่หมุนเท่านั้น แต่การเสื่อมค่าของสต็อก และ การเปิดช่องให้ทุจริตได้ก็ดูเหมือนจะทำให้นโยบายการคลังแบบ Gs ของรัฐบาลดูแย่ไปเลย
ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ Gp หรือ G pension ซึ่งหมายถึง การที่ภาครัฐส่งเงินสมทบ หรือ ให้วงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนบำนาญอย่าง กบข.ประกันสังคม RMF, LTF และ ประกันชีวิต การที่รัฐบาลใช้เงินมากขึ้น ทำให้มีการออมเข้ามาในกองทุนบำนาญมากขึ้นด้วย แม้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตแต่นั่นกลับทำให้การใช้จ่ายในปัจจุบันลดลง ค่าตัวทวีของ Gp จึงถึงขั้น "ติดลบ" ซึ่งเรื่องนี้หักล้างทฤษฎีของเคนส์ที่ว่าตัวทวีมากกว่า 1 และ ยังหักล้างแนวคิดการคลังของกลุ่มการเงินนิยมที่บอกว่าค่าตัวทวีอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 อีกด้วย
นั่นหมายถึง หากรัฐบาลรัดเข็มขัดการคลังในส่วนนี้จะกลับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่สามารถจะเป็นไปได้เลยในกรอบทฤษฎีเคนส์ ดังนั้น "การคลังไท้เก๊ก" จึงเป็นการหักล้าง "ทฤษฎีเคนส์" เต็มๆ และ เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้ประเทศซึ่งมีวิกฤติการคลังอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่นและ ยูโรโซน อาจรวมถึงประเทศไทยในอนาคตนั้น สามารถหาช่องทางที่จะ "รัดเข็มขัดการคลัง" พร้อมๆ ไปกับการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ได้ด้วย
และเนื่องจากปรมาจารย์ "เคนส์" คือ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค ดังนั้น การหักล้างทฤษฎีเคนส์ จึงอาจหมายความว่า โลกได้เวลาที่จะต้องเขียนตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคกันใหม่แล้ว คิดแบบนั้นไหมครับ ??
ส่วน จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค) ไม่เห็นด้วยกับคำว่า "เสรี" แต่การที่รัฐบาลเข้าไป "แทรกแซง" โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำต่างหากที่จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า สิ่งนี้ได้พัฒนากลายเป็นทฤษฎีการคลัง หรือ "ทฤษฎีเคนส์" มาจนถึงปัจจุบัน โดยเคนส์ บอกว่า "ค่าตัวทวี" (multiplier) นั้นจะมากกว่า 1 หมายถึง การที่รัฐบาลใส่เงินเข้าไปจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนบริโภค และ ลงทุนตามมาด้วย
แน่นอนว่าแนวคิดแบบนี้ก็ถูกโต้แย้งโดย มิลตัน ฟรีดแมน (บิดาแห่งสำนักการเงินนิยม) ที่ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นจะไปแย่งเงินของภาคเอกชน (crowding out) ซึ่งจะทำให้สุดท้ายแล้ว "ค่าตัวทวี" จะเหลืออยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เท่านั้นเอง
โดยในกรอบทฤษฎีเคนส์นั้น G = Gc+Gi คือ การใช้จ่ายของภาครัฐนั้น มีเพื่อการบริโภค และ การลงทุนเท่านั้น โดยเคนส์เชื่อว่า เมื่อเพิ่ม G ก็ดึงให้เอกชนเพิ่มการบริโภค และ ลงทุน (C และ I) เพิ่มตามไปด้วย ขณะที่ฟรีดแมนบอกว่าการเพิ่ม G จะไปแย่งเงินเอกชนส่งผลให้ C และ I ลดลงต่างหาก
แต่สำหรับ "ทฤษฎีการคลังไท้เก๊ก" G = Gc+Gi+Gs+Gp ซึ่งกว้างออกไปกว่าเดิมนั้น แล้วสมการที่ยาวขึ้นนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้างละ
Gs : G stock ซึ่งหมายถึง การที่รัฐบาลนำเงินไปใช้เพื่อการเก็บสต็อกสินค้าบางอย่างที่เสื่อมค่าลงไปได้ เงินไม่หมุน และ ค่าตัวทวีจะต่ำมาก
เรื่องนี้ทำให้เข้าใจได้ว่ากรณีของการจำนำข้าว แม้รัฐบาลเพื่อไทยใช้เงินถึง 6.7 แสนล้านบาทเพื่อรับจำนำข้าว พร้อมเก็บสต็อกถึงเกือบ 20 ล้านตัน แต่ผลทางเศรษฐกิจนั้นน่าจะแค่พอๆ กับรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ใช้ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรราว 6-7 หมื่นล้านต่อปี นั่นก็เพราะว่า Gs มี "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำมากนั่นเอง
นอกจากนี้กรณีการนำเงิน 2 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อยางราว 2 แสนตันเก็บเป็นสต็อกเพื่อพยุงราคายางก็เช่นกัน จะเห็นว่าผลประโยชน์ที่ตกกับชาวสวนยางนั้นก็มีน้อยมาก
ยังรวมไปถึงโครงการ "รถยนต์คันแรก" ที่กลายเป็น สต็อกรถยนต์ มีผู้จองสิทธิแต่ไม่มารับรถก็มาก ผ่อนไม่รอดก็เยอะ ไม่ใช่การบริโภคแบบครั้งเดียวจบ แต่มีภาะที่ต้องดูแลผ่อนค่างวดไปอีกหลายปี จนลดทอนกำลังซื้อของคนชั้นกลางไปไม่น้อยเลย
ไม่เพียงแต่ "ค่าตัวทวี" ที่ต่ำเพราะเงินไม่หมุนเท่านั้น แต่การเสื่อมค่าของสต็อก และ การเปิดช่องให้ทุจริตได้ก็ดูเหมือนจะทำให้นโยบายการคลังแบบ Gs ของรัฐบาลดูแย่ไปเลย
ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ Gp หรือ G pension ซึ่งหมายถึง การที่ภาครัฐส่งเงินสมทบ หรือ ให้วงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนบำนาญอย่าง กบข.ประกันสังคม RMF, LTF และ ประกันชีวิต การที่รัฐบาลใช้เงินมากขึ้น ทำให้มีการออมเข้ามาในกองทุนบำนาญมากขึ้นด้วย แม้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตแต่นั่นกลับทำให้การใช้จ่ายในปัจจุบันลดลง ค่าตัวทวีของ Gp จึงถึงขั้น "ติดลบ" ซึ่งเรื่องนี้หักล้างทฤษฎีของเคนส์ที่ว่าตัวทวีมากกว่า 1 และ ยังหักล้างแนวคิดการคลังของกลุ่มการเงินนิยมที่บอกว่าค่าตัวทวีอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 อีกด้วย
นั่นหมายถึง หากรัฐบาลรัดเข็มขัดการคลังในส่วนนี้จะกลับทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่สามารถจะเป็นไปได้เลยในกรอบทฤษฎีเคนส์ ดังนั้น "การคลังไท้เก๊ก" จึงเป็นการหักล้าง "ทฤษฎีเคนส์" เต็มๆ และ เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้ประเทศซึ่งมีวิกฤติการคลังอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่นและ ยูโรโซน อาจรวมถึงประเทศไทยในอนาคตนั้น สามารถหาช่องทางที่จะ "รัดเข็มขัดการคลัง" พร้อมๆ ไปกับการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ได้ด้วย
และเนื่องจากปรมาจารย์ "เคนส์" คือ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค ดังนั้น การหักล้างทฤษฎีเคนส์ จึงอาจหมายความว่า โลกได้เวลาที่จะต้องเขียนตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคกันใหม่แล้ว คิดแบบนั้นไหมครับ ??
วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556
แทรกแซงไท้เก๊ก : กรอบแนวคิดใหม่ใช้แก้ปัญหาสินค้าเกษตร
การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 4 วิธีดังนี้
1. รับจำนำ : อย่างกรณีของข้าว ณ ปัจจุบัน ซึ่งการจำนำด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก ตันละ 1.5 หมื่นบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนหลายแสนล้านบาท และ มีภาระในการระบายสต๊อกข้าวที่เริ่มเสื่อมสภาพอีกด้วย
2. ประกันราคา : อย่างกรณีของยางแผ่นรมควันที่รัฐบาลเคยสัญญาประกันราคาที่ 90 บาท ขณะที่ชาวสวนยางบางคนก็พอใจ บางคนก็เรียกร้องที่ 95 บาท โดยรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างของราคาให้
3. ชดเชยรายได้ : รัฐบาลได้พยายามเสนอให้จ่ายเงินชดเชยปัจจัยการผลิตให้ 2520 บาทต่อไร่ให้กับชาวสวนยาง ไม่เกิน 25 ไร่ ใช้งบราว 2.1 หมื่นล้าน
4. แทรกแซงตลาดจริง : เช่น ที่ผ่านมาได้ซื้อยางเข้าแทรกแซงตลาดราว 2 หมื่นล้านบาท ได้สต๊อกยาง 2 แสนตันแต่สต๊อกก็มีมูลค่าลดลงเสื่อมค่าลง และ ไม่สามารถพยุงราคาตลาดได้เมื่อจำเป็นต้องระบายสต๊อกออกไป
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด เหล่านี้ล้วนเป็นโมเดลแบบ "ขาดทุนก็คือกำไร" นั่นหมายถึง รัฐบาลยอมขาดทุนเพื่อสร้างกำไรให้กับเกษตรกรทั้งชาวนาชาวสวนนั่นเอง มันจะมีวิธีใหม่ๆ บ้างหรือไม่ เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามเราก็อาจได้คำตอบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นั่นก็คือโมเดลแบบ "กำไรก็คือกำไร" ซึ่งหมายถึงว่า ทั้งรัฐบาลก็มีกำไร และ เกษตรกรก็มีกำไรด้วย แต่มันจะเป็นไปได้ละหรือ ??
กรอบแนวคิดใหม่นี้ก็คือ "แทรกแซงไท้เก๊ก" (คำแปลจากภาษาจีน : สุดยอดการแทรกแซง) ซึ่งเป็น 1 ใน 18 กระบวนท่าของ "การคลังไท้เก๊ก" โดยใช้แนวคิด "ในนิ่งมีเคลือน" และ "สี่ตำลึงปาดพันชั่ง" ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาสำคัญของ "มวยไท้เก๊ก" นั่นเอง คือ ใช้แรงที่น้อยเพื่อยกตลาดขนาดใหญ่มากขึ้นไปได้
ด้วยการจัดตั้ง "กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านตลาดล่วงหน้า" โดยควรเริ่มต้นจากสินค้าเกษตรที่เป็นปัญหา "ยางพารา" ก่อนเลย โดยอาจวางเงินทุนเริ่มต้น 5 พันล้านบาท ด้วยวิธีการแทรกแซงผ่านตลาดล่วงหน้าจะมีข้อดีกว่าการแทรกแซงตลาดแบบเดิมๆ 2 เรื่อง คือ
1. สามารถเพิ่มกำลังซื้อได้ถึง 20 เท่า เช่น กรณีของยาง วางเงินค้ำประกัน 5 พันล้าน จะสามารถแทรกแซงตลาดยางได้ถึง 1 แสนล้านบาท หรือกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตส่วนเกินของยางธรรมชาติที่ประเมินไว้ราว 5 แสนตันต่อปีเสียอีก ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าน่าจะดันราคายางแผ่นรมควันให้ถึง 100 บาทต่อ กก. ได้ไม่ยากนัก ซึ่งนั่นก็จะเป็นระดับราคาที่ชาวสวนยางพอใจ
2. ไม่ต้องเก็บสต๊อกยางจริง : สัญญาซื้อล่วงหน้าจะเป็น "สต๊อกเสมือน" จะสามารถถือไปได้เรื่อยๆ ด้วยการต่อสัญญาแบบ roll over ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเสื่อมคุณภาพของสต๊อก ซึ่งจะต้องถูกบีบให้รีบขายออกมาเมื่อเก็บเกิน 1 ปีเหมือนกรณีสต๊อกข้าว และ ยาง ของรัฐบาลในปัจจุบัน
หากเรื่องนี้เป็นไปตามแผนก็คือ รัฐบาลจะมีผลกำไรจากงานนี้ด้วย เพราะ ไล่ซื้อไปจากราคาต่ำๆ ไปสู่ระดับสูงๆ กว่า 100 บาทต่อ กก.ได้ ขณะที่ชาวสวนยางก็พอใจกับระดับราคานั้นรายได้อาจสูงขึ้น 25% หรือเพิ่มขึ้น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปีกันเลย โดยรัฐบาลก็ไม่ต้องเสียงบฯ 2.1 หมื่นล้านตามแผนเดิม ความจริงแล้วรัฐบาลไทยอาจไม่ต้องซื้อแทรกแซงถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะ เพียงแค่ประกาศว่ารัฐบาลไทยจะแทรกแซงในตลาดล่วงหน้าถึง 1 ล้านตัน และเป็นสต๊อกเสมือนที่จะเก็บไว้นานเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อข่าวแบบนี้ออกไปก็จะมีคนเข้ามาช่วยรัฐบาลไทยซื้อยางจำนวนมากอยู่แล้ว
แต่สำหรับ "ข้าว" นั้นเป็นสินค้าเกษตรที่ท้าทายยิ่งกว่าและเรื่องราวอาจยากกว่าหน่อย เพราะ มีการผลิตข้าวเจ้าทั่วโลกถึง 450 ล้านตันต่อไป ขณะที่ไทยผลิตอยู่ราว 20 ล้านตันเท่านั้น ส่วนข้าวที่เหลือเพื่อทำการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ 8% ของการผลิตรวม ดังนั้น หากจะแทรกแซงจริงๆ อาจต้องทำถึง 10 ล้านตันขึ้นไปหรือราว 1.5 แสนล้านบาทแต่ด้วยนี่เป็นการแทรกแซงผ่านตลาดล่วงหน้า รัฐบาลก็ใส่เงินค้ำประกันแค่ 7.5 พันล้านบาทเท่านั้นเองเพื่อแทรกแซงตลาดข้าวได้ถึง 10 ล้านตัน โดยไม่ต้องเก็บสต๊อกจริงด้วย จะเห็นว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่าใช้เพื่อจำนำข้าวในปัจจุบันลิบลับ
หากสามารถทำแล้วได้ผลดี สิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือ "ยืมพลัง" ทั้งจากภาคประชาชนด้วยการออก "กองทุนรวมสินค้าเกษตรไทย" แบบประหยัดภาษีได้คล้าย LTF, RMF ก็อาจระดมเงินมาได้ราว 1 หมื่นล้าน ทั้งยังอาจ "ยืมพลัง" จากกองทุนบำนาญ โดยอาจกำหนดให้ 1% ของสินทรัพย์ต้องมาลงทุนในสต๊อกสินค้าเกษตรไทยก็เป็นเงินถึง 3.5 หมื่นล้านบาท รวมกัน 2 แหล่งเมื่อคูณด้วยกำลังซื้อ 20 เท่าก็จะสามารถซื้อสต๊อกสินค้าเกษตรไทย (ข้าว ยาง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด มัน และอื่นๆ ) เป็นสินทรัพย์ได้ถึง 9 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
หากแค่นั้นยังไม่สะใจพอ เนื่องจากการพยุงราคาข้าวและยางนั้นจะเป็นผลดีทางรายได้ของชาวนา ในอินเดีย และ เวียดนาม รวมถึง ชาวสวนยาง ของ อินโดนีเซีย และ มาเลเซียด้วย ดังนั้น ควร "ยืมพลัง" ของประเทศคู่แข่งในการขายข้าว และ คู่แข่งในการขายยาง ให้มาร่วมมือในการทำแบบเดียวกัน พลังก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จะส่งผลให้ภูมิภาคนี้สามารถกำหนดทิศทางราคาตลาดโลกได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ด้วยกระบวนการเหล่านี้ จะมีข้อดีทั้ง 4 ด้านเลยก็คือ 1. รัฐบาลไม่ขาดทุนแถมมีกำไรติดไม้ติดมือ ไม่ต้องระบายสต๊อกที่เน่าเสีย แถมไม่ต้องรับมือกับม็อบภาคเกษตรอีกต่อไป 2. ชาวนาชาวสวนพอใจกับราคาที่สูงและมีรายได้ที่สูงขึ้น 3. เป็นการช่วยสร้างธุรกรรมให้ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า AFET 4. ปิดช่องการทุจริตคอรัปชั่นการรั่วไหลของงบประมาณ
หากกรอบแนวคิดใหม่นี้ได้ถูกนำไปใช้และสำเร็จโดยดีนั่นหมายถึง ประเทศไทยจะประหยัดงบประมาณในการอุดหนุนภาคเกษตรที่ปกติแล้วต้องจ่ายถึงกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีไปได้สบายๆ เกษตรกรได้ราคาที่สูงจนน่าพอใจ นอกจากนี้ยังปิดช่องทางทุจริตสำหรับกลุ่มคนที่เล่นกลโกงกับเงินทอนของงบประมาณรั่วไหลอีกด้วย นี่อาจเป็นการเปลี่ยนโมเดลของไทยในรอบหลายสิบปีจาก "ขาดทุนก็คือกำไร" มาเป็น "กำไรก็คือกำไร" ประหยัดเงินรัฐบาลไปแสนล้าน และเกษตรกรกำไรเพิ่มขึ้นอีกแสนล้าน เมื่อเห็นตัวเลขผลประโยชน์ที่สูงขึ้นของชาติแบบนี้แล้ว ผมอดที่จะตื่นเต้นไปกับแนวคิดใหม่นี้ไม่ได้ แล้วท่านผู้อ่านละครับ ??
