พวกเราคนไทยก็รู้ๆ กันดีว่า หากมีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย น่าจะมีคะแนนนำอย่างมาก ทิ้งห่างคู่แข่งและชนะเลือกตั้งได้อย่างสบายๆ แต่นั่นกลับทำให้ การเลือกตั้งดูไม่ตื่นเต้นอะไรเลย ประเทศไทยก็จะยังคงได้แต่ สส.หน้าเดิมๆ และ รัฐมนตรีหน้าเดิมๆ กลับมา
หากพรรคเพื่อไทยให้แต้มต่อแบบแทนที่จะสู้กันแบบ 1:1 ก็เปลี่ยนเป็น "ฉันขอสู้คนเดียว พวกท่านรุมกันเข้ามาเถิด" หรือหมายถึง พรรคเพื่อไทยควรขอท้าแบบ หากได้จำนวน สส.น้อยกว่า พรรคการเมืองทีเหลือรวมกัน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ พรรคเพื่อไทยได้ สส.น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสภาฯ แล้ว จะถือว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบที่จะให้พรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำในการปฏิรูประเทศ ดังนั้น ไม่เพียงแต่ตระกูลชินวัตรจะขอเว้นวรรค แต่พรรคเพื่อไทยทั้งพรรคจะเว้นวรรคทางการเมืองด้วย 1 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคคู่แข่งอย่าง ประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน
ด้วยวิธีนี้จะมีข้อดีต่อทุกฝ่ายดังนี้คือ
1. พรรคเพื่อไทย : ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจลงสู้ศึกเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะได้ สส.ไม่ถึงครึ่งก็ยอมให้พรรค ปชป.เป็นรัฐบาลเพียงแค่ 1 ปี เพื่อทำการปฏิรูประเทศ ระหว่างนี้จะได้สร้างนโยบายใหม่ๆ ที่โดนใจประชาชน หลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่ากับนโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด และ รถยนต์คันแรก ด้วยวิธีนี้ทำให้การเลือกตั้งราบรื่น รักษากฎกติกา และ ประชาธิปไตยไว้ได้
2.พรรคประชาธิปัตย์ : หากเป็นตามรูปแบบเดิม แทบไม่มีโอกาสจะชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้เลย ด้วยวิธีนี้แม้แพ้เลือกตั้ง แต่ก็ยังอาจเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจลงสู้ในสนามเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น โอกาสได้เป็นรัฐบาลคือ 50-50 ผลงานของการฟื้นเศรษฐกิจ และ การปฏิรูประเทศ น่าจะมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคนี้ด้วยในอนาคต
3.กปปส.: จะสามารถเข้าช่วยพรรค ปชป. ทำการปฏิรูประเทศได้เลย เมื่อได้สภาฯใหม่เข้าทำหน้าที่ แทนที่จะมัวท่องประโยค "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" แล้วเดินไปเดินมายังสถานที่ต่างๆ ผมขอเรียกร้องให้เร่งรีบทำการ "ปฎิรูป" ได้ตั้งแต่วินาทีเลยเพื่อให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ไม่ต้องรออะไรอีก โดยแบ่งเป็น
ปฏิรูปต้นน้ำ : ส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย เตรียมจัดทำแบบสอบถาม "ประชามติ" ในเรื่องของการปฏิรูปด้านต่างๆ เช่น โทษของการคอร์รัปชั่น ที่มาของผู้ว่าฯ ปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน ปฏิรูปพลังงาน ปฏิรูปตำรวจ เป็นต้น
ปฏิรูปกลางน้ำ : ส่วนทีเป็น อ.อำนาจ คือ วางกรอบอำนาจใหม่ได้เลยว่าจะให้ "ประชามติ"มีผลในเรื่องใดบ้าง โดยผมคิดว่าอย่างน้อยควรมี 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 2.การเพิ่มหรือแก้ไขกฎหมายสำคัญระดับชาติ (เช่น พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง) 3. การยกเลิกนโยบายที่ส่อแววทุจริตของภาครัฐ (เช่น จำนำข้าวทุกเมล็ด) 4. การตัดสินคดีสำคัญระดับชาติ
ปฏิรูปปลายน้ำ : ส่วนที่เป็น อ.อุดมการณ์ โดยเชิญให้หัวหน้าพรรคการเมือง องค์กรอิสระ ทำการลงสัตยาบันว่า "ประชามติ" ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร จะทำให้ สส. รวมถึง องค์กรอิสระ จำเป็นต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ ตามใจนายทุนพรรค หรือว่า อำมาตย์
การปฏิรูปทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ นี้สามารถทำเสร็จได้เลยภายใน 1 เดือน อันที่จริงแล้วหากมุ่งมั่นทำจริงๆ 1 สัปดาห์ก็เสร็จเรียบร้อยได้แล้ว กปปส.มัวแต่ท่องประโยค "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" แทนที่จะเร่งรีบทำให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ กลับเรียกประชาชนชุมนุมจนบาดเจ็บล้มตายกันไปมาก เศรษฐกิจย่ำแย่ตกต่ำกันถึง 26 สัปดาห์ หรือครึ่งปีเข้าไปแล้ว ยังไม่เห็นผลงานของการปฏิรูปอะไรเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ควรเร่งรีบปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเดือน กค.ให้เสร็จ พร้อมๆ กับเสนอให้ กกต.จัดทำประชามติ พร้อมกับหย่อนบัตรเลยในวันเลือกตั้ง นั่นจะเป็นผลผูกพันให้ สภาฯใหม่จำเป็นต้องโหวตเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายตามผลของประชามตินั้น
กปปส.ไม่ควรจะต้องขวางการเลือกตั้งอีกต่อไป หากได้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งให้แล้วเสร็จใน 3 ส่วน (ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ) ข้างต้น ผลลัพธ์ก็คือ แม้ว่าอาจจะได้ สส.หน้าเดิม แต่เรื่องราวจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คือ จาก สส.เดิมที่มีอำนาจ (นิติบัญญัติ) แต่ไร้อุดมการณ์ จะเปลี่ยน สภาพมาเป็น สส.ใหม่ที่ไร้อำนาจ แต่มีอุดมการณ์แทน เพราะ อำนาจได้ถูกย้ายไปยังประชาชนทั้งประเทศแทนแล้วด้วย "ประชามติ" และ สส.จำเป็นต้องยกมือโหวตตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือ อุดมการณ์ของการเป็นผู้แทนราษฎรนั่นเอง นี่จึงเป็นการโค่นทั้งระบอบทักษิณ และ ระบอบอำมาตย์ ไปในคราวเดียวกัน
และนี่การผสมผสานระหว่าง ประชาธิปไตยทางตรง และ ทางอ้อม เรียกว่า "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" หากทำตามนี้ได้จริง ทุกฝ่ายก็ได้จะได้บรรลุเป้าหมายหลัก ขณะที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติก็จะสนุกตื่นเต้นไปกับการเลือกตั้ง และทำตามรหัสปลดล็อก "กปปส." ได้ คือ ยึดมั่น ก.กฎกติกา รักษา ป.ประชาธิปไตย เดินหน้า ป.ปฏิรูป และ กลับสู่ ส.สันติภาพ
นี่ไม่เพียงเป็นข้อเสนอ แต่จะเป็นเป็นบทพิสูจน์ด้วยว่า ที่รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์บอกว่าไม่ยึดติดอำนาจ พร้อมยอมเสียสละให้ชาติเดินหน้าได้ แต่จะต้องรักษากฎกิตกา และ ประชาธิปไตยนั้นจริงหรือไม่ นี่นับเป็นโอกาสทองแล้วที่จะได้เดินหน้าสู่ทางออกของประเทศชาติ ด้วยการประกาศให้ "แต้มต่อ" ผ่านสื่อทีวีได้เลย แม้จะต้องใช้ความกล้าหาญ ความเสียสละอยู่ไม่น้อยแต่ผลตอบแทนก็อาจคุ้มค่า เพราะขณะนี้ต่างชาติกำลังจับจ้องว่า ประเทศไทยจะหาทางปลดล็อกการเมืองอย่างไร ให้เกิดสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ยังรักษากฎกติกาประชาธิปไตยได้ รวมถึง เดินหน้าปฏิรูปได้ด้วยนั้น "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" นับได้ว่าเป็นทางออกหนึ่งที่มีรหัสปลดล็อกครบทั้ง 4 ตัว (กปปส.) ไม่แน่ว่าต่างชาติอาจพิจารณามอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพให้แก่คุณยิ่งลักษณ์ก็ได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้เลย
ขอร้องให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาข้อเสนอนี้ โดยอาจนำไปปรับปรุงต่อยอด เพื่อเป็นทางออกที่ดีให้กับชาติบ้านเมืองต่อไปครับ
เศรษฐศาสตร์ไท้เก๊ก (Taiji-econ.) คือ แนวคิดที่ใช้กฎ 3 ข้อของไท้เก๊กมาช่วย ด้วยการ "รักษาสมดุล" "ยืมพลังสะท้อนพลัง" และ "ในนิ่งมีเคลื่อน ในเคลื่อนมีนิ่ง" ซึ่งจะช่วยปรับปรุงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันที่้บกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557
ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง... ถ้ามุ่งมั่นก็ยังทัน
หลังการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินการเลือกตั้งวันที่ 2 กพ.เป็นโมฆะ พรรคการเมืองต่างๆ ได้เรียกร้องให้ กกต.จัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน อย่างไรก็ดี กปปส.ต้องการให้มีปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง บทความนี้ชี้ประเด็นว่า น่าจะทำ่มให้ทั้ง 2 ข้อเรียกร้องนี้ไปด้วยกันได้แบบชนะทั้งคู่
โดยน่าจะสามารถเริมการปฏิรูปได้เลยตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่ ต้นน้ำ-กลางน้ำ และ ปลายน้ำ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ปฏิรูปในส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย อ.อำนาจ และ อ.อุดมการณ์ ได้เลย โดยยังไม่ต้องรอสภาฯ ใหม่ และ รัฐบาลใหม่
1.ปฏิรูปต้นน้ำ ส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย กปปส. คปท.และ พรรค ปชป.ได้จัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูประเทศไทยมาบ้างแล้ว นำมาดูได้เลยว่าจะจัดทำ "ประชามติ" ในเรื่องสำคัญใดบ้าง เช่น บทลงโทษคอร์รัปชั่น ที่มาของผู้ว่าฯ ตำรวจควรขึ้นต่อจังหวัดหรือไม่ ควรจัดเก็บภาษีทรัพย์สินไหม เป็นต้น เตรียมพร้อมในการจัดทำแบบสอบถามได้เลย ควรทำ "ประชามติ" ไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้งครั้งใหม่
2.ปฏิรูปกลางน้ำ ส่วนที่เป็น อ.อำนาจ กำหนดกรอบไปเลยว่า ประชาชนสามารถมีอำนาจอธิปไตยในเรื่องใดบ้าง เช่น
อำนาจนิติบัญญัติ หากเป็นกฎหมายสำคัญระดับประเทศต้องผ่านประชามติก่อน และ การตัดสินไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีก็ใช้ ประชามติ เช่นกัน
อำนาจบริหาร : ประชาชนสามารถเลือกนายกฯ ได้โดยตรง และ หากนโยบายเปิดช่องทุจริต การลงประชามติสามารถหยุดยั้งนโยบายเหล่านั้นได้เลย
อำนาจตุลาการ : หากเป็นคดีสำคัญระดับชาติ ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสิน
3. ปฏิรูปปลายน้ำ ส่วนที่เป็น อ.อุดมการณ์ โดยให้หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค องค์กรอิสระ มาลงสัตยาบันรับรองว่า "ประชามติ" ถือเป็นที่สุด มีผลผูกพันต่อทุกองค์กร ซึ่งจำเป็นต้องโหวต และ ปฏิบัติหน้าที่ตามผลของ "ประชามติ" นั้นๆ นี่จึงเป็นทำหน้าที่ตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ ตามใจนายทุนพรรค หรือ อำมาตย์
เมื่อสามารถทำการปฏิรูป 3 เรื่องนี้ได้สำเร็จก่อนเลือกตั้ง หากมุ่งมั่นก็น่าจะใช้เวลาแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง จะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะโค่นระบอบทักษิณ (หรือธนาธิปไตย) แล้ว ยังโค่นระบอบสุเทพ (หรืออมาตยาธิปไตย) ไปได้ด้วยในคราวเดียว อำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่งจะย้ายไปอยู่ในมือประชาชน จากที่เคยอยู่กับ สภาผู้แทนฯ คณะรัฐมนตรี และ ตุลาการ
แนวคิดนี้จะชนะทั้ง 2 ฝ่ายขณะเดียวกันก็แพ้ทั้ง 2 ฝ่ายด้วย เพื่อเป็นการเดินหน้าประเทศไทย ด้วยรหัสปลดล็อก "กปปส." คือ ยึดมั่น ก.กฎกติกา รักษา ป.ประชาธิปไตย เดินหน้า ป.ปฏิรูป และ คืนสู่ ส.สันติภาพ ประเทศชาติจะได้เดินหน้าทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ได้ต่อเสียที
"ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" จึงเป็นการยืมพลัง "ประชามติ" มาเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ สำหรับ ม็อบนกหวีดคนเสื้อเหลือง จะสามารถโค่นระบอบทักษิณ และ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งได้ สำหรับ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ด้วยแนวคิดนี้จะสามารถโค่นระบอบอำมาตย์ได้ จัดเลือกตั้งได้ราบลื่น เปิดสภาฯ ได้เร็ว สำหรับคนเสื้อขาว นี่คือ การสานฝันของ ดร.ปรีดี พนามยงค์ บิดาแห่งประชาธิปไตย ปฏิรูปต่อยอดประชาธิปไตยไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หลังจาากต้องอยู่ภายใต้ระบอบธนาธิปไตย และ อมาตยาธิปไตย มายาวนานถึง 82 ปี
ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาในเรื่องนี้ และ รีบเร่งปฏิรูปการเลือกตั้งได้อย่างเร็ว และ จัดโครงสร้างอำนาจเพื่อพร้อมเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงครับ
โดยน่าจะสามารถเริมการปฏิรูปได้เลยตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่ ต้นน้ำ-กลางน้ำ และ ปลายน้ำ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ปฏิรูปในส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย อ.อำนาจ และ อ.อุดมการณ์ ได้เลย โดยยังไม่ต้องรอสภาฯ ใหม่ และ รัฐบาลใหม่
1.ปฏิรูปต้นน้ำ ส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย กปปส. คปท.และ พรรค ปชป.ได้จัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูประเทศไทยมาบ้างแล้ว นำมาดูได้เลยว่าจะจัดทำ "ประชามติ" ในเรื่องสำคัญใดบ้าง เช่น บทลงโทษคอร์รัปชั่น ที่มาของผู้ว่าฯ ตำรวจควรขึ้นต่อจังหวัดหรือไม่ ควรจัดเก็บภาษีทรัพย์สินไหม เป็นต้น เตรียมพร้อมในการจัดทำแบบสอบถามได้เลย ควรทำ "ประชามติ" ไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้งครั้งใหม่
2.ปฏิรูปกลางน้ำ ส่วนที่เป็น อ.อำนาจ กำหนดกรอบไปเลยว่า ประชาชนสามารถมีอำนาจอธิปไตยในเรื่องใดบ้าง เช่น
อำนาจนิติบัญญัติ หากเป็นกฎหมายสำคัญระดับประเทศต้องผ่านประชามติก่อน และ การตัดสินไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีก็ใช้ ประชามติ เช่นกัน
อำนาจบริหาร : ประชาชนสามารถเลือกนายกฯ ได้โดยตรง และ หากนโยบายเปิดช่องทุจริต การลงประชามติสามารถหยุดยั้งนโยบายเหล่านั้นได้เลย
อำนาจตุลาการ : หากเป็นคดีสำคัญระดับชาติ ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสิน
3. ปฏิรูปปลายน้ำ ส่วนที่เป็น อ.อุดมการณ์ โดยให้หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค องค์กรอิสระ มาลงสัตยาบันรับรองว่า "ประชามติ" ถือเป็นที่สุด มีผลผูกพันต่อทุกองค์กร ซึ่งจำเป็นต้องโหวต และ ปฏิบัติหน้าที่ตามผลของ "ประชามติ" นั้นๆ นี่จึงเป็นทำหน้าที่ตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ ตามใจนายทุนพรรค หรือ อำมาตย์
เมื่อสามารถทำการปฏิรูป 3 เรื่องนี้ได้สำเร็จก่อนเลือกตั้ง หากมุ่งมั่นก็น่าจะใช้เวลาแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง จะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะโค่นระบอบทักษิณ (หรือธนาธิปไตย) แล้ว ยังโค่นระบอบสุเทพ (หรืออมาตยาธิปไตย) ไปได้ด้วยในคราวเดียว อำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่งจะย้ายไปอยู่ในมือประชาชน จากที่เคยอยู่กับ สภาผู้แทนฯ คณะรัฐมนตรี และ ตุลาการ
แนวคิดนี้จะชนะทั้ง 2 ฝ่ายขณะเดียวกันก็แพ้ทั้ง 2 ฝ่ายด้วย เพื่อเป็นการเดินหน้าประเทศไทย ด้วยรหัสปลดล็อก "กปปส." คือ ยึดมั่น ก.กฎกติกา รักษา ป.ประชาธิปไตย เดินหน้า ป.ปฏิรูป และ คืนสู่ ส.สันติภาพ ประเทศชาติจะได้เดินหน้าทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ได้ต่อเสียที
"ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" จึงเป็นการยืมพลัง "ประชามติ" มาเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ สำหรับ ม็อบนกหวีดคนเสื้อเหลือง จะสามารถโค่นระบอบทักษิณ และ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งได้ สำหรับ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ด้วยแนวคิดนี้จะสามารถโค่นระบอบอำมาตย์ได้ จัดเลือกตั้งได้ราบลื่น เปิดสภาฯ ได้เร็ว สำหรับคนเสื้อขาว นี่คือ การสานฝันของ ดร.ปรีดี พนามยงค์ บิดาแห่งประชาธิปไตย ปฏิรูปต่อยอดประชาธิปไตยไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หลังจาากต้องอยู่ภายใต้ระบอบธนาธิปไตย และ อมาตยาธิปไตย มายาวนานถึง 82 ปี
ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาในเรื่องนี้ และ รีบเร่งปฏิรูปการเลือกตั้งได้อย่างเร็ว และ จัดโครงสร้างอำนาจเพื่อพร้อมเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงครับ
วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557
ฟองสบู่ซ่อนอยู่ที่ไหน ??