1. รับจำนำ : อย่างกรณีของข้าว ณ ปัจจุบัน ซึ่งการจำนำด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก ตันละ 1.5 หมื่นบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนหลายแสนล้านบาท และ มีภาระในการระบายสต๊อกข้าวที่เริ่มเสื่อมสภาพอีกด้วย
2. ประกันราคา : อย่างกรณีของยางแผ่นรมควันที่รัฐบาลเคยสัญญาประกันราคาที่ 90 บาท ขณะที่ชาวสวนยางบางคนก็พอใจ บางคนก็เรียกร้องที่ 95 บาท โดยรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างของราคาให้
3. ชดเชยรายได้ : รัฐบาลได้พยายามเสนอให้จ่ายเงินชดเชยปัจจัยการผลิตให้ 2520 บาทต่อไร่ให้กับชาวสวนยาง ไม่เกิน 25 ไร่ ใช้งบราว 2.1 หมื่นล้าน
4. แทรกแซงตลาดจริง : เช่น ที่ผ่านมาได้ซื้อยางเข้าแทรกแซงตลาดราว 2 หมื่นล้านบาท ได้สต๊อกยาง 2 แสนตันแต่สต๊อกก็มีมูลค่าลดลงเสื่อมค่าลง และ ไม่สามารถพยุงราคาตลาดได้เมื่อจำเป็นต้องระบายสต๊อกออกไป
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด เหล่านี้ล้วนเป็นโมเดลแบบ "ขาดทุนก็คือกำไร" นั่นหมายถึง รัฐบาลยอมขาดทุนเพื่อสร้างกำไรให้กับเกษตรกรทั้งชาวนาชาวสวนนั่นเอง มันจะมีวิธีใหม่ๆ บ้างหรือไม่ เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามเราก็อาจได้คำตอบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นั่นก็คือโมเดลแบบ "กำไรก็คือกำไร" ซึ่งหมายถึงว่า ทั้งรัฐบาลก็มีกำไร และ เกษตรกรก็มีกำไรด้วย แต่มันจะเป็นไปได้ละหรือ ??
กรอบแนวคิดใหม่นี้ก็คือ "แทรกแซงไท้เก๊ก" (คำแปลจากภาษาจีน : สุดยอดการแทรกแซง) ซึ่งเป็น 1 ใน 18 กระบวนท่าของ "การคลังไท้เก๊ก" โดยใช้แนวคิด "ในนิ่งมีเคลือน" และ "สี่ตำลึงปาดพันชั่ง" ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาสำคัญของ "มวยไท้เก๊ก" นั่นเอง คือ ใช้แรงที่น้อยเพื่อยกตลาดขนาดใหญ่มากขึ้นไปได้
ด้วยการจัดตั้ง "กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านตลาดล่วงหน้า" โดยควรเริ่มต้นจากสินค้าเกษตรที่เป็นปัญหา "ยางพารา" ก่อนเลย โดยอาจวางเงินทุนเริ่มต้น 5 พันล้านบาท ด้วยวิธีการแทรกแซงผ่านตลาดล่วงหน้าจะมีข้อดีกว่าการแทรกแซงตลาดแบบเดิมๆ 2 เรื่อง คือ
1. สามารถเพิ่มกำลังซื้อได้ถึง 20 เท่า เช่น กรณีของยาง วางเงินค้ำประกัน 5 พันล้าน จะสามารถแทรกแซงตลาดยางได้ถึง 1 แสนล้านบาท หรือกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตส่วนเกินของยางธรรมชาติที่ประเมินไว้ราว 5 แสนตันต่อปีเสียอีก ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าน่าจะดันราคายางแผ่นรมควันให้ถึง 100 บาทต่อ กก. ได้ไม่ยากนัก ซึ่งนั่นก็จะเป็นระดับราคาที่ชาวสวนยางพอใจ
2. ไม่ต้องเก็บสต๊อกยางจริง : สัญญาซื้อล่วงหน้าจะเป็น "สต๊อกเสมือน" จะสามารถถือไปได้เรื่อยๆ ด้วยการต่อสัญญาแบบ roll over ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเสื่อมคุณภาพของสต๊อก ซึ่งจะต้องถูกบีบให้รีบขายออกมาเมื่อเก็บเกิน 1 ปีเหมือนกรณีสต๊อกข้าว และ ยาง ของรัฐบาลในปัจจุบัน
หากเรื่องนี้เป็นไปตามแผนก็คือ รัฐบาลจะมีผลกำไรจากงานนี้ด้วย เพราะ ไล่ซื้อไปจากราคาต่ำๆ ไปสู่ระดับสูงๆ กว่า 100 บาทต่อ กก.ได้ ขณะที่ชาวสวนยางก็พอใจกับระดับราคานั้นรายได้อาจสูงขึ้น 25% หรือเพิ่มขึ้น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปีกันเลย โดยรัฐบาลก็ไม่ต้องเสียงบฯ 2.1 หมื่นล้านตามแผนเดิม ความจริงแล้วรัฐบาลไทยอาจไม่ต้องซื้อแทรกแซงถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะ เพียงแค่ประกาศว่ารัฐบาลไทยจะแทรกแซงในตลาดล่วงหน้าถึง 1 ล้านตัน และเป็นสต๊อกเสมือนที่จะเก็บไว้นานเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อข่าวแบบนี้ออกไปก็จะมีคนเข้ามาช่วยรัฐบาลไทยซื้อยางจำนวนมากอยู่แล้ว
แต่สำหรับ "ข้าว" นั้นเป็นสินค้าเกษตรที่ท้าทายยิ่งกว่าและเรื่องราวอาจยากกว่าหน่อย เพราะ มีการผลิตข้าวเจ้าทั่วโลกถึง 450 ล้านตันต่อไป ขณะที่ไทยผลิตอยู่ราว 20 ล้านตันเท่านั้น ส่วนข้าวที่เหลือเพื่อทำการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ 8% ของการผลิตรวม ดังนั้น หากจะแทรกแซงจริงๆ อาจต้องทำถึง 10 ล้านตันขึ้นไปหรือราว 1.5 แสนล้านบาทแต่ด้วยนี่เป็นการแทรกแซงผ่านตลาดล่วงหน้า รัฐบาลก็ใส่เงินค้ำประกันแค่ 7.5 พันล้านบาทเท่านั้นเองเพื่อแทรกแซงตลาดข้าวได้ถึง 10 ล้านตัน โดยไม่ต้องเก็บสต๊อกจริงด้วย จะเห็นว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่าใช้เพื่อจำนำข้าวในปัจจุบันลิบลับ
หากสามารถทำแล้วได้ผลดี สิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือ "ยืมพลัง" ทั้งจากภาคประชาชนด้วยการออก "กองทุนรวมสินค้าเกษตรไทย" แบบประหยัดภาษีได้คล้าย LTF, RMF ก็อาจระดมเงินมาได้ราว 1 หมื่นล้าน ทั้งยังอาจ "ยืมพลัง" จากกองทุนบำนาญ โดยอาจกำหนดให้ 1% ของสินทรัพย์ต้องมาลงทุนในสต๊อกสินค้าเกษตรไทยก็เป็นเงินถึง 3.5 หมื่นล้านบาท รวมกัน 2 แหล่งเมื่อคูณด้วยกำลังซื้อ 20 เท่าก็จะสามารถซื้อสต๊อกสินค้าเกษตรไทย (ข้าว ยาง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด มัน และอื่นๆ ) เป็นสินทรัพย์ได้ถึง 9 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
หากแค่นั้นยังไม่สะใจพอ เนื่องจากการพยุงราคาข้าวและยางนั้นจะเป็นผลดีทางรายได้ของชาวนา ในอินเดีย และ เวียดนาม รวมถึง ชาวสวนยาง ของ อินโดนีเซีย และ มาเลเซียด้วย ดังนั้น ควร "ยืมพลัง" ของประเทศคู่แข่งในการขายข้าว และ คู่แข่งในการขายยาง ให้มาร่วมมือในการทำแบบเดียวกัน พลังก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จะส่งผลให้ภูมิภาคนี้สามารถกำหนดทิศทางราคาตลาดโลกได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ด้วยกระบวนการเหล่านี้ จะมีข้อดีทั้ง 4 ด้านเลยก็คือ 1. รัฐบาลไม่ขาดทุนแถมมีกำไรติดไม้ติดมือ ไม่ต้องระบายสต๊อกที่เน่าเสีย แถมไม่ต้องรับมือกับม็อบภาคเกษตรอีกต่อไป 2. ชาวนาชาวสวนพอใจกับราคาที่สูงและมีรายได้ที่สูงขึ้น 3. เป็นการช่วยสร้างธุรกรรมให้ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า AFET 4. ปิดช่องการทุจริตคอรัปชั่นการรั่วไหลของงบประมาณ
หากกรอบแนวคิดใหม่นี้ได้ถูกนำไปใช้และสำเร็จโดยดีนั่นหมายถึง ประเทศไทยจะประหยัดงบประมาณในการอุดหนุนภาคเกษตรที่ปกติแล้วต้องจ่ายถึงกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีไปได้สบายๆ เกษตรกรได้ราคาที่สูงจนน่าพอใจ นอกจากนี้ยังปิดช่องทางทุจริตสำหรับกลุ่มคนที่เล่นกลโกงกับเงินทอนของงบประมาณรั่วไหลอีกด้วย นี่อาจเป็นการเปลี่ยนโมเดลของไทยในรอบหลายสิบปีจาก "ขาดทุนก็คือกำไร" มาเป็น "กำไรก็คือกำไร" ประหยัดเงินรัฐบาลไปแสนล้าน และเกษตรกรกำไรเพิ่มขึ้นอีกแสนล้าน เมื่อเห็นตัวเลขผลประโยชน์ที่สูงขึ้นของชาติแบบนี้แล้ว ผมอดที่จะตื่นเต้นไปกับแนวคิดใหม่นี้ไม่ได้ แล้วท่านผู้อ่านละครับ ??
วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556
แก้ไขม็อบยาง บางทีง่ายกว่าที่คิด
ม็อบยางที่ปิดทั้งถนน และ รถไฟ เพราะ ราคายางแผ่นดิบ และ รมควัน ตกต่ำนั้น ทำให้ชาวสวนยางจำนวนมากเดือดร้อน จนต้องชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ
การแก้ไขอาจไม่ง่ายนัก เพราะ ราคายางอิงกับตลาดโลก และ รัฐบาลก็แทรกแซงได้แล้วด้วยงบราว 2 หมื่นล้าน ได้ยางมา 2 แสนตันเก็บไปเป็นสต๊อกที่ยากจะขายออกไป และ เมื่ออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งในการขายยางของไทย ประสบกับปัญหาค่าเงินตกต่ำเนื่องจากเงินไหลออก ก็ทำให้ราคายางซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญนั้นก็ตกต่ำตามค่าเงิน
รัฐบาลพยายามช่วยเหลือด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้ 1.2 พันบาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ หรืออาจถึง 25 ไร่ก็เป็นได้ นอกจากนี้ก็มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับโรงงานยาง แต่ก็มีเกษตรกรอีกหลายกลุ่มยังไม่พอใจในเรื่องนี้เพราะต้องการราคาที่สูงมากกว่า และ อาจก่อม็อบใหญ่ปิดถนนสายเอเชียทุกทิศทางทั้งสายเหนือ อีสาน และ ใต้ หรือทั้งประเทศ อาจก่อให้เกิดปัญหาการขนส่งสินค้า และ การเดินทางให้เป็นอัมพาตได้ในวันที่ 3 กย.ที่จะถึงนี้
ทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่านี้จะมีหรือไม่ ?? เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก แนะนำให้ใช้วิธี "ยืมพลัง" ด้วยการให้รัฐบาลออกกฎเพื่อให้กองทุนบำนาญ ซึ่งประกอบไปด้วย สปส. กบข. กสล. และ ประกันชีวิต รวมสินทรัพย์แล้วราว 3.5 ล้านล้านบาท ต้องลงทุนในสัญญาซื้อล่วงหน้าของยางแผ่นรมควัน ไม่ต่ำกว่า 1% ก่อนสิ้นปีนี้ และ ไม่ต่ำกว่า 2% ก่อนกลางปีหน้า แล้วปล่อยให้กลไกของตลาดล่วงหน้าทำงานไปกระทบต่อตลาดจริงอีกที ด้วยวิธีนี้เราจะได้ดีมานด์ยางแบบพิเศษเพิ่มมาอีก 7 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว
เท่านั้นยังไม่พอ เรายังควร "ยืมพลัง" จากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกยางรายใหญ่ ซึ่งก็คือ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย อีกด้วย ด้วยการเสนอแนะให้พวกเขาทำแบบเดียวกัน ด้วยวงเงินที่พอๆ กับไทย ซึ่ง 2 ประเทศนี้ก็มีกองทุนบำนาญขนาดใหญ่อยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้น รวม 3 ประเทศแล้วก็น่าจะได้เงินผลักดันราคายางเป็นมูลค่าสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท หรือยางรมควัน 2.1 ล้านตัน (กก.ละ 100 บาท) ซึ่งดูจากตัวเลขแล้วเป็นยอดที่ใหญ่มากๆ เมื่อดูจากยอดส่งออกยางของประเทศไทยที่ตกราว 2.5 ล้านตันต่อปี
แล้วสมาชิกกองทุนบำนาญเหล่านี้จะโวยวายหรือไม่ ?? แม้การลงทุนจะเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของสินทรัพย์เงินออม ไม่น่าจะมีผลอะไรนักต่อสมาชิกแต่ละคน แต่ก็อาจมีบางคนที่ไม่พอใจก็เป็นได้ว่าทำไมต้องมาแบกรับภาระของชาวสวนยางด้วย รัฐบาลก็อาจเพิ่มเงื่อนไข "รับประกันขาดทุน" ให้กับกองทุนบำนาญเข้าไปด้วย ซึ่งหากขาดทุนจริงๆ รัฐบาลจะชดเชยเงินส่วนต่างให้เลย อันที่จริงแล้วก็ไม่่น่าจะขาดทุนแต่อย่างใด เพราะ ไล่ซื้อตั้งแต่ราคา 75 บาทต่อกก. ไปเรื่อยๆ จนถึง 100 บาทต่อ กก. ราคาเฉลี่ยย่อมต่ำกว่าราคาเป้าหมายสุดท้ายเป็นแน่อยู่แล้ว
ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่อง win-win-win คือ ชาวสวนยางได้ขายยางที่ราคาดีอาจถึง 100 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ กองทุนบำนาญก็ได้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศ เป็นการช่วยเหลือชาติไปด้วย พร้อมๆ กับสินทรัพย์ (ยาง) นั้นซื้อได้ถูกมีกำไรด้วย แถมรัฐบาลยังรับประกันการขาดทุนให้อีกต่างหาก สำหรับรัฐบาลแล้วก็ดีในแง่ที่ไม่ต้องใช้เงินตนเองเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้ประโยชน์จากการ "ยืมพลัง" กองทุนบำนาญ
ในเมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่มีใครเสียประโยชน์ (ยกเว้นผู้ซื้ออย่าง จีน และ ญี่ปุ่น) จะมามัวรออะไรอยู่อีกละครับ..... รีบเร่งพิจารณาในรายละเอียด แล้วรีบประกาศออกไปเพื่อให้ชาวสวนยางได้อุ่นใจว่า มีเงิน 2 แสนล้านพร้อมเข้าแทรกแซงราคายางให้สูงกว่านี้อีกมาก จะได้ตัดสินใจยกเลิกการชุมนุมกันไปเสีย หากราคาไม่ได้ตามที่หวังค่อยมาคุยกันใหม่รอบหน้าครับ
การแก้ไขอาจไม่ง่ายนัก เพราะ ราคายางอิงกับตลาดโลก และ รัฐบาลก็แทรกแซงได้แล้วด้วยงบราว 2 หมื่นล้าน ได้ยางมา 2 แสนตันเก็บไปเป็นสต๊อกที่ยากจะขายออกไป และ เมื่ออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งในการขายยางของไทย ประสบกับปัญหาค่าเงินตกต่ำเนื่องจากเงินไหลออก ก็ทำให้ราคายางซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญนั้นก็ตกต่ำตามค่าเงิน