บทความนี้จะกล่าวถึง "ฟองสบู่" ตลาดหุ้นที่ถูกซ่อนอยู่ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจนัก แต่อาจก่อปัญหายิ่งใหญ่ให้กับโลกในอนาคตอันใกล้ได้
ตลาดหุันอเมริกา S&P500 แม้จะดูไม่แพงนัก P/E 17 เท่า แต่ว่า ดัชนีหุ้นเล็กอย่าง Russell2000 ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นเล็ก 2 พันตัว แต่มีขนาดของมูลค่าตลาดเพียง 12% ของ S&P500 นั้น มี P/E สูงถึง 50 เท่า ตลาดหุ้นอเมริกาได้มองโลกในแง่ดีปั่นหุ้นเล็กๆ ขึ้นมาถึง 3 เท่าตัวจากระดับต่ำสุดในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ขณะที่กำไรวิ่งตามไม่ทัน ค่า P/E ปัจจุบันนั้นจึงสูงมาก เป็นฟองสบู่พร้อมแตก ราคาหุ้นพร้อมจะลงได้ครึ่งหนึ่ง
ในทวีปอเมริกาอย่าง สหรัฐฯ และ แคนาดา นั้น P/E อยู่ระหว่าง 17-19 เท่าตัว อย่างไรก็ดีมีฟองสบู่ซ่อนอยู่เหมือนกัน โดยในตลาดหุ้นอเมริกาใต้นั้น ตลาดหุ้นบราซิล แม้จะมีค่า P/E 18 เท่าระดับเดียวกัน แต่ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี (หรือดอกเบี้ยระยะยาว) ของบราซิลยืนที่ 13% หมายถึง การคาดหวังผลตอบแทนในตลาดหุ้นจะตกราว 16% ต่อปี (รวมค่า premium อีก 3%) ค่า P/E ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นนั้นควรอยู่ราว 7 เท่าตัวเอง แค่ดัชนี IBovespa นั้นมีกลับค่านี้สูงถึง 18 เท่าตัว ราคาหุ้นพร้อมดิ่งลงได้อีกมาก เหตุการณ์เช่นนี้ก็เช่นเดียวกับตลาดหุ้นโคลัมเบีย เช่นเดียวกัน
ข้อมูล : Bloomberg
ตลาดหุันอเมริกา S&P500 แม้จะดูไม่แพงนัก P/E 17 เท่า แต่ว่า ดัชนีหุ้นเล็กอย่าง Russell2000 ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นเล็ก 2 พันตัว แต่มีขนาดของมูลค่าตลาดเพียง 12% ของ S&P500 นั้น มี P/E สูงถึง 50 เท่า ตลาดหุ้นอเมริกาได้มองโลกในแง่ดีปั่นหุ้นเล็กๆ ขึ้นมาถึง 3 เท่าตัวจากระดับต่ำสุดในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ขณะที่กำไรวิ่งตามไม่ทัน ค่า P/E ปัจจุบันนั้นจึงสูงมาก เป็นฟองสบู่พร้อมแตก ราคาหุ้นพร้อมจะลงได้ครึ่งหนึ่ง
ในทวีปอเมริกาอย่าง สหรัฐฯ และ แคนาดา นั้น P/E อยู่ระหว่าง 17-19 เท่าตัว อย่างไรก็ดีมีฟองสบู่ซ่อนอยู่เหมือนกัน โดยในตลาดหุ้นอเมริกาใต้นั้น ตลาดหุ้นบราซิล แม้จะมีค่า P/E 18 เท่าระดับเดียวกัน แต่ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี (หรือดอกเบี้ยระยะยาว) ของบราซิลยืนที่ 13% หมายถึง การคาดหวังผลตอบแทนในตลาดหุ้นจะตกราว 16% ต่อปี (รวมค่า premium อีก 3%) ค่า P/E ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นนั้นควรอยู่ราว 7 เท่าตัวเอง แค่ดัชนี IBovespa นั้นมีกลับค่านี้สูงถึง 18 เท่าตัว ราคาหุ้นพร้อมดิ่งลงได้อีกมาก เหตุการณ์เช่นนี้ก็เช่นเดียวกับตลาดหุ้นโคลัมเบีย เช่นเดียวกัน
แล้วแวะมาดูที่ตลาดหุ้นยุโรปกันบ้าง แม้ตลาดขนาดใหญ่ 3 แห่ง คือ ตลาดหุ้นเยอรมัน อังกฤษ และ ฝรั่งเศส จะอยู่ที่ราว 17-18 เท่า ไม่นับว่าแพงนักเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ย แต่ตลาดหุ้นในกลุ่ม PIIGS หลายตลาดนั้นแพงมากๆ เช่น ตลาดหุ้นอิตาลี โปรตุเกส นั้นผลกำไรทั้งตลาดอยู่ระดับติดลบ คือ ไม่มี P/E นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไอร์แลนด์นั้น P/E สูงถึง 61 เท่าตัว เป็นฟองสบู่พร้อมแตก
นอกจากนี้ในทวีปแอฟริกา อย่างแอฟริกาใต้ ซึ่งมี bond yield 10 ปีที่ 8.4% อาจหมายถึง ผลตอบแทนคาดหวังจากตลาดหุ้นราว 11.4% ค่า P/E ที่เหมาะสมควรจะอยู่ราว 9 เท่าตัว อย่างไรก็ดี ค่า P/E ปัจจุบันยืนสูงถึง 18 เท่าตัวสำหรับ ดัชนี TOP40 ของแอฟริกาใต้ ตลาดหุ้นพร้อมตกลงได้อย่างแรง
สำหรับทวีปเอเชียดูบ้าง แม้จะตลาดขนาดใหญ่อย่าง ญี่ปุ่น จีน และ ฮ่องกง จะดูเหมือนไม่แพงนัก อยู่ระดับปกติ แต่ตลาดหุ้นอย่างอินโดนีเซีย มีค่า P/E ถึง 22 เท่า ทั้งที่ bond yield 10 ปีที่ 8% P/E ที่เหมาะสมควรอยู่ราว 9 เท่าตัว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินเดียวซึ่งมี P/E 17เท่า ก็ไม่แตกต่างกันนัก ดังนั้นตลาดหุ้นอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากนั้น ราคาหุ้นพร้อมจะตกลงได้อย่างแรงเช่นกัน
และสุดท้ายสำหรับประเทศไทยเอง แม้ SET index จะไม่แพงมากนัก ระดับ P/E 15 เท่าซึ่งดูเหมาะสม แต่สำหรับ ดัชนีตลาด MAI กลับสูงถึง 38 เท่าตัว ซึ่งอันตรายมากๆ ราคาหุ้นเกินพื้นฐาน เป็นฟองสบู่พร้อมแตก
สรุปก็คือ มีฟองสบู่ตลาดหุ้นที่ซ่อนอยู่เกือบทุกจุดในโลก โดยเฉพาะในตลาดหุ้นขนาดเล็ก ปัญหาก็คือ นักวิเคราะห์ไม่ได้ใส่ใจในประเด็นเหล่านี้นัก หากฟองสบู่เหล่านี้แตกตัวลงพร้อมๆ กัน นั่นอาจสิ่งที่พึงจะระวังให้ดี เพราะ อาจส่อปัญหาใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกได้นะครับ
ข้อมูล : Bloomberg
วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557
เหนือ จีน ยูเครนกับตุรกี ยังมีประเทศไทย
ขณะที่จีนมีปัญหาการเมืองในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย ที่ก่อเหตุแทงคนจำนวนมากเสียชีวิตราว 34 คนที่สถานีคุนหมิง โดยกลุ่มอุยกูร์แบ่งแยกดินแดนมณฑลซินเจียง
ยูเครนก็มีปัญหาการเมืองที่คล้ายกับไทย คือ ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุนยุโรป และ อเมริกา ส่วนอีกฝ่ายสนับสนุนรัสเซีย เรื่องราวเริ่มหนักหนาจนถึงขั้นรัสเซีย ส่งทหารเข้าไปยึดพื้นที่คาบสมุทรไครเมีย และอาจมีการลงประชามติ เพื่อขอแบ่งแยกดินแดนนั้นจากยูเครนกลับไปสู่รัสเซีย
ส่วนในตุรกีนั้นก็มีปัญหาคอร์รัปชั่น ที่เกี่ยวข้องกับลูกๆ ของรัฐมนตรีหลายคน และมีคลิปเสียงที่ดูเหมือนเป็นปัญหาที่ว่า นายกฯ เออร์โดกัน ได้คุยกับ ลูกชายให้ซ่อนเงินจำนวนมากไว้ ซึ่งนี่เป็นปัญหาคอร์รัปชั่นนั่นเอง
แต่ละประเทศมี 1 ปัญหา แต่ประเทศไทยมีถึง 3 เด้ง คือ รวม 3 ปัญหานี้ไว้ด้วยกันทั้งหมด คือ มีทั้งปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาก่อการร้าย รวมไปถึง ปัญหาการแตกแยกประชาชนเป็น 2 ฝ่าย จนถึงขั้นข่าวลือแบ่งแยกดินแดน แล้วอย่างนี้จะเหนือกว่า 3 ประเทศข้างต้นได้อย่างไร ?? มี 2 ประเด็นหลักอยู่ตรงนี้ครับ
1. เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ประเทศจีนนั้น มีการผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกของบริษัทในตลาดฯ ชื่อ Chaori Solar ซึ่งเป็นบริษัทผลิตแผงพลังแสงอาทิตย์ และ ยังอาจมีอีกหลายบริษัทที่ขาดทุน และ หนี้สินต่อทุนสูง เช่น Tianwei Baobian Electric และ Sinovel Wind ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่ทำด้านพลังงานทดแทน ทั้งลมและแสงอาทิตย์ ซึงน่าจะมีอนาคตดี แต่กลับมีกำลังผลิตส่วนเกินมาก และ หนี้สินสูง นี่อาจนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ "วิกฤติหมูหัน" โดยจีนมี "ธนาคารเงา" หรือ shadow-banking ที่เป็นบริษัททรัสต์ และ ผลิตภัณฑ์กองทุนบริหารความมั่งคั่ง รวมกันสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นปัญหาหนี้เสียในอนาคตอันใกล้ได้ โดยปัญหาเกิดจากการลงทุนที่มากเกินไป (overinvestment) ฟองสบู่อาจแตกก็เป็นได้ โดยดัชนีหุ้น CSI300 ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นนั้นได้ลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี และ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคล่าสุดก็ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงเร็วมาก
ขณะที่ประเทศยูเครน มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ย่ำแย่อย่างหนักต่อเนื่อง เมื่อบวก 3 ปีของค่านี้เข้าด้วยกันแล้วได้สัญญาณเตือนภัย Ruang Alarm ที่ -20.0 ซึ่งอยู่ในระดับเสี่ยงต่อวิกฤติเศรษฐกิจสูงมาก ประเทศตุรกี ก็เช่นเดียวกัน เศรษฐกิจมีการเติบโตดี แต่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงาน มีค่า Ruang Alarm ที่ -23.8 ก็มีความเสี่ยงระดับสูงมากเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า "เมฆดำ" เค้าลางแห่งวิกฤติเศรษฐกิจได้ปกคลุม 2 ประเทศที่อยู่รอบ "ทะเลดำ" เรียบร้อยแล้ว โดยเชื้อโรคก็เริ่มกระทบไปรอบๆ ด้านเหนือทะเลดำ คือ "ยูเครน" ด้านใต้ คือ "ตุรกี" และ ด้านตะวันออกคือ "รัสเซีย" ที่ค่าเงินและดัชนีหุ้นดิ่งลงอย่างหนัก เชื่่อได้ว่าปัญหาจะปะทุ "ฟองสบู่แตก" เป็นวิกฤติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นับเป็นปัญหาของการลงทุนมากเกินกว่าการออม ใช้ค่าเงินที่แข็งค่าเกินไป แข่งขันไม่ได้ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทั้ง 2 ประเทศก็มีปัญหาทางการเมืองเป็นปัจจัยคอยซ้ำเติมด้วย ปัญหาเงินทุนไหลออกน่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับ 2 ประเทศนี้ จนอาจเกิดเป็นวิกฤติที่ชื่อว่า "วิกฤติไก่งวง" (Turkey Crisis)
ขณะที่ประเทศไทยนั้น สัญญาณ Ruang Alarm อยู่ในระดับปลอดภัยมากๆ นี่จึงนับได้ว่าเหนือชั้นกว่า
2. ประเทศไทยได้เตรียมทางออกไว้แล้ว
ขณะที่ 3 ประเทศนั้นยังแทบหาทางแก้ไขปัญหาทั้งการเมือง และ เศรษฐกิจไม่เจอเลย แต่สำหรับประเทศไทยนั้นมีทางออกเตรียมพร้อมไว้แล้ว จึงนับได้ว่าเหนือชั้นกว่า
- โดยทางออกของปัญหาการเมืองก็คือ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" และ "รหัสปลดล็อก กปปส." ซึ่งจะเป็นทางออกแบบเสื้อขาว โดยอำนาจอธิปไตยจะอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง ใช้การยืมพลังจาก "ประชามติ" เพื่อโค่นทั้งระบอบทักษิณ และ ระบอบสุเทพ โดยยังคงรักษากฎกิตกา เป็นประชาธิปไตย ได้ปฏฺิรูประเทศ และ นำสันติภาพมาสู่ชาติบ้านเมืองได้
- ส่วนหนทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งอาจถูกรุมเร้าทั้งจากการเมืองในประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจ
โลกทั้งวิกฤติหมูหัน และ วิกฤติไก่งวง ซึ่งน่าจะกดดันเศรษฐกิจให้เติบโตต่ำมากๆ ไม่เกิน 2% ดังนั้นหนทางที่เหมาะสม ก็คือ "การคลังไท้เก๊ก" และ "ยุทธศาสตร์888" ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเติบโตได้ถึง 8% ในช่วงครึ่งปีหลังได้ โดยการยืมพลังจากกองทุนบำนาญ ขณะที่หนี้ภาครัฐไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อยนิดนะครับ
ยูเครนก็มีปัญหาการเมืองที่คล้ายกับไทย คือ ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุนยุโรป และ อเมริกา ส่วนอีกฝ่ายสนับสนุนรัสเซีย เรื่องราวเริ่มหนักหนาจนถึงขั้นรัสเซีย ส่งทหารเข้าไปยึดพื้นที่คาบสมุทรไครเมีย และอาจมีการลงประชามติ เพื่อขอแบ่งแยกดินแดนนั้นจากยูเครนกลับไปสู่รัสเซีย
ส่วนในตุรกีนั้นก็มีปัญหาคอร์รัปชั่น ที่เกี่ยวข้องกับลูกๆ ของรัฐมนตรีหลายคน และมีคลิปเสียงที่ดูเหมือนเป็นปัญหาที่ว่า นายกฯ เออร์โดกัน ได้คุยกับ ลูกชายให้ซ่อนเงินจำนวนมากไว้ ซึ่งนี่เป็นปัญหาคอร์รัปชั่นนั่นเอง
แต่ละประเทศมี 1 ปัญหา แต่ประเทศไทยมีถึง 3 เด้ง คือ รวม 3 ปัญหานี้ไว้ด้วยกันทั้งหมด คือ มีทั้งปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาก่อการร้าย รวมไปถึง ปัญหาการแตกแยกประชาชนเป็น 2 ฝ่าย จนถึงขั้นข่าวลือแบ่งแยกดินแดน แล้วอย่างนี้จะเหนือกว่า 3 ประเทศข้างต้นได้อย่างไร ?? มี 2 ประเด็นหลักอยู่ตรงนี้ครับ
1. เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ประเทศจีนนั้น มีการผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกของบริษัทในตลาดฯ ชื่อ Chaori Solar ซึ่งเป็นบริษัทผลิตแผงพลังแสงอาทิตย์ และ ยังอาจมีอีกหลายบริษัทที่ขาดทุน และ หนี้สินต่อทุนสูง เช่น Tianwei Baobian Electric และ Sinovel Wind ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่ทำด้านพลังงานทดแทน ทั้งลมและแสงอาทิตย์ ซึงน่าจะมีอนาคตดี แต่กลับมีกำลังผลิตส่วนเกินมาก และ หนี้สินสูง นี่อาจนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ "วิกฤติหมูหัน" โดยจีนมี "ธนาคารเงา" หรือ shadow-banking ที่เป็นบริษัททรัสต์ และ ผลิตภัณฑ์กองทุนบริหารความมั่งคั่ง รวมกันสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นปัญหาหนี้เสียในอนาคตอันใกล้ได้ โดยปัญหาเกิดจากการลงทุนที่มากเกินไป (overinvestment) ฟองสบู่อาจแตกก็เป็นได้ โดยดัชนีหุ้น CSI300 ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นนั้นได้ลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี และ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคล่าสุดก็ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงเร็วมาก
ขณะที่ประเทศยูเครน มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ย่ำแย่อย่างหนักต่อเนื่อง เมื่อบวก 3 ปีของค่านี้เข้าด้วยกันแล้วได้สัญญาณเตือนภัย Ruang Alarm ที่ -20.0 ซึ่งอยู่ในระดับเสี่ยงต่อวิกฤติเศรษฐกิจสูงมาก ประเทศตุรกี ก็เช่นเดียวกัน เศรษฐกิจมีการเติบโตดี แต่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงาน มีค่า Ruang Alarm ที่ -23.8 ก็มีความเสี่ยงระดับสูงมากเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า "เมฆดำ" เค้าลางแห่งวิกฤติเศรษฐกิจได้ปกคลุม 2 ประเทศที่อยู่รอบ "ทะเลดำ" เรียบร้อยแล้ว โดยเชื้อโรคก็เริ่มกระทบไปรอบๆ ด้านเหนือทะเลดำ คือ "ยูเครน" ด้านใต้ คือ "ตุรกี" และ ด้านตะวันออกคือ "รัสเซีย" ที่ค่าเงินและดัชนีหุ้นดิ่งลงอย่างหนัก เชื่่อได้ว่าปัญหาจะปะทุ "ฟองสบู่แตก" เป็นวิกฤติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นับเป็นปัญหาของการลงทุนมากเกินกว่าการออม ใช้ค่าเงินที่แข็งค่าเกินไป แข่งขันไม่ได้ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทั้ง 2 ประเทศก็มีปัญหาทางการเมืองเป็นปัจจัยคอยซ้ำเติมด้วย ปัญหาเงินทุนไหลออกน่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับ 2 ประเทศนี้ จนอาจเกิดเป็นวิกฤติที่ชื่อว่า "วิกฤติไก่งวง" (Turkey Crisis)