รัฐบาลพยายามช่วยเหลือด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้ 1.2 พันบาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ หรืออาจถึง 25 ไร่ก็เป็นได้ นอกจากนี้ก็มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับโรงงานยาง แต่ก็มีเกษตรกรอีกหลายกลุ่มยังไม่พอใจในเรื่องนี้เพราะต้องการราคาที่สูงมากกว่า และ อาจก่อม็อบใหญ่ปิดถนนสายเอเชียทุกทิศทางทั้งสายเหนือ อีสาน และ ใต้ หรือทั้งประเทศ อาจก่อให้เกิดปัญหาการขนส่งสินค้า และ การเดินทางให้เป็นอัมพาตได้ในวันที่ 3 กย.ที่จะถึงนี้
ทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่านี้จะมีหรือไม่ ?? เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก แนะนำให้ใช้วิธี "ยืมพลัง" ด้วยการให้รัฐบาลออกกฎเพื่อให้กองทุนบำนาญ ซึ่งประกอบไปด้วย สปส. กบข. กสล. และ ประกันชีวิต รวมสินทรัพย์แล้วราว 3.5 ล้านล้านบาท ต้องลงทุนในสัญญาซื้อล่วงหน้าของยางแผ่นรมควัน ไม่ต่ำกว่า 1% ก่อนสิ้นปีนี้ และ ไม่ต่ำกว่า 2% ก่อนกลางปีหน้า แล้วปล่อยให้กลไกของตลาดล่วงหน้าทำงานไปกระทบต่อตลาดจริงอีกที ด้วยวิธีนี้เราจะได้ดีมานด์ยางแบบพิเศษเพิ่มมาอีก 7 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว
เท่านั้นยังไม่พอ เรายังควร "ยืมพลัง" จากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกยางรายใหญ่ ซึ่งก็คือ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย อีกด้วย ด้วยการเสนอแนะให้พวกเขาทำแบบเดียวกัน ด้วยวงเงินที่พอๆ กับไทย ซึ่ง 2 ประเทศนี้ก็มีกองทุนบำนาญขนาดใหญ่อยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้น รวม 3 ประเทศแล้วก็น่าจะได้เงินผลักดันราคายางเป็นมูลค่าสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท หรือยางรมควัน 2.1 ล้านตัน (กก.ละ 100 บาท) ซึ่งดูจากตัวเลขแล้วเป็นยอดที่ใหญ่มากๆ เมื่อดูจากยอดส่งออกยางของประเทศไทยที่ตกราว 2.5 ล้านตันต่อปี
แล้วสมาชิกกองทุนบำนาญเหล่านี้จะโวยวายหรือไม่ ?? แม้การลงทุนจะเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของสินทรัพย์เงินออม ไม่น่าจะมีผลอะไรนักต่อสมาชิกแต่ละคน แต่ก็อาจมีบางคนที่ไม่พอใจก็เป็นได้ว่าทำไมต้องมาแบกรับภาระของชาวสวนยางด้วย รัฐบาลก็อาจเพิ่มเงื่อนไข "รับประกันขาดทุน" ให้กับกองทุนบำนาญเข้าไปด้วย ซึ่งหากขาดทุนจริงๆ รัฐบาลจะชดเชยเงินส่วนต่างให้เลย อันที่จริงแล้วก็ไม่่น่าจะขาดทุนแต่อย่างใด เพราะ ไล่ซื้อตั้งแต่ราคา 75 บาทต่อกก. ไปเรื่อยๆ จนถึง 100 บาทต่อ กก. ราคาเฉลี่ยย่อมต่ำกว่าราคาเป้าหมายสุดท้ายเป็นแน่อยู่แล้ว
ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่อง win-win-win คือ ชาวสวนยางได้ขายยางที่ราคาดีอาจถึง 100 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ กองทุนบำนาญก็ได้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศ เป็นการช่วยเหลือชาติไปด้วย พร้อมๆ กับสินทรัพย์ (ยาง) นั้นซื้อได้ถูกมีกำไรด้วย แถมรัฐบาลยังรับประกันการขาดทุนให้อีกต่างหาก สำหรับรัฐบาลแล้วก็ดีในแง่ที่ไม่ต้องใช้เงินตนเองเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้ประโยชน์จากการ "ยืมพลัง" กองทุนบำนาญ
ในเมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่มีใครเสียประโยชน์ (ยกเว้นผู้ซื้ออย่าง จีน และ ญี่ปุ่น) จะมามัวรออะไรอยู่อีกละครับ..... รีบเร่งพิจารณาในรายละเอียด แล้วรีบประกาศออกไปเพื่อให้ชาวสวนยางได้อุ่นใจว่า มีเงิน 2 แสนล้านพร้อมเข้าแทรกแซงราคายางให้สูงกว่านี้อีกมาก จะได้ตัดสินใจยกเลิกการชุมนุมกันไปเสีย หากราคาไม่ได้ตามที่หวังค่อยมาคุยกันใหม่รอบหน้าครับ
วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
เศรษฐศาสตร์ไตรภาค
บทความนี้ผมจะได้กล่าวถึง "เศรษฐศาสตร์ไตรภาค" หรือเศรษฐศาสตร์ซึ่งมี 3 ภาค ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นก้าวที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย
1. ภาคก่อวิกฤติ : นี่คือเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เป็นเศรษฐศาสตร์พลังหยาง เน้นการ เติบโต-คึกคัก-ร้อนแรง สร้างความโลภเกินพอดี สร้างฟองสบู่ให้แตกจนเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด แม้มีความพยายามที่จะแก้ไขวิกฤติของภาคเอกชน อย่างวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ด้วยการอัดฉีดเงินภาครัฐเข้าไปมากๆ โดยอเมริกาขาดดุลการคลังตั้งแต่ปี 2009-2012 นั้นเป็นสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 12.1% 10.7% 10.1% และ 8.5% ตามลำดับซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากและตัวเลขหนี้ภาครัฐต่อ GDP นั้นก็วิ่งสูงกว่า 100% ไปแล้ว ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีตัวเลขขาดดุลการคลัง 4 ปีแบบเดียวกันที่ 8.8% 8.7% 9.1% และ 9.2% ตามลำดับขณะที่หนี้ภาครัฐ ต่อ GDP วิ่งสูงกว่า 220%
เมื่อมาดูประเทศในยูโรโซนที่พยายามจะ "รัดเข็มขัด" ดูบ้าง ก็พบว่าประเทศอย่างกรีซ และ สเปน ถึงขั้นเศรษฐกิจถดถอยด้วยการพยายามรัดเข็มขัดการคลัง อย่างไรก็ดี พบว่า ตัวเลขจริงของการขาดดุลการคลังในปี 2012 ก็คือ 10.0% และ 10.6% GDP ตามลำดับ นั่นเรียกว่า "ปฏิทรรศน์ของการรัดเข็มขัด" (paradox of austerity) ซึ่งหมายถึงว่า การพยายามรัดเข็มขัดการคลัง จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลจึงมีรายได้ลดลง ขณะที่ต้องมีภาระด้านประกันสังคมเพื่อช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น พร้อมๆ กับการอัดฉีดเงินเพิ่มทุนเข้าภาคธนาคารอีกด้วย จึงทำให้ผลลัพธ์นั้นออกมาในทิศทางแย้งกับที่ตั้งใจ คือ การขาดดุลการคลังยังสูงมาก และ หนี้สินต่อ GDP ก็คงยังวิ่งสูงต่อไป จึงเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ต่างจากการทุ่มเงินภาครัฐแบบอเมริกา หรือ ญีปุ่น นี่เรียกได้ว่าเป็น "กับดักเคนส์" คือไม่ว่าเลือกทางใดก็ติดกับดักอยู่ดี
เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรมาก ธนาคารกลางก็พิมพ์แบงก์เพิ่มเข้ามาเป็นผู้ช่วยซื้อเพื่อหวังมิให้ดอกเบี้ยที่ออกมานั้นสูงจนเกินไป ทำให้สินทรัพย์ของเฟดโป่งพองไปสูงกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ผ่านมาตรการ QE ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดทุนมหาศาลหากต้องมีการ "ลด" หรือ "เลิก" มาตรการ QE ก็อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ดีดกลับขึ้นไปสูงมาก ทำให้พันธบัตรที่ถือครองเป็นสินทรัพย์นั้นเสื่อมค่าลง จะเห็นได้ว่าการพยายามแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ จึงเป็นเสมือน "ลิงแก้แห" ที่จะส่งผลให้เกิด "วิกฤติการคลัง" ของภาครัฐ และ "วิกฤติการเงิน" ของธนาคารกลางตามมาได้อีกด้วย ยังไม่นับการรวมไปถึง "วิกฤติภาวะโลกร้อน" อีกต่างหาก
2. ภาคป้องกันวิกฤติ : เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ นี่คือเศรษฐศาสตร์พลังหยิน มุ่งเน้น นิ่ง-สงบ-เย็น จะสามารถช่วยป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ดี แต่อาจทำให้เศรษฐกิจโตช้าเกินไป เติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ เมื่อเดินหน้าช้าๆ โอกาสเกิดอุบัติเหตุย่อมน้อยกว่าการวิ่งอย่างเร็วๆ โดยเฉพาะในช่วงทางโค้งอันตราย เศรษฐศาสตร์ในภาคนี้จะควบคุมความโลภไม่ให้เกินขอบเขตที่จะทำให้ไปถึงขั้นฟองสบู่แตก อาจบรรจุเรื่องราวของ ดินน้ำลมไฟและขยะ เป็น "เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม" เรื่องราวของพลังงานฟอสซิลและพลังงานทดแทนเป็น "เศรษฐศาสตร์พลังงาน" ใส่เรื่องราวของ พืชและสัตว์ เป็น "เศรษฐศาสตร์การเกษตร" รวมไปถึง เรื่องราวของคนกลายเป็น "เศรษฐศาสตร์แรงงาน" เข้าไปด้วย แทนที่จะมุ่งเน้นแต่เรื่องของ "เงิน" และ "สินค้า" ตามแนวเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทุนนิยมเดิมๆ
3. ภาคพิชิตวิกฤติ : เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-Econ.) ซึ่งอาจแปลตรงๆ จากภาษาจีนเป็น "เศรษฐศาสตร์ไร้เทียมทาน" นี่เป็นเศรษฐศาสตร์พลังหยินหยาง ใช้หลักการรักษาสมดุล ยืมแรงสะท้อนแรง นิ่งคือเคลื่อน-เคลื่อนคือนิ่ง โดยไม่ใช้วิธีแบบเดิมๆ เช่น "การคลังไท้เก๊ก" นั้นรัฐบาลจะสามารถรัดเข็มขัดการคลังไปพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยการยืมพลังจากแหล่งอื่นๆ แทนที่จะอัดเงินงบประมาณลงไปตรงๆ
หากมีการบรรจุภาค 2 และ 3 เข้าไปเป็นหลักสูตรของนักเรียนชั้นมัธยม เด็กมัธยมโดยเฉลี่ยของไทยก็น่าจะมีความรู้ในด้านเศรษฐศาสตร์ที่เหนือว่า เด็กมัธยมของประเทศอื่นๆ เพราะว่าพวกเขาเรียนกันแค่ภาคแรกภาคเดียว ขณะที่ไทยจะเรียนถึง 3 ภาค หากการปฏิรูปการศึกษา คือ การพยายามทำให้เด็กไทยได้มีความรู้เพื่อตามให้ทันเพื่อนบ้านแล้วละก็ นี่ไม่ใช่แค่การปฏฺิรูปการศึกษา แต่เป็น "ปฏิวัติการศึกษา" เพราะจะทำให้เด็กมัธยมไทยมีความรู้เหนือล้ำกว่าชาติอื่นๆ ในโลกกันเลยทีเดียว แน่นอนว่าเป็นเฉพาะแค่วิชาเดียว ส่วนวิชาคณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์นั้นหนทางคงอีกยาวไกล
อย่างไรก็ดี นี่อาจนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเดินสู่การเป็นผู้นำความรู้เศรษฐศาสตร์ของโลก และ ยังอาจเป็นก้าวย่างแรกที่สำคัญต่อการปฏิวัติการศึกษาไทยอีกด้วย แต่ความฝันอันงดงามยิ่งใหญ่นี้ก็ยากจะเป็นจริง หากไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของท่านผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ
อย่างไรก็ดี นี่อาจนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเดินสู่การเป็นผู้นำความรู้เศรษฐศาสตร์ของโลก และ ยังอาจเป็นก้าวย่างแรกที่สำคัญต่อการปฏิวัติการศึกษาไทยอีกด้วย แต่ความฝันอันงดงามยิ่งใหญ่นี้ก็ยากจะเป็นจริง หากไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของท่านผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ปากีสถาน....งานเข้าเอเชีย
ปากีสถาน คือ ประเทศที่ขนาดของเศรษฐกิจใหญ่กว่าครึงหนึ่งของประเทศไทยเล็กน้อยอยู่ที่ 211 พันล้านดอลลาร์ แต่มีพลเมืองมากถึง 180 ล้านคน หรือเกือบๆ 3 เท่าของประเทศไทย โดยอยู่ติดกับเพื่อนบ้าน คือ ประเทศอินเดีย ซึ่งมีขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าถึง 9 เท่าตัว
ข่าวก็คือ IMF และ ปากีสถานได้มีข้อตกลงที่ IMF จะปล่อยเงินกู้ 5.3 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ปากีสถานมีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ป้องกันวิกฤติดุลบัญชีชำระเงิน โดยเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศนั้นร่อยหรอลงมากกว่า 40% ในช่วงเวลา 1 ปีที่่ผ่านมาเหลือเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ หรือ เหลือไม่ถึง 2 เดือนของการนำเข้า
ทั้งๆที่ ปากีสถาน มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 2% GDP เท่านั้น ประเทศนี้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ จึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ แน่นอนว่าปัญหาสะสมมาตั้งแต่ปี 2008 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์แล้ว โดย IMF ได้เคยปล่อยกู้ให้ปากีสถานหลายครั้งรวมถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ได้หยุดไปในปี 2011 เพราะ ปากีสถานไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลขาดดุลการคลัง การปล่อยกู้รอบใหม่ให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ก็คงมีบางส่วนเพื่อให้ ปากีสถานสามารถมีเงินไปชำระหนี้เก่่าของ IMF ด้วยนั่นเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ ปากีสถาน จะต้องรัดเข็มขัดการคลังอย่างจริงจัง