ขณะที่ประเทศไทยนั้น สัญญาณ Ruang Alarm อยู่ในระดับปลอดภัยมากๆ นี่จึงนับได้ว่าเหนือชั้นกว่า
2. ประเทศไทยได้เตรียมทางออกไว้แล้ว
ขณะที่ 3 ประเทศนั้นยังแทบหาทางแก้ไขปัญหาทั้งการเมือง และ เศรษฐกิจไม่เจอเลย แต่สำหรับประเทศไทยนั้นมีทางออกเตรียมพร้อมไว้แล้ว จึงนับได้ว่าเหนือชั้นกว่า
- โดยทางออกของปัญหาการเมืองก็คือ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" และ "รหัสปลดล็อก กปปส." ซึ่งจะเป็นทางออกแบบเสื้อขาว โดยอำนาจอธิปไตยจะอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง ใช้การยืมพลังจาก "ประชามติ" เพื่อโค่นทั้งระบอบทักษิณ และ ระบอบสุเทพ โดยยังคงรักษากฎกิตกา เป็นประชาธิปไตย ได้ปฏฺิรูประเทศ และ นำสันติภาพมาสู่ชาติบ้านเมืองได้
- ส่วนหนทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งอาจถูกรุมเร้าทั้งจากการเมืองในประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจ
โลกทั้งวิกฤติหมูหัน และ วิกฤติไก่งวง ซึ่งน่าจะกดดันเศรษฐกิจให้เติบโตต่ำมากๆ ไม่เกิน 2% ดังนั้นหนทางที่เหมาะสม ก็คือ "การคลังไท้เก๊ก" และ "ยุทธศาสตร์888" ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเติบโตได้ถึง 8% ในช่วงครึ่งปีหลังได้ โดยการยืมพลังจากกองทุนบำนาญ ขณะที่หนี้ภาครัฐไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อยนิดนะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557
ประชาธิปไตยไท้เก๊ก
"ประชาธิปไตยไท้เก๊ก"คืออะไร?? เรื่องนี้สรุปสั้นๆ ได้ว่า คือ ประชาธิปไตยแบบที่ ยืมพลัง "ประชามติ" เพื่อให้อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือประชาชนที่แท้จริง ไม่ใช่ อยู่ในมือของ นายทุนพรรค หรือ อำมาตย์ หรือว่า ผบ.เหล่าทัพ ตามระบอบทักษิณ ระบอบสุเทพ หรือ ระบอบรัฐประหาร
ขณะที่คนเสื้อแดง พยายามสู้เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งแบบเดิมๆ ได้ สส.หน้าเดิมๆ เป็นไปตาม "ระบอบ ทักษิณ" ที่นายทุนพรรคสามารถสั่งการได้ ขณะที่คนเสื้อเหลือง พยายามโค่นระบอบทักษิณ และใช้ "ระบอบสุเทพ" ที่สภาประชาชนถูกคัดเลือกมาจาก คุณสุเทพและพวก
แนวทางทั้ง 2 นี้ล้วนไม่ใช่คำตอบของชาติ เพราะว่า จากแบบสำรวจพบว่า คนเสื้อแดงในประเทศมีราว 20% คนเสื้อเหลือง 20% ขณะที่คนอีก 60% ที่เหลือนั้นเป็นคนเสื้อขาว ดังนั้น การพยายามต่อสู้เพื่อให้ระบอบทักษิณชนะ หรือ ระบอบสุเทพชนะ ก็จะได้รับการสนับสนุนเพียงแค่ 20% แต่ได้รับการต่อต้านถึง 80% หรือเป็นอัตราส่วนสนับสนุน : ต่อต้านที่ 2:8 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและไม่ใช่คำตอบของชาติ แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือ ทางออกแบบเสื้อเขียวหรือ "ระบอบรัฐประหาร" นี่ยิ่งแล้วใหญ่ คนสนับสนุนน่าจะไม่ถึง 10% ของประชากรด้วยซ้ำ
คำตอบสุดท้าย ซึ่งผมฝันว่าวิญญาณของ อจ.ปรีดี พนมยงค์ ได้ปรบมือชื่นชมยินดีกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมากที่ได้สานต่อเจตนารมย์ของท่านในการทำให้ประชาธิปไตยของไทยนั้นกลายเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที หลังจากล้มลุกคลุกคลานมานานถึง 82 ปี สลับเปลี่ยนมือของอำนาจไปเรื่อยระหว่าง อำมาตย์ ทหาร และ นายทุนพรรค ผมคาดหวังว่าแนวคิดนี้จะได้รับการสนับสนุน : ต่อต้านราว 8:2 โดยคนเสื้อขาว+เหลืองอ่อน และ แดงอ่อน น่าจะสนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่งน่าจะเป็น "ทางออกแบบเสื้อขาว" และเป็นคำตอบสุดท้ายให้กับประเทศชาติได้
แนวคิดนี้ยังคงอิงตามกรอบรัฐธรรมนูญเดิม แต่เพิ่มไปอีก 3 เรื่อง คือ 1.สส.ใหม่จะต้องทำสัตยาบันว่าจะโหวตตามผลประชามติเท่านั้้น ไม่ใช่ตามใจนายทุนพรรค 2.จะมีการทำประชามติทุกๆ 6 เดือนเป็นประจำในเรื่องสำคัญๆ 3. หากมีเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมากๆ สามารถจัดทำประชามติได้เลยเร็วที่สุด ดังนั้นหากเป็นเรื่่องไม่สำคัญ สส.ดำเนินการไปได้เลย นี่จึงเป็นการผสมระหว่าง ประชาธิปไตยทางตรง และ ทางอ้อม เข้าด้วยกัน เมื่อ สส.ถูกลดบทบาทอำนาจลง กปปส.ควรเปิดทางให้เลือกตั้งได้ราบรื่นเปิดสภาฯ และจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว
สิ่งนี้จะดีกว่า "ระบอบทักษิณ" เดิมอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน 3 เรื่อง
1. พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง : ระบอบทักษิณ จะเห็นว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลยกมือกันเต็มสภา ทั้งๆที่หากใช้ระบอบไท้เก๊ก แล้วด้วยผลประชามติที่ราว 90% ของคนไทยไม่เห็นด้วย เรื่องแบบนี้ไม่มีทางผ่านสภาผู้แทนฯ มาได้เลย
2. การไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี : ระบอบทักษิณ จะให้การไว้วางใจรัฐมนตรีทุกคนที่ดูเหมือนว่าแม้จะโกงก็ตาม เพราะ จำนวนมือของ สส.ฝ่ายรัฐบาลที่มากกว่านั่นเอง แต่หากใช้ ระบอบไท้เก๊ก ด้วยการยืมพลังประชามติ รัฐมนตรีเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะกระเด็นไปจากเก้าอี้ได้ง่ายๆ
3. นโยบายเสียหายอย่างจำนำข้าว : ระบอบทักษิณ ยังยื้อนโยบายที่ขาดทุนไปถึง 4 แสนล้านบาทมาได้ยาวนานถึง 4 ฤดูกาลผลิต หากเป็นระบอบไท้เก๊ก ด้วยประชามติที่ประชาชนราาว 80% คัดค้านเสียแล้ว ก็คงขัดขวางนโยบายแบบนี้ได้ตั้งแต่ฤดูแรกแล้ว เสียหายเพียง 1 แสนล้านบาท ประหยัดงบความเสียหายจากการทุจริตไปได้ถึง 3 แสนล้านบาท
จาก 3 เรื่องข้างต้น คงจะเห็นแล้วว่า "ระบอบไท้เก๊ก" นั้นดีกว่า "ระบอบทักษิณ" อย่างไร นี่เป็นการลดบทบาทอำนาจของ สส.ลงนั่นเอง (เสื้อเหลืองมีเฮ) ขณะที่ก็น่าจะลดบทบาทและอำนาจขององค์กรอิสระลงด้วย (เสื้อแดงมีเฮ) ดังนั้น เป็นไปได้ว่าจะได้รับการสนับสนุนทั้งจากคนเสื้อขาว เสื้อเหลืองอ่อน และ แดงอ่อน อย่างท่วมท้นถึง 80% ของประชากรกันเลยทีเดียว และ ส่วนการปฏฺิรูปใดๆ ก็ให้ผ่านเสียง "ประชามติ" แล้วโหวตกันในสภาฯ ตามผลลัพธ์นั้นๆ เรื่องก็จะเดินไปเร็วมาก
ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ท้า กำนันสุเทพ ให้ลองมาทำ "ประชามติ" กันดูไหมว่า คนไทยจะเอา สภาฯ ผู้แทนตามระบอบทักษิณ หรือว่า สภาประชาชนตามระบอบสุเทพ กันแน่ กำนันสุเทพผู้กล้าหาญกลับไม่กล้าพอที่จะรับคำท้านี้ แต่ผมขอท้ากลับไปทั้ง 2 ฝ่ายเลยว่า เพิ่มตัวเลือก สภาไท้เก๊ก ตามระบอบไท้เก๊ก เข้าไปด้วยได้หรือไม่?? จัดทำไปพร้อมๆ กับ การเลือกตั้ง สว.ทั่วประเทศได้เลย งบฯที่ใช้คงเพิ่มน้อยมาก ผมเชื่อว่าระบอบใหม่หรือ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" นี้จะชนะด้วยผล "ประชามติ" แน่และ การชนะนี้จะหมายถึงเป็นการชนะของประเทศไทยในการหาทางออกแบบสันติวิธีไปด้วย
สุดท้ายหากเรื่องนี้สามารถพัฒนาต่อยอดจนเป็นทางออกการเมืองของไทยได้แล้ว คงต้องยกเครดิตความดีงามนี้ให้แก่ ท่านจางซานฟง ปรมาจารย์มวยไท้เก๊ก มหาบุรุษผู้ค้นพบว่า ทางออกไม่ได้มีแค่ 2 ทางแบบ "นิ่งคือนิ่ง" และ "เคลื่อนคือเคลื่อน" เท่านั้น แต่ยังมี "เคลื่อนคือนิ่ง" และ "นิ่งคือเคลื่อน" อีกด้วยรวมเป็น 4 ทางด้วยกัน และ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" ก็คือ การประยุกต์มาจากแนวทางนี้นั่นเอง
ขณะที่คนเสื้อแดง พยายามสู้เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งแบบเดิมๆ ได้ สส.หน้าเดิมๆ เป็นไปตาม "ระบอบ ทักษิณ" ที่นายทุนพรรคสามารถสั่งการได้ ขณะที่คนเสื้อเหลือง พยายามโค่นระบอบทักษิณ และใช้ "ระบอบสุเทพ" ที่สภาประชาชนถูกคัดเลือกมาจาก คุณสุเทพและพวก
แนวทางทั้ง 2 นี้ล้วนไม่ใช่คำตอบของชาติ เพราะว่า จากแบบสำรวจพบว่า คนเสื้อแดงในประเทศมีราว 20% คนเสื้อเหลือง 20% ขณะที่คนอีก 60% ที่เหลือนั้นเป็นคนเสื้อขาว ดังนั้น การพยายามต่อสู้เพื่อให้ระบอบทักษิณชนะ หรือ ระบอบสุเทพชนะ ก็จะได้รับการสนับสนุนเพียงแค่ 20% แต่ได้รับการต่อต้านถึง 80% หรือเป็นอัตราส่วนสนับสนุน : ต่อต้านที่ 2:8 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและไม่ใช่คำตอบของชาติ แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือ ทางออกแบบเสื้อเขียวหรือ "ระบอบรัฐประหาร" นี่ยิ่งแล้วใหญ่ คนสนับสนุนน่าจะไม่ถึง 10% ของประชากรด้วยซ้ำ
คำตอบสุดท้าย ซึ่งผมฝันว่าวิญญาณของ อจ.ปรีดี พนมยงค์ ได้ปรบมือชื่นชมยินดีกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมากที่ได้สานต่อเจตนารมย์ของท่านในการทำให้ประชาธิปไตยของไทยนั้นกลายเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที หลังจากล้มลุกคลุกคลานมานานถึง 82 ปี สลับเปลี่ยนมือของอำนาจไปเรื่อยระหว่าง อำมาตย์ ทหาร และ นายทุนพรรค ผมคาดหวังว่าแนวคิดนี้จะได้รับการสนับสนุน : ต่อต้านราว 8:2 โดยคนเสื้อขาว+เหลืองอ่อน และ แดงอ่อน น่าจะสนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่งน่าจะเป็น "ทางออกแบบเสื้อขาว" และเป็นคำตอบสุดท้ายให้กับประเทศชาติได้
แนวคิดนี้ยังคงอิงตามกรอบรัฐธรรมนูญเดิม แต่เพิ่มไปอีก 3 เรื่อง คือ 1.สส.ใหม่จะต้องทำสัตยาบันว่าจะโหวตตามผลประชามติเท่านั้้น ไม่ใช่ตามใจนายทุนพรรค 2.จะมีการทำประชามติทุกๆ 6 เดือนเป็นประจำในเรื่องสำคัญๆ 3. หากมีเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมากๆ สามารถจัดทำประชามติได้เลยเร็วที่สุด ดังนั้นหากเป็นเรื่่องไม่สำคัญ สส.ดำเนินการไปได้เลย นี่จึงเป็นการผสมระหว่าง ประชาธิปไตยทางตรง และ ทางอ้อม เข้าด้วยกัน เมื่อ สส.ถูกลดบทบาทอำนาจลง กปปส.ควรเปิดทางให้เลือกตั้งได้ราบรื่นเปิดสภาฯ และจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว
สิ่งนี้จะดีกว่า "ระบอบทักษิณ" เดิมอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน 3 เรื่อง
1. พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง : ระบอบทักษิณ จะเห็นว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลยกมือกันเต็มสภา ทั้งๆที่หากใช้ระบอบไท้เก๊ก แล้วด้วยผลประชามติที่ราว 90% ของคนไทยไม่เห็นด้วย เรื่องแบบนี้ไม่มีทางผ่านสภาผู้แทนฯ มาได้เลย
2. การไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี : ระบอบทักษิณ จะให้การไว้วางใจรัฐมนตรีทุกคนที่ดูเหมือนว่าแม้จะโกงก็ตาม เพราะ จำนวนมือของ สส.ฝ่ายรัฐบาลที่มากกว่านั่นเอง แต่หากใช้ ระบอบไท้เก๊ก ด้วยการยืมพลังประชามติ รัฐมนตรีเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะกระเด็นไปจากเก้าอี้ได้ง่ายๆ
3. นโยบายเสียหายอย่างจำนำข้าว : ระบอบทักษิณ ยังยื้อนโยบายที่ขาดทุนไปถึง 4 แสนล้านบาทมาได้ยาวนานถึง 4 ฤดูกาลผลิต หากเป็นระบอบไท้เก๊ก ด้วยประชามติที่ประชาชนราาว 80% คัดค้านเสียแล้ว ก็คงขัดขวางนโยบายแบบนี้ได้ตั้งแต่ฤดูแรกแล้ว เสียหายเพียง 1 แสนล้านบาท ประหยัดงบความเสียหายจากการทุจริตไปได้ถึง 3 แสนล้านบาท
จาก 3 เรื่องข้างต้น คงจะเห็นแล้วว่า "ระบอบไท้เก๊ก" นั้นดีกว่า "ระบอบทักษิณ" อย่างไร นี่เป็นการลดบทบาทอำนาจของ สส.ลงนั่นเอง (เสื้อเหลืองมีเฮ) ขณะที่ก็น่าจะลดบทบาทและอำนาจขององค์กรอิสระลงด้วย (เสื้อแดงมีเฮ) ดังนั้น เป็นไปได้ว่าจะได้รับการสนับสนุนทั้งจากคนเสื้อขาว เสื้อเหลืองอ่อน และ แดงอ่อน อย่างท่วมท้นถึง 80% ของประชากรกันเลยทีเดียว และ ส่วนการปฏฺิรูปใดๆ ก็ให้ผ่านเสียง "ประชามติ" แล้วโหวตกันในสภาฯ ตามผลลัพธ์นั้นๆ เรื่องก็จะเดินไปเร็วมาก
ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ท้า กำนันสุเทพ ให้ลองมาทำ "ประชามติ" กันดูไหมว่า คนไทยจะเอา สภาฯ ผู้แทนตามระบอบทักษิณ หรือว่า สภาประชาชนตามระบอบสุเทพ กันแน่ กำนันสุเทพผู้กล้าหาญกลับไม่กล้าพอที่จะรับคำท้านี้ แต่ผมขอท้ากลับไปทั้ง 2 ฝ่ายเลยว่า เพิ่มตัวเลือก สภาไท้เก๊ก ตามระบอบไท้เก๊ก เข้าไปด้วยได้หรือไม่?? จัดทำไปพร้อมๆ กับ การเลือกตั้ง สว.ทั่วประเทศได้เลย งบฯที่ใช้คงเพิ่มน้อยมาก ผมเชื่อว่าระบอบใหม่หรือ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" นี้จะชนะด้วยผล "ประชามติ" แน่และ การชนะนี้จะหมายถึงเป็นการชนะของประเทศไทยในการหาทางออกแบบสันติวิธีไปด้วย
สุดท้ายหากเรื่องนี้สามารถพัฒนาต่อยอดจนเป็นทางออกการเมืองของไทยได้แล้ว คงต้องยกเครดิตความดีงามนี้ให้แก่ ท่านจางซานฟง ปรมาจารย์มวยไท้เก๊ก มหาบุรุษผู้ค้นพบว่า ทางออกไม่ได้มีแค่ 2 ทางแบบ "นิ่งคือนิ่ง" และ "เคลื่อนคือเคลื่อน" เท่านั้น แต่ยังมี "เคลื่อนคือนิ่ง" และ "นิ่งคือเคลื่อน" อีกด้วยรวมเป็น 4 ทางด้วยกัน และ "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" ก็คือ การประยุกต์มาจากแนวทางนี้นั่นเอง
วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
จากม็อบ "กปปส." สู่ รหัสปลดล็อก "กปปส."