เมื่อมาดูการคลังของ "ปากีสถาน" ดูบ้าง ก็พบว่า หนี้สินภาครัฐต่อ GDP ยืนที่ 50.4% เท่านั้นเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในยูโรโซน แต่เมื่อมาดู "ดัชนีเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Index) ดูบ้าง ประเทศปากีสถานมีบอนด์ยีลด์ 10 ปีนั้นสูงถึง 12.0% นั่นหมายถึงว่า ค่า Ruang Index สูงถึง 6.0% กันเลย ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงทางการคลังมากๆ เมื่อเทียบกับ ญี่ปุ่นซึ่งแม้มีหนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงถึง 230% แต่มีบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่ 0.86% จึงได้ค่า Ruang Index เพียงแค่ 2.0% จึงอาจกล่าวได้ว่าความจริงแล้วญี่ปุ่นมีความเสี่ยงทางการคลังที่ต่ำกว่า ปากีสถาน อยู่หลายขุม
แล้วเช่นนั้นปัญหาของ "ปากีสถาน" ที่แท้จริงคืออะไร ปัญหาก็คือ ประเทศนี้มีหนี้สินภายนอก (external debt) ที่ถือโดยคนต่างชาติอยู่ถึง 60 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีเงินทุนสำรองฯ เพียง 6 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่ากันถึง 10 เท่าตัว นั่นหมายถึง หากความเชื่อมั่นเสื่อมถอยมีการเรียกคืนเงินกู้อย่างเร็วแล้วละก็ ปากีสถาน จะหาเงินทุนที่ไหนมาชำระหนี้ ??
ผมจึงได้คิดค้นศัพท์ใหม่และนำเสนอ "การกันสำรองเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Reserve) ซึ่งหมายถึงว่า หากมีการคืนหนี้สินให้ต่างชาติ และ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องแล้ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะสามารถคงอยู่ได้นานกี่ไตรมาส สำหรับ ปากีสถานแม้ว่าจะมีการส่งออก "แรงงาน" ไปทำงานต่างประเทศและมีส่งเงินกลับประเทศอยู่ไม่น้อย แต่ประเทศนี้ก็ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด และ มีการคืนหนี้ภายนอก (external debt) ออกไปราวไตรมาสละ 2.8 พันล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงว่า ประเทศนี้มีเงินไหลออกจาก 2 ส่วนนี้ราวไตรมาสละ 4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ ปากีสถานจึงมีค่า Ruang Reserve ที่ 1.5 เท่านั้นเอง นั่นหมายถึง หากเวลาผ่านไปราว 1.5 ไตรมาส หรือ 4.5 เดือน ปากีสถานก็จะไม่มีเงินทุนสำรองฯ เหลืออยู่เลย ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง IMF จึงต้องรีบยื่นมือเข้ามาช่วยเร่งด่วน
เมื่อเทียบกับ Ruang Alarm ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยของวิกฤติดุลบัญชีเดินสะพัด จะเทียบได้กับ "โรคเบาหวาน" ซึ่งค่อยๆบั่นทอนสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกันนานหลายปีก่อนจะพัง ขณะที่ Ruang Reserve เป็นสัญญาณเตือนแบบ "อุบัติเหตุเลือดไหลไม่หยุด" ซึ่งอาจใช้เวลาไม่กี่ไตรมาสก่อนเศรษฐกิจจะล้มครืนไปได้อย่างเร็ว
แล้วการได้เงินกู้จาก IMF ซึ่งจะต้องรอบอร์ด IMF อนุมัติอีกครั้งในเดือน กย.นั้น จะช่วยปากีสถานได้หรือไม่ ผมคิดว่าก็อาจได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะ เงินส่วนนี้ต้องค่อยๆคืนกลับไปภายใน 36 เดือน แล้วยังต้องคืนหนี้สินเดิมของ IMF ซึ่งยังมีค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ?? ทางแก้ไขที่ยั่งยืนก็คือ การยอมปล่อยให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็วเกินกว่า 20% เพื่อเปลี่ยนการขาดดุลเป็นได้ดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งออกเพิ่มมากขึ้น และนำเข้าลดลง ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปเพื่อได้เงินตราต่างประเทศมาคืนหนี้สิน ความจริงแล้วนี่ก็คือ ทางเดินของประเทศไทยในยุควิกฤติต้มยำกุ้งนั่นเอง คือการต้องยอมให้เศรษฐกิจถดถอยเพื่อเปลี่ยนข้างของบัญชีเดินสะพัด แต่หากเดินตามทางนี้นั่นก็หมายถึง "ปากีสถาน" จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียประเทศแรกๆ เลยที่จะเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ
และหากจะร้องเพลง "16 ปีแห่งความหลัง" นั่นก็อาจพอได้อยู่ เพราะ โครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียใต้ในเวลานี้นั้นคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับเอเชียอาคเนย์เมื่อ 16 ปีก่อนยุควิกฤติต้มยำกุ้งใน 4 ประการ คือ 1. ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง 2.อัตราดอกเบี้ยสูงมากเพื่อดึงเงินทุนต่างชาติไว้ 3. มีหนี้สินภายนอกอยู่เป็นจำนวนมาก และ 4. มีทุนสำรองฯ ที่ค่อนข้างน้อยจึงเสียงต่อภาวะเงินทุนไหลออก
ลำพัง ปากีสถาน ประเทศเดียวคงจะไม่เท่าไหร่ แต่หากแพร่กระจายไปยังเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่าถึง 9 เท่าอย่างประเทศอินเดียแล้ว เรื่องนี้คงน่ากังวลอย่างยิ่ง มีนักวิเคราะห์ต่างชาติบางคนประเมินตามทฤษฎีโดมิโนว่า ประเทศอินเดีย น่าจะเป็น "โดมิโน" ตัวแรกที่จะมีการล้มลง แต่จากสิ่งที่ผมเขียนไว้ข้างต้น "ปากีสถาน" น่าจะเป็นโดมิโนตัวแรกเสียมากกว่า จากนั้นก็จะกระทบไปยัง "อินเดีย" ซึ่งใหญ่กว่ามากแต่มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายกัน จากนั้นก็ลามไปทั่วเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นโดมิโนตัวท้ายๆ แถวแต่ก็ไม่แน่ว่าจะรอดไปได้ ซึ่งหากเกิดเรื่องแบบนั้นจริง ก็คงต้องตั้งชื่อกันว่า "วิกฤติแกงกะหรี่" (Curry Crisis) ละมั้งครับ
ข่าวก็คือ IMF และ ปากีสถานได้มีข้อตกลงที่ IMF จะปล่อยเงินกู้ 5.3 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ปากีสถานมีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ป้องกันวิกฤติดุลบัญชีชำระเงิน โดยเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศนั้นร่อยหรอลงมากกว่า 40% ในช่วงเวลา 1 ปีที่่ผ่านมาเหลือเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ หรือ เหลือไม่ถึง 2 เดือนของการนำเข้า