กปปส.นั้นย่อมาจาก "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นำโดยกำนันสุเทพ และเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลรักษาการอยู่ ณ ตอนนี้นั้น ช่างเป็นความบังเอิญเหลือเกินที่ "กปปส."นั่นเอง ที่เป็นรหัสจะนำไปสู่การปลดล็อกการเมืองประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ก.: กฎกติกา ในเมื่อ กปปส.เรียกร้องให้รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ "ลาออก" แต่เนื่องจากทำไม่ได้เพราะ ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น ทางเลี่ยงที่พอจะทำได้ตามกฎกติกาก็คือ "ชินวัตรควรยอมถอยเพื่อชาติ" คุณยิ่งลักษณ์ควรประกาศ "เว้นวรรคทางการเมือง" เพื่อแลกกับ การที่ลุงกำนันสุเทพจะไม่ขัดขวางเลือกตั้ง ไม่ปิดล้อมสถานที่ราชการ และ ยุติการชุมนุม นี่จะเป็นการแลกกันแบบคุ้มๆ เป็นการลงจากอำนาจ แบบเป็นไปตาม "กฎกติกา"
ป : ประชาธิปไตย มองจากมุมของรัฐบาลรักษาการ การเลือกตั้งจะนำไปสู่ "ประชาธิปไตยตามหลักสากล" อย่งไรก็ดี สส.ในประเทศไทยนั้นจะสวมหมวก 2 ใบ คือ ใบหนึ่งคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนหมวกอีกใบหนึ่ง เป็นลูกจ้างของนายทุนพรรค ดังนั้นนี่อาจเรียกได้ว่าเป็น "ระบอบทักษิณ" นั่นเอง
แต่หากมองจากมุมของ กปปส. ก็พบว่า การจัดตั้งสภาประชาชน รัฐบาลประชาชน โดยคัดเลือกจากคนกลุ่มเดียวที่มีคุณสุเทพเป็นผู้นำนั้น แม้จะอ้างว่านี่คือ "ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์" ความจริงแล้วมันคือ "ระบอบสุเทพ" นั่นเอง
สำหรับคนเสื้อขาว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นจะไม่ชอบใจทั้ง "ระบอบทักษิณ" และ "ระบอบสุเทพ" ดังนั้น ผมได้ทุ่มเทสติปัญญาเพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยไท้เก๊ก" (คำแปล: สุดยอดประชาธิปไตย) ซึ่งสิ่งนี้ก็คือ การนำเอาอำนาจที่แท้จริงกลับสู่มือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ส่วน สส.มีอำนาจตามรูปแบบเท่านั้น โดยอำนาจของ สส.3 เรื่องหลัก คือ 1.เพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมาย 2.เลือกนายกฯ และ 3.ไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี จะให้อำนาจ 3 เรื่องหลักนี้เป็นไปตาม "ประชามติ" หรือนี่คือประชาธิปไตยแบบทางตรง ผ่านประชามติ เพื่อให้อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริงนั่นเอง สส.มีหน้าที่ยกมือโหวตตามผลของ "ประชามติ" เท่านั้น ไม่ใช่ตามใจนายทุนพรรรค นี่คือ ข่าวดีสำหรับคนเสื้อเหลือง เพราะเป็นการ "โค่นระบอบทักษิณ" และ เป็นข่าวดีสำหรับคนเสื้อแดง เพราะ เป็นการ "สกัดระบอบสุเทพ"
ป: ปฏิรูป ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการเป็นฝ่ายปฏิรูปประเทศไทย อย่างไรก็ดี จะให้มาคุยเจรจาร่วมมือกันเพื่อปฏิรูปนั้นก็คงจะยากเย็น ผมขอเสนอแนวทางแบบ ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดการบูรณาการของการปฏิรูปได้ในทุกภาคส่วน
ต้นน้ำ คือ ส่วนที่เป็น อ.ไอเดีย โดยให้ฝ่าย กปปส.และ พรรคประชาธิปัตย์ที่บอกว่ามีไอเดียในการปฏิรูปมากมาย จัดการประชุมมาหลายครั้งคงมีเรื่องดีๆ อยู่เต็มหัวแน่นอน จัดทำแบบสอบถามเพื่อเตรียมทำประชามติทั่วประเทศ ในการแก้ไขปัญหากฎหมายสำคัญๆ หลายเรื่องได้เลย
กลางน้ำ คือ อ.อุดมการณ์ ซึ่งจะส่งมอบอุดรการณ์ในการทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ ด้วยการทำ "ประชามติ" โดยประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปกฎหมายนั่นเอง
ปลายน้ำ คือ อ.อำนาจ โดย สส.ใหม่ที่เข้ามาซึ่งส่วนใหญ่น่าจะมาจากพรรคเพื่อไทยนั้น จะมีอำนาจในการยกมือโหวต (ตามผลประชามติ) เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายคอร์รัปชั่น กฎหมายผู้ว่าฯ ปฏิรูปตำรวจ และอื่นๆ
ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงมีส่วนร่วมในการ "ปฏิรูปประเทศไทย" โดยเป็นลักษณะของ ต้นน้ำ-กลางน้ำ และ ปลายน้ำ ซึ่งหากทำดีๆ กระบวนการทั้งหมดนี้อาจทำให้สำเร็จได้อย่างเร็วภายในเวลา 6 เดือนเท่านั้นเอง
และสุดท้าย คือ ส.สันติภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการนำพาประเทศให้ลดความขัดแย้งไปได้ นำไปสู่สันติภาพ ให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ เศรษฐกิจก็จะเริ่มฟิ้นตัว
ด้วยรหัส 4 ตัว กปปส. หรือ กฎกติกา ประชาธิปไตย ปฏิรูป และ สันติภาพ นี้เอง น่าจะนำทางให้ประเทศสามารถแก้ไขวิกฤติการเมืองความขัดแย้งกับ กปปส.ได้ แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาแต่ละฝ่ายจะไม่ได้ที่ตนเองต้องการทั้งหมด แต่ก็สามารถบรรลุเป้าหมายหลักๆ ของแต่ละฝ่ายไปได้สำหรับพรรคเพื่อไทยคือ มีการเลือกตั้งราบรื่น จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว สำหรับ กปปส. คือ สามารถโค่นระบอบทักษิณได้ และ ปฏิรูปประเทศได้ สำหรับคนไทยก็คือ กลับคืนสู่สันติภาพ และ เศรษฐกิจเดินหน้าได้
ผมขอร้องให้แต่ละฝ่ายได้โปรดพิจารณาแนวคิดเหล่านี้ซึ่งอาจนำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อนำพาประเทศชาติไปสู่ทางออกแบบสันติได้โดยเร็ว และนำมาซึ่งความสุขความเจริญของประชาชนคนไทยนะครับ
วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ยุทธศาสตร์888 : เศรษฐกิจไทยโตได้ 8%
ความจริงแล้ว ผมได้เตรียมยุทธศาสตร์888 นี้ไว้เพื่อโค่นพรรคขนาดยักษ์อย่าง "เพื่อไทย" ที่ได้ทรยศต่อเสียงของประชาชนในกรณี พรบ.นิรโทษกรรม อย่างไรก็ดี พรรคใหญ่อีกพรรคที่ไม่ลงต่อสู้ในศึกเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ณ เวลานี้คงไม่ใช่เวลาที่จะคิดช่วยพรรคใด เพราะ การช่วยประเทศไทยต่างหากที่สำคัญ
ยุทธศาสตร์นี้คือ 8 นโยบายทางเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ ศก.ไทยโตได้ 8% โดยมีขนาดใหญ่กว่านโบบายเดิมของคุณทักษิณ 8 เท่าตัว แค่อ่านหัวเรื่องเท่านี้ท่านผู้อ่านก็คงคิดว่า "เพ้อเจ้อ" อย่างแน่นอน แค่สถานการณ์บ้านเมืองปกติก็ยากที่จะทำได้อยู่แล้ว
ตอนนี้สถานการณ์การเมืองแตกแยกขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
ซึ่งกระทบต่อการบริโภค การท่องเที่ยว และ
การลงทุนอีกมากมายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ถ้าคิดว่าผมได้คาดหวังจากการเบิกจ่ายงบโครงสร้างพื้นฐาน
พรบ.2 ล้านล้านบาท และ การบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านนะหรือ
นั่นไม่ใช่หรอกครับ ดูเหมือนว่า2เรื่องนี้อาจจะไม่ง่ายนักเสียแล้ว
หรือหากคิดว่า ผมคาดหวังจากเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวอย่างเร็ว
จนการส่งออกรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก นั่นก็ไม่ใช่เลย
ถ้าหากจะทำให้โจทย์นี้ยากขึ้นอีกด้วยการบอกว่า
นโยบายเหล่านี้จะไม่เพิ่ม "ภาระการคลัง"
ให้กับภาครัฐเลยแม้แต่น้อย นี่จึงนับเป็นโจทย์ที่ยากอย่างยิ่งปีนี้ 8% จะทำได้อย่างไรกัน
เพราะขนาดอัดงบจำนำข้าวไปถึง 6-7 แสนล้านบาท
โครงการรถยนต์คันแรกใช้เงินภาษีไปถึง 1 แสนล้าน
เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังเติบโตเพียง 3% เท่านั้นเอง
โจทย์ยากขนาดนี้เชื่อว่า ไม่เพียงแต่นักเศรษฐศาสตร์ของทั้งภาครัฐและเอกชนเท่านั้น
แม้แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจหลายท่านก็คง "งุนงง"
อย่างมากว่ามันจะทำได้จริงๆ นะหรือ เราลองมาดูกันครับ นโยบายทั้ง 8 ที่ว่านี้ก็คืออะไรกันบ้าง
1.สินเชื่อไท้เก๊ก
: ด้วยการยอมให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม สมาชิก กบข.
สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ผู้ถือหน่วย RMF LTF สามารถยืมเงินผ่านแบงก์รัฐ
โดยองค์กรที่บริหารเงินบำนาญเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อได้
โดยอัตราดอกเบี้ยก็อาจกำหนดไว้ราว 9% โดย 6% จ่ายให้กับแบงก์รัฐ
2% เป็นเงินภาษีรัฐ และ 1% เป็นค่าค้ำประกัน
ดังนั้น คาดว่าจะมีผู้ได้ประโยชน์ราว 8 ล้านคน
สร้างสินเชื่อเฉลี่ยหัวละ 8 หมื่นบาท เป็นเงินถึง
6.4 แสนล้าน ซึ่งวงเงินนี้ใหญ่กว่ากองทุนหมู่บ้านของพรรคไทยรักไทยถึง 8 เท่าตัว
ประชาชนจากเดิมที่เคยผ่อนสินเชื่อเงินด่วนทั้งในและนอกระบบเดือนละ 3% ก็อาจเหลือแค่
1% ของยอดสินเชื่อ ทำให้ประหยัดไปได้ 24% ต่อปีเป็นเงิน
1.5 แสนล้านบาท ประเมินค่าตัวทวีที่ 2 เท่าจะเพิ่ม
GDP ได้ 3 แสนล้านบาท และ รัฐบาลได้ภาษีเพิ่ม 1.3 หมื่นล้าน
2. RMF-LTF ไท้เก๊ก
: ลดวงเงินการหักลดหย่อนภาษีของเงิน 2 กองนี้ลงมาจาก
5 แสนบาทเหลือแค่ 1 แสนบาทต่อปี
ด้วยวิธีนี้จะทำให้เงินที่เคยไหลเข้าราว 4 หมื่นล้านต่อปีก็จะกลับไปใช้จ่ายแทนที่จะไหลเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น
ซึ่งจะไปหมุนสร้าง GDP ได้ 8 หมื่นล้านบาท และ รัฐบาลได้ภาษีเพิ่ม 1 หมื่นล้าน
3.สลากไท้เก๊ก
: หลังจากรัฐบาลได้เงินภาษีเพิ่มมาจาก 2 แหล่งข้างต้นเป็นเงินถึง
2.3 หมื่นล้าน ก็นำมาจัดทำเป็น "สลากไท้เก๊ก" ออกเลขท้าย
2 ตัว รางวัลละ 2 พันบาท และ เลขท้าย 3 ตัวรางวัลละ
2 หมื่นบาท
ทุกเดือนตามเลขท้ายบัตรประชาชนของคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งราว 48 ล้านคน
นี่จะสร้าง GDP เพิ่ม 5 หมื่นล้านบาท
4.แทนคุณไท้เก๊ก
: ในระบบประกันสังคมมีเงินกองทุนเหลือถึงกว่า 1 ล้านล้านบาท
ขณะที่ผู้ประกันตนนั้นมีหลายคนที่มีภาระให้เงินแก่บิดามารดาทุกเดือน
หาก สปส.จ่ายเงินให้กับบิดามารดาผู้ประกันตนซึ่งอายุเกิน 60 ปีคนละ 1 พันบาททุกเดือน
ก็อาจดูแลได้ถึง 3 ล้านคน ตกเป็นเงิน 3.6 หมื่นล้านต่อปี
ไม่มากเลยแม้เทียบกับเงินกองทุนของระบบประกันสังคม
และเรื่องนี้ไม่เป็นภาระการคลังเลยแม้แต่น้อย แต่หมุน GDP เพิ่มได้
7 หมื่นล้านบาท
5. เลี้ยงบุตรไท้เก๊ก : เพิ่มอายุจาก 0-6 ปี กลายเป็น 0-12 ปี ของผู้ประกันตน จ่ายเดือนละ 400 บาท ดังนั้นรัฐไม่ต้องใช้เงินเลย
แต่นำเงินจากกองทุนประกันสังคมเพิ่มอีกปีละ 5 พันล้านบาท จะหมุน GDP ได้ราว 1 หมื่นล้านบาท
6. แทรกแซงไท้เก๊ก : กำหนดให้กองทุนบำนาญทั้งหลายต้องลงทุนในสัญญาซื้อเกษตรล่วงหน้าของประเทศไทยโดยเฉพาะ
ข้าว และ ยาง เป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 5% ของสินทรัพย์ เรื่องนี้จะทำให้เกิดการแทรกแซงสินค้าเกษตรเป็นเงินถึง
2 แสนล้านบาท ทำให้ข้าว และ
ยางมีราคาดีขึ้น
โดยที่กองทุนบำนาญให้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยราว 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่เพิ่มกำลังซื้อได้ถึง 20 เท่าผ่านตลาดล่วงหน้า เรื่องนี้น่าจะเพิ่มราคาสินค้าเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า
10% ดังนั้นเป็น
GDP เพิ่มราว
1 แสนล้านบาท
7. ตลาดหุ้นไท้เก๊ก : กำหนดให้กองทุนบำนาญ
(ซึ่งมี 4 ล้านล้านบาท จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 15% ของสินทรัพย์
ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยพยุงตลาดหุ้นได้อย่างดี อาจมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นได้ถึง 2 แสนล้านบาทในปี 2557 ทดแทนการขายออกของต่างชาติได้อย่างดี อาจเพิ่ม GDP ได้อีก 1 แสนล้านบาท
8.ข้าวกล่องไท้เก๊ก : เรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เงินภาครํฐ แต่เนื่องจาก GDP ที่เพิ่มมา 7 รายการรวมแล้ว 7 แสนล้าน
(หรือราว 6% GDP) รัฐจึงมีรายรับจากภาษีเพิ่มขึ้นราว
1.2 แสนล้านบาท (17% ของ GDP ที่เพิ่ม) สามารถนำมาทำโครงการนี้ได้สบายๆ คือ การทำข้าวกล่องแจก
8 แปดหมื่นหมู่บ้านๆ ละ 100 กล่องทุกวัน
หรือราวๆ 8 ล้านกล่องทุกวัน
เป็นข้าวแบบพื้นๆ เช่น ข้าวไข่เจียว ข้าวกระเพราไก่ เป็นต้น โดยอาจแจกให้คนละ 2 กล่องทุกวัน วิธีนี้จะช่วยคนจนโดยตรงได้ถึง 4 ล้านคนต่อวัน ชาวบ้านก็จะประหยัดค่าอาหาร 2 กล่องไปได้ราววันละ
50 บาท
หรือเดือนละ 1500 บาท
ต้นทุนในการจัดโครงการนี้น่าจะตกราว 5 หมื่นล้านบาทต่อปี
แต่ก็ช่วยลดสต็อกข้าวในโกดังลงไปได้บ้างพอสมควร จะหมุน GDP ได้ราว 1 แสนล้านบาท
เมื่อรวมทั้ง 8 นโยบายจะเห็นว่าสามารถเพิ่ม
GDP ได้ถึง 8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นราว 6.5%
GDP และ เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับต่ำๆ ปกติคือ 2% ต่อปีอยู่แล้ว
ดังนั้น เป้าหมายที่เติบโตสูงได้ถึง 8% ต่อปีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ยาก
และ ที่สำคัญก็คือ ด้วยนโยบายเหล่านี้หนี้สินภาครัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียวครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)