ทั้งๆที่ ปากีสถาน มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 2% GDP เท่านั้น ประเทศนี้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ จึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ แน่นอนว่าปัญหาสะสมมาตั้งแต่ปี 2008 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์แล้ว โดย IMF ได้เคยปล่อยกู้ให้ปากีสถานหลายครั้งรวมถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ได้หยุดไปในปี 2011 เพราะ ปากีสถานไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลขาดดุลการคลัง การปล่อยกู้รอบใหม่ให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ก็คงมีบางส่วนเพื่อให้ ปากีสถานสามารถมีเงินไปชำระหนี้เก่่าของ IMF ด้วยนั่นเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ ปากีสถาน จะต้องรัดเข็มขัดการคลังอย่างจริงจัง
เมื่อมาดูการคลังของ "ปากีสถาน" ดูบ้าง ก็พบว่า หนี้สินภาครัฐต่อ GDP ยืนที่ 50.4% เท่านั้นเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในยูโรโซน แต่เมื่อมาดู "ดัชนีเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Index) ดูบ้าง ประเทศปากีสถานมีบอนด์ยีลด์ 10 ปีนั้นสูงถึง 12.0% นั่นหมายถึงว่า ค่า Ruang Index สูงถึง 6.0% กันเลย ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงทางการคลังมากๆ เมื่อเทียบกับ ญี่ปุ่นซึ่งแม้มีหนี้สินภาครัฐ ต่อ GDP สูงถึง 230% แต่มีบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่ 0.86% จึงได้ค่า Ruang Index เพียงแค่ 2.0% จึงอาจกล่าวได้ว่าความจริงแล้วญี่ปุ่นมีความเสี่ยงทางการคลังที่ต่ำกว่า ปากีสถาน อยู่หลายขุม
แล้วเช่นนั้นปัญหาของ "ปากีสถาน" ที่แท้จริงคืออะไร ปัญหาก็คือ ประเทศนี้มีหนี้สินภายนอก (external debt) ที่ถือโดยคนต่างชาติอยู่ถึง 60 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีเงินทุนสำรองฯ เพียง 6 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่ากันถึง 10 เท่าตัว นั่นหมายถึง หากความเชื่อมั่นเสื่อมถอยมีการเรียกคืนเงินกู้อย่างเร็วแล้วละก็ ปากีสถาน จะหาเงินทุนที่ไหนมาชำระหนี้ ??
ผมจึงได้คิดค้นศัพท์ใหม่และนำเสนอ "การกันสำรองเรืองศิริกูลชัย" (Ruang Reserve) ซึ่งหมายถึงว่า หากมีการคืนหนี้สินให้ต่างชาติ และ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องแล้ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะสามารถคงอยู่ได้นานกี่ไตรมาส สำหรับ ปากีสถานแม้ว่าจะมีการส่งออก "แรงงาน" ไปทำงานต่างประเทศและมีส่งเงินกลับประเทศอยู่ไม่น้อย แต่ประเทศนี้ก็ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด และ มีการคืนหนี้ภายนอก (external debt) ออกไปราวไตรมาสละ 2.8 พันล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงว่า ประเทศนี้มีเงินไหลออกจาก 2 ส่วนนี้ราวไตรมาสละ 4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียง 6 พันล้านดอลลาร์ ปากีสถานจึงมีค่า Ruang Reserve ที่ 1.5 เท่านั้นเอง นั่นหมายถึง หากเวลาผ่านไปราว 1.5 ไตรมาส หรือ 4.5 เดือน ปากีสถานก็จะไม่มีเงินทุนสำรองฯ เหลืออยู่เลย ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง IMF จึงต้องรีบยื่นมือเข้ามาช่วยเร่งด่วน
เมื่อเทียบกับ Ruang Alarm ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยของวิกฤติดุลบัญชีเดินสะพัด จะเทียบได้กับ "โรคเบาหวาน" ซึ่งค่อยๆบั่นทอนสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกันนานหลายปีก่อนจะพัง ขณะที่ Ruang Reserve เป็นสัญญาณเตือนแบบ "อุบัติเหตุเลือดไหลไม่หยุด" ซึ่งอาจใช้เวลาไม่กี่ไตรมาสก่อนเศรษฐกิจจะล้มครืนไปได้อย่างเร็ว
แล้วการได้เงินกู้จาก IMF ซึ่งจะต้องรอบอร์ด IMF อนุมัติอีกครั้งในเดือน กย.นั้น จะช่วยปากีสถานได้หรือไม่ ผมคิดว่าก็อาจได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะ เงินส่วนนี้ต้องค่อยๆคืนกลับไปภายใน 36 เดือน แล้วยังต้องคืนหนี้สินเดิมของ IMF ซึ่งยังมีค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ?? ทางแก้ไขที่ยั่งยืนก็คือ การยอมปล่อยให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็วเกินกว่า 20% เพื่อเปลี่ยนการขาดดุลเป็นได้ดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งออกเพิ่มมากขึ้น และนำเข้าลดลง ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปเพื่อได้เงินตราต่างประเทศมาคืนหนี้สิน ความจริงแล้วนี่ก็คือ ทางเดินของประเทศไทยในยุควิกฤติต้มยำกุ้งนั่นเอง คือการต้องยอมให้เศรษฐกิจถดถอยเพื่อเปลี่ยนข้างของบัญชีเดินสะพัด แต่หากเดินตามทางนี้นั่นก็หมายถึง "ปากีสถาน" จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียประเทศแรกๆ เลยที่จะเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ
และหากจะร้องเพลง "16 ปีแห่งความหลัง" นั่นก็อาจพอได้อยู่ เพราะ โครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียใต้ในเวลานี้นั้นคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับเอเชียอาคเนย์เมื่อ 16 ปีก่อนยุควิกฤติต้มยำกุ้งใน 4 ประการ คือ 1. ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง 2.อัตราดอกเบี้ยสูงมากเพื่อดึงเงินทุนต่างชาติไว้ 3. มีหนี้สินภายนอกอยู่เป็นจำนวนมาก และ 4. มีทุนสำรองฯ ที่ค่อนข้างน้อยจึงเสียงต่อภาวะเงินทุนไหลออก
ลำพัง ปากีสถาน ประเทศเดียวคงจะไม่เท่าไหร่ แต่หากแพร่กระจายไปยังเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่าถึง 9 เท่าอย่างประเทศอินเดียแล้ว เรื่องนี้คงน่ากังวลอย่างยิ่ง มีนักวิเคราะห์ต่างชาติบางคนประเมินตามทฤษฎีโดมิโนว่า ประเทศอินเดีย น่าจะเป็น "โดมิโน" ตัวแรกที่จะมีการล้มลง แต่จากสิ่งที่ผมเขียนไว้ข้างต้น "ปากีสถาน" น่าจะเป็นโดมิโนตัวแรกเสียมากกว่า จากนั้นก็จะกระทบไปยัง "อินเดีย" ซึ่งใหญ่กว่ามากแต่มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายกัน จากนั้นก็ลามไปทั่วเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นโดมิโนตัวท้ายๆ แถวแต่ก็ไม่แน่ว่าจะรอดไปได้ ซึ่งหากเกิดเรื่องแบบนั้นจริง ก็คงต้องตั้งชื่อกันว่า "วิกฤติแกงกะหรี่" (Curry Crisis) ละมั้งครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